Kamelessia Stories
ปก ชีวิตพัดพากลับไปที่นิยายชีวิตพัดพา
ตอนที่ 2

ลูกคนที่แม่ไม่เลือก

เช้าวันรุ่งขึ้น ราตรีไม่ถามถึงแม่อีกเลย
ย่าบุญมีสังเกตเห็นความผิดปกติตั้งแต่ตอนปลุกหลานสาวให้ตื่น เด็กหญิงที่เคยงอแงทุกครั้งเมื่อถูกเรียกให้ลุกจากที่นอน กลับลุกขึ้นนั่งทันทีโดยไม่ต้องเรียกซ้ำ
เธอพับผ้าห่มผืนบางอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนเดินไปหยิบขันน้ำที่วางอยู่ข้างโอ่ง
“จะไปไหนแต่เช้า” ย่าถาม
“ล้างหน้า”
“ไม่ต้องรีบก็ได้ ข้าวยังไม่สุก”
“หนูไม่ได้รีบ”
ราตรีตอบสั้น ๆ แล้วเดินลงบันไดไป
ย่าบุญมีมองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้นด้วยความกังวล
เมื่อวานหลานสาวร้องไห้จนตาบวม เพราะแม่กลับมารับน้องสาวไปอยู่ด้วย แต่เช้านี้กลับไม่มีน้ำตาสักหยด
บางทีเด็กอาจลืมง่ายอย่างที่ผู้ใหญ่ชอบพูดกัน
ย่าพยายามคิดเช่นนั้น
แต่เมื่อเหลือบไปเห็นเสื้อผ้าสองสามตัวที่ราตรีเก็บใส่หีบไม้ไว้ตั้งแต่เมื่อวาน เธอก็รู้สึกเจ็บแปลบในอก
เสื้อผ้าเหล่านั้นถูกพับเรียบร้อยผิดวิสัยเจ้าของ
เด็กหญิงคงตั้งใจเตรียมมันไว้สำหรับการเดินทางที่ไม่ได้เกิดขึ้น
ย่าบุญมีถอนหายใจ ก่อนหันกลับไปก่อไฟในเตา
ชีวิตของคนจนมีเรื่องให้ต้องทำมากเกินกว่าจะนั่งเสียใจได้ทั้งวัน
ข้าวต้องหุง
น้ำต้องตัก
วัวควายต้องมีหญ้ากิน
และเด็กหญิงวัยสี่ขวบคนหนึ่งก็ต้องเติบโตต่อไป ไม่ว่าจะเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม
ราตรีนั่งยอง ๆ อยู่ข้างโอ่งน้ำ
เธอตักน้ำขึ้นมาล้างหน้าอย่างแรงจนกระเซ็นเปียกเสื้อ
น้ำเย็นทำให้สะดุ้งเล็กน้อย แต่เธอไม่ร้อง
หลังล้างหน้าเสร็จ เด็กหญิงหันไปมองบริเวณใต้ถุนบ้าน
ตรงนั้นเคยมีสายฝนนั่งเล่นอยู่
น้องสาวชอบเอากิ่งไม้ขีดดินเป็นเส้นยุ่งเหยิง บางครั้งก็เก็บก้อนกรวดมาเรียงเป็นแถวตามที่เห็นพี่ทำ
ราตรีไม่ชอบให้น้องมาแตะของเล่น
เพราะสายฝนมักทำทุกอย่างกระจัดกระจาย
“อย่าจับ!”
เธอเคยตะโกนใส่น้อง
แต่พอสายฝนร้องไห้ ราตรีก็มักเป็นฝ่ายหยิบของเล่นชิ้นอื่นไปยื่นให้
บางครั้งเธอแอบแบ่งขนมให้น้องด้วย
แม้จะบ่นว่าแบ่งแล้วตัวเองเหลือน้อยก็ตาม
เช้านี้ไม่มีใครมายุ่งกับฝาขวดน้ำอัดลมของเธออีกแล้ว
เด็กหญิงเดินไปหยิบฝาขวดที่กองอยู่ใต้ต้นมะม่วง
เธอนับทีละอัน
หนึ่ง
สอง
สาม
สี่
พอนับถึงห้า เธอก็หยุด
มีฝาขวดสีแดงอยู่สองฝา
ฝาหนึ่งของเธอ
อีกฝาหนึ่งเธอเคยยกให้สายฝน
ราตรีหยิบฝาขวดสีแดงอันเล็กขึ้นมา
“ของฝน”
เธอพึมพำ
จากนั้นก็วางมันไว้ข้างตัว
ครู่หนึ่งจึงหยิบกลับมารวมกับฝาขวดอื่น
“ไม่อยู่แล้วก็ไม่ต้องเล่น”
เธอบอกกับกองของเล่น
แต่หลังจากนั้นกลับไม่รู้ว่าจะเล่นอะไรต่อ
“ราตรี มากินข้าว!”
เสียงย่าดังมาจากบนบ้าน
เด็กหญิงรีบวิ่งขึ้นบันได
บนเสื่อมีถาดข้าวเหนียว ปลาย่างตัวเล็ก และถ้วยแจ่ววางอยู่
ย่าบุญมีแบ่งเนื้อปลาส่วนที่ไม่มีก้างให้หลาน
“กินเยอะ ๆ จะได้โตเร็ว”
ราตรีหยิบข้าวเหนียวขึ้นมาปั้น
“ย่า”
“ว่าไง”
“ถ้าหนูโตแล้ว แม่จะมารับไหม”
มือย่าที่กำลังแกะปลาเคลื่อนไหวช้าลง
“เมื่อวานบอกว่าจะไม่ถามแล้วไม่ใช่เหรอ”
“หนูถามเรื่องโต”
ย่าบุญมีเงยหน้ามองหลาน
เด็กหญิงมีสีหน้าจริงจังราวกับกำลังถามเรื่องสำคัญที่สุดในโลก
“โตแล้วก็ต้องทำงานหาเงิน”
“หาเงินทำไม”
“ก็เอาไว้ซื้อข้าวซื้อของ”
“แล้วถ้าหนูหาเงินได้ แม่จะเอาหนูไปอยู่ด้วยไหม”
ย่าบุญมีวางเนื้อปลาลงบนใบตอง
เธอไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
หากบอกว่าแม่จะมารับ ก็เท่ากับให้ความหวังที่ตัวเองรับประกันไม่ได้
แต่หากบอกว่าไม่รู้ เด็กหญิงอาจเสียใจอีก
“ราตรี” ย่าพูดเบา ๆ “อยู่กับย่าไม่ดีตรงไหน”
“ดี”
“แล้วทำไมอยากไปอยู่กับแม่”
ราตรีก้มมองข้าวเหนียวในมือ
“ก็คนอื่นเขามีแม่”
คำตอบเรียบง่ายนั้นทำให้ย่าบุญมีนิ่งไป
ราตรีเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“ย่าเป็นแม่หนูได้ไหม”
หญิงชรารู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาจุกอยู่ในลำคอ
“ย่าเป็นย่า”
“แล้วเป็นแม่ด้วยไม่ได้เหรอ”
“ได้สิ”
ย่าตอบหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง
“ถ้าเอ็งอยากเรียก”
ราตรีครุ่นคิด
“งั้นหนูเรียกย่าเหมือนเดิมดีกว่า”
“ทำไมล่ะ”
“เดี๋ยวแม่กลับมาแล้วงง”
ย่าบุญมีหลุดหัวเราะทั้งที่ดวงตาร้อนผ่าว
“เออ ตามใจเอ็ง”
ราตรีพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วก้มลงกินข้าวต่อ
เธอไม่รู้เลยว่าคำพูดไม่กี่คำของตัวเองทำให้ย่าต้องหันหน้าไปอีกทางเพื่อซ่อนน้ำตา
หลายวันผ่านไป
ชีวิตในหมู่บ้านดำเนินไปตามปกติ
เสียงไก่ขันยังดังทุกเช้า ผู้ใหญ่ยังออกไปทำนา เด็ก ๆ ยังวิ่งเล่นตามลานดิน และแดดยามบ่ายยังร้อนจนแม้แต่สุนัขก็ต้องหาที่หลบใต้ถุนบ้าน
สำหรับราตรี ทุกอย่างดูเหมือนเดิม
ยกเว้นบ้านเงียบลง
ไม่มีเสียงสายฝนร้องเรียกพี่
ไม่มีใครเดินตามเธอไปทุกที่
ไม่มีใครแย่งข้าวเหนียวจากมือ
และไม่มีใครต้องให้เธอช่วยปีนขึ้นบันได
ในตอนแรก ราตรีรู้สึกดีที่ไม่มีน้องคอยกวนใจ
เธอเล่นคนเดียวได้โดยไม่ต้องแบ่งของ
จะวิ่งไปไหนก็ไม่ต้องรอ
แต่พอตกเย็น ความรู้สึกบางอย่างกลับคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบ ๆ
โดยเฉพาะเวลานอน
เมื่อก่อนสายฝนมักนอนข้างเธอ
น้องสาวชอบดิ้น บางคืนถีบผ้าห่มหลุด บางคืนเอาขามาพาดท้องพี่
ราตรีเคยบ่นจนย่าต้องลุกมาจัดที่นอนให้ใหม่
แต่ตอนนี้เสื่อข้างตัวว่างเปล่า
เด็กหญิงนอนหงายมองฝาบ้านไม้
แสงตะเกียงลอดผ่านรอยแตกของกระดานเป็นเส้นบาง ๆ
เสียงจิ้งหรีดดังมาจากนอกบ้าน
“ย่า”
“หือ”
“ฝนจะนอนกับใคร”
ย่าบุญมีที่กำลังพับผ้าหันมามอง
“ก็นอนกับแม่เขาสิ”
“แล้วแม่จะห่มผ้าให้ไหม”
“ห่มสิ”
“ฝนชอบถีบผ้า”
“แม่เขาก็ดูแลได้”
ราตรีเงียบไป
ครู่หนึ่งจึงพูดอีก
“ฝนชอบร้องตอนฟ้าร้อง”
“อืม”
“ถ้าแม่ไม่รู้ล่ะ”
ย่าบุญมีเดินมานั่งข้างหลาน
“แม่เขารู้หรอก”
“แต่แม่ไม่เคยนอนกับฝน”
“เดี๋ยวก็รู้”
ราตรีขยับตัวตะแคง
“ย่า”
“อะไรอีก”
“แม่จะรู้ไหมว่าฝนชอบกินไข่ต้ม”
ย่าบุญมีลูบหลังหลานเบา ๆ
“เอ็งเป็นห่วงน้องหรือ”
“เปล่า”
เด็กหญิงตอบทันที
“หนูแค่ถาม”
ย่ายิ้มจาง ๆ
“นอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”
ราตรีหลับตา
แต่ในความมืด เธอยังคงนึกถึงน้องสาว
ไม่รู้ว่าตอนนี้สายฝนหลับหรือยัง
ไม่รู้ว่าร้องไห้หาเธอบ้างหรือเปล่า
และไม่รู้ว่าแม่จะกอดน้องเหมือนที่เคยกอดเธอในวันที่ยังอยู่ด้วยกันหรือไม่
คำถามสุดท้ายทำให้ราตรีพลิกตัวหันเข้าหาฝา
เธอไม่อยากคิดถึงมัน
เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองสูญเสียอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถเรียกคืนได้
บ่ายวันหนึ่ง ราตรีเดินตามย่าไปบ้านญาติที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน
ย่าบุญมีถือกระบุงใส่ผัก ส่วนราตรีถือถุงผ้าใบเล็ก
ระหว่างเดินผ่านบ้านหลังหนึ่ง มีหญิงวัยกลางคนกำลังนั่งสานตะกร้าอยู่ใต้ถุน
“อ้าว แม่บุญมี!”
หญิงคนนั้นร้องทัก
“จะไปไหนกัน”
“เอาผักไปให้พี่แสง”
“แล้วนี่ราตรีใช่ไหม”
ย่าพยักหน้า
หญิงคนนั้นมองเด็กหญิง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังเล่าเรื่องธรรมดา
“ได้ข่าวว่าแม่มันมารับลูกไปแล้วนี่”
ย่าบุญมีชะงัก
“เออ”
“แล้วทำไมยังเห็นราตรีอยู่”
“เขามารับคนน้อง”
“อ้าว!”
หญิงคนนั้นทำตาโต
“ทำไมไม่เอาคนพี่ไปด้วยล่ะ”
ย่าบุญมีเริ่มไม่พอใจ
“เขามีเหตุผลของเขา”
“หรือเพราะราตรีมันดื้อ”
คำพูดนั้นทำให้เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นทันที
หญิงคนนั้นยังพูดต่อโดยไม่ทันสังเกต
“เด็กคนนี้ซนจะตาย วันก่อนยังเห็นวิ่งไล่ตีเด็กบ้านโน้นอยู่เลย”
“เขามาแย่งของหนู!”
ราตรีโพล่งขึ้น
หญิงคนนั้นหัวเราะ
“เห็นไหม พูดอะไรนิดหน่อยก็เถียงแล้ว”
ราตรีกำถุงผ้าแน่น
“หนูไม่ได้เถียง!”
“นั่นไง”
“เขาแย่งของหนูก่อน!”
“ราตรี!”
ย่าบุญมีเรียกเสียงเข้ม
เด็กหญิงหันมามองย่า
“แต่เขาว่าหนู!”
“พอแล้ว”
หญิงคนนั้นส่ายหน้า
“แม่มันคงเลี้ยงไม่ไหวจริง ๆ”
คำพูดนั้นหลุดออกมาเบา ๆ
แต่ราตรีได้ยินชัดทุกคำ
เธอยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะโยนถุงผ้าลงพื้น
“หนูไม่ได้ดื้อ!”
แล้ววิ่งหนีไปทันที
“ราตรี!”
ย่าบุญมีตะโกนเรียก
แต่เด็กหญิงไม่หยุด
เธอวิ่งผ่านบ้านหลายหลัง ผ่านลานตากข้าว และผ่านทางดินที่มีรอยล้อเกวียน
น้ำตาไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว
คำพูดของหญิงคนนั้นวนอยู่ในหัว
แม่มันคงเลี้ยงไม่ไหวจริง ๆ
เพราะเธอดื้อหรือ
เพราะเธอเถียงหรือ
เพราะเธอชอบวิ่งเล่นหรือ
แม่ถึงไม่เอาเธอไป
ราตรีหยุดวิ่งเมื่อมาถึงต้นมะม่วงหลังบ้าน
เธอหอบหายใจแรง
ก่อนใช้แขนเช็ดน้ำตาอย่างหงุดหงิด
“ไม่ร้อง!”
เด็กหญิงบอกตัวเอง
“ไม่ร้อง!”
แต่ยิ่งพูด น้ำตาก็ยิ่งไหล
เธอทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
กำดินแห้งขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้วขว้างออกไป
“หนูไม่ได้ดื้อ!”
เสียงเล็ก ๆ ดังอยู่ใต้ต้นไม้
ไม่มีใครตอบ
ราตรีก้มหน้าซบเข่า
คราวนี้เธอร้องไห้โดยไม่มีเสียง
เมื่อย่าบุญมีกลับมาถึงบ้าน ก็พบหลานสาวนั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วง
หญิงชราไม่ได้ถามทันที
เธอเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ อย่างช้า ๆ
“หิวไหม”
ราตรีส่ายหน้า
“ย่าซื้อขนมมาให้”
ไม่มีคำตอบ
ย่าหยิบขนมถั่วตัดห่อเล็กออกจากถุง
“ของชอบเอ็ง”
ราตรีเหลือบมอง
แต่ไม่ยื่นมือไปรับ
“ไม่กิน”
“ทำไม”
“ไม่อยากกิน”
ย่าบุญมีวางห่อขนมไว้ข้างตัว
ทั้งสองนั่งเงียบอยู่พักใหญ่
ลมบ่ายพัดใบมะม่วงเสียดสีกันเบา ๆ
ในที่สุดราตรีก็พูดขึ้น
“ย่า”
“ว่าไง”
“หนูดื้อจริง ๆ เหรอ”
ย่าบุญมีหันมามอง
“ใครบอก”
“คนเมื่อกี้”
“อย่าไปฟังเขา”
“แต่แม่ก็ว่าหนูดื้อ”
ย่านิ่งไป
ราตรีก้มหน้าลง
“ถ้าหนูไม่ดื้อ แม่จะเอาหนูไปไหม”
ย่าบุญมีรู้สึกเจ็บในอกอีกครั้ง
“ราตรี ฟังย่านะ”
เด็กหญิงเงยหน้า
“แม่เขาไม่ได้เอ็งไป ไม่ได้แปลว่าเอ็งไม่ดี”
“แล้วแปลว่าอะไร”
ย่าบุญมีถอนหายใจ
“ผู้ใหญ่บางทีก็มีเรื่องที่เด็กยังไม่เข้าใจ”
“หนูอยากเข้าใจ”
“เอ็งยังเล็ก”
ราตรีขมวดคิ้ว
คำตอบนี้อีกแล้ว
ยังเล็ก
ยังไม่รู้เรื่อง
โตแล้วจะเข้าใจ
ผู้ใหญ่ชอบพูดเช่นนี้ทุกครั้งที่เธอถามเรื่องสำคัญ
“แล้วเมื่อไรหนูจะโต”
“อีกหลายปี”
“นานไหม”
“นาน”
ราตรีนิ่งคิด
“งั้นหนูจะรีบโต”
ย่าบุญมีมองหลาน
“จะรีบไปไหน”
“จะได้ไม่ต้องให้ใครเลี้ยง”
คำตอบนั้นทำให้หญิงชราพูดไม่ออก
เด็กหญิงหยิบขนมถั่วตัดขึ้นมาแกะห่อ
เธอกัดไปคำหนึ่ง ก่อนหักอีกครึ่งส่งให้ย่า
“ย่ากินไหม”
ย่าบุญมีรับมา
“ขอบใจ”
ราตรีเคี้ยวขนมช้า ๆ
ครู่หนึ่งจึงพูดเหมือนกำลังตัดสินใจเรื่องใหญ่
“โตแล้วหนูจะหาเงินเอง”
“ดีสิ”
“หนูจะซื้อข้าวเอง”
“อืม”
“ซื้อเสื้อเอง”
“เออ”
“แล้วก็ซื้อขนมเองด้วย”
ย่าหัวเราะเบา ๆ
“เอ็งนี่คิดแต่เรื่องขนม”
ราตรียิ้มออกมาเป็นครั้งแรกของวัน
แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้ไม่นาน
เธอมองไปยังถนนหน้าบ้าน
ก่อนพูดเบา ๆ
“ถ้าหนูมีเงิน แม่จะไม่ต้องเลือกแล้วใช่ไหม”
ย่าบุญมีหุบยิ้ม
เด็กหญิงไม่ได้รอคำตอบ
เธอก้มลงกินขนมต่อ ราวกับคำถามนั้นไม่ได้สำคัญอะไร
แต่ย่ารู้ดีว่ามันสำคัญ
สำคัญจนเธอไม่กล้าตอบ
ในเมืองที่อยู่ห่างออกไปหลายชั่วโมง สายฝนกำลังนั่งอยู่บนพื้นบ้านเช่าเล็ก ๆ
บ้านหลังนั้นมีห้องนอนหนึ่งห้อง พื้นปูนหยาบ และครัวอยู่ด้านหลัง
กลิ่นกระเทียมเจียวลอยมาจากเตา
ลำดวนกำลังเตรียมอาหารสำหรับขายในวันรุ่งขึ้น
บนโต๊ะมีชาม ถุงพลาสติก และเครื่องปรุงวางเรียงกัน
“ฝน อย่าไปจับมีด!”
เสียงแม่ดังขึ้นเมื่อเห็นลูกสาวเดินเข้าใกล้โต๊ะ
สายฝนหยุดทันที
เธอถอยหลังสองก้าว
“มานั่งตรงนี้”
ลำดวนชี้ไปยังเสื่อผืนเล็กข้างผนัง
เด็กหญิงเดินไปนั่งอย่างว่าง่าย
“เล่นตรงนั้นก่อนนะ แม่ทำงาน”
สายฝนพยักหน้า
เธอหยิบตุ๊กตาผ้าตัวเก่าที่แม่ซื้อให้ขึ้นมากอด
ตุ๊กตาตัวนั้นมีผมไหมพรมสีดำและชุดสีแดง
สายฝนมองมันอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนยกขึ้นมานั่งตรงหน้า
“พี่”
เธอเรียกเบา ๆ
ตุ๊กตาไม่ตอบ
สายฝนยิ้มให้มัน
“พี่กินข้าว”
เธอหยิบฝาขวดที่เก็บมาจากพื้นบ้านมายื่นให้ตุ๊กตา
“อ้าม”
ลำดวนเหลือบมองลูกสาว
เห็นเด็กน้อยกำลังเล่นคนเดียวอย่างเงียบ ๆ ก็รู้สึกโล่งใจ
อย่างน้อยสายฝนก็ไม่วิ่งซนไปทั่วบ้านเหมือนราตรี
ไม่ต้องคอยเรียก
ไม่ต้องคอยดุ
ไม่ต้องคอยตามเก็บของที่ถูกหยิบไปเล่น
ลำดวนกลับไปหั่นผักต่อ
แต่ไม่นานก็ได้ยินเสียงเล็ก ๆ ดังขึ้น
“แม่”
“อะไร”
“พี่อยู่ไหน”
มือที่กำลังหั่นผักชะงัก
“พี่อยู่กับย่า”
“พี่มาไหม”
“ไม่มา”
สายฝนก้มมองตุ๊กตา
“พี่ไม่มา...”
เธอพูดตามเบา ๆ
แล้วเงียบไป
ลำดวนคิดว่าลูกคงเลิกถามแล้ว
แต่ครู่หนึ่งเสียงเล็ก ๆ ก็ดังขึ้นอีก
“แม่”
“อะไรอีกลูก”
“คิดถึงพี่”
ลำดวนวางมีดลง
เธอหันมามองลูกสาว
สายฝนกำลังกอดตุ๊กตาแน่น
ดวงตาเล็ก ๆ เริ่มมีน้ำใสคลออยู่
ลำดวนถอนหายใจ
“เดี๋ยวก็ได้เจอกัน”
“เมื่อไร”
“วันหลัง”
“วันหลัง...”
สายฝนทวนคำ
เธอยังไม่รู้ว่าวันหลังคือเมื่อไร
แต่เมื่อแม่บอกว่าจะได้เจอพี่ เธอก็พยักหน้า
“จ้ะ”
ลำดวนกลับไปทำงานต่อ
ไม่นานสายฝนก็เงียบลง
เธอไม่ได้ร้องไห้
ไม่ได้งอแง
เพียงนั่งกอดตุ๊กตาและมองประตูบ้านเป็นระยะ
ราวกับกำลังรอใครบางคนเดินเข้ามา
เย็นวันนั้น ลำดวนพาสายฝนไปตลาดใกล้บ้าน
เธอต้องซื้อผัก เนื้อหมู และเครื่องปรุงสำหรับขายอาหารในวันรุ่งขึ้น
ตลาดเต็มไปด้วยผู้คน
เสียงแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังแข่งกัน
กลิ่นปลาเค็ม ผักสด และอาหารทอดลอยปะปนอยู่ในอากาศ
สายฝนเดินจับมือแม่แน่น
เมื่อผ่านร้านขนม เธอหยุดมองขนมสีสวยที่วางอยู่ในถาด
ลำดวนรู้สึกถึงแรงดึงเล็ก ๆ ที่มือ
“อะไร”
สายฝนชี้
“ขนม”
“อยากกินเหรอ”
เด็กหญิงพยักหน้า
ลำดวนมองราคา
ก่อนถอนหายใจ
“วันนี้แม่ต้องซื้อของไปขายก่อนนะ”
สายฝนมองขนมอีกครั้ง
แล้วพยักหน้า
“จ้ะ”
เธอเดินตามแม่ต่อโดยไม่ร้องขอ
ลำดวนรู้สึกพอใจ
ลูกคนนี้เลี้ยงง่ายจริง ๆ
บอกอะไรก็เชื่อ
ไม่เหมือนราตรีที่หากอยากได้อะไรแล้วไม่ได้ ก็มักถามเหตุผลไม่หยุด
ลำดวนไม่รู้เลยว่าในหัวใจเล็ก ๆ ของสายฝนกำลังเกิดความเข้าใจอย่างหนึ่ง
ถ้าแม่บอกว่าไม่ได้ ก็ไม่ควรขออีก
ความเข้าใจนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย
แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันจะค่อย ๆ กลายเป็นนิสัย
นิสัยที่ทำให้เธอยอมคนอื่นง่ายเกินไป
แม้ในวันที่ตัวเองเป็นฝ่ายเจ็บปวดก็ตาม
หลายสัปดาห์ต่อมา
ราตรีเริ่มกลับมาวิ่งเล่นกับเด็กในหมู่บ้าน
เธอหัวเราะเสียงดังเหมือนเดิม
ชอบเป็นหัวหน้ากลุ่ม
ชอบออกคำสั่งเวลาเล่นขายของ
และไม่ยอมให้ใครแย่งของเล่น
วันหนึ่ง เด็กชายชื่อแดงซึ่งอายุมากกว่าเธอหนึ่งปี เดินเข้ามาหยิบฝาขวดน้ำอัดลมจากกองของเธอ
“อันนี้ของข้า”
แดงพูด
ราตรีหันขวับ
“ของข้า!”
“ข้าเจอก่อน”
“โกหก!”
แดงยักไหล่
“จะเอาคืนก็มาเอาสิ”
ราตรีลุกขึ้นทันที
“เอามา!”
เด็กชายหัวเราะแล้ววิ่งหนี
ราตรีวิ่งตาม
ทั้งสองวิ่งวนรอบต้นมะม่วง ก่อนแดงสะดุดรากไม้ล้มลง
ฝาขวดกระเด็นจากมือ
ราตรีรีบเก็บขึ้นมา
“บอกแล้วว่าอย่าเอาของข้า!”
แดงลุกขึ้นปัดฝุ่น
“ขี้หวง!”
“เอ็งนั่นแหละขี้ขโมย!”
“ไม่มีใครอยากเล่นกับเอ็งหรอก!”
ราตรีชะงัก
เด็กชายเห็นว่าเธอเงียบ จึงพูดต่อ
“แม่เอ็งยังไม่อยากเอาไปอยู่ด้วยเลย!”
คำพูดนั้นเหมือนมีใครเอาก้อนหินขว้างใส่หน้าอก
ราตรีกำฝาขวดแน่น
“อย่าพูดถึงแม่ข้า!”
แดงทำหน้าล้อเลียน
“ทำไมล่ะ ก็จริงนี่!”
ราตรีพุ่งเข้าไปผลักเด็กชาย
แดงเสียหลักล้มลงอีกครั้ง
เสียงร้องไห้ดังลั่น
ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ ๆ รีบวิ่งเข้ามาห้าม
“ราตรี! ทำอะไร!”
หญิงคนหนึ่งจับแขนเธอไว้
“ทำไมชอบรังแกคนอื่นนัก!”
“เขาว่าหนูก่อน!”
“แล้วต้องไปผลักเขาทำไม”
“เขาเอาของหนู!”
“ของแค่นี้แบ่งกันไม่ได้หรือไง”
ราตรีดิ้น
“ไม่แบ่ง!”
“เด็กอะไรดื้อจริง ๆ!”
คำเดิมอีกแล้ว
ดื้อ
ราตรีกัดริมฝีปากแน่น
เธออยากอธิบายว่าแดงพูดอะไร
อยากบอกว่าเธอไม่ได้โกรธเพราะฝาขวดเพียงอย่างเดียว
แต่ไม่มีใครถาม
ผู้ใหญ่เห็นเพียงเด็กหญิงคนหนึ่งผลักเด็กชายล้ม
ไม่มีใครเห็นคำพูดที่ทำให้เธอเจ็บ
ราตรีจึงตะโกนออกไปสุดเสียง
“หนูไม่ได้ผิดคนเดียว!”
แต่เสียงของเธอกลับทำให้ผู้ใหญ่ยิ่งไม่พอใจ
คืนนั้นย่าบุญมีต้องเรียกราตรีมานั่งคุย
“ทำไมไปผลักแดง”
ราตรีก้มหน้า
“เขาแย่งของหนู”
“แค่นั้น?”
เด็กหญิงเงียบ
“ราตรี”
“เขาว่าแม่ไม่เอาหนูไป”
ย่าบุญมีนิ่งทันที
“ว่าอะไรนะ”
ราตรีเงยหน้าขึ้น
ดวงตาแดงก่ำ
“เขาบอกว่าแม่ไม่อยากเอาหนูไปอยู่ด้วย”
ย่าบุญมีถอนหายใจยาว
“แล้วเอ็งเลยผลักเขา?”
ราตรีพยักหน้า
“หนูไม่ชอบ”
“ย่ารู้”
“หนูไม่อยากให้ใครพูด”
“ย่ารู้ลูก”
ราตรีมองย่าอย่างแปลกใจ
เธอคิดว่าจะถูกดุเหมือนทุกครั้ง
แต่ย่ากลับไม่ได้ขึ้นเสียง
หญิงชรายื่นมือไปจับไหล่หลาน
“ฟังย่านะ ต่อให้ใครพูดไม่ดี เอ็งก็ไปทำร้ายเขาไม่ได้”
ราตรีก้มหน้า
“แต่เขาพูดก่อน”
“ย่าเข้าใจว่าเอ็งโกรธ”
“หนูโกรธมาก”
“โกรธได้ แต่ต้องรู้ว่าจะทำยังไงกับความโกรธ”
เด็กหญิงขมวดคิ้ว
“ทำยังไง”
ย่าบุญมีนิ่งคิด
เธอไม่เคยเรียนหนังสือมากนัก
ไม่รู้คำอธิบายสวยหรูเกี่ยวกับอารมณ์ของเด็ก
จึงตอบตามความเข้าใจของตัวเอง
“ถ้าเขาว่าเอ็ง เอ็งก็บอกว่าไม่จริง แล้วเดินหนี”
ราตรีทำหน้าไม่เห็นด้วย
“เดินหนีก็เหมือนแพ้สิ”
ย่าหัวเราะเบา ๆ
“ใครบอก”
“ก็เขาจะหัวเราะ”
“ให้เขาหัวเราะไป”
“หนูไม่ชอบ”
“ชีวิตนี้เอ็งจะห้ามปากคนทั้งหมู่บ้านได้หรือ”
ราตรีเงียบ
ย่าบุญมีลูบศีรษะหลาน
“คนเรามีเรื่องให้สู้เยอะแยะ อย่าเอาแรงไปสู้ทุกเรื่อง”
เด็กหญิงไม่เข้าใจทั้งหมด
แต่จำคำพูดนั้นไว้
อย่างไรก็ตาม การจดจำกับการทำได้จริงเป็นคนละเรื่องกัน
เพราะในวันต่อ ๆ มา ราตรียังคงทะเลาะกับเด็กคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง
บางครั้งเพราะถูกแย่งของ
บางครั้งเพราะถูกล้อ
และบางครั้งเพราะเธอไม่ชอบให้ใครมาสั่ง
ย่าบุญมีเหนื่อยใจอยู่ไม่น้อย
แต่ไม่เคยคิดจะส่งหลานไปไหน
ฤดูฝนมาถึง
เมฆดำปกคลุมท้องฟ้าในช่วงบ่ายแทบทุกวัน
ฝนตกหนักจนทางดินกลายเป็นโคลน น้ำไหลจากหลังคามุงสังกะสีลงโอ่งใบใหญ่
ราตรีชอบเวลาฝนตก
เธอชอบเอาเท้าแช่น้ำฝนที่ไหลตามร่องดิน
ชอบดูเม็ดฝนกระทบใบกล้วย
และชอบวิ่งออกไปกลางลานบ้านจนย่าต้องตะโกนเรียก
“เข้าบ้านเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวเป็นไข้!”
ราตรีหัวเราะแล้ววิ่งหนี
แต่ในคืนหนึ่ง ฝนตกหนักกว่าทุกครั้ง
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นจนหน้าต่างไม้สั่น
ราตรีสะดุ้งตื่น
เธอลืมตาในความมืด
เสียงฝนกระหน่ำหลังคาไม่หยุด
เด็กหญิงยื่นมือไปข้างตัวโดยอัตโนมัติ
มือสัมผัสเพียงเสื่อว่างเปล่า
เธอนิ่งไป
เมื่อก่อนทุกครั้งที่ฟ้าร้อง สายฝนจะร้องไห้แล้วคลานเข้ามากอดเธอ
ราตรีมักบ่นว่าน้องขี้กลัว
แต่ก็ยอมให้น้องนอนกอดแขนจนหลับ
คืนนี้ไม่มีใครกอดแขนเธอ
ราตรีค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง
ฟ้าร้องอีกครั้ง
ครืน!
เธอสะดุ้ง
“ย่า”
ไม่มีเสียงตอบ
“ย่า!”
ย่าบุญมีขยับตัวบนที่นอนอีกด้าน
“อะไรลูก”
“ฟ้าร้อง”
“เออ ย่าได้ยิน”
“ฝนจะกลัวไหม”
ย่าลืมตา
“ฝนไหน”
“น้องฝน”
ย่าบุญมีเงียบไปครู่หนึ่ง
“แม่เขาคงกอดอยู่”
ราตรีก้มหน้าลง
“อืม”
เธอนอนลงอีกครั้ง
แต่คราวนี้ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงคาง
ในความมืด เด็กหญิงคิดถึงน้องสาว
คิดถึงมือเล็ก ๆ ที่เคยจับแขน
คิดถึงเสียงร้องไห้เวลาฟ้าร้อง
และคิดถึงแม่
แม่คงกำลังกอดสายฝนอยู่จริง ๆ
ภาพนั้นทำให้ราตรีรู้สึกทั้งดีใจและเสียใจในเวลาเดียวกัน
ดีใจที่น้องไม่ต้องกลัวฟ้าร้องคนเดียว
เสียใจที่คนที่กอดน้องไม่ใช่เธอ
และเสียใจยิ่งกว่านั้นเมื่อคิดว่าแม่อาจไม่เคยกลับมากอดเธออีกเลย
ราตรีหลับตาแน่น
น้ำตาซึมออกมาจากหางตา
เธอรีบเช็ดมันด้วยชายผ้าห่ม
“ไม่ร้อง”
เด็กหญิงกระซิบกับตัวเอง
“ไม่ร้องแล้ว”
หลายเดือนผ่านไป
ลำดวนส่งข่าวกลับมาบ้างเป็นครั้งคราว
บางครั้งฝากเงินเล็กน้อยมากับคนรู้จัก
บางครั้งฝากเสื้อผ้ามาให้ราตรี
ครั้งหนึ่งมีเสื้อสีเหลืองตัวใหม่อยู่ในห่อผ้า
ราตรีดีใจมาก
เธอรีบสวมทันที แม้เสื้อจะยาวเกือบถึงเข่า
“ย่า ดูสิ!”
เด็กหญิงหมุนตัว
“สวยไหม”
“สวย”
“แม่ซื้อให้หนู!”
“เออ”
ราตรียิ้มกว้าง
เธอสวมเสื้อตัวนั้นไปอวดเด็กบ้านใกล้เรือนเคียง
แต่เมื่อมีคนถามว่าแม่จะมารับเมื่อไร รอยยิ้มของเธอก็หายไป
“ไม่รู้”
“แล้วทำไมแม่ไม่มา”
“แม่ทำงาน”
“แม่เอ็งรักน้องมากกว่าเหรอ”
ราตรีหันขวับ
“ไม่ใช่!”
เด็กคนนั้นยักไหล่
“ก็เห็นเอาน้องไป”
ราตรีกำหมัด
แต่คราวนี้เธอไม่ผลักใคร
เธอเพียงหันหลังเดินกลับบ้าน
เมื่อมาถึงใต้ถุน เธอถอดเสื้อสีเหลืองออก
พับมันอย่างระมัดระวังแล้วเก็บไว้ในหีบ
ย่าบุญมีเห็นเข้าก็ถาม
“ทำไมถอดล่ะ”
“กลัวเปื้อน”
“ก็ใส่ได้ เสื้อมีไว้ใส่”
ราตรีส่ายหน้า
“หนูจะเก็บไว้”
“เก็บทำไม”
เด็กหญิงลูบเสื้อเบา ๆ
“เดี๋ยวแม่มา หนูจะใส่ให้แม่ดู”
ย่าบุญมีไม่พูดอะไร
เธอเพียงเดินเข้ามาช่วยพับแขนเสื้อให้เรียบร้อย
เสื้อสีเหลืองถูกเก็บไว้ในหีบไม้
พร้อมกับความหวังเล็ก ๆ ของเด็กหญิงคนหนึ่ง
ความหวังที่ยังไม่ยอมตาย แม้เจ้าของจะพยายามบอกตัวเองว่าไม่ต้องการแม่อีกแล้วก็ตาม
เย็นวันหนึ่ง ราตรีเดินตามย่าไปเก็บผักริมคันนา
ท้องฟ้าเป็นสีส้มอ่อน
นกกระยางบินกลับรังเหนือทุ่งข้าว
ย่าบุญมีก้มเก็บผักบุ้ง ส่วนราตรีเดินถือกระบุงตามหลัง
“ย่า”
“หือ”
“ถ้าหนูโตแล้ว หนูไปกรุงเทพฯ ได้ไหม”
ย่าหันมามอง
“จะไปทำไม”
“ไปทำงาน”
“เอ็งยังไม่ทันเข้าโรงเรียนดี ๆ เลย”
“ก็หนูถามตอนโต”
ย่าหัวเราะ
“ได้สิ ถ้าโตแล้วอยากไป”
ราตรียิ้ม
“กรุงเทพฯ มีเงินเยอะไหม”
“เงินไม่ได้วางอยู่ตามถนนหรอกนะ”
“แล้วเขาหาเงินกันยังไง”
“ทำงาน”
“ทำงานอะไร”
“หลายอย่าง”
ราตรีครุ่นคิด
“หนูทำได้ไหม”
“ถ้าขยันก็ทำได้”
เด็กหญิงพยักหน้าอย่างจริงจัง
“งั้นหนูจะขยัน”
ย่าบุญมีมองหลานสาว
“อยากมีเงินมากหรือ”
“อยาก”
“จะเอาไปทำอะไร”
ราตรีมองทุ่งนาที่ทอดยาวสุดสายตา
“จะซื้อบ้าน”
“บ้านอะไร”
“บ้านใหญ่ ๆ”
“แล้วใครจะอยู่”
ราตรีตอบทันที
“ย่า”
ย่าบุญมียิ้ม
“แล้วเอ็งล่ะ”
“หนูก็อยู่”
“มีใครอีกไหม”
เด็กหญิงเงียบไป
เธอนึกถึงแม่
นึกถึงสายฝน
ก่อนส่ายหน้า
“ไม่มี”
ย่าบุญมีมองหลานอย่างสงสัย
“ไม่ให้แม่มาอยู่ด้วยหรือ”
ราตรีก้มหน้าลง
“แม่มีบ้านแล้ว”
“แล้วน้องล่ะ”
เด็กหญิงเงียบอยู่นาน
ก่อนตอบเบา ๆ
“ถ้าฝนอยากมา ก็ให้มา”
ย่าบุญมีหัวเราะ
“ใจดีเหมือนกันนี่เรา”
ราตรีทำหน้ามุ่ย
“หนูไม่ได้ใจดี”
“แล้วอะไร”
“ก็ฝนเป็นน้องหนู”
คำตอบนั้นทำให้ย่าบุญมียิ้มอย่างอ่อนโยน
ราตรีไม่รู้ว่าความผูกพันระหว่างพี่น้องจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อโตขึ้น
ไม่รู้ว่าวันหนึ่งพวกเธอจะต้องอาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ ด้วยกัน
ไม่รู้ว่าจะทะเลาะกันเพราะความเหนื่อยล้า เงินทอง และนิสัยที่แตกต่าง
และไม่รู้ว่าในวันที่น้องสาวตกอยู่ในความทุกข์ เธอจะเป็นคนหนึ่งที่ออกตามหาผู้ชายที่ทิ้งน้องไป
ตอนนี้เธอรู้เพียงว่า
สายฝนเป็นน้องสาวของเธอ
ถึงแม่จะพาน้องไปอยู่ไกลแค่ไหน ความจริงข้อนี้ก็ไม่เปลี่ยน
คืนนั้น หลังจากกินข้าวเสร็จ ราตรีหยิบเสื้อสีเหลืองออกจากหีบอีกครั้ง
เธอคลี่มันลงบนเสื่อ
ใช้มือลูบผ้าให้เรียบ
แล้วพับเก็บใหม่
ย่าบุญมีมองอยู่พักหนึ่งก่อนถาม
“ทำอะไรของเอ็ง”
“เก็บเสื้อ”
“เมื่อกี้ก็เก็บแล้ว”
“มันยับ”
ย่าหัวเราะเบา ๆ
“เอ็งนี่นะ”
ราตรีไม่ตอบ
เธอปิดหีบไม้แล้วเดินไปนอน
ก่อนหลับ เด็กหญิงมองไปยังที่ว่างข้างตัว
ที่ซึ่งสายฝนเคยนอน
เธอเอื้อมมือไปแตะเสื่อเบา ๆ
“ฝน”
เสียงเรียกเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ไม่มีใครตอบ
ราตรีถอนหายใจ
“ถ้าโตแล้วกลับมานะ”
เธอกระซิบ
“พี่จะซื้อขนมให้”
เด็กหญิงหลับตา
ในหัวของเธอมีภาพบ้านหลังใหญ่ที่ยังไม่เคยเห็น
มีย่า
มีขนม
มีเสื้อผ้าสวย ๆ
และมีน้องสาวที่กลับมาเล่นด้วยกัน
แต่ไม่มีแม่อยู่ในภาพนั้น
ไม่ใช่เพราะเธอไม่อยากให้แม่อยู่
หากเป็นเพราะเธอเริ่มกลัวว่าหากเผลอหวังมากเกินไป วันหนึ่งแม่อาจทำให้เธอเสียใจอีก
เด็กหญิงวัยสี่ขวบยังไม่รู้จักคำว่าบาดแผลทางใจ
ไม่รู้จักคำว่าปมด้อย
และไม่รู้ว่าความรู้สึกถูกทอดทิ้งสามารถติดตามคนคนหนึ่งไปได้ยาวนานเพียงใด
เธอรู้เพียงว่า ต่อจากนี้จะไม่ยอมให้ใครเห็นว่าตัวเองร้องไห้เพราะแม่อีก
แต่การไม่ร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าไม่เสียใจ
และการทำตัวเข้มแข็งก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องการความรัก
หลายปีต่อมา ราตรีจะเติบโตเป็นหญิงสาวที่พร้อมทะเลาะกับทุกคนที่ทำให้เธอไม่พอใจ
เธอจะทำงานหนัก หาเงินเอง และไม่ยอมให้ใครมาดูถูก
ผู้คนจะเรียกเธอว่าเป็นผู้หญิงปากร้าย
บางคนจะบอกว่าเธอใจแข็ง
บางคนจะบอกว่าเธอนิสัยเหมือนแม่ไม่มีผิด
แต่แทบไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้คำพูดแข็งกร้าวเหล่านั้น ยังมีเด็กหญิงวัยสี่ขวบคนหนึ่งซ่อนอยู่
เด็กหญิงที่เคยเก็บเสื้อผ้ารอแม่
เด็กหญิงที่เคยสัญญาว่าจะไม่ดื้อ
และเด็กหญิงที่ยังคงเฝ้าถามอยู่ในใจว่า...
ถ้าวันนั้นเธอเป็นเด็กดีมากกว่านี้ แม่จะเลือกเธอหรือเปล่า
ในเวลาเดียวกัน สายฝนกำลังนอนหลับอยู่ข้างแม่ในบ้านเช่าเล็ก ๆ
ลำดวนเพิ่งกลับจากขายอาหาร
เธอเหนื่อยจนแทบไม่มีแรงพูด
เมื่อเห็นลูกสาวนอนเรียบร้อยอยู่บนเสื่อ ก็รู้สึกโล่งใจ
เด็กคนนี้เลี้ยงง่ายจริง ๆ
ไม่เคยสร้างปัญหา
ไม่ค่อยร้องขออะไร
และแทบไม่เคยขัดคำสั่ง
ลำดวนล้มตัวลงนอนข้างลูก
ก่อนหลับ เธอได้ยินเสียงสายฝนละเมอเบา ๆ
“พี่...”
ลำดวนลืมตา
เด็กน้อยขยับมือเหมือนกำลังควานหาอะไรบางอย่าง
“พี่...”
ลำดวนยื่นมือไปจับมือลูกไว้
สายฝนสงบลงทันที
หญิงสาวมองใบหน้าลูกในความมืด
เธอไม่รู้ว่าลูกกำลังฝันถึงอะไร
และไม่ได้คิดว่าการแยกพี่น้องออกจากกันจะมีผลมากมายในอนาคต
ในความเข้าใจของเธอ เด็กยังเล็ก
โตขึ้นก็คงลืม
แต่บางสิ่งไม่ได้หายไปเพียงเพราะเด็กจำเหตุการณ์ไม่ได้
บางสิ่งค่อย ๆ ฝังอยู่ในความรู้สึก
โดยไม่มีคำอธิบาย
และในบ้านสองหลังที่อยู่ห่างไกลกัน เด็กหญิงสองคนกำลังเรียนรู้บทเรียนที่แตกต่าง
ราตรีเรียนรู้ว่า หากไม่แข็งแกร่ง ก็อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ส่วนสายฝนกำลังเรียนรู้ว่า หากเชื่อฟังและไม่เรียกร้องอะไรเลย ผู้ใหญ่อาจพอใจและยอมให้อยู่ใกล้
ไม่มีใครรู้เลยว่าบทเรียนเหล่านั้นจะกลายเป็นสิ่งที่กำหนดการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตของพวกเธอ
โดยเฉพาะสายฝน
เด็กหญิงที่วันนี้ยังนอนหลับอย่างสงบอยู่ข้างแม่
อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เธอจะได้เป็นพี่สาวของเด็กชายคนหนึ่ง
และนับจากวันนั้น...
แม้จะอยู่ในบ้านเดียวกับแม่ เธอก็จะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า การเป็นลูกสาวที่เชื่อฟัง ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความรักอย่างเท่าเทียมเสมอไป

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต