Kamelessia Stories
ปก ชีวิตพัดพากลับไปที่นิยายชีวิตพัดพา
ตอนที่ 10

มุ่งสู่เมืองกรุง

เช้าวันประกาศผลสอบปลายภาค ราตรีตื่นก่อนเสียงไก่ขัน

เธอนอนลืมตาอยู่บนฟูกเก่า มองแสงสีเทาที่ลอดผ่านช่องฝาบ้านเข้ามาเป็นเส้นบาง ๆ

วันนี้เธอจะรู้ว่าตัวเองเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่หกหรือไม่

แม้จะมั่นใจว่าทำข้อสอบได้ แต่ความกังวลก็ยังทำให้เธอหลับไม่สนิท

ข้างกาย บุญมีกำลังขยับตัวลุกขึ้น

“ตื่นแล้วหรือ”

“จ้ะ”

“วันนี้รีบไปโรงเรียนไหม”

“ครูจะประกาศผลสอบ”

“อืม”

หญิงชรานั่งพับผ้าห่ม ก่อนหันมามองหลานสาว

“ตื่นเต้นหรือ”

“นิดหน่อย”

“ถ้าสอบผ่านจะทำอะไร”

ราตรีเงียบไปครู่หนึ่ง

“หนูจะไปกรุงเทพฯ”

มือของบุญมีที่กำลังพับผ้าหยุดชะงัก

“เอ็งยังไม่เลิกคิดเรื่องนั้นอีกหรือ”

“หนูบอกย่าแล้วไงว่าจะไปหลังเรียนจบ”

“ย่าจำได้”

“ย่าสัญญาแล้วด้วย”

บุญมีถอนหายใจ

“ย่าจำได้เหมือนกัน”

ราตรีลุกขึ้นนั่ง

“งั้นย่าจะให้หนูไปใช่ไหม”

หญิงชราไม่ได้ตอบทันที

เธอมองใบหน้าของหลานสาวที่เริ่มเปลี่ยนจากเด็กหญิงเป็นเด็กวัยรุ่น

ราตรีสูงขึ้นมากในช่วงปีที่ผ่านมา ไหล่เริ่มกว้างขึ้นเล็กน้อย ผิวคล้ำจากการทำงานกลางแดด และดวงตายังคงมีประกายดื้อรั้นเหมือนเดิม

แต่ไม่ว่าเด็กคนนี้จะสูงขึ้นเพียงใด ในสายตาของบุญมี ราตรียังคงเป็นเด็กหญิงวัยสี่ขวบที่เคยยืนร้องไห้อยู่ใต้ต้นมะม่วงในวันที่แม่พาน้องสาวจากไป

“สอบให้ผ่านก่อนเถอะ”

บุญมีตอบ

ราตรียิ้ม

“ผ่านอยู่แล้ว”

“มั่นใจจริงนะ”

“แน่นอน!”

หญิงชราส่ายหน้า ก่อนลุกไปเตรียมอาหารเช้า

ราตรีมองตาม

เธอรู้ว่าย่ายังไม่อยากให้ไป

แต่ก็รู้ว่าหากรอจนย่าพร้อม เธออาจไม่มีวันได้ออกจากหมู่บ้าน

ที่โรงเรียน เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หกยืนรวมตัวกันหน้าห้องเรียน

เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่

บางคนหัวเราะ

บางคนหน้าซีด

บางคนกำลังพนันกันว่าใครจะได้คะแนนสูงที่สุด

ราตรียืนอยู่ข้างอ้อย

“ถ้าสอบตกจะทำยังไง”

อ้อยถาม

“ก็เรียนซ้ำ”

“แกไม่กลัวหรือ”

“กลัวสิ”

“แล้วทำไมทำหน้าเฉย”

ราตรีหันมามองเพื่อน

“ให้ฉันร้องไห้ก่อนรู้ผลหรือไง”

อ้อยหัวเราะ

“ปากดีจริง ๆ”

ราตรียิ้ม

ก่อนหันกลับไปมองประตูห้องพักครู

ไม่นานนัก ครูประจำชั้นก็เดินออกมาพร้อมกระดาษรายชื่อ

ทุกคนเงียบลงทันที

ครูประกาศผลทีละคน

ชื่อแรก

ชื่อที่สอง

ชื่อที่สาม

ราตรีกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว

จนกระทั่งได้ยินชื่อของตัวเอง

“ราตรี สมใจ”

เธอเงยหน้าทันที

“ผ่าน”

เด็กหญิงยิ้มกว้าง

“เย้!”

อ้อยรีบจับแขนเธอ

“ฉันก็ผ่าน!”

ทั้งสองกระโดดกอดกัน

เสียงหัวเราะดังขึ้นท่ามกลางเพื่อนร่วมชั้น

ครูต้องยกมือห้าม

“ดีใจได้ แต่อย่าเพิ่งวิ่งชนโต๊ะ!”

ราตรีหัวเราะ

เธอหันไปมองอาคารเรียนเก่า

ห้องเรียนที่เคยถูกครูเรียกไปดุ

สนามที่เคยทะเลาะกับเพื่อน

ต้นไม้ที่เคยนั่งกินน้ำแข็งไสกับอ้อย

ทุกอย่างดูเหมือนเดิม

แต่วันนี้เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงประตูของชีวิตอีกช่วงหนึ่ง

หลังประกาศผล ครูเรียกนักเรียนที่จบการศึกษามาพูดคุยเรื่องการเรียนต่อ

“ใครจะไปเรียนมัธยม ยกมือขึ้น”

เด็กหลายคนยกมือ

อ้อยยกด้วย

ราตรีไม่ได้ยก

ครูสังเกตเห็น

“ราตรี”

“คะ”

“หนูจะเรียนต่อที่ไหน”

“หนูจะไปทำงานค่ะ”

ครูนิ่งไปเล็กน้อย

“ทำงานอะไร”

“โรงงานที่กรุงเทพฯ”

เพื่อนบางคนหันมามอง

ครูวางกระดาษลง

“หนูอายุเท่าไรแล้ว”

“สิบสองค่ะ”

“อายุเท่านี้ยังทำงานโรงงานไม่ได้ตามกฎหมาย”

ราตรีชะงัก

“แต่คนในหมู่บ้านไปกันเยอะ”

“บางคนอายุมากกว่าหนู และบางคนอาจทำงานโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย”

ครูพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ครูอยากให้หนูเรียนต่อ อย่างน้อยก็มัธยมต้น”

ราตรีก้มหน้า

เธอรู้ว่าครูหวังดี

แต่ในหัวมีภาพย่าที่ปวดหลัง

หลังคาที่ต้องซ่อม

และกระป๋องเงินเก็บที่เพิ่มขึ้นช้าเหลือเกิน

“หนูอยากหาเงินค่ะ”

“ครูเข้าใจ”

“ย่าหนูแก่แล้ว”

ครูถอนหายใจ

“แต่การเรียนต่อจะช่วยให้หนูมีทางเลือกมากขึ้นในอนาคต”

ราตรีไม่ตอบ

ครูมองเธออยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนพูดเบาลง

“อย่ารีบตัดโอกาสตัวเองเพราะคิดว่าต้องหาเงินให้คนอื่นนะ”

เด็กหญิงพยักหน้า

แต่ในใจยังไม่เปลี่ยนความตั้งใจ

ระหว่างเดินกลับบ้าน อ้อยเงียบผิดปกติ

ราตรีหันไปถาม

“เป็นอะไร”

“แกจะไปจริง ๆ เหรอ”

“อืม”

“เมื่อไร”

“ยังไม่รู้”

“แล้วเราจะได้เจอกันอีกไหม”

ราตรีหัวเราะ

“ทำเหมือนฉันจะไปอยู่ต่างประเทศ”

“กรุงเทพฯ ก็ไกลนะ”

“นั่งรถกลับมาได้”

อ้อยก้มหน้า

“ฉันจะเรียนต่อที่อำเภอ”

“ดีแล้ว”

“แล้วแกไม่อยากเรียนต่อจริง ๆ เหรอ”

ราตรีมองถนนข้างหน้า

“อยาก”

อ้อยหันมาทันที

“แล้วทำไมไม่เรียน”

“เพราะฉันอยากทำอย่างอื่นด้วย”

“ก็เรียนไปก่อนสิ”

ราตรีเงียบ

อ้อยพูดต่อ

“ถ้าแกไปแล้วไม่มีเพื่อนล่ะ”

“ก็หาใหม่”

“ถ้าไม่มีใครช่วยล่ะ”

“ก็ช่วยตัวเอง”

“ถ้าทำไม่ได้ล่ะ”

ราตรีหยุดเดิน

เธอหันมามองเพื่อน

“อ้อย”

“อะไร”

“แกจะถามจนฉันไม่กล้าไปเลยหรือไง”

อ้อยเม้มปาก

“ฉันแค่เป็นห่วง”

ราตรีมองหน้าเพื่อน

ความหงุดหงิดค่อย ๆ ลดลง

“ฉันรู้”

เธอพูดเบา ๆ

“ฉันก็กลัวเหมือนกัน”

อ้อยเบิกตา

“แกกลัวด้วยเหรอ”

ราตรีหัวเราะ

“ฉันเป็นคนนะ”

ทั้งสองยืนมองหน้ากัน

ก่อนหัวเราะออกมาพร้อมกัน

เมื่อราตรีกลับถึงบ้าน บุญมีกำลังนั่งสานตะกร้าอยู่ใต้ถุน

“ย่า!”

เด็กหญิงตะโกนตั้งแต่ยังไม่ถึงรั้ว

“อะไร!”

“หนูสอบผ่าน!”

หญิงชรายิ้มกว้าง

“จริงหรือ”

“จริง!”

ราตรีวิ่งเข้ามา

ยื่นกระดาษผลการเรียนให้

บุญมีรับมาดู

แม้สายตาจะไม่ดีนัก แต่ก็พยายามอ่านทุกบรรทัด

“เก่งมากลูก”

ราตรียิ้มจนแก้มปริ

“หนูบอกแล้วว่าจะผ่าน”

บุญมีลูบศีรษะหลาน

“ย่าภูมิใจในตัวเอ็ง”

คำพูดนั้นทำให้ราตรีเงียบไปเล็กน้อย

เธอเคยได้รับคำชมจากครู

จากป้าสมพร

จากเพื่อนบ้าน

แต่คำชมของย่ามีความหมายมากกว่าทุกคำ

“ย่า”

“หือ”

“หนูอยากให้แม่รู้ด้วย”

บุญมีมองหลาน

“ก็เขียนจดหมายไปสิ”

ราตรีพยักหน้า

“หนูจะเขียน”

เธอหยุด

ก่อนพูดต่อ

“แล้วก็จะเขียนหาพ่อด้วย”

คืนนั้น ราตรีเขียนจดหมายสองฉบับ

ฉบับแรกถึงแม่ลำดวน

เธอบอกว่าเรียนจบประถมศึกษาปีที่หกแล้ว

บอกว่าได้คะแนนดี

และถามถึงสายฝน

ฉบับที่สองถึงพ่อสมบัติ

เธอเขียนเรื่องผลสอบ

เรื่องที่ครูชม

และเรื่องความตั้งใจจะไปทำงานกรุงเทพฯ

แต่เมื่อถึงบรรทัดสุดท้าย เธอกลับลังเล

ควรขอให้พ่อช่วยหรือไม่

ถ้าขอแล้วพ่อไม่ช่วย เธอจะเสียใจอีกหรือเปล่า

เด็กหญิงนั่งคิดอยู่นาน

ก่อนเขียนเพิ่ม

พ่อไม่ต้องส่งเงินมาให้หนูก็ได้

หนูจะหาเอง

เธออ่านทวน

แล้วรู้สึกว่าประโยคนั้นแข็งกระด้างเกินไป

จึงขีดฆ่า

เปลี่ยนเป็น

หนูอยากลองหาเงินด้วยตัวเอง

ถ้าพ่อมีคำแนะนำ ช่วยเขียนมาบอกหนูด้วย

ราตรีพับจดหมายใส่ซอง

เธอไม่อยากให้พ่อคิดว่าตัวเองกำลังเรียกร้องอะไร

แต่ก็ยังอยากให้พ่อมีส่วนร่วมในชีวิตบ้าง

จดหมายถึงแม่ไปถึงก่อน

ลำดวนเปิดอ่านขณะนั่งพักหลังขายอาหาร

สายฝนนั่งอยู่ข้าง ๆ

“แม่ พี่เขียนว่าอะไร”

“พี่เรียนจบแล้ว”

เด็กหญิงตาโต

“จริงเหรอ!”

“อืม”

“พี่เก่งจัง”

ลำดวนยิ้ม

“พี่เขาตั้งใจเรียน”

สายฝนขยับเข้ามา

“หนูอ่านได้ไหม”

แม่ยื่นจดหมายให้

สายฝนอ่านอย่างตั้งใจ

เมื่อถึงข้อความที่ราตรีถามถึงเธอ ก็ยิ้มกว้าง

“พี่ยังคิดถึงหนู”

ลำดวนมองลูกสาว

“ก็เป็นพี่น้องกัน”

สายฝนพยักหน้า

ก่อนถาม

“แม่จ๋า”

“อะไร”

“ถ้าพี่ไปกรุงเทพฯ แม่จะไปส่งพี่ไหม”

ลำดวนชะงัก

“พี่จะไปแล้วหรือ”

“พี่เขียนว่าอยากไป”

แม่รับจดหมายกลับมาอ่านอีกครั้ง

สีหน้าเปลี่ยนเป็นกังวล

“ยังเด็กอยู่เลย”

“พี่บอกว่าจะทำงาน”

“งานอะไร”

“โรงงาน”

ลำดวนถอนหายใจ

“ต้องให้ย่าคุยกับพี่ดี ๆ”

สายฝนมองแม่

“แม่ไม่อยากให้พี่ไปเหรอ”

“แม่เป็นห่วง”

เด็กหญิงเงียบไป

ก่อนถามเบา ๆ

“แม่เคยบอกพี่ไหมว่าเป็นห่วง”

ลำดวนเงยหน้า

คำถามนั้นเรียบง่าย

แต่ทำให้เธอพูดไม่ออก

หลายวันต่อมา บุญมีได้รับข่าวจากญาติห่าง ๆ ที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ

ชื่อป้าจำเนียร

เธอเป็นญาติทางฝ่ายพ่อของราตรี และทำงานรับจ้างอยู่ในย่านชานเมือง

ป้าจำเนียรกลับมาเยี่ยมหมู่บ้านช่วงงานบุญ

เมื่อได้ยินว่าราตรีอยากไปกรุงเทพฯ ก็เรียกมาคุย

“เอ็งอยากไปทำงานจริงหรือ”

“จริงจ้ะ”

“อายุเท่าไร”

“สิบสอง”

ป้าจำเนียรส่ายหน้า

“ยังเล็ก”

ราตรีหน้าเสีย

“แต่หนูทำงานเป็นนะ”

“ป้าไม่ได้ว่าเอ็งทำงานไม่เป็น”

“แล้วทำไมไปไม่ได้”

“งานโรงงานเขามีกฎเรื่องอายุ ไม่ใช่ใครอยากเข้าไปก็เข้าได้”

ราตรีก้มหน้า

ป้าจำเนียรมองเด็กหญิง

ก่อนพูดต่อ

“ถ้าอยากไปกรุงเทพฯ จริง ๆ ไปพักกับป้าช่วงปิดเทอมสักพักก็ได้”

ราตรีเงยหน้าทันที

“จริงเหรอ!”

“แต่ต้องให้ย่าอนุญาต”

“หนูจะถามย่า!”

“แล้วต้องตกลงกันก่อนว่าจะไปทำอะไร”

ราตรีพยักหน้ารัว ๆ

“ได้!”

ป้าจำเนียรหัวเราะ

“ใจเย็นก่อน”

เมื่อราตรีนำเรื่องนี้ไปบอกบุญมี หญิงชรากลับไม่ดีใจเท่าที่คิด

“ไปอยู่กับจำเนียรหรือ”

“จ้ะ”

“เขาอยู่ห้องเช่าเล็ก ๆ”

“หนูนอนได้”

“เขาทำงานทั้งวัน”

“หนูอยู่คนเดียวได้”

“กรุงเทพฯ ไม่เหมือนบ้านเรา”

“หนูรู้”

บุญมีวางงานในมือลง

“เอ็งรู้จากไหน”

ราตรีชะงัก

เธอรู้เรื่องกรุงเทพฯ จากคำบอกเล่า

จากคนที่กลับมาเยี่ยมบ้าน

จากภาพถ่าย

และจากจดหมาย

แต่ไม่เคยไปจริง ๆ

“หนูอยากไปเห็นเอง”

เธอตอบ

บุญมีถอนหายใจ

“ย่าไม่ได้กลัวว่าเอ็งจะทำงานไม่เป็น”

“แล้วกลัวอะไร”

“กลัวเอ็งไปอยู่ไกล แล้วเกิดเรื่องขึ้น”

ราตรีนิ่ง

ย่าพูดต่อ

“ถ้าเอ็งไม่สบาย ใครจะดูแล”

“ป้าจำเนียร”

“ถ้าเขาไม่อยู่ล่ะ”

เด็กหญิงเงียบ

“ถ้าเงินหมดล่ะ”

“หนูมีเงินเก็บ”

“ถ้าหลงทางล่ะ”

ราตรีเริ่มหงุดหงิด

“ย่า!”

บุญมีหยุด

เด็กหญิงสูดลมหายใจ

ก่อนพูดช้าลง

“หนูรู้ว่าย่าเป็นห่วง”

หญิงชรามองหลาน

“แต่ถ้าหนูไม่เคยไปไหนเลย หนูก็จะไม่รู้จักอะไรเลยเหมือนกัน”

บุญมีเงียบ

ราตรีพูดต่อ

“หนูไม่ได้จะไปแล้วไม่กลับ”

“ย่ารู้”

“หนูจะกลับมา”

หญิงชรามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตั้งใจ

ก่อนถาม

“แล้วถ้าไปแล้วไม่ชอบล่ะ”

ราตรีตอบทันที

“หนูก็กลับบ้าน”

บุญมีนิ่งไปครู่หนึ่ง

ก่อนพยักหน้า

“งั้นไปลองดู”

เด็กหญิงเบิกตากว้าง

“จริงเหรอ!”

“แต่ไปช่วงปิดเทอมเท่านั้นก่อน”

“จ้ะ!”

“ต้องอยู่กับจำเนียร”

“จ้ะ!”

“ห้ามไปไหนคนเดียวโดยไม่บอก”

“จ้ะ!”

“แล้วต้องกลับมาตามวันที่ตกลง”

ราตรีพยักหน้าแรง ๆ

“หนูสัญญา!”

เธอโผเข้ากอดย่า

บุญมีหัวเราะทั้งที่รู้สึกใจหาย

“เอ็งนี่จะกอดย่าหักหรือไง”

“หนูดีใจ!”

“รู้แล้ว”

หญิงชราลูบหลังหลาน

“ย่าก็อยากให้เอ็งได้เห็นโลกกว้าง”

เธอพูดเบา ๆ

“แต่อย่าลืมว่าตัวเองยังมีบ้านให้กลับนะ”

ในช่วงหลายสัปดาห์ต่อมา ราตรีเริ่มเตรียมตัวเดินทาง

เธอนำเงินเก็บออกมานับ

แบ่งเป็นสามส่วน

ส่วนแรกสำหรับค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายจำเป็น

ส่วนที่สองเก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน

ส่วนสุดท้ายฝากย่าไว้

บุญมีมองซองเงิน

“เอ็งเอาไปเถอะ”

“หนูแบ่งแล้ว”

“กรุงเทพฯ ใช้เงินเยอะ”

“หนูรู้”

“รู้จากไหนอีก”

ราตรีหัวเราะ

“ป้าสมพรบอก”

บุญมีส่ายหน้า

ก่อนรับซองเงินไว้

“ย่าจะเก็บให้”

“ถ้าย่าต้องใช้ก็ใช้เลย”

หญิงชรามองหลาน

“เอ็งนี่นะ”

ราตรียิ้ม

“หนูโตแล้ว”

“โตตรงไหน”

“ทุกตรง!”

บุญมีหัวเราะ

ป้าสมพรช่วยเตรียมของให้ราตรี

เธอหยิบสมุดเล่มเล็กออกมา

“เอาไป”

ราตรีรับมา

“อะไร”

“สมุดจดรายรับรายจ่าย”

“หนูมีแล้ว”

“เล่มนี้เล็กกว่า พกง่าย”

เด็กหญิงเปิดดู

หน้าแรกมีข้อความเขียนด้วยลายมือป้าสมพร

เงินที่หาได้ ไม่ใช่เงินที่ใช้ได้ทั้งหมด

ราตรีอ่านแล้วหัวเราะ

“ป้ากลัวหนูใช้เงินหมดเหรอ”

“กลัวเอ็งลืมคิด”

“หนูไม่ลืมหรอก”

“เออ”

ป้าสมพรยื่นดินสอให้ด้วย

“แล้วก็อย่าเชื่อคนง่าย”

ราตรีเลิกคิ้ว

“หนูไม่ใช่คนเชื่อง่าย”

“บางคนพูดเพราะกว่าที่เอ็งคิด”

เด็กหญิงเงียบ

ป้าสมพรพูดต่อ

“อยู่บ้านเรา ใครเป็นใครก็พอรู้จัก แต่ในเมือง คนแปลกหน้ามีเยอะ”

ราตรีพยักหน้า

“หนูจะระวัง”

“ถ้ามีใครชวนไปทำงานที่ไม่รู้จัก อย่าไป”

“จ้ะ”

“ถ้ามีใครขอเก็บเอกสารของเอ็งไว้ อย่าให้โดยไม่รู้เหตุผล”

“จ้ะ”

“ถ้าเกิดเรื่อง ให้ไปหาป้าจำเนียร หรือผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้”

ราตรีมองป้าสมพร

“ป้าพูดเหมือนย่าเลย”

หญิงวัยกลางคนหัวเราะ

“ก็มันน่าเป็นห่วง”

ราตรียิ้ม

“หนูจะจำไว้”

ก่อนวันเดินทางสามวัน ราตรีได้รับจดหมายจากสายฝน

ข้างในมีรูปวาดด้วยดินสอสี

เป็นภาพเด็กหญิงสองคนยืนจับมือกันหน้าบ้านหลังหนึ่ง

บนท้องฟ้ามีดวงอาทิตย์สีเหลือง

ใต้ภาพเขียนว่า

พี่ราตรีกับสายฝน

จดหมายเขียนว่า

พี่ราตรี

แม่บอกว่าพี่จะไปกรุงเทพฯ

หนูอยากไปด้วย

แต่หนูยังเรียนไม่จบ

พี่อย่าลืมเขียนจดหมายมานะ

กรุงเทพฯ มีตึกสูงจริงไหม

มีรถเยอะจริงไหม

มีห้างใหญ่ ๆ ไหม

ถ้าพี่เห็นอะไรสวย ๆ ช่วยเล่าให้หนูฟังด้วย

หนูรักพี่

ราตรีอ่านแล้วหัวเราะ

“ถามเยอะจริง”

เธอหยิบกระดาษมาเขียนตอบ

ฝน

ฉันยังไม่เคยไป จะไปรู้ได้ยังไง

แต่ถ้าไปถึงแล้วจะเล่าให้ฟัง

ฉันจะดูตึกสูงให้

จะดูรถให้

แล้วก็จะดูห้างให้ด้วย

เธอหยุดเขียน

ก่อนเติมอีกประโยค

ถ้าวันหนึ่งแกมา ฉันจะพาแกเที่ยวเอง

ราตรีอ่านทวน

แล้วพับจดหมาย

เธอไม่ได้สัญญาว่าจะรับน้องมาอยู่ทันที

เพราะเริ่มเข้าใจว่าตัวเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะอยู่กรุงเทพฯ ได้หรือไม่

แต่เธออยากให้น้องรู้ว่าไม่ว่าจะไปที่ไหน เธอก็ยังคิดถึง

คืนก่อนเดินทาง บุญมีจัดกระเป๋าให้หลาน

เป็นกระเป๋าผ้าใบเก่าสีน้ำตาล

ข้างในมีเสื้อผ้าไม่กี่ชุด

ผ้าขาวม้า

สบู่

แปรงสีฟัน

สมุดบัญชี

และซองเอกสารที่ย่าห่อพลาสติกไว้อย่างดี

ราตรีนั่งข้างกระเป๋า

“ย่าเอาเสื้อไปเยอะเกิน”

“เผื่อฝนตก”

“หนูซักได้”

“เอาไปเถอะ”

“กระเป๋าหนัก”

บุญมีหันมามอง

“เอ็งจะเถียงทุกอย่างเลยหรือ”

ราตรีหัวเราะ

“ก็หนูถือเอง”

“งั้นเอ็งจัดเอง”

หญิงชราทำท่าจะลุกหนี

ราตรีรีบจับแขน

“โอ๋ ๆ ย่า”

บุญมีหัวเราะ

“ไม่ต้องมาทำเสียงอย่างนั้น”

เด็กหญิงยิ้ม

ก่อนช่วยพับเสื้อผ้าใหม่

เมื่อจัดเสร็จ ทั้งสองนั่งเงียบ

เสียงจิ้งหรีดดังอยู่ใต้ถุน

ลมกลางคืนพัดผ่านช่องฝา

ราตรีมองย่า

“ย่า”

“หือ”

“ถ้าหนูไปแล้ว ย่าจะเหงาไหม”

บุญมีตอบทันที

“เหงาสิ”

เด็กหญิงหน้าเสีย

“งั้นหนูไม่ไปก็ได้”

หญิงชราหันมามอง

“พูดจริงหรือ”

ราตรีเงียบ

ก่อนส่ายหน้า

“ไม่จริง”

บุญมีหัวเราะ

“ย่ารู้อยู่แล้ว”

ราตรีก้มหน้า

“หนูอยากไป แต่ก็ไม่อยากให้ย่าอยู่คนเดียว”

บุญมีจับมือหลาน

“เอ็งฟังย่านะ”

เด็กหญิงเงยหน้า

“คนเรารักกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันทุกวัน”

ราตรีนิ่ง

ย่าพูดต่อ

“เอ็งไปเรียนรู้ชีวิตของเอ็ง ย่าก็อยู่ของย่า”

“แต่ย่าแก่แล้ว”

“ย่ายังไม่ตายเสียหน่อย”

“ย่า!”

บุญมีหัวเราะ

“ก็จริงนี่”

ราตรีขมวดคิ้ว

“อย่าพูดอย่างนั้น”

หญิงชราบีบมือหลาน

“ย่าจะดูแลตัวเอง”

ราตรีพยักหน้า

“หนูจะกลับมา”

“ย่ารู้”

“ถ้าหนูหาเงินได้ หนูจะส่งมา”

“เอ็งต้องเก็บไว้กินด้วย”

“รู้แล้ว”

บุญมียิ้ม

“ดี”

คืนนั้นราตรีนอนไม่หลับ

เธอลุกขึ้นเปิดหีบไม้

หยิบเสื้อเก่าที่แม่เคยซื้อให้

หยิบรูปถ่ายกับพ่อ

และหยิบจดหมายของสายฝน

เธอวางทั้งสามอย่างเรียงบนพื้น

เสื้อแทนความทรงจำเกี่ยวกับแม่

รูปถ่ายแทนพ่อ

จดหมายแทนน้องสาว

ราตรีมองอยู่นาน

ก่อนตัดสินใจเก็บเสื้อไว้ในหีบ

รูปถ่ายกับพ่อก็เก็บไว้

ส่วนจดหมายของสายฝน เธอพับใส่กระเป๋าเดินทาง

เธออยากพกบางอย่างที่ทำให้รู้ว่ามีคนรออยู่

จากนั้นหยิบสมุดบัญชีออกมา

เปิดหน้าที่เขียนความฝันไว้

ข้อแรกคือเรียนให้จบ

ราตรีหยิบดินสอ

ขีดเครื่องหมายถูกข้างหน้า

เธอยิ้ม

หนึ่งข้อสำเร็จแล้ว

ส่วนข้อที่สองกำลังจะเริ่มต้น

เช้าวันเดินทาง ท้องฟ้ายังไม่สว่างดี

บุญมีตื่นมานึ่งข้าวเหนียว

ทำไข่เจียว

และห่อหมูทอดใส่ใบตองให้หลานกินระหว่างทาง

ราตรีอาบน้ำแต่งตัวเสร็จตั้งแต่ฟ้ายังมืด

เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงขายาว

รองเท้าผ้าใบคู่เก่าถูกซักจนสะอาด

ผมรวบไว้ด้านหลัง

เมื่อเดินลงมาจากบ้าน บุญมีมองแล้วนิ่งไป

“อะไรย่า”

ราตรีถาม

“เปล่า”

“หนูแต่งตัวไม่สวยเหรอ”

“สวย”

“แล้วทำไมมอง”

หญิงชรายิ้มบาง ๆ

“เอ็งโตจริง ๆ แล้ว”

ราตรีหัวเราะ

“หนูบอกตั้งนานแล้ว”

บุญมีไม่ได้หัวเราะตามทันที

เธอมองหลานสาวอย่างตั้งใจ

พยายามจดจำภาพนี้ไว้

เพราะรู้ว่าหลังจากวันนี้ บ้านอาจเงียบลงมาก

ป้าจำเนียรมารับที่หน้าบ้านพร้อมรถกระบะของญาติ

เธอจะพาราตรีไปขึ้นรถโดยสารระหว่างจังหวัด

“พร้อมหรือยัง”

“พร้อมจ้ะ!”

ราตรีตอบทันที

บุญมียกกระเป๋ามาส่ง

ป้าจำเนียรรับไปวางบนรถ

“ไม่ต้องห่วงนะป้า ฉันจะดูแลให้”

บุญมีพยักหน้า

“ฝากด้วย”

ราตรีหันมาหาย่า

“หนูไปแล้วนะ”

หญิงชรายิ้ม

“เดินทางดี ๆ”

เด็กหญิงยกมือไหว้

“ย่าดูแลตัวเองด้วย”

“เออ”

“อย่ายกของหนัก”

“รู้แล้ว”

“ถ้าปวดหลังให้ไปหาหมอ”

“เอ็งจะสั่งย่าอีกนานไหม”

ราตรีหัวเราะ

แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นดวงตาของย่าแดงเรื่อ เธอก็หยุด

“ย่า...”

บุญมีรีบหันหน้าไปทางอื่น

“ขึ้นรถเถอะ เดี๋ยวสาย”

ราตรีวางกระเป๋าเล็กในมือลง

ก่อนเดินเข้ากอดย่า

หญิงชรากอดตอบทันที

แน่นกว่าทุกครั้ง

“หนูจะกลับมานะ”

ราตรีกระซิบ

บุญมีพยักหน้า

“ย่าจะรอ”

เด็กหญิงหลับตา

กลิ่นแป้งฝุ่นจาง ๆ กับกลิ่นควันไฟบนเสื้อย่าเป็นกลิ่นที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่จำความได้

เธอไม่เคยคิดว่าการจากบ้านที่อยากออกไปจะทำให้เจ็บปวดถึงเพียงนี้

เมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัว ราตรีนั่งด้านหลัง

เธอหันกลับไปมอง

บุญมียืนอยู่หน้าบ้าน

มือข้างหนึ่งจับชายผ้าถุง

อีกข้างยกโบกช้า ๆ

ราตรีโบกมือตอบ

“ย่า!”

หญิงชรายิ้ม

รถเคลื่อนห่างออกไป

บ้านไม้เล็กลงเรื่อย ๆ

ต้นมะม่วงกลายเป็นเพียงเงาสีเขียว

จนกระทั่งทุกอย่างลับสายตา

ราตรีหันกลับมานั่งตรง

เธอพยายามไม่ร้องไห้

แต่สุดท้ายน้ำตาก็ไหลลงมาเงียบ ๆ

ป้าจำเนียรหันมามอง

“คิดถึงย่าแล้วหรือ”

เด็กหญิงรีบเช็ดหน้า

“เปล่า”

ป้าจำเนียรยิ้ม

“ไม่ต้องอายหรอก”

ราตรีก้มหน้า

“หนูเพิ่งออกมาเอง”

“ก็คิดถึงได้”

เด็กหญิงนิ่ง

ก่อนพยักหน้า

“จ้ะ”

เมื่อถึงสถานีขนส่งในตัวจังหวัด ราตรีรู้สึกเหมือนเดินเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง

ผู้คนมากมาย

เสียงพนักงานเรียกผู้โดยสาร

กลิ่นน้ำมันเครื่อง

กลิ่นอาหารทอด

เสียงเด็กเล็กร้องไห้

และเสียงรถโดยสารที่ติดเครื่องรอ

ราตรีจับสายกระเป๋าแน่น

ป้าจำเนียรพาไปซื้อตั๋ว

“สองที่ ไปกรุงเทพฯ”

พนักงานบอกราคา

ราตรีรีบหยิบเงินของตัวเองออกมา

“หนูจ่ายเอง”

ป้าจำเนียรหันมา

“ป้าจ่ายให้ก่อนก็ได้”

“ไม่เป็นไรจ้ะ”

เด็กหญิงยื่นเงิน

พนักงานรับไปแล้วส่งตั๋วให้

ราตรีรับกระดาษใบเล็กมา

มองตัวหนังสือที่พิมพ์อยู่บนนั้น

ชื่อจังหวัดต้นทาง

ปลายทางกรุงเทพมหานคร

หมายเลขรถ

เวลาออกเดินทาง

เธอใช้ปลายนิ้วลูบขอบตั๋ว

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอซื้อการเดินทางไกลด้วยเงินของตัวเอง

เงินที่หาได้จากการยกของ

จัดสินค้า

ช่วยงานร้านค้า

และทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ มาหลายปี

ราตรีรู้สึกภูมิใจ

แต่ในเวลาเดียวกันก็กลัว

เพราะตั๋วใบนี้กำลังพาเธอไปยังสถานที่ที่ไม่เคยรู้จัก

ก่อนขึ้นรถ ป้าจำเนียรพาไปซื้อข้าวเหนียวกับไก่ย่างเพิ่ม

“เอาไว้กินระหว่างทาง”

ราตรีรีบพูด

“ย่าห่อมาให้แล้ว”

“เก็บไว้กินอีกมื้อ”

“แต่หนูไม่อยากใช้เงินเยอะ”

ป้าจำเนียรหัวเราะ

“เอ็งนี่เหมือนป้าสมพรเล่าไม่มีผิด”

ราตรียิ้ม

“ป้าสมพรสอนให้ทำบัญชี”

“ดีแล้ว”

ป้าจำเนียรพูด

“แต่เงินมีไว้ใช้ในสิ่งจำเป็นด้วย ไม่ใช่เก็บจนตัวเองหิว”

ราตรีนึกถึงวันที่เคยอดกล้วยทอดเพราะอยากเก็บเงิน

เธอหัวเราะเบา ๆ

“มีแต่คนพูดอย่างนี้”

“ก็เพราะเอ็งต้องฟัง”

เมื่อขึ้นรถ ราตรีได้นั่งริมหน้าต่าง

เธอวางกระเป๋าไว้ใต้เบาะ

ตรวจดูเงิน

ตั๋ว

และจดหมายของสายฝนอีกครั้ง

ทุกอย่างยังอยู่ครบ

ป้าจำเนียรนั่งข้าง ๆ

“ถ้าง่วงก็นอน”

“หนูไม่ง่วง”

“ทางไกลนะ”

“หนูอยากดูข้างนอก”

ป้าจำเนียรยิ้ม

“ตามใจ”

ไม่นานนัก เครื่องยนต์ก็ดังขึ้น

รถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากสถานี

ราตรีมองผู้คนที่ยืนอยู่ริมถนน

ร้านขายผลไม้

อาคารพาณิชย์

จักรยานยนต์

รถบรรทุก

ทุกอย่างค่อย ๆ ผ่านสายตาไป

เธอไม่รู้ว่ากรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร

ไม่รู้ว่าจะชอบหรือไม่

แต่ตอนนี้เธออยู่บนเส้นทางแล้ว

ช่วงบ่าย รถวิ่งผ่านทุ่งกว้าง

แสงแดดส่องผ่านกระจกจนร้อน

ราตรีใช้ผ้าขาวม้าที่พกมาบังแดด

ป้าจำเนียรหลับไปแล้ว

เด็กหญิงหยิบสมุดบัญชีเล่มเล็กออกมา

เปิดหน้าแรก

เขียนวันที่

แล้วบันทึก

ค่าตั๋วรถ — ... บาท

ค่าอาหาร — ... บาท

เธอเขียนตามจำนวนเงินจริงที่จ่ายไป

จากนั้นหยุด

มองช่องว่างด้านล่าง

ก่อนเขียนข้อความอีกบรรทัด

วันนี้ฉันออกจากบ้าน

เธอมองประโยคนั้น

แล้วเขียนต่อ

ฉันกลัวนิดหน่อย

ราตรีอ่านทวน

ก่อนหัวเราะกับตัวเองเบา ๆ

“นิดหน่อยจริง ๆ”

เธอพึมพำ

แต่เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ความกลัวกลับดูใหญ่ขึ้น

ท้องทุ่งที่ไม่คุ้นเคย

ถนนที่ทอดยาว

ผู้คนที่ไม่รู้จัก

และระยะทางที่เพิ่มขึ้นทุกนาที

ราตรีปิดสมุด

ก่อนหยิบจดหมายของสายฝนออกมาอ่าน

พี่อย่าลืมเขียนจดหมายมานะ

เธอยิ้ม

“ไม่ลืมหรอก”

ระหว่างรถจอดพัก ผู้โดยสารทยอยลงไปซื้ออาหารและเข้าห้องน้ำ

ราตรีเดินตามป้าจำเนียร

เธอเห็นร้านค้าหลายร้านเรียงกัน

มีของเล่น

เสื้อผ้า

ขนม

และเครื่องดื่ม

เด็กหญิงหยุดมองพวงกุญแจรูปตุ๊กตาตัวเล็ก

สีฟ้า

สายฝนชอบสีฟ้า

เธอหยิบขึ้นมาดู

แม่ค้าบอกราคา

ราตรีคิดอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนวางกลับ

เธออยากซื้อให้น้อง

แต่ยังไม่รู้ว่าต้องใช้เงินอีกเท่าไรในกรุงเทพฯ

จึงตัดสินใจรอก่อน

ถ้าหาเงินได้จริง ๆ ค่อยซื้อ

เธอบอกตัวเอง

แล้วเดินตามป้าจำเนียรกลับขึ้นรถ

เมื่อรถเข้าสู่เขตกรุงเทพฯ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม

ราตรีนั่งตัวตรงทันที

สองข้างทางเต็มไปด้วยอาคาร

รถยนต์มากมายเคลื่อนตัวช้า ๆ

เสียงแตรดังเป็นระยะ

ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ตั้งอยู่เหนือถนน

สะพานลอยทอดข้ามไปอีกฝั่ง

ผู้คนเดินเร็วราวกับกำลังรีบไปที่ไหนสักแห่ง

เด็กหญิงเบิกตากว้าง

“ป้า!”

ป้าจำเนียรสะดุ้งตื่น

“อะไร”

“รถเยอะมาก!”

หญิงวัยกลางคนหัวเราะ

“ก็กรุงเทพฯ”

“ทำไมมันติดกันหมด”

“รถติด”

“แล้วจะไปถึงเมื่อไร”

“ก็รอ”

ราตรีมองถนน

รถแทบไม่ขยับ

เธอหัวเราะ

“อยู่บ้านเราไม่มีอย่างนี้”

“เดี๋ยวก็ชิน”

ราตรีส่ายหน้า

“หนูไม่อยากชิน”

ป้าจำเนียรหัวเราะอีกครั้ง

เมื่อถึงสถานีปลายทาง ราตรีลงจากรถพร้อมกระเป๋า

เสียงผู้คนดังจนเธอแทบไม่ได้ยินป้าจำเนียร

เธอรีบเดินตาม

กลัวหลง

ป้าจำเนียรหันมาบอก

“จับกระเป๋าให้ดี”

“จ้ะ”

“อย่าหยุดดูอะไรเพลิน”

“จ้ะ”

ทั้งสองเดินผ่านผู้คนจำนวนมาก

ราตรีรู้สึกเหมือนตัวเองเล็กลงทันที

ที่หมู่บ้าน ใคร ๆ ก็รู้จักเธอ

รู้ว่าเป็นหลานบุญมี

รู้ว่าเป็นลูกสมบัติ

รู้ว่าเป็นพี่สาวสายฝน

แต่ที่นี่ไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นใคร

ไม่มีใครสนใจว่าเธอสอบผ่าน

ไม่มีใครรู้ว่าเธอเก็บเงินมานานแค่ไหน

ผู้คนเดินผ่านไปโดยไม่หันมามอง

ความรู้สึกนั้นทั้งน่ากลัวและน่าตื่นเต้น

เพราะเป็นครั้งแรกที่ราตรีรู้สึกว่าตัวเองสามารถเริ่มต้นชีวิตโดยไม่ต้องแบกเรื่องราวที่คนทั้งหมู่บ้านรู้จัก

ป้าจำเนียรพาเธอขึ้นรถโดยสารอีกต่อหนึ่ง

ก่อนเดินเข้าซอยแคบ ๆ ที่มีห้องเช่าเรียงกัน

สองข้างทางมีร้านอาหาร

ร้านซ่อมจักรยานยนต์

ร้านขายของชำ

และแผงขายผลไม้

กลิ่นอาหารทอดปะปนกับกลิ่นท่อระบายน้ำ

ราตรีมองทุกอย่างอย่างสนใจ

เมื่อถึงอาคารห้องเช่าสองชั้น ป้าจำเนียรหยุด

“ถึงแล้ว”

ราตรีเงยหน้ามอง

“ที่นี่เหรอ”

“อืม”

“ป้าอยู่ชั้นไหน”

“ชั้นสอง”

ทั้งสองเดินขึ้นบันไดแคบ ๆ

ป้าจำเนียรไขกุญแจห้อง

เมื่อประตูเปิด ราตรีเห็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก

มีฟูกนอนพับอยู่มุมหนึ่ง

ตู้เสื้อผ้าเก่า

พัดลมตั้งพื้น

โต๊ะเตี้ย

และราวแขวนเสื้อผ้า

ไม่มีห้องนอนแยก

ไม่มีครัวกว้าง

ไม่มีใต้ถุนให้วิ่งเล่น

แต่มีหน้าต่างบานหนึ่งที่มองออกไปเห็นหลังคาบ้านข้าง ๆ

“อยู่ได้ไหม”

ป้าจำเนียรถาม

ราตรีมองรอบห้อง

ก่อนยิ้ม

“ได้จ้ะ”

“ไม่เหมือนบ้านย่านะ”

“หนูรู้”

“ถ้าคิดถึงบ้านก็บอก”

ราตรีพยักหน้า

เธอวางกระเป๋าลง

แล้วเดินไปเปิดหน้าต่าง

ลมอุ่นจากภายนอกพัดเข้ามา

พร้อมเสียงรถยนต์ที่ยังดังไม่หยุด

เด็กหญิงมองออกไป

เห็นตึกหลายหลังเรียงกันไกลสุดสายตา

ไม่มีทุ่งนา

ไม่มีต้นมะม่วง

ไม่มีเสียงไก่ขัน

แต่มีโลกอีกใบที่เธอไม่เคยเห็น

คืนนั้น ป้าจำเนียรพาราตรีไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านใกล้ห้องเช่า

เด็กหญิงนั่งมองชามก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ

ก่อนถาม

“ป้ากินอย่างนี้ทุกวันเหรอ”

“ไม่หรอก บางวันทำกินเอง”

“แพงกว่าบ้านเรา”

“ก็กรุงเทพฯ”

ราตรีพยักหน้า

เธอเริ่มเข้าใจว่าทำไมป้าสมพรจึงเตือนเรื่องค่าใช้จ่าย

เงินที่ดูมากในหมู่บ้าน อาจหมดเร็วในเมืองใหญ่

หลังอาหาร ป้าจำเนียรพาเดินกลับห้อง

ระหว่างทางราตรีเห็นคนงานกลุ่มหนึ่งเดินออกจากโรงงานใกล้ ๆ

ทุกคนสวมเสื้อทำงานคล้ายกัน

บางคนถือปิ่นโต

บางคนสะพายกระเป๋า

สีหน้าเหนื่อยล้า

ราตรีหยุดมอง

“ป้า”

“อะไร”

“เขาทำงานโรงงานเหรอ”

“ใช่”

“โรงงานอะไร”

“โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า”

เด็กหญิงมองประตูเหล็กขนาดใหญ่

ด้านในยังมีแสงไฟสว่าง

เสียงเครื่องจักรดังลอดออกมาเป็นระยะ

“หนูเข้าไปดูได้ไหม”

ป้าจำเนียรส่ายหน้า

“ไม่ได้ ต้องได้รับอนุญาต”

“อ๋อ”

“แล้วตอนนี้ก็ดึกแล้ว”

ราตรีพยักหน้า

แต่ยังหันกลับไปมองอีกครั้ง

เธอเคยจินตนาการว่าโรงงานเป็นสถานที่ที่คนเข้าไปทำงานแล้วได้เงินเดือน

แต่ไม่เคยคิดถึงเสียงเครื่องจักร

ความร้อน

หรือใบหน้าเหนื่อยล้าของคนที่เพิ่งเลิกงาน

ภาพตรงหน้าทำให้ความฝันของเธอเริ่มมีรูปร่างจริงขึ้น

และมันไม่ได้สวยงามเหมือนที่เคยคิดทั้งหมด

เมื่อกลับถึงห้อง ป้าจำเนียรปูฟูกให้ราตรีนอน

“คืนนี้นอนตรงนี้นะ”

“จ้ะ”

“ห้องน้ำอยู่สุดทางเดิน”

“จ้ะ”

“ถ้าจะออกไปไหนต้องบอกป้า”

“จ้ะ”

“พรุ่งนี้ป้าต้องไปทำงานแต่เช้า”

ราตรีเงยหน้า

“แล้วหนูทำอะไร”

“ป้าจะฝากเจ้าของห้องเช่าช่วยดูไว้ก่อน”

เด็กหญิงขมวดคิ้ว

“หนูอยู่คนเดียวได้”

“ป้ารู้ แต่ไม่อยากให้เดินออกไปไหน”

ราตรีพยักหน้า

เธอไม่ได้เถียง

เพราะเริ่มเข้าใจแล้วว่าที่นี่ไม่เหมือนหมู่บ้าน

หลังป้าจำเนียรหลับ ราตรียังนอนลืมตา

เสียงรถจากถนนใหญ่ดังต่อเนื่อง

มีเสียงคนเดินผ่านหน้าห้อง

เสียงประตูเปิดปิด

เสียงโทรทัศน์จากห้องข้าง ๆ

เธอพลิกตัว

คิดถึงบ้าน

คิดถึงย่า

คิดถึงเสียงจิ้งหรีด

คิดถึงกลิ่นข้าวเหนียวนึ่งตอนเช้า

เด็กหญิงเอื้อมมือหยิบกระเป๋า

นำจดหมายของสายฝนออกมา

เธอคลี่อ่านใต้แสงไฟสลัว

ก่อนหยิบสมุดบัญชีมาเปิดหน้าว่าง

เขียนข้อความใหม่

ถึงกรุงเทพฯ แล้ว

รถเยอะมาก

ตึกสูงจริง

ห้องป้าจำเนียรเล็กกว่าบ้านย่า

แต่มีพัดลม

เธอหยุดเขียน

ก่อนเพิ่มอีกบรรทัด

คิดถึงย่า

ราตรีมองประโยคนั้น

น้ำตาเริ่มเอ่อ

เธอรีบใช้หลังมือเช็ด

ไม่อยากให้ป้าจำเนียรตื่นมาเห็น

จากนั้นเขียนต่อ

พรุ่งนี้จะเริ่มเรียนรู้ว่าคนกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตกันอย่างไร

เธอปิดสมุด

วางไว้ข้างหมอน

แล้วค่อย ๆ หลับตา

เช้าวันต่อมา ราตรีตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุกของป้าจำเนียร

ฟ้ายังไม่สว่าง

ป้าลุกขึ้นแต่งตัวอย่างรวดเร็ว

“ตื่นแล้วหรือ”

“จ้ะ”

“นอนต่อก็ได้”

“หนูไม่ง่วง”

“งั้นช่วยป้าพับผ้าหน่อย”

ราตรีรีบลุกขึ้น

“ได้!”

เธอช่วยพับฟูก

เก็บหมอน

และจัดของในห้อง

ป้าจำเนียรยิ้ม

“ขยันจริง”

ราตรีหัวเราะ

“หนูทำงานเป็น”

“รู้แล้ว”

ก่อนออกไปทำงาน ป้าจำเนียรยื่นเงินให้

“เอาไว้ซื้อข้าวกลางวัน”

ราตรีส่ายหน้า

“หนูมีเงิน”

“เอาไปเถอะ”

“หนูไม่อยากรบกวน”

ป้าจำเนียรมองเด็กหญิง

ก่อนพูดจริงจัง

“ราตรี”

“จ๊ะ”

“การมาอยู่กับป้า ไม่ได้แปลว่าเอ็งต้องจ่ายทุกอย่างเอง”

เด็กหญิงเงียบ

“เอ็งยังเด็ก”

“แต่หนูอยากช่วย”

“ช่วยได้ แต่ไม่ต้องรีบเป็นผู้ใหญ่ทุกเรื่อง”

ราตรีก้มหน้า

คำพูดนี้คล้ายกับที่ย่าเคยบอก

เธอไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่จึงชอบพูดว่าเธอยังเด็ก ในเมื่อชีวิตที่ผ่านมากลับทำให้เธอต้องคิดเรื่องเงินและการดูแลตัวเองมาตลอด

แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้เถียง

เพียงรับเงินมา

“ขอบใจจ้ะ”

ป้าจำเนียรยิ้ม

“ดี”

เมื่อป้าออกไปทำงาน ราตรีนั่งอยู่ริมหน้าต่าง

เธอมองผู้คนเดินผ่านซอย

ผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มลูกเล็ก

ชายคนหนึ่งเข็นรถขายของ

เด็กนักเรียนหลายคนเดินไปโรงเรียน

เสียงรถดังเป็นระยะ

เธอหยิบสมุดขึ้นมา

เริ่มเขียนจดหมายถึงย่า

ย่า

หนูถึงกรุงเทพฯ แล้ว

หนูปลอดภัยดี

ป้าจำเนียรดูแลหนูดี

ที่นี่รถเยอะมาก

หนูเห็นตึกสูงแล้ว

อาหารแพงกว่าบ้านเรา

หนูจะระวังเงิน

เธอหยุด

ก่อนเขียนต่อ

ย่าอย่ายกของหนักนะ

หนูคิดถึงย่า

จากราตรี

เธออ่านทวน

แล้วพับกระดาษ

จากนั้นหยิบอีกแผ่นมาเขียนถึงสายฝน

ฝน

ฉันมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว

ที่นี่มีตึกสูงจริง

รถเยอะจนแทบไม่ขยับ

มีร้านขายของเต็มไปหมด

ฉันยังไม่ได้ไปห้าง

แต่ถ้าได้ไปจะเล่าให้ฟัง

แกตั้งใจเรียนด้วย

อย่าลืมฝึกคัดลายมือ

จากพี่ราตรี

เธอหยุดคิด

ก่อนเติมประโยคสุดท้าย

ฉันจะลองดูว่าที่นี่มีอะไรให้เราทำได้บ้าง

ในหมู่บ้านห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร บุญมีกำลังนั่งกินข้าวคนเดียว

สำรับอาหารมีไข่เจียวกับน้ำพริก

เธอเผลอตักข้าวใส่จานอีกใบ

ก่อนชะงัก

มองจานเปล่าตรงหน้า

แล้วถอนหายใจ

“ลืมไป”

เธอพึมพำ

ราตรีไม่ได้อยู่บ้านแล้ว

หญิงชราค่อย ๆ เทข้าวกลับลงกระติบ

ก่อนนั่งกินเงียบ ๆ

บ้านไม้ดูใหญ่ขึ้นอย่างประหลาด

ทั้งที่ขนาดเท่าเดิม

ไม่มีเสียงเด็กหญิงวิ่งขึ้นบันได

ไม่มีเสียงถามว่ากับข้าวอะไร

ไม่มีเสียงเถียงเวลาถูกใช้ให้ทำงาน

บุญมีมองไปยังหีบไม้ของหลาน

เธอรู้ว่าราตรีจะกลับมา

แต่ไม่รู้ว่าหลังจากกลับมาแล้ว เด็กหญิงจะยังอยากอยู่ที่นี่เหมือนเดิมหรือไม่

เพราะโลกกว้างอาจทำให้คนเราเปลี่ยนไป

หญิงชราตักข้าวเข้าปาก

ก่อนมองออกไปนอกหน้าต่าง

“ดูแลตัวเองดี ๆ นะลูก”

เธอพูดเบา ๆ

ที่กรุงเทพฯ ราตรีนั่งมองแสงแดดที่เริ่มส่องเข้าซอย

เธอไม่รู้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะนำไปสู่อะไร

ไม่รู้ว่าจะได้ทำงานจริงเมื่อไร

ไม่รู้ว่าจะหาเงินได้มากพอหรือไม่

แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้แน่ชัดคือ เธอได้ออกจากหมู่บ้านมาแล้ว

และโลกภายนอกไม่ได้รอให้เธอพร้อม

มันดำเนินไปตามจังหวะของมัน

รถยังวิ่ง

ผู้คนยังรีบเดิน

ร้านค้ายังเปิด

โรงงานยังทำงาน

ไม่มีใครหยุดเพื่อเด็กหญิงจากต่างจังหวัดคนหนึ่ง

ราตรีลุกขึ้น

เดินไปหยิบไม้กวาดที่วางอยู่ข้างประตู

เธอกวาดห้องเล็ก ๆ อย่างตั้งใจ

จากนั้นล้างแก้ว

พับเสื้อผ้า

และจัดกระเป๋าของตัวเอง

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เธอเดินกลับมานั่งริมหน้าต่าง

มองถนนอีกครั้ง

ก่อนพูดกับตัวเองเบา ๆ

“เอาละ”

เธอยิ้ม

“มาดูกันว่ากรุงเทพฯ จะเป็นยังไง”

เด็กหญิงไม่ได้รู้เลยว่าเมืองแห่งนี้จะมอบทั้งโอกาส ความเหนื่อยล้า มิตรภาพ และบทเรียนที่ไม่เคยมีในห้องเรียนให้เธอ

บางวันเธอจะภูมิใจในตัวเอง

บางวันจะร้องไห้เพราะคิดถึงบ้าน

บางวันจะอยากกลับไปหาย่า

และบางวันจะต้องเผชิญความจริงว่าความตั้งใจเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้ทุกประตูเปิดออก

แต่เช้าวันนี้ ราตรียังมีแรงเต็มหัวใจ

เธอเพิ่งมาถึง

และชีวิตบทใหม่กำลังเริ่มต้น

บนโต๊ะเตี้ยข้างหน้าต่าง มีตั๋วรถโดยสารใบหนึ่งวางอยู่

ราตรีหยิบมันขึ้นมา

มองชื่อปลายทางที่พิมพ์อยู่บนกระดาษ

ก่อนพับเก็บลงในสมุดบัญชี

เธอตั้งใจจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก

ไม่ใช่เพราะมันเป็นตั๋วเที่ยวเดียว

แต่เพราะมันเป็นหลักฐานว่า ครั้งหนึ่งเธอเคยกลัวมาก และยังตัดสินใจออกเดินทาง

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต