บ้านของพ่อ
รถจักรยานยนต์คันเก่าส่งเสียงดังเข้ามาในลานบ้านตอนสายวันอาทิตย์
ราตรีกำลังนั่งซักเสื้อผ้าอยู่ข้างโอ่งน้ำ เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ เธอก็เงยหน้าขึ้นมอง
ชายวัยกลางคนในเสื้อเชิ้ตสีฟ้าซีดดับเครื่องยนต์ ก่อนถอดหมวกกันน็อกออก
เด็กหญิงจำเขาได้ทันที
“พ่อ!”
สมบัติหันมาตามเสียง
“อ้าว ราตรี”
เธอวางเสื้อผ้าลงในกะละมัง รีบลุกขึ้นจนเกือบสะดุดขันน้ำ
“พ่อมาแล้วเหรอ!”
ชายคนนั้นยิ้ม
“ก็เห็นอยู่นี่”
ราตรีหัวเราะ ก่อนวิ่งเข้าไปหา
เธอหยุดห่างจากเขาเพียงก้าวเดียว
อยากกอด แต่ไม่แน่ใจว่าควรกอดหรือไม่
สมบัติจึงยื่นมือมาขยี้ผมลูกสาว
“โตขึ้นเยอะเลยนะ”
“พ่อไม่ได้มานาน”
“งานยุ่ง”
“ยุ่งทุกวันเลยเหรอ”
สมบัติหัวเราะเบา ๆ
“เกือบทุกวัน”
ราตรีมองหน้าพ่อ
เธออยากถามว่าทำไมไม่ส่งจดหมายมา ทำไมไม่มาเยี่ยมในวันเกิด และทำไมบางครั้งถึงบอกว่าจะมาแต่กลับหายไป
แต่เมื่อพ่ออยู่ตรงหน้าจริง ๆ คำถามเหล่านั้นกลับติดอยู่ในลำคอ
เธอจึงถามเพียงว่า
“พ่อกินข้าวหรือยัง”
“ยังเลย”
“งั้นเดี๋ยวหนูไปตักให้”
เด็กหญิงรีบวิ่งขึ้นบ้าน
สมบัติมองตามหลังลูกสาว ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
บุญมีกำลังนั่งเด็ดใบกะเพราอยู่ในครัว
“ย่า พ่อมา!”
“ได้ยินเสียงรถแล้ว”
“พ่อยังไม่ได้กินข้าว”
“ในหม้อมีแกงหน่อไม้ เอ็งอุ่นให้พ่อหน่อย”
ราตรีรีบก่อไฟ
เธอตักแกงใส่หม้อใบเล็ก แล้วหยิบไข่มาสองฟอง
“ย่า หนูเจียวไข่ด้วยได้ไหม”
“เอาสิ”
“พ่อชอบกินไข่เจียวใช่ไหม”
บุญมีหยุดมือเล็กน้อย
“เมื่อก่อนก็ชอบ”
ราตรียิ้ม
เธอตอกไข่ใส่ชาม ตีจนขึ้นฟอง แล้วเทลงกระทะ
น้ำมันร้อนส่งเสียงฉ่า
กลิ่นไข่เจียวลอยไปทั่วครัว
เด็กหญิงตั้งใจทอดจนขอบเหลืองกรอบ
เมื่อจัดสำรับเสร็จ เธอยกลงไปใต้ถุน
“พ่อ กินข้าว!”
สมบัตินั่งคุยกับบุญมีอยู่บนแคร่
เขาหันมามองสำรับอาหาร
“โอ้โห ใครทำ”
“หนู”
“ทำเป็นแล้วหรือ”
“เป็นตั้งนานแล้ว”
ราตรีตอบอย่างภูมิใจ
สมบัติหยิบช้อนตักไข่เจียว
“อร่อย”
เด็กหญิงยิ้มกว้าง
คำชมเพียงคำเดียวทำให้ความเหนื่อยจากการก่อไฟและล้างกระทะหายไปเกือบหมด
เธอนั่งมองพ่อกินข้าว
อยากให้เขากินช้า ๆ
เพราะถ้ากินเสร็จเร็ว เขาอาจกลับเร็วด้วย
หลังอาหาร สมบัติหยิบบุหรี่ออกจากกระเป๋า
บุญมีมองทันที
“ไปสูบข้างนอกโน่น”
“รู้แล้วแม่”
เขาหัวเราะ ก่อนเดินออกไปริมรั้ว
ราตรีตามไปด้วย
“พ่อ”
“หือ”
“พ่ออยู่ที่ไหนตอนนี้”
“อยู่ในตัวอำเภอ”
“บ้านไกลไหม”
“ขี่รถประมาณชั่วโมงหนึ่ง”
เด็กหญิงคิดตาม
หนึ่งชั่วโมงไม่ใช่ระยะทางที่ไกลจนเดินทางมาไม่ได้
แต่เธอไม่ได้พูด
“พ่ออยู่คนเดียวเหรอ”
สมบัติเงียบไปเล็กน้อย
“เปล่า”
“อยู่กับใคร”
ชายคนนั้นมองลูกสาว
ก่อนดับบุหรี่ลงในกระป๋องทรายข้างรั้ว
“พ่อมีเรื่องจะบอก”
ราตรีเงยหน้า
“เรื่องอะไร”
“พ่อแต่งงานใหม่แล้ว”
เสียงนกกระจอกบนหลังคาดังขึ้นพอดี
ราตรีได้ยินทุกคำ
แต่ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งจึงเข้าใจความหมาย
“แต่งงาน?”
“อืม”
“กับใคร”
“ชื่ออรทัย”
เด็กหญิงนิ่ง
สมบัติพูดต่อ
“เขาเป็นคนดี”
ราตรีพยักหน้าอย่างช้า ๆ
“แล้วเขารู้ไหมว่าพ่อมีลูก”
“รู้สิ”
“รู้ว่ามีหนูด้วย?”
“รู้”
เด็กหญิงมองหน้าพ่อ
“แล้วทำไมพ่อไม่บอกหนูก่อน”
สมบัติหลบสายตา
“มันจัดกันเร็ว”
“เร็วแค่ไหน”
“ก็... หลายเดือนแล้ว”
ราตรีขมวดคิ้ว
“หลายเดือน?”
“อืม”
“พ่อแต่งงานหลายเดือนแล้ว เพิ่งมาบอกหนูเหรอ”
สมบัติถอนหายใจ
“พ่อไม่ได้ตั้งใจปิด”
“แล้วทำไมไม่บอก”
“พ่อไม่รู้จะเริ่มยังไง”
ราตรีเงียบไป
เธอเคยคิดว่าพ่อไม่ค่อยมาหาเพราะทำงานหนัก
แต่ตอนนี้พ่อมีบ้านอีกหลัง
มีภรรยาอีกคน
และมีชีวิตที่ดำเนินต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องมีเธออยู่ด้วย
“พ่อมีบ้านแล้วเหรอ”
“มี”
“บ้านใหญ่ไหม”
“ไม่ใหญ่หรอก”
“มีห้องกี่ห้อง”
สมบัติชะงัก
“ถามทำไม”
“หนูอยากรู้”
“สองห้อง”
ราตรีพยักหน้า
ก่อนถามคำถามที่ทำให้สมบัตินิ่งไป
“แล้วมีห้องให้หนูไหม”
สมบัติไม่ได้ตอบทันที
เขาหันมองถนนหน้าบ้าน
รถจักรยานคันหนึ่งแล่นผ่านไปช้า ๆ
“ราตรี”
“จ๊ะ”
“ตอนนี้ลูกอยู่กับย่าก็ดีแล้ว”
เด็กหญิงรู้สึกเหมือนมีใครดึงบางอย่างออกจากอก
“ทำไม”
“ย่าดูแลลูกดี”
“หนูรู้”
“โรงเรียนก็อยู่ใกล้”
“หนูก็ย้ายโรงเรียนได้”
สมบัติถอนหายใจ
“มันไม่ง่ายอย่างนั้น”
“ยากตรงไหน”
“บ้านพ่อเล็ก”
“หนูนอนพื้นก็ได้”
“ไม่ใช่เรื่องที่นอนอย่างเดียว”
ราตรีมองพ่อ
“แล้วเรื่องอะไร”
สมบัติเม้มปาก
เขาไม่อยากพูดว่าภรรยาใหม่ยังไม่พร้อมรับลูกติดของเขาไปอยู่ด้วย
ไม่อยากพูดว่าเงินเดือนที่ได้แทบไม่พอค่าใช้จ่าย
และไม่อยากยอมรับว่าตัวเองเคยชินกับการให้แม่ดูแลลูกสาวแทนมานานแล้ว
“รอให้ทุกอย่างลงตัวก่อน”
เขาตอบในที่สุด
ราตรีก้มหน้า
เธอรู้จักคำว่า รอ ดี
แม่เคยให้รอ
พ่อก็เคยให้รอ
ผู้ใหญ่ชอบพูดว่ารออีกหน่อย
แต่ไม่เคยบอกว่าหน่อยนั้นนานเท่าไร
“แล้วเมื่อไรจะลงตัว”
สมบัติตอบไม่ได้
เด็กหญิงจึงพยักหน้า
“ไม่เป็นไร”
น้ำเสียงของเธอเรียบจนพ่อหันมามอง
“ลูกโกรธพ่อหรือ”
“เปล่า”
“แน่นะ”
“จ้ะ”
เธอหันกลับไปทางบ้าน
“หนูไปช่วยย่าล้างจานก่อน”
สมบัติมองตาม
เขารู้ว่าลูกสาวไม่พอใจ
แต่ไม่รู้จะพูดอะไรให้ดีกว่านี้
ราตรีนั่งล้างจานอยู่ข้างโอ่ง
เธอขัดจานแรงกว่าปกติ
ฟองสบู่กระเด็นเปื้อนแขน
บุญมีเดินเข้ามา
“จานจะทะลุแล้ว”
ราตรีชะงัก
ก่อนผ่อนแรงลง
“จ้ะ”
ย่านั่งบนม้านั่งเตี้ย ๆ
“พ่อบอกเรื่องแต่งงานแล้วหรือ”
“บอกแล้ว”
“อืม”
“ย่ารู้ก่อนหนูใช่ไหม”
บุญมีเงียบ
ราตรีหันมอง
“ย่ารู้?”
“พ่อเอ็งเพิ่งบอกย่าเมื่อไม่นาน”
“ทำไมไม่มีใครบอกหนู”
บุญมีถอนหายใจ
“ย่าอยากให้พ่อเอ็งเป็นคนบอกเอง”
เด็กหญิงหันกลับไปล้างจาน
น้ำในกะละมังเริ่มขุ่น
“ทุกคนชอบบอกว่าหนูยังเด็ก”
บุญมีมองหลาน
“แต่พอมีงานให้ทำ หนูกลับโตแล้ว”
เธอพูดต่อ
“หนูยกข้าวได้ หุงข้าวได้ ทำงานได้เงินได้ แต่เรื่องของพ่อกับแม่ หนูไม่มีสิทธิ์รู้อะไรเลย”
บุญมีนิ่งไป
ราตรีวางจานลง
“หนูไม่เข้าใจ”
เสียงเธอสั่นเล็กน้อย
“ถ้าพ่อไม่อยากให้หนูไปอยู่ด้วย ก็บอกตรง ๆ สิ”
“พ่อเอ็งไม่ได้พูดอย่างนั้น”
“แต่พ่อก็ไม่ให้ไป”
หญิงชราไม่รู้จะตอบอย่างไร
ราตรีก้มหน้า
“หนูไม่ได้อยากไปจากย่านะ”
บุญมียื่นมือไปแตะไหล่หลาน
“ย่ารู้”
“หนูแค่อยากรู้ว่าถ้าวันหนึ่งย่าไม่อยู่ หนูจะไปอยู่ที่ไหน”
ประโยคนั้นทำให้บุญมีใจหาย
เธอจับไหล่หลานแน่นขึ้น
“ย่ายังอยู่ตรงนี้”
“หนูรู้”
“แล้วตอนนี้ก็ยังไม่ต้องคิดเรื่องนั้น”
ราตรีเงยหน้ามองย่า
“แต่ถ้าไม่คิดไว้ก่อน แล้ววันนั้นมาถึงล่ะ”
บุญมีมองเด็กหญิงที่อายุยังไม่ถึงวัยรุ่นเต็มตัว
ในแววตาของหลานมีความกังวลแบบเดียวกับผู้ใหญ่ที่ต้องหาเช้ากินค่ำ
เธอรู้สึกเจ็บปวดที่เด็กคนหนึ่งต้องคิดถึงอนาคตของตัวเองมากถึงเพียงนี้
บ่ายวันนั้น สมบัติเตรียมกลับ
เขาหยิบธนบัตรห้าสิบบาทออกจากกระเป๋า
“ราตรี”
เด็กหญิงเดินเข้ามา
“จ๊ะ”
“พ่อให้”
เธอมองเงิน
“ค่าอะไร”
“ค่าขนม”
“หนูมีเงิน”
สมบัติยิ้ม
“มีแล้วก็เก็บเพิ่ม”
ราตรีลังเล
ก่อนรับมา
“ขอบใจจ้ะ”
พ่อขยี้ผมเธอ
“ตั้งใจเรียนนะ”
“จ้ะ”
“อย่าดื้อกับย่า”
“หนูไม่ได้ดื้อ”
สมบัติหัวเราะ
“นั่นไง”
ราตรีไม่ได้หัวเราะตาม
เธอมองรถจักรยานยนต์
ก่อนถาม
“พ่อจะมาอีกเมื่อไร”
“ว่างแล้วจะมา”
“วันไหน”
“ยังไม่รู้”
เด็กหญิงพยักหน้า
“งั้นพ่อขับรถดี ๆ”
สมบัติสวมหมวกกันน็อก
ติดเครื่องยนต์
ก่อนขี่รถออกไปตามถนนดินแดง
ราตรียืนมองจนรถลับสายตา
ธนบัตรห้าสิบบาทอยู่ในมือ
เธอคลี่มันออก
มองรูปบนธนบัตร
แล้วพับเก็บเข้ากระเป๋า
เงินห้าสิบบาทเป็นเงินจำนวนมากสำหรับเธอ
แต่วันนี้มันกลับทำให้รู้สึกเศร้าอย่างประหลาด
เพราะสิ่งที่เธออยากได้จากพ่อไม่ใช่เงิน
เธออยากรู้ว่าเมื่อไรพ่อจะกลับมาอีก
และครั้งหน้าจะกลับมาจริงหรือไม่
คืนนั้นราตรีเปิดสมุดบัญชี
เขียนรายการใหม่
เงินจากพ่อ — 50 บาท
เธอหยุดปลายดินสอ
ก่อนเติมข้อความเล็ก ๆ ข้างหลัง
พ่อมาเยี่ยม
เด็กหญิงมองประโยคนั้น
จากนั้นพลิกไปหน้าหลังสุดของสมุด
เขียนวันที่พ่อมา
เธอตั้งใจว่าจะจดทุกครั้ง
จะได้รู้ว่าพ่อหายไปนานเท่าไร
แต่เมื่อลองนึกถึงครั้งก่อนหน้า เธอกลับจำวันที่แน่นอนไม่ได้
จำได้เพียงว่าเป็นช่วงก่อนฝนตกหนัก
เธอจึงเว้นบรรทัดนั้นไว้
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ราตรีได้รับข่าวว่าพ่อกับภรรยาใหม่จะจัดงานทำบุญขึ้นบ้าน
ข่าวไม่ได้มาจากพ่อ
แต่มาจากป้าสมพร
“พ่อเอ็งไม่ได้ชวนหรือ”
ป้าถาม
ราตรีส่ายหน้า
“ไม่จ้ะ”
ป้าสมพรชะงัก
“อาจยังไม่ได้บอก”
“งานวันไหน”
“วันอาทิตย์นี้”
ราตรีเงียบ
วันอาทิตย์นี้เหลืออีกเพียงสามวัน
เธอกลับบ้านด้วยความคิดมากมาย
ระหว่างทาง เธอตัดสินใจว่าจะถามย่า
ถ้าพ่อไม่ชวน เธอจะไปได้หรือไม่
บุญมีฟังแล้วถอนหายใจ
“เอ็งอยากไปหรือ”
“อยาก”
“ทำไม”
“อยากเห็นบ้านพ่อ”
หญิงชรามองหลาน
“แล้วถ้าพ่อไม่สะดวกล่ะ”
ราตรีเงยหน้า
“ทำไมพ่อจะไม่สะดวกให้ลูกไปบ้าน”
บุญมีตอบไม่ได้
เด็กหญิงพูดต่อ
“หนูไม่ได้จะไปอยู่ด้วยสักหน่อย แค่อยากไปดู”
ย่าพยักหน้า
“งั้นย่าจะถามพ่อให้”
“ถามวันนี้ได้ไหม”
“ต้องรอคนไปตลาดอำเภอฝากข่าว”
ราตรีถอนหายใจ
“ถ้าหนูมีรถ หนูจะไปเอง”
บุญมีหัวเราะเบา ๆ
“เอ็งยังขี่ไม่เป็น”
“โตขึ้นก็เป็น”
หญิงชรายิ้ม
“เออ โตขึ้นค่อยว่ากัน”
วันก่อนงาน สมบัติฝากข่าวกลับมาว่าให้บุญมีกับราตรีไปได้
เด็กหญิงดีใจมาก
เธอรีบเปิดหีบไม้
หยิบเสื้อผ้าที่ดีที่สุดออกมา
เป็นเสื้อคอปกสีขาวกับกระโปรงสีน้ำเงินเข้ม
เธอลองสวมหน้ากระจก
หมุนตัวหนึ่งรอบ
แล้วหันไปถามย่า
“สวยไหม”
“สวย”
“เหมือนเด็กในเมืองไหม”
บุญมีหัวเราะ
“เอ็งก็เป็นเด็กเหมือนกัน”
“แต่หนูอยู่บ้านนอก”
“เด็กบ้านนอกก็สวยได้”
ราตรียิ้ม
เธอถอดเสื้อผ้า พับวางไว้บนหีบ
ก่อนหยิบรองเท้านักเรียนมาขัดจนสะอาด
คืนนั้นเธอนอนหลับยาก
เพราะตื่นเต้นที่จะได้เห็นบ้านของพ่อเป็นครั้งแรก
เช้าวันอาทิตย์ รถกระบะของเพื่อนบ้านพาบุญมีกับราตรีเข้าอำเภอ
ราตรีนั่งด้านหลังกับผู้โดยสารคนอื่น
ลมพัดผมปลิวจนยุ่ง
เธอใช้มือกดผมไว้
ระหว่างทางมองบ้านเรือนที่เปลี่ยนจากทุ่งนาเป็นร้านค้า
ถนนเริ่มมีรถมากขึ้น
มีตึกสองชั้น
มีป้ายโฆษณา
และมีผู้คนเดินขวักไขว่
ราตรีรู้สึกตื่นเต้น
เธอชอบเห็นสถานที่ใหม่ ๆ
ชอบจินตนาการว่าคนที่อยู่ในบ้านแต่ละหลังมีชีวิตอย่างไร
เมื่อรถเลี้ยวเข้าซอยแคบ ๆ คนขับก็บอก
“ถึงแล้ว”
ราตรีรีบมอง
บ้านของพ่อเป็นบ้านปูนชั้นเดียวหลังเล็ก
ทาสีครีม
หน้าบ้านมีต้นชบาสองกระถาง
มีรถจักรยานยนต์จอดอยู่ข้างกำแพง
ผู้คนกำลังช่วยกันจัดโต๊ะอาหาร
ราตรีก้าวลงจากรถ
เธอมองบ้านอย่างตั้งใจ
มันไม่ได้ใหญ่โต
แต่ดูใหม่และสะอาด
ประตูหน้าบ้านเปิดกว้าง
ข้างในมีผ้าม่านสีชมพูอ่อน
เด็กหญิงยิ้ม
นี่คือบ้านพ่อ
สมบัติเดินออกมาต้อนรับ
“มาแล้วหรือแม่”
บุญมีพยักหน้า
“อืม”
ราตรียกมือไหว้
“สวัสดีจ้ะพ่อ”
“สวัสดีลูก”
ชายคนนั้นหันไปเรียกหญิงสาวที่อยู่ในครัว
“อร! มานี่หน่อย”
หญิงวัยสามสิบต้น ๆ เดินออกมา
เธอสวมเสื้อลูกไม้สีอ่อนกับผ้าถุงลายดอก
ใบหน้าดูอ่อนโยน แต่มีแววประหม่าเมื่อเห็นแขกใหม่
“นี่แม่ฉัน แล้วก็นี่ราตรี ลูกสาวฉัน”
สมบัติแนะนำ
อรทัยยกมือไหว้บุญมี
“สวัสดีค่ะคุณแม่”
จากนั้นหันมาหาราตรี
“สวัสดีจ้ะ”
เด็กหญิงยกมือไหว้
“สวัสดีค่ะ”
อรทัยยิ้ม
“โตแล้วนะเนี่ย”
ราตรีไม่รู้จะตอบอย่างไร
จึงยิ้มกลับ
บุญมีถามเรื่องการเตรียมงาน
อรทัยรีบเชิญทุกคนเข้าไปนั่ง
ราตรีเดินตาม
เธอมองไปรอบบ้านอย่างสนใจ
ห้องรับแขกมีตู้โทรทัศน์
โต๊ะไม้
และภาพถ่ายงานแต่งงานแขวนอยู่บนผนัง
ในภาพ สมบัติสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว
ยืนข้างอรทัยที่สวมชุดสีชมพู
ทั้งสองยิ้มให้กล้อง
ราตรีหยุดมอง
เธอไม่เคยเห็นภาพถ่ายงานแต่งงานของพ่อกับแม่ลำดวน
และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังมีภาพนั้นอยู่หรือไม่
“รูปสวยไหม”
อรทัยถาม
ราตรีสะดุ้งเล็กน้อย
“สวยค่ะ”
“ถ่ายที่ร้านในตลาด”
เด็กหญิงพยักหน้า
ก่อนถาม
“พ่อชอบถ่ายรูปเหรอคะ”
อรทัยหัวเราะ
“ไม่ค่อยหรอกจ้ะ ต้องบังคับถึงจะยอมถ่าย”
ราตรียิ้มบาง ๆ
เธออยากมีรูปถ่ายคู่กับพ่อบ้าง
แต่ไม่ได้พูดออกไป
หลังพระฉันเพลและแขกเริ่มทยอยกลับ ราตรีช่วยเก็บจาน
อรทัยเห็นเข้าก็รีบบอก
“ไม่ต้องหรอกจ้ะ ไปนั่งเล่นเถอะ”
“หนูช่วยได้ค่ะ”
“วันนี้เป็นแขก”
ราตรีชะงัก
คำว่า แขก ทำให้เธอรู้สึกแปลก ๆ
เธอมองอรทัย
“หนูเป็นลูกพ่อนะคะ”
อรทัยหน้าเสียเล็กน้อย
“อ๋อ ป้าหมายถึงวันนี้หนูมาเที่ยว ไม่ต้องทำงาน”
ราตรีพยักหน้า
“ค่ะ”
เธอไม่ได้ตั้งใจทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ
เพียงไม่ชอบความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอก
อรทัยยิ้มให้
“ถ้าอยากช่วยจริง ๆ เอาจานพวกนี้ไปวางในครัวก็ได้”
“ได้ค่ะ”
ราตรียกจานเดินเข้าครัว
เธอพบว่าห้องครัวเล็กแต่เป็นระเบียบ
มีชั้นวางหม้อ
ตู้กับข้าว
และถังน้ำพลาสติกสีฟ้า
เธอมองไปรอบ ๆ
ก่อนสังเกตเห็นประตูอีกสองบาน
บานหนึ่งเปิดอยู่
ข้างในมีเตียงกับตู้เสื้อผ้า
อีกบานปิดสนิท
ราตรีลังเล
ก่อนหันไปถามอรทัย
“ห้องนั้นเป็นห้องอะไรคะ”
อรทัยมองตาม
“ห้องเก็บของจ้ะ”
“อ๋อ”
เด็กหญิงพยักหน้า
“บ้านมีสองห้องนอนใช่ไหมคะ”
“ใช่”
“แล้วห้องเก็บของเคยนอนคนได้ไหม”
อรทัยชะงัก
“ก็... ได้มั้งจ๊ะ แต่ของเยอะ”
ราตรีมองประตู
ก่อนยิ้ม
“หนูแค่ถามค่ะ”
เธอวางจานลงแล้วเดินออกไป
อรทัยมองตาม
รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
เธอรู้ว่าสามีมีลูกสาว
รู้ว่าเด็กอยู่กับย่า
แต่ไม่เคยคิดจริงจังว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากวันหนึ่งเด็กอยากย้ายมาอยู่ด้วย
ช่วงบ่าย สมบัตินั่งคุยกับเพื่อนอยู่หน้าบ้าน
ราตรีเดินเข้าไปหา
“พ่อ”
“ว่าไง”
“หนูอยากถ่ายรูป”
สมบัติเงยหน้า
“รูปอะไร”
“รูปกับพ่อ”
เพื่อนของสมบัติหัวเราะ
“เออ ถ่ายสิ วันนี้มีคนเอากล้องมา”
สมบัติยิ้ม
“ได้”
ราตรีรีบไปตามบุญมี
เธออยากให้ย่าถ่ายด้วย
เมื่อทุกคนยืนเรียงกันหน้าบ้าน ช่างภาพสมัครเล่นซึ่งเป็นญาติของอรทัยก็ยกกล้องขึ้น
สมบัติยืนตรงกลาง
อรทัยอยู่ข้างหนึ่ง
บุญมีอยู่อีกข้าง
ราตรียืนหน้าพ่อ
ชายคนนั้นวางมือบนไหล่เธอ
“ยิ้มหน่อย”
ราตรียิ้มกว้าง
เสียงชัตเตอร์ดังแชะ
เธอรู้สึกมีความสุข
อย่างน้อยวันนี้ก็มีหลักฐานว่าเธอเคยมาที่บ้านพ่อ
เคยยืนอยู่กับพ่อ
และพ่อเคยวางมือบนไหล่เธอ
ก่อนกลับ อรทัยห่อขนมกับอาหารให้บุญมี
“เอาไปกินที่บ้านนะคะ”
“ขอบใจมาก”
ราตรียกมือไหว้
“ขอบคุณค่ะ”
อรทัยยิ้ม
“ไว้มาเที่ยวอีกนะ”
เด็กหญิงเงยหน้า
“มาได้จริงเหรอคะ”
คำถามตรงไปตรงมาทำให้อรทัยชะงัก
เธอหันมองสมบัติ
ชายคนนั้นรีบตอบ
“ได้สิ”
ราตรียิ้ม
“งั้นวันหลังหนูมาอีก”
สมบัติพยักหน้า
แต่ไม่ได้กำหนดวัน
ระหว่างนั่งรถกลับหมู่บ้าน ราตรีเงียบผิดปกติ
บุญมีสังเกตเห็น
“เหนื่อยหรือ”
“นิดหน่อย”
“สนุกไหม”
“สนุก”
“แล้วทำไมเงียบ”
ราตรีมองถนน
ก่อนตอบ
“บ้านพ่อสวยดี”
“อืม”
“แต่ไม่มีห้องให้หนู”
บุญมีหันมองหลาน
“พ่อไม่ได้บอกว่าไม่มี”
“หนูเห็นแล้ว”
ราตรีพูดเบา ๆ
“ห้องหนึ่งเป็นห้องพ่อ อีกห้องเป็นห้องเก็บของ”
“ห้องเก็บของก็จัดได้”
“แต่เขายังไม่จัด”
บุญมีเงียบ
ราตรีพูดต่อ
“หนูไม่ได้อยากย้ายไปหรอก”
เธอหยุด
ก่อนพูดอย่างช้า ๆ
“แค่อยากรู้ว่าถ้าหนูไป จะมีที่ให้หนูไหม”
หญิงชรามองหลาน
เด็กหญิงยังคงมองถนน
ดวงตาไม่เปียกน้ำ
แต่เสียงเบากว่าปกติ
“ตอนนี้หนูรู้แล้ว”
หลายวันต่อมา ภาพถ่ายจากงานทำบุญถูกส่งมาถึงบ้านบุญมี
ราตรีรีบเปิดซอง
ข้างในมีรูปถ่ายสองใบ
ใบแรกเป็นภาพครอบครัวหน้าบ้าน
ใบที่สองเป็นภาพราตรียืนคู่กับสมบัติ
เด็กหญิงมองรูปใบที่สองอยู่นาน
พ่อวางมือบนไหล่เธอ
เธอยิ้มกว้าง
ใบหน้าของทั้งสองมีส่วนคล้ายกัน โดยเฉพาะดวงตาและรูปคิ้ว
ราตรีพลิกรูปดูด้านหลัง
ไม่มีข้อความ
เธอจึงหยิบปากกามาเขียนวันที่
ก่อนเขียนว่า
รูปกับพ่อ
เธอเก็บภาพไว้ในหีบไม้
ข้างเสื้อเก่าที่แม่เคยซื้อให้
แล้วปิดฝาอย่างระมัดระวัง
วันหนึ่งที่โรงเรียน ครูให้นักเรียนเขียนเรียงความเรื่อง บ้านของฉัน
เด็กหลายคนเขียนถึงบ้านที่มีพ่อแม่พี่น้อง
บางคนเขียนถึงบ้านหลังใหญ่
บางคนเขียนถึงสวนผัก
ราตรีนั่งมองกระดาษ
เธอมีบ้านสองหลังให้คิดถึง
บ้านของย่า
กับบ้านของพ่อ
แต่เมื่อเริ่มเขียน เธอกลับเขียนถึงบ้านไม้หลังเก่า
บ้านของฉันเป็นบ้านไม้ มีใต้ถุนสูง
ฉันอยู่กับย่าบุญมี
บ้านของฉันไม่ใหญ่ แต่มีที่นอน มีครัว และมีต้นมะม่วง
ย่าทำกับข้าวอร่อย
ฉันช่วยย่าทำงาน
เวลาฝนตก หลังคาบางจุดมีน้ำรั่ว แต่เรามีกะละมังรอง
เธอหยุดเขียน
ก่อนเพิ่มประโยคสุดท้าย
บ้านของฉันคือที่ที่ฉันกลับไปแล้วมีคนรออยู่
ราตรีอ่านทวน
แล้ววางดินสอ
ครูเดินผ่านมาเห็น
หยิบกระดาษขึ้นอ่าน
“เขียนดีนะราตรี”
เด็กหญิงยิ้ม
“ขอบคุณค่ะ”
“ทำไมไม่เขียนถึงพ่อแม่”
ราตรีตอบ
“เพราะหนูไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ค่ะ”
ครูนิ่ง
ก่อนพยักหน้า
“เข้าใจแล้ว”
เธอวางกระดาษคืน
“บ้านไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกหลัง”
ราตรีมองครู
ก่อนยิ้มอีกครั้ง
เย็นวันนั้น ราตรีเดินกลับบ้านพร้อมอ้อย
ระหว่างทางเพื่อนถาม
“แกเคยคิดไหมว่าโตขึ้นจะอยู่ที่ไหน”
“กรุงเทพฯ”
ราตรีตอบทันที
อ้อยหัวเราะ
“รู้อยู่แล้ว”
“แล้วแกล่ะ”
“ฉันอยากอยู่ใกล้แม่”
“ไม่อยากไปไหนเลยเหรอ”
“อยากไปเที่ยว แต่ไม่อยากย้าย”
ราตรีพยักหน้า
อ้อยถามต่อ
“แล้วแกไม่คิดถึงย่าหรือ”
“คิดถึง”
“แล้วจะทำยังไง”
“ส่งเงินมา แล้วกลับมาเยี่ยม”
“ถ้าย่าคิดถึงแกล่ะ”
ราตรีเงียบไป
ก่อนตอบ
“ฉันจะเขียนจดหมาย”
อ้อยหัวเราะ
“เหมือนที่แกเขียนหาน้อง?”
“อืม”
ทั้งสองเดินต่อ
เมื่อถึงทางแยก อ้อยโบกมือ
“พรุ่งนี้เจอกัน”
“เจอกัน”
ราตรีเดินต่อคนเดียว
เธอคิดถึงคำถามของเพื่อน
หากย่าคิดถึงเธอมากจะทำอย่างไร
หากย่าป่วยตอนเธออยู่กรุงเทพฯ จะทำอย่างไร
ความฝันที่จะออกไปสู่โลกกว้างเริ่มมีคำถามเพิ่มขึ้น
แต่เธอไม่ได้เปลี่ยนใจ
เพียงเริ่มเข้าใจว่าการเลือกเส้นทางหนึ่ง อาจหมายถึงการต้องยอมเสียบางอย่างระหว่างทาง
ในบ้านอีกหลัง สายฝนกำลังช่วยแม่เตรียมอาหารขาย
ธนานั่งทำการบ้านอยู่บนโต๊ะ
ลำดวนหันมาบอก
“ฝน หั่นแตงกวาให้แม่หน่อย”
“จ้ะ”
เด็กหญิงหยิบมีดเล็ก
ค่อย ๆ หั่นแตงกวาเป็นแว่น
ธนาเงยหน้าจากสมุด
“พี่ฝน”
“อะไร”
“ทำข้อนี้ให้หน่อย”
สายฝนมอง
“ข้อไหน”
“ข้อนี้”
เธอวางมีด
เดินไปดูโจทย์
“ธนาต้องลองทำเองก่อน”
เด็กชายทำหน้าบึ้ง
“ไม่อยากทำ”
“แต่ครูให้ธนาทำ”
“พี่ทำให้หน่อย”
สายฝนส่ายหน้า
“พี่สอนได้ แต่ไม่ทำให้”
ธนาเริ่มเบะปาก
“จะฟ้องแม่”
สายฝนชะงัก
เมื่อก่อนเธอคงรีบทำให้เพื่อไม่ให้น้องร้อง
แต่วันนี้เธอนึกถึงคำพูดของครูมาลี
บางเรื่องก็เป็นหน้าที่ของคนอื่น
เธอจึงตอบ
“ธนาไปบอกแม่ก็ได้ แต่พี่จะไม่ทำการบ้านแทน”
เด็กชายร้องไห้ทันที
ลำดวนหันมา
“อะไรอีก”
“พี่ฝนไม่ช่วย!”
แม่ถอนหายใจ
“ฝน ช่วยน้องหน่อยสิ”
สายฝนสูดลมหายใจ
“หนูช่วยสอนได้จ้ะ แต่หนูไม่อยากทำแทนน้อง”
ลำดวนมองลูกสาว
เหมือนไม่คุ้นกับคำตอบเช่นนี้
“ทำไม”
“เพราะน้องจะทำเองไม่เป็น”
แม่เงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนหันไปหาธนา
“งั้นให้พี่สอน”
เด็กชายยังทำหน้าบึ้ง
แต่ยอมเลื่อนสมุดให้พี่สาว
สายฝนนั่งลงข้างน้อง
ค่อย ๆ อธิบายโจทย์
เธอรู้สึกหัวใจเต้นแรง
เพราะเพิ่งปฏิเสธสิ่งที่น้องขอ
และแม่ก็ไม่ได้โกรธ
มันเป็นเรื่องเล็กมาก
แต่สำหรับสายฝนกลับสำคัญอย่างประหลาด
คืนนั้นเธอเขียนจดหมายถึงราตรี
เล่าเรื่องการบ้านของธนา
เล่าว่าตัวเองเริ่มกล้าพูดมากขึ้น
แล้วถามพี่สาวว่าเป็นอย่างไรบ้าง
เมื่อจดหมายไปถึง ราตรีอ่านแล้วหัวเราะ
“ฝนเริ่มเถียงเป็นแล้ว!”
บุญมีหันมา
“อะไร”
“ฝนไม่ยอมทำการบ้านให้น้อง”
“ก็ดีแล้ว”
ราตรียิ้ม
เธอหยิบกระดาษมาเขียนตอบ
ฝน
ดีแล้วที่แกไม่ทำการบ้านแทนน้อง
คนเราต้องทำของตัวเอง
ฉันไปบ้านพ่อมาแล้ว
บ้านสวยดี แต่เล็ก
ฉันได้ถ่ายรูปกับพ่อด้วย
ถ้ามีโอกาส ฉันจะเอารูปให้แกดู
เธอหยุดเขียน
มองข้อความที่เพิ่งเขียน
ก่อนเพิ่มอีกบรรทัด
ฉันยังอยากไปกรุงเทพฯ เหมือนเดิม
จากนั้นพับจดหมายใส่ซอง
คืนนั้นฝนตกหนัก
เสียงน้ำกระทบหลังคาดังต่อเนื่อง
ราตรีลุกขึ้นนำกะละมังไปรองน้ำตรงมุมห้อง
บุญมีนั่งพับผ้าอยู่บนฟูก
“ปีหน้าคงต้องซ่อมหลังคา”
ย่าพูด
ราตรีมองรอยรั่ว
“ใช้เงินเท่าไร”
“ไม่รู้ ต้องถามช่าง”
“หนูช่วยออก”
บุญมีหัวเราะ
“เงินเอ็งมีเท่าไรเชียว”
“มีมากขึ้นแล้ว”
“เก็บไว้เรียนเถอะ”
ราตรีไม่ตอบ
เธอขยับกะละมังให้ตรงกับหยดน้ำ
เสียงน้ำตกลงก้นภาชนะดังเป็นจังหวะ
เธอมองบ้านไม้ที่อยู่มาตั้งแต่จำความได้
พื้นบางแผ่นเริ่มโก่ง
บันไดส่งเสียงเอี๊ยด
หลังคารั่ว
แต่ทุกมุมมีความทรงจำ
ตรงเสานั้นเธอเคยขีดวัดส่วนสูง
ตรงแคร่นั้นย่าเคยนั่งหวีผมให้
ตรงลานดินหน้าบ้าน เธอเคยเล่นกับสายฝนก่อนแม่มารับน้องไป
ราตรีมองออกไปนอกหน้าต่าง
ฝนยังตกไม่หยุด
เธอนึกถึงบ้านพ่อที่มีหลังคาใหม่
มีผ้าม่านสวย
มีภาพแต่งงานแขวนอยู่บนผนัง
บ้านนั้นไม่มีน้ำรั่ว
แต่เธอไม่รู้ว่าจะเดินเข้าไปได้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือไม่
ส่วนบ้านไม้หลังเก่า แม้จะมีน้ำหยดลงกลางห้อง เธอก็รู้ว่าตัวเองสามารถเดินเข้าออกได้ทุกเวลา
เพราะย่าจะเปิดประตูไว้ให้
ราตรีกลับมานั่งข้างบุญมี
“ย่า”
“หือ”
“ถ้าหนูไปกรุงเทพฯ แล้วมีเงิน หนูจะซ่อมบ้านก่อน”
“ไม่ซื้อบ้านใหม่แล้วหรือ”
เด็กหญิงคิด
ก่อนตอบ
“ซ่อมบ้านนี้ก่อน”
“ทำไม”
“เพราะนี่เป็นบ้านเรา”
บุญมีมองหลาน
ราตรีพูดต่อ
“บ้านใหม่ค่อยซื้อทีหลัง”
หญิงชรายิ้ม
“แล้วถ้าไม่มีเงินพอล่ะ”
“ก็เก็บเพิ่ม”
“ถ้าเก็บนานล่ะ”
“ก็รอ”
บุญมีหัวเราะเบา ๆ
“คราวนี้เอ็งยอมรอแล้วหรือ”
ราตรีชะงัก
ก่อนหัวเราะตาม
“รอเรื่องนี้ได้”
“แล้วเรื่องอื่นล่ะ”
เด็กหญิงยิ้ม
“ต้องดูก่อน”
ก่อนเข้านอน ราตรีหยิบรูปถ่ายกับพ่อออกมาดูอีกครั้ง
เธอมองใบหน้าของตัวเองในภาพ
เด็กหญิงคนนั้นยิ้มกว้าง
ดูมีความสุข
ดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
เธอไม่ได้เกลียดพ่อ
ไม่ได้เกลียดอรทัย
และไม่ได้อยากแย่งอะไรจากใคร
เพียงอยากมีที่ของตัวเองในชีวิตของพ่อ
ราตรีใช้ปลายนิ้วแตะภาพถ่าย
ก่อนเก็บกลับลงหีบ
เธอหยิบสมุดบัญชีขึ้นมาเปิด
หน้าสุดท้ายยังมีรายการความฝันห้าข้อ
เด็กหญิงอ่านอีกครั้ง
แล้วเติมข้อความใหม่ใต้รายการเดิม
หก — ซ่อมบ้านให้ย่า
เธอหยุดคิด
ก่อนเขียนอีกข้อ
เจ็ด — ไม่ทำให้ใครรู้สึกว่าไม่มีที่อยู่
ราตรีมองข้อความนั้นอยู่นาน
เธอไม่ได้รู้ว่าชีวิตจะพาไปพบใครอีกบ้าง
ไม่รู้ว่าจะมีสามีหรือไม่
ไม่รู้ว่าจะมีลูกหรือเปล่า
และไม่รู้ว่าวันหนึ่งตัวเองอาจเผลอทำให้คนที่รักรู้สึกถูกทอดทิ้งเช่นเดียวกับที่เคยรู้สึก
แต่ในคืนนี้ เธอตั้งใจเช่นนั้นจริง ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น ฝนหยุดตก
แสงแดดส่องผ่านช่องหน้าต่าง
บุญมีตื่นก่อนตามปกติ
เมื่อเดินออกมาหน้าบ้านก็พบราตรีกำลังยืนถือไม้กวาด
“ตื่นเช้าจัง”
“หนูจะกวาดลาน”
“วันนี้ไม่ไปช่วยป้าสมพรหรือ”
“ไปตอนบ่าย”
“แล้วเช้าจะทำอะไร”
ราตรียิ้ม
“ช่วยย่าก่อน”
บุญมีมองหลาน
“เอ็งไม่ต้องทำทุกอย่างก็ได้”
ราตรีหัวเราะ
“รู้แล้ว”
เธอกวาดใบไม้ไปกองไว้ใต้ต้นมะม่วง
ลมเช้าพัดเย็นสบาย
ไก่ขันอยู่หลังบ้าน
กลิ่นข้าวเหนียวนึ่งลอยออกมาจากครัว
ราตรีหยุดกวาด
มองบ้านไม้ตรงหน้า
บ้านที่ไม่เคยมีห้องส่วนตัวให้เธอ
แต่มีพื้นที่ให้เธอเป็นตัวเอง
เธอยิ้มบาง ๆ
ก่อนกวาดลานต่อ
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เด็กหญิงคนนี้จะเดินทางออกจากหมู่บ้าน
เธอจะได้พบเมืองใหญ่ที่ไม่มีใครรู้จักชื่อ
พบโรงงานที่เสียงเครื่องจักรดังจนแทบไม่ได้ยินความคิดตัวเอง
พบผู้คนที่ไม่มีเวลาสนใจว่าใครเคยถูกแม่ทิ้งหรือพ่อแต่งงานใหม่
ที่นั่นเธอจะต้องทำงานเพื่อหาเงิน
และเรียนรู้ว่าความเข้มแข็งไม่ใช่สิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง
แต่ก่อนวันนั้นจะมาถึง ราตรียังมีบ้านไม้หลังนี้
มีย่าบุญมี
มีเพื่อนชื่ออ้อย
มีป้าสมพร
และมีน้องสาวที่เขียนจดหมายมาหาเสมอ
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดในวัยเด็กหายไปทั้งหมด
แต่มันทำให้เธอมีเหตุผลที่จะก้าวต่อ
ราตรีกวาดใบไม้กองสุดท้ายเสร็จ
ก่อนตะโกนเข้าบ้าน
“ย่า! หนูหิวแล้ว!”
เสียงบุญมีดังตอบจากครัว
“ก็เข้ามากินสิ!”
เด็กหญิงวางไม้กวาด
แล้ววิ่งขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว
เสียงฝีเท้าดังตึงตังไปทั่วบ้าน
บุญมีหันมาดุ
“เดินเบา ๆ หน่อย บ้านจะพัง!”
ราตรีหัวเราะ
“ถ้าพัง หนูจะสร้างใหม่!”
“เอ็งนี่พูดเก่งจริง!”
เสียงหัวเราะของทั้งสองดังออกไปถึงลานบ้าน
บ้านไม้หลังเก่ายังคงตั้งอยู่ท่ามกลางแดดเช้า
หลังคาบางจุดยังรั่ว
พื้นบางแผ่นยังผุ
แต่วันนี้มีข้าวร้อน ๆ รออยู่บนโต๊ะ
และมีคนเรียกให้ราตรีเข้ามากิน
สำหรับเด็กหญิงที่เคยเฝ้าถามว่าตัวเองเป็นที่ต้องการของใครหรือไม่
สิ่งเล็กน้อยนี้มีความหมายมากกว่าที่ผู้ใหญ่หลายคนจะเข้าใจ
เพราะบ้านไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่มีหลังคาให้หลบฝน แต่เป็นสถานที่ที่เราไม่ต้องขออนุญาตใครเพื่อให้ตัวเองมีตัวตน
© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต
ความคิดเห็น
0