Kamelessia Stories
ปก การเดินทางของกีรติและคู่หูแมวเหมียวกลับไปที่นิยายการเดินทางของกีรติและคู่หูแมวเหมียว
ตอนที่ 2

ทะเลทรายซึ่งไม่มีในแผนที่

ความร้อนเป็นสิ่งแรกที่กีรติรู้สึก
มันไม่ได้อุ่นเหมือนแสงแดดยามสาย หรือร้อนอบอ้าวอย่างกรุงเทพฯ ในเดือนเมษายน หากเป็นความร้อนที่กดทับลงมาทั้งร่าง ราวกับมีใครนำแผ่นทองแดงเผาไฟมาวางไว้เหนือใบหน้า
เธอพยายามลืมตา
แสงสีขาวพุ่งแทงเข้าสู่ม่านตาจนต้องรีบหลับลงอีกครั้ง เปลือกตาหนักอึ้ง ริมฝีปากแห้งผาก และในลำคอมีรสฝุ่นขมติดอยู่ทุกครั้งที่หายใจ
ใต้แผ่นหลังไม่ใช่พื้นกระเบื้องเย็นของพิพิธภัณฑ์
แต่มันคือทราย
กีรติขยับปลายนิ้ว เม็ดทรายร้อนละเอียดไหลผ่านซอกนิ้วลงไป เธอนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พยายามรวบรวมความทรงจำที่แตกกระจัดกระจาย
ห้องจัดแสดงที่ไฟดับ
แมวสามสี
ไม้เท้าที่เรืองแสง
ภาพแม่น้ำกับหญิงชรา
แล้วก็ความรู้สึกเหมือนพื้นทั้งโลกหายไปใต้เท้า
เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ยกแขนบังแสงไว้ก่อน
เหนือศีรษะคือท้องฟ้าสีฟ้าซีดไร้เมฆ ไม่มีเพดาน ไม่มีกล้องวงจรปิด และไม่มีเสียงฝน เห็นเพียงแสงอาทิตย์ดวงใหญ่ซึ่งแผดเผาผืนทรายจนทุกสิ่งพร่าไหว
กีรติยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก
รอบตัวเป็นเนินทรายสีน้ำตาลแดงทอดต่อกันไปจนสุดขอบฟ้า บางแห่งมีแนวหินดำโผล่พ้นผืนทรายราวกระดูกของสัตว์ยักษ์ ไม่มีอาคาร ไม่มีถนน และไม่มีเสาไฟฟ้าแม้แต่ต้นเดียว
“นี่มัน…”
เสียงของเธอแหบจนแทบไม่ได้ยิน
กีรติก้มสำรวจร่างกาย เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยังเป็นชุดเดิม รองเท้าข้างหนึ่งหลุดไปอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว แขนมีรอยถลอกจากการตกกระแทก แต่ไม่มีกระดูกส่วนใดผิดรูป
สมุดบันทึกกับกระเป๋าที่วางอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไม่ได้ติดมาด้วย
ไม้เท้าก็หายไป
สิ่งเดียวที่ยังอยู่ในกระเป๋ากางเกงคือโทรศัพท์มือถือ
เธอรีบหยิบมันออกมา หน้าจอมีรอยร้าวเล็ก ๆ ตรงมุม แต่ยังกดเปิดได้ แบตเตอรี่เหลือหกสิบสองเปอร์เซ็นต์ วันที่และเวลายังค้างอยู่ตรงนาทีสุดท้ายก่อนเกิดแสงสว่างในพิพิธภัณฑ์
21.17 น.
แต่ดวงอาทิตย์เหนือศีรษะบอกชัดว่าเวลานี้ไม่ใช่กลางคืน
มุมบนของหน้าจอขึ้นข้อความว่าไม่มีสัญญาณ
กีรติลองโทรออกฉุกเฉิน ไม่มีการเชื่อมต่อ เธอเปิดแผนที่ แต่หน้าจอปรากฏเพียงพื้นที่ว่าง เนื่องจากข้อมูลบริเวณนี้ไม่เคยถูกดาวน์โหลดไว้
เข็มทิศในโทรศัพท์หมุนไปมาอย่างผิดปกติ ทิศเหนือเปลี่ยนตำแหน่งทุกสองสามวินาที
“ตั้งสติไว้ก่อน”
เธอบอกตัวเอง แม้หัวใจจะเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
อาจเป็นทะเลทรายแห่งใดแห่งหนึ่ง
อาจมีใครพาเธอมาทิ้งไว้
อาจเกิดเหตุบางอย่างระหว่างไฟดับซึ่งเธอจำไม่ได้
ทุกข้อสันนิษฐานฟังดูเหลือเชื่อ แต่ยังน่าเชื่อกว่าการยอมรับว่าเธอร่วงผ่านประตูแห่งแสงมาอยู่ในสถานที่ซึ่งไม่ควรมีอยู่จริง
เสียงทรายขยับดังมาจากด้านหลัง
กีรติหมุนตัวกลับทันที
แมวสามสียืนอยู่บนสันเนินห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว
ขนของมันแห้งแล้ว แม้ยังจับตัวเป็นก้อนเล็กน้อยจากฝนเมื่อคืน—or จากฝนซึ่งสำหรับที่นี่อาจไม่เคยตกเลยก็ได้ มันมองเธอนิ่ง ดวงตาหรี่ลงเพราะแสงแดด หางตั้งตรงและงอเล็กน้อยตรงปลาย
“เธอ…”
กีรติลุกพรวด แต่ความมึนงงทำให้เข่าอ่อน เธอเกือบล้มหน้าคว่ำลงบนทราย
แมวขยับถอยหนึ่งก้าว
“อย่าเพิ่งไป”
เธอรู้ดีว่าการขอร้องแมวแปลกหน้าเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ แต่เวลานี้มันเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงตัวเดียวที่ยืนยันว่าเหตุการณ์ในพิพิธภัณฑ์ไม่ได้เกิดขึ้นในจินตนาการของเธอ
“ไม้เท้าอยู่ไหน เธอเห็นมันไหม”
แมวเอียงศีรษะ ไม่ส่งเสียงตอบ
แน่นอนว่ามันไม่มีทางตอบ
กีรติมองหาร่องรอยบนพื้น บริเวณที่เธอตื่นมีแอ่งทรายตื้น ๆ จากน้ำหนักร่างกาย ใกล้กันมีรอยอุ้งเท้าแมว แต่ไม่มีรอยของไม้เท้า ไม่มีหลุมกระแทก และไม่มีวัตถุสีดำอยู่ในระยะสายตา
เธอลองเดินขึ้นสันเนินเพื่อมองจากที่สูง ทรายยุบตัวใต้รองเท้าทุกก้าว ทำให้ระยะไม่กี่เมตรกินแรงกว่าที่คิด เมื่อขึ้นไปถึงยอด สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงทะเลทรายต่อเนื่องทุกทิศ
แสงอาทิตย์อยู่เกือบตรงศีรษะ
เธอไม่รู้ทิศ ไม่รู้พิกัด และไม่มีน้ำติดตัวแม้แต่หยดเดียว
ความกระหายซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเพียงความระคายคอเริ่มกลายเป็นความเจ็บปวด ทุกครั้งที่กลืนน้ำลาย ผิวด้านในลำคอเสียดสีกันเหมือนกระดาษทราย
กีรติเคยอ่านบันทึกการเดินทางผ่านทะเลทรายหลายเล่ม เธอรู้หลักพื้นฐานว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้แรงช่วงแดดจัด ควรหาที่ร่ม ป้องกันศีรษะ และรักษาน้ำในร่างกาย
ปัญหาคือบริเวณนี้ไม่มีที่ร่ม
ไม่มีน้ำ
และการรู้ว่าความร้อนสามารถฆ่ามนุษย์ได้อย่างไร ไม่ได้ช่วยให้เธอสร้างโอเอซิสขึ้นมาจากเนินทราย
ความรู้ในตำราบอกได้ว่าเหตุใดคนโบราณจึงสร้างชุมชนใกล้แม่น้ำ
แต่มันไม่ได้บอกว่า คนหลงทะเลทรายควรเดินไปทางไหน เมื่อไม่มีแม่น้ำอยู่ในสายตา
แมวสามสีเดินลงจากสันเนินอีกด้าน
“เดี๋ยว!”
กีรติรีบตามไป
เมื่อถึงเชิงเนิน มันหยุดดมพื้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเดินต่อไปทางแนวหินด้านตะวันออก—or อย่างน้อยก็เป็นทิศซึ่งโทรศัพท์ของเธอเคยบอกว่าเป็นตะวันออก ก่อนเข็มทิศจะหมุนผิดทางอีกครั้ง
“เธอรู้ทางหรือเปล่า”
แมวไม่สนใจคำถาม มันเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ
กีรติยืนลังเล
การเดินตามสัตว์ซึ่งเธอไม่รู้จักไปกลางทะเลทรายอาจเป็นความคิดที่โง่ที่สุดในชีวิต แต่การอยู่กับที่โดยไม่มีน้ำและไม่มีใครรู้ตำแหน่งของเธอก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่ากัน
เธอจึงถอดเสื้อเชิ้ตตัวนอกออก เหลือเสื้อยืดแขนสั้นที่สวมไว้ข้างใน แล้วใช้เสื้อเชิ้ตคลุมศีรษะกับต้นคอ ก่อนเดินตามมันไป
“ถ้าเธอพาฉันหลงกว่าเดิม ฉันจะตั้งชื่อเธอว่าเจ้าตัวปัญหา”
แมวเหลียวกลับมามองแวบหนึ่ง
จากนั้นก็เดินต่อ ราวกับไม่เห็นว่าคำขู่นั้นมีความสำคัญพอให้ใส่ใจ

กีรติไม่รู้ว่าเดินมาไกลเพียงใด
โทรศัพท์บอกจำนวนก้าวไม่ได้ เพราะระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวค้างอยู่ที่ตัวเลขเดิม นาฬิกาก็ยังไม่เปลี่ยนจาก 21.17 น. เธอจึงวัดเวลาได้เพียงจากตำแหน่งของดวงอาทิตย์และความเหนื่อยล้าของร่างกาย
หลังผ่านเนินทรายลูกที่สาม เธอเริ่มหายใจแรง
หลังลูกที่ห้า เท้าของเธอร้อนจนรู้สึกเหมือนพื้นรองเท้ากำลังละลาย
หลังลูกที่เจ็ด แม้แต่การยกขาก็กลายเป็นภาระ
ส่วนแมวสามสียังคงเดินไปอย่างสม่ำเสมอ มันเลือกเหยียบตามแนวเงาเล็ก ๆ ข้างโขดหินและหยุดพักเป็นระยะ แม้จะดูเหมือนเดินโดยไร้จุดหมาย แต่ทุกครั้งที่มีทางแยกระหว่างเนิน มันไม่เคยลังเล
กีรติสังเกตว่ามันไม่ได้มุ่งลงไปยังพื้นที่ต่ำเสมอไป บางครั้งกลับปีนขึ้นแนวหินเพื่อหลีกเลี่ยงแอ่งทรายอ่อนซึ่งอาจทำให้จมข้อเท้า
“รู้ดีจังนะ”
เธอพึมพำ หอบจนเจ็บหน้าอก
แมวหยุดใต้เงาหินก้อนหนึ่งแล้วหมอบลง
กีรติเดินไปถึงและทรุดนั่งข้างมัน เงาที่มีอยู่แคบจนบังแดดได้เพียงครึ่งตัว แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย
เธอมองหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้ง
ไม่มีสัญญาณ ไม่มีเวลาใหม่ และไม่มีข้อความใดส่งออกไปได้
แบตเตอรี่เหลือห้าสิบสามเปอร์เซ็นต์
กีรติปิดเครื่องเพื่อรักษาพลังงาน แล้วใช้ลิ้นแตะริมฝีปากที่เริ่มแตก
“ฉันเรียนประวัติศาสตร์นะ ไม่ได้เรียนเอาตัวรอด”
แมวเลียอุ้งเท้าอย่างสงบ
“รู้ไหมว่าคนในหนังเวลาเจอสถานการณ์แบบนี้ เขามักจำวิธีหาน้ำจากต้นไม้หรือดูทิศจากดวงอาทิตย์ได้”
มันเงยหน้ามองเธอ
“แต่ของจริงไม่มีต้นไม้สักต้น และฉันก็ดูดวงอาทิตย์ไม่ออก เพราะมันเกือบอยู่ตรงหัว”
แมวกะพริบตาช้า ๆ
กีรติเริ่มเข้าใจว่าความร้อนอาจทำให้คนพูดกับสัตว์ได้มากกว่าปกติ
เธอพิงแผ่นหลังกับหิน หลับตาเพียงครู่เดียว ภาพไม้เท้าเรืองแสงก็กลับมาในความคิด โดยเฉพาะภาพหญิงชราริมแม่น้ำ
แม่น้ำนั้นอาจเป็นแม่น้ำไนล์
บ้านดิน เรือไม้ ต้นกก และลักษณะเสื้อผ้าของผู้คนในภาพ คล้ายภาพจำลองชุมชนอียิปต์ช่วงปลายยุคก่อนราชวงศ์ถึงต้นราชวงศ์ที่เธอเคยศึกษา
แต่ความรู้จากภาพเพียงชั่วพริบตาไม่อาจใช้ยืนยันอะไรได้
เธออาจอยู่ในเขตทะเลทรายของอียิปต์ยุคปัจจุบัน
อาจอยู่ในฉากถ่ายทำภาพยนตร์
หรืออาจยังหมดสติอยู่บนพื้นพิพิธภัณฑ์ แล้วสมองกำลังสร้างทุกสิ่งขึ้นมา
กีรติหยิบทรายขึ้นมาหนึ่งกำมือ
ความร้อนของมันจริงเกินกว่าจะเป็นความฝัน
ทันใดนั้น แมวสามสีก็ลุกพรวด หูทั้งสองตั้งตรง มันหันไปมองทางตะวันออกเฉียงเหนือ
กีรติกลั้นหายใจและพยายามฟัง
แรกเริ่มมีเพียงเสียงลม แต่ไม่นานนัก เสียงแผ่วต่ำก็ลอยมาตามอากาศ
กรุ๋งกริ๋ง…
เป็นเสียงโลหะชิ้นเล็กกระทบกัน
ตามมาด้วยจังหวะฝีเท้าหนักสม่ำเสมอ และเสียงมนุษย์ตะโกนอยู่ไกล ๆ
“มีคน!”
กีรติพยายามลุก แต่แมวกลับวิ่งออกจากร่มเงาไปทันที
เธอต้องใช้มือยันหินจึงพยุงตัวขึ้นได้ ก่อนรีบตามมันไปอย่างทุลักทุเล
“ช้าก่อน!”
แมววิ่งอ้อมแนวหินแล้วหายไปหลังเนินเตี้ย กีรติไล่ตามจนถึงยอด เมื่อมองลงไปอีกด้าน เธอก็เห็นสิ่งแรกที่ไม่ใช่ทรายหรือหินนับตั้งแต่ตื่นขึ้นมา
บนพื้นราบเบื้องล่างมีรอยทางแคบ ๆ พาดผ่านทะเลทราย
รอยเท้าสัตว์จำนวนมากทับซ้อนกันบนพื้นแข็ง ระหว่างรอยเหล่านั้นมีมูลแห้งกับเศษเชือกจากเส้นใยพืช แสดงว่ามีผู้คนใช้เส้นทางนี้เป็นประจำ
ไกลออกไปทางซ้าย ฝุ่นสีน้ำตาลกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามา
ไม่นาน รูปร่างภายในม่านฝุ่นก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
สัตว์หูยาวหลายตัวเดินเรียงเป็นแถว บนหลังบรรทุกตะกร้า กระสอบหนัง และภาชนะดินเผาซึ่งถูกผูกไว้ด้วยเชือก ชายหญิงในชุดผ้าลินินเนื้อหยาบเดินกำกับอยู่สองข้าง บางคนถือไม้พลอง บางคนมีมีดสั้นสะพายตรงเอว
เป็นขบวนลา
ไม่ใช่อูฐ ไม่มีเกวียนล้อใหญ่ และไม่มีม้า
รายละเอียดเล็กน้อยนี้ทำให้หัวใจของกีรติหนักอึ้ง
หากเป็นการจัดฉาก ผู้สร้างคงศึกษายุคสมัยมาอย่างละเอียดเกินความจำเป็น เพราะการใช้ลาเป็นสัตว์บรรทุกสัมภาระสอดคล้องกับชุมชนลุ่มแม่น้ำไนล์ยุคต้นมากกว่าภาพจำแบบอียิปต์ในภาพยนตร์ทั่วไป
เธอมองหาเครื่องยนต์ รอยยางรถ หรือสิ่งของสมัยใหม่
ไม่มีเลย
แม้แต่เสื้อผ้าของคนในขบวนก็ไม่ได้ขาวสะอาดหรือประดับทองอย่างนักแสดง แต่เต็มไปด้วยเหงื่อ ฝุ่น รอยปะ และสีที่ซีดจากการใช้งานจริง
กีรติควรดีใจที่พบคน
ทว่าเมื่อมองมีดหินและหอกปลายทองแดงในมือพวกเขา ความดีใจก็เปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง
เธอก้มมองเสื้อยืด กางเกง และรองเท้าผ้าใบของตน
หากคนเหล่านั้นมาจากยุคที่เธอกำลังคิดจริง ๆ รูปลักษณ์ของเธอย่อมผิดแปลกเกินกว่าจะอธิบายได้
แมวสามสีลงไปยืนกลางเส้นทางแล้ว
“กลับมาก่อน!”
เธอกระซิบเรียก แต่มันไม่ขยับ
ชายคนหนึ่งซึ่งเดินอยู่หน้าขบวนสังเกตเห็นมัน เขายกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนชะลอฝีเท้า
เสียงกระดิ่งตรงคอลาตัวแรกค่อย ๆ เงียบลง
กีรติย่อตัวหลบหลังสันทราย หัวใจเต้นแรงจนได้ยินชัดในหู
เสียงพูดคุยดังขึ้นจากเบื้องล่าง ภาษาที่คนเหล่านั้นใช้มีจังหวะและสำเนียงซึ่งเธอไม่เคยได้ยิน แม้จะเคยศึกษาระบบอักษรและชื่อบุคคลจากอียิปต์โบราณ แต่ภาษาเขียนที่หลงเหลือในหลักฐานไม่อาจสอนให้เธอฟังหรือพูดภาษาของคนเมื่อหลายพันปีก่อนได้
ความรู้ที่เธอมีมากมายกลับใช้ไม่ได้ในเวลาที่จำเป็นที่สุด
แมวสามสีหันขึ้นมามองเธอจากกลางทาง
ชายหน้าขบวนมองตามสายตาของมัน
กีรติรีบก้มต่ำ แต่สายเกินไป
เสียงตะโกนดังขึ้นทันที
ชายสองคนแยกออกจากขบวนและวิ่งขึ้นมาตามเนิน หนึ่งในนั้นถือไม้พลอง อีกคนกำหอกปลายทองแดงไว้แน่น
กีรติถอยหลัง
สมองสั่งให้หนี แต่ร่างกายซึ่งขาดน้ำกลับตอบสนองช้ากว่าความกลัว ขาเธออ่อนแรงตั้งแต่ก้าวแรก พื้นทรายไหลออกใต้รองเท้าจนเสียหลัก
เธอกลิ้งลงจากเนิน
ภาพท้องฟ้ากับพื้นทรายสลับกันหลายครั้ง ก่อนร่างจะหยุดอยู่ตรงเชิงเนิน ลมหายใจถูกกระแทกออกจากปอดจนเธอพูดไม่ออก
เงาของคนสองคนทอดลงมาทับร่าง
กีรติพยายามยกมือแสดงว่าไม่มีอาวุธ
“ฉันไม่ทำร้ายพวกคุณ… ฉันหลงทาง”
ชายทั้งสองสบตากัน เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจแม้แต่คำเดียว
คนถือหอกถามบางอย่างด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
กีรติส่ายหน้าแล้วชี้ไปที่ลำคอ พยายามทำท่าขอน้ำ
ชายอีกคนกลับจ้องเสื้อผ้าของเธออย่างตกตะลึง เขาเอื้อมไม้พลองมาเขี่ยปลายรองเท้าผ้าใบ ก่อนร้องเรียกคนในขบวนด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
ผู้คนเริ่มกรูกันเข้ามา
เสียงพูดคุยดังซ้อนกันจนจับความไม่ได้ หลายคนมองเธอด้วยความกลัว บางคนแตะเครื่องรางที่คอ ขณะที่หญิงคนหนึ่งดึงเด็กเล็กไปหลบหลังตะกร้าบนหลังลา
กีรติพยายามลุกขึ้น แต่ปลายหอกลดลงมาขวางตรงหน้า
คมทองแดงนั้นไม่เรียบสนิท มีรอยตีขึ้นรูปและรอยขัดจากฝีมือมนุษย์ ทว่ามันแหลมพอจะสังหารคนได้อย่างแน่นอน
เธอจึงหยุดขยับ
แมวสามสีเดินออกมาจากระหว่างขาของผู้คน มันนั่งลงห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง
“นี่คือทางช่วยของเธอหรือ”
กีรติกระซิบเสียงแหบ
แมวมองเธอแล้วสะบัดหางหนึ่งครั้ง
ชายถือไม้พลองก้าวเข้ามา ใช้เชือกเส้นหยาบมัดข้อมือเธอเข้าด้วยกัน แม้กีรติจะพยายามอธิบาย แต่คำพูดของเธอกลับยิ่งทำให้คนรอบข้างหวาดกลัว
จากเสียงกระซิบซ้ำ ๆ เธอเริ่มจับได้เพียงคำหนึ่ง
“เคเมต…”
คำนั้นทำให้เธอนิ่งงัน
เคเมต—แผ่นดินดำ
ชื่อที่ชาวอียิปต์โบราณใช้เรียกดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ริมแม่น้ำไนล์ หรืออย่างน้อยก็เป็นคำซึ่งปรากฏในหลักฐานจากยุคหลัง และถูกคนรุ่นปัจจุบันนำมาใช้อธิบายอียิปต์โบราณ
แต่จากท่าทางของคนในขบวน พวกเขาดูเหมือนกำลังใช้คำนั้นเป็นชื่อจุดหมายหรือชุมชนแห่งหนึ่ง
ชายคนหนึ่งยื่นถุงหนังมาแตะริมฝีปากเธอ
น้ำไหลเข้าปากเพียงเล็กน้อย แต่กลับมีค่ามากกว่าสิ่งใดที่เธอเคยดื่ม มันอุ่น มีกลิ่นหนังและรสดินจาง ๆ กีรติพยายามดื่มต่อ แต่ชายคนนั้นดึงถุงกลับ เพราะคงไม่ต้องการให้คนขาดน้ำดื่มเร็วเกินไป
เธอหอบหายใจ น้ำตาคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
อย่างน้อยคนเหล่านี้ก็ยังไม่คิดฆ่าเธอ
ยังไม่คิด—อย่างน้อยในเวลานี้
พวกเขาพาเธอไปนั่งข้างสัมภาระบนหลังลาตัวหนึ่ง แล้วผูกปลายเชือกไว้กับอานอย่างระมัดระวัง เสียงโต้เถียงดังต่อเนื่อง หลายคนชี้มาที่เสื้อผ้าและโทรศัพท์ในมือเธอ
ชายถือหอกดึงโทรศัพท์ไปตรวจดู
หน้าจอสว่างขึ้นเมื่อถูกสัมผัส ทำให้เขาสะดุ้งจนเกือบโยนมันทิ้ง ผู้คนรอบข้างถอยกรู บางคนยกมือขึ้นปิดหน้า บางคนเปล่งคำสั้น ๆ ซึ่งฟังคล้ายการขับไล่สิ่งอัปมงคล
กีรติรีบเอื้อมมือขอคืน
ชายคนนั้นลังเล ก่อนห่อโทรศัพท์ไว้ในผ้าหยาบแล้วเก็บลงในถุงสัมภาระ โดยไม่ยอมส่งให้เธอ
จากนั้นขบวนก็เริ่มเคลื่อนต่อ
กีรตินั่งโงนเงนไปตามจังหวะฝีเท้าลา ข้อมือถูกเชือกเสียดสีจนเจ็บ เธอมองผืนทะเลทรายตรงหน้า ขณะพยายามทำความเข้าใจความจริงซึ่งไม่มีตำราเล่มใดเตรียมเธอไว้รับมือ
เธอไม่รู้ว่าที่นี่อยู่ที่ไหน
ไม่รู้ว่าคนเหล่านี้จะพาเธอไปทำอะไร
ไม่รู้ว่าไม้เท้าหายไปไหน
และที่สำคัญที่สุด—ไม่รู้ว่าจะกลับบ้านได้อย่างไร
แมวสามสีเดินตามขบวนอยู่ด้านข้าง
มันไม่ได้ถูกผูก ไม่ได้ถูกจับ และไม่มีใครพยายามไล่ ราวกับการมีอยู่ของมันเป็นเรื่องธรรมดากว่าหญิงสาวในเสื้อผ้าประหลาด
เมื่อกีรติมองไป มันก็เงยหน้าสบตาเธอพอดี
“เธอต้องรับผิดชอบนะ”
เธอพึมพำ
แมวไม่ตอบ เพียงเดินต่อด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอ
แต่ครู่หนึ่งหลังจากนั้น มันเร่งฝีเท้าขึ้นมาจนอยู่ใกล้ลาซึ่งเธอนั่ง แล้วเดินเคียงข้างโดยไม่ยอมห่าง
กีรติมองมันอยู่เงียบ ๆ
เธอยังไม่รู้ว่าควรไว้ใจสัตว์ตัวนี้หรือไม่ แต่ท่ามกลางใบหน้าของผู้คนที่พูดภาษาซึ่งเธอฟังไม่เข้าใจ แมวแปลกหน้าจากพิพิธภัณฑ์กลับเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเธอกับโลกเดิม
“ถ้าจะตามกันไปจริง ๆ ก็ควรมีชื่อ”
เธอพูดเบา ๆ พลางมองขนสามสีบนหลังของมัน
“คาลิโก้… เรียกแบบนี้ไปก่อนแล้วกัน”
หูข้างหนึ่งของแมวกระดิก
แต่มันไม่หันมา
กีรติไม่แน่ใจว่ามันได้ยิน หรือเพียงตอบสนองต่อเสียงลม
ขบวนลาเดินลึกเข้าไปในทะเลทราย จนดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ แสงสีทองแดงทอดเงาของผู้คนและสัตว์ให้ยาวไปบนพื้น
เมื่อผ่านเนินหินลูกสุดท้าย กีรติก็เห็นแนวสีเขียวปรากฏขึ้นไกล ๆ
ต้นอินทผลัมขึ้นเรียงอยู่เหนือหลังคาบ้านดิน ร่องน้ำแคบสะท้อนแสงเย็น และกำแพงเตี้ยล้อมชุมชนซึ่งซ่อนตัวอยู่ระหว่างเส้นทางทะเลทรายกับผืนดินสีเข้ม
เสียงหนึ่งดังมาจากคนหน้าขบวน
“เคเมต!”
คราวนี้ทุกคนตอบรับพร้อมกันด้วยความโล่งใจ
กีรติมองเมืองเบื้องหน้า หัวใจกลับหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
ไม่มีเสาไฟ ไม่มีถนนลาดยาง ไม่มีสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ และไม่ปรากฏร่องรอยของโลกที่เธอรู้จักเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่ขบวนกำลังมุ่งเข้าสู่ประตูเมือง คาลิโก้หยุดอยู่บนสันดินแล้วหันกลับไปมองทะเลทราย
ไกลออกไป บริเวณยอดเนินซึ่งกำลังถูกเงายามเย็นกลืนกิน มีประกายสีทองแดงสว่างขึ้นเพียงชั่วขณะ
รูปร่างของมันสูงเรียว
ยอดด้านบนโค้งคล้ายวงรีของกุญแจ
กีรติเห็นมันเพียงพริบตา ก่อนลาตัวที่เธอนั่งจะเคลื่อนผ่านกำแพงและบดบังทิวทัศน์ทั้งหมด
เมื่อเธอหันกลับไปมองอีกครั้ง ที่นั่นก็เหลือเพียงทะเลทรายว่างเปล่า
คาลิโก้ยังคงจ้องอยู่ในทิศทางเดิม
ก่อนมันจะหมุนตัว แล้วเดินตามกีรติเข้าสู่เมืองเคเมตอย่างเงียบงัน

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต