Kamelessia Stories
ปก ชีวิตพัดพากลับไปที่นิยายชีวิตพัดพา
ตอนที่ 1

วันที่แม่กลับมารับลูก

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม

สายฝนยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องนอน แสงแดดอ่อนของฤดูใบไม้ร่วงลอดผ่านผ้าม่านสีขาวเข้ามาในห้อง เธอกำลังถือชุดกระโปรงสีครีมที่เตรียมไว้สำหรับวันสำคัญของชีวิต

อีกไม่กี่วัน เธอจะได้แต่งงาน

ผู้หญิงที่เคยผ่านการหย่าร้าง ผ่านความรักที่ล้มเหลว และผ่านชีวิตที่ต้องดิ้นรนมาเกือบตลอดครึ่งศตวรรษ กำลังจะได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก

เธอวางชุดลงบนเตียง ก่อนเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์

ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้เธอแปลกใจเล็กน้อย
พี่ราตรี

“ฮัลโหลพี่”

ไม่มีเสียงตอบ

“พี่... ได้ยินไหม”

เสียงลมหายใจดังแผ่ว ๆ มาจากปลายสาย

“ฝน...”

น้ำเสียงนั้นทำให้เธอหยุดนิ่ง

“เป็นอะไรพี่”

“เขาไปแล้ว”

“ใครไปไหน”

“ลาร์ส...”

สายฝนขมวดคิ้ว

“พี่หมายความว่ายังไง”

เสียงสะอื้นดังขึ้น

“ลาร์สตายแล้ว ฝน”

ชุดกระโปรงสีครีมที่วางอยู่บนเตียงยังคงเรียบร้อยเหมือนเดิม แต่โลกของสายฝนกลับเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ

“อะไรนะพี่...”

“เมื่อคืนเขายังนั่งกินข้าวกับพี่อยู่เลย”
ราตรีพูดขาดเป็นห้วง

“เขายังถามพี่อยู่เลยว่าแกจะแต่งงานวันไหนแน่ เขาบอกว่าอยากไปงานแต่งแก...”
เสียงร้องไห้ดังขึ้นอีกครั้ง

สายฝนทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง เธอไม่รู้จะพูดอะไร

เมื่อไม่กี่วันก่อน พี่สาวยังโทรมาคุยด้วยน้ำเสียงสดใส เล่าเรื่องสามีที่กำลังวางแผนพาเธอไปเที่ยวหลังฤดูหนาวผ่านพ้นไป
ราตรีเคยพูดติดตลกว่า

“ชีวิตพี่มันเพิ่งจะสบายตอนแก่ แกเอ๊ย กว่าจะได้พักก็เกือบหมดแรงแล้ว”
สายฝนยังจำเสียงหัวเราะของพี่สาวในวันนั้นได้
แต่วันนี้เสียงหัวเราะนั้นหายไปแล้ว

“พี่อยู่ที่ไหน”

“อยู่บ้าน”

“มีใครอยู่ด้วยไหม”

“ไม่มี”
สายฝนมองไปยังชุดกระโปรงบนเตียง ก่อนหลับตาลงช้า ๆ

“พี่รอฉันก่อนนะ ฉันจะหาทางไปหาพี่”

“ฝน...”

“ว่าไง”

“พี่ไม่รู้จะทำยังไง”
ประโยคนั้นทำให้สายฝนน้ำตาไหล
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ราตรีไม่เคยพูดคำนี้กับเธอ
พี่สาวเป็นคนใจแข็ง พูดตรง และไม่ยอมใคร ต่อให้ชีวิตยากลำบากเพียงใด ราตรีก็มักพูดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวจัดการเอง
แต่วันนี้ผู้หญิงคนนั้นกลับบอกว่าไม่รู้จะทำอย่างไร
สายฝนยกมือปิดปาก พยายามกลั้นเสียงสะอื้น

“ไม่เป็นไรนะพี่ ฉันอยู่ตรงนี้”
เธอพูดออกไปทั้งที่ไม่รู้ว่าคำว่า ไม่เป็นไร จะช่วยอะไรได้บ้าง
น่าแปลก...
เธอใช้คำนี้มาตลอดชีวิต
ตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนกระทั่งแก่ตัวลง
ไม่เป็นไร
ไม่ต้องห่วง
ฉันทนได้
คำพูดไม่กี่คำที่เคยใช้ปลอบใจตัวเอง บัดนี้กลับเป็นสิ่งเดียวที่เธอนึกออกเมื่อต้องปลอบพี่สาว
หลังวางสาย สายฝนนั่งนิ่งอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน
นอกหน้าต่าง ใบไม้สีเหลืองปลิวลงจากกิ่งตามแรงลม
เธอมองมันโดยไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ
กระทั่งสายตาเลื่อนไปเห็นรูปถ่ายใบหนึ่งบนโต๊ะข้างเตียง
รูปของเด็กหญิงสองคน
คนพี่ผมสั้น หน้าตาบึ้งตึงเล็กน้อย ส่วนคนน้องตัวเล็กกว่า ยืนเกาะแขนพี่สาวและยิ้มให้กล้อง
รูปถ่ายเก่าเสียจนสีซีดจาง
สายฝนหยิบมันขึ้นมา
นิ้วหัวแม่มือค่อย ๆ ลูบผ่านใบหน้าของเด็กหญิงทั้งสอง
เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารูปนี้ถ่ายเมื่อไร
แต่มีเรื่องหนึ่งที่เธอรู้มาตลอด
ก่อนที่ชีวิตจะพัดพาให้พวกเธอไปคนละทิศคนละทาง เคยมีวันหนึ่งที่แม่ต้องตัดสินใจว่าจะพาลูกคนไหนไปอยู่ด้วย
และวันนั้นเองที่ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น
หลายสิบปีก่อน
เสียงไก่ขันดังมาจากหลังบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
หมู่บ้านเล็ก ๆ ในภาคอีสานเริ่มตื่นขึ้นพร้อมกลิ่นควันไฟจากเตาถ่านและเสียงครกตำพริกแกงของบ้านใกล้เรือนเคียง
บ้านไม้ยกพื้นสูงหลังหนึ่งตั้งอยู่ริมทุ่งนา
ใต้ถุนบ้านมีเกวียนเก่าจอดอยู่ข้างเสา กระบุงไม้ไผ่หลายใบวางซ้อนกันใกล้โอ่งน้ำ ส่วนบนชานบ้านมีเสื้อผ้าเด็กตากอยู่บนราวไม้
เด็กหญิงราตรีวัยสี่ขวบกำลังนั่งเล่นอยู่ตรงบันได
เธอสวมเสื้อคอกระเช้าสีซีดกับกางเกงขาสั้นตัวเก่า ผมดำยุ่งเล็กน้อยเพราะเพิ่งตื่นนอน
ในมือมีฝาขวดน้ำอัดลมหลายฝา
เธอเรียงมันเป็นแถวบนพื้นไม้ แล้วใช้ก้อนกรวดเล็ก ๆ เคาะทีละฝาเหมือนกำลังเล่นขายของ

“อันนี้ห้าบาท อันนี้สิบบาท”
เด็กหญิงพูดกับตัวเอง

“อันนี้ไม่ขาย แพง!”

“ราตรี!”
เสียงย่าดังมาจากในครัว

“จ๋า!”

“ไปดูน้องหน่อย ตื่นหรือยัง”

“ยัง!”

“ยังไม่ได้ไปดูแล้วรู้ได้ยังไง”
ราตรีทำหน้ามุ่ย

“ก็เมื่อกี้ยังหลับอยู่เลย”

“ไปดูเดี๋ยวนี้”
เด็กหญิงถอนหายใจยาวเกินวัย ก่อนลุกขึ้นเดินกระแทกเท้าเบา ๆ เข้าไปในห้อง
สายฝนวัยสองขวบกำลังนอนตะแคงอยู่บนเสื่อ
ผ้าถุงเก่าของย่าถูกพับเป็นหมอนเล็ก ๆ ใต้ศีรษะ
ราตรีย่อตัวลงใกล้น้อง

“ฝน”
ไม่มีเสียงตอบ

“ฝน ตื่น!”
เด็กน้อยขยับตัว ก่อนลืมตาขึ้นช้า ๆ
ราตรียิ้มอย่างพอใจ

“ตื่นแล้ว ไปบอกย่าเองนะ”
สายฝนมองหน้าพี่สาวอย่างงุนงง

“พี่...”

“อะไร”

“หิว”
ราตรีทำหน้าครุ่นคิด ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง

“งั้นไปกินข้าว”
เธอจับมือน้องสาวแล้วพาเดินออกจากห้อง
สายฝนเดินตามอย่างทุลักทุเล ขาสั้น ๆ ก้าวไม่ทันพี่สาวจนเกือบสะดุดธรณีประตู

“ช้า!”
ราตรีหันมาบ่น
แต่เมื่อเห็นน้องเกือบล้ม เธอก็รีบจับแขนไว้

“เดินดี ๆ สิ”
สายฝนไม่ได้ตอบ
เธอเพียงกำมือพี่สาวแน่นขึ้น
ย่าบุญมีกำลังนั่งพัดเตาถ่านอยู่ในครัว
เมื่อเห็นหลานทั้งสองเดินมาด้วยกันก็ยิ้ม

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอเจ้าน้อย”
สายฝนพยักหน้า

“หิว”

“หิวอีกแล้วเหรอ”
ย่าหัวเราะ

“รอก่อน ข้าวกำลังสุก”
ราตรีเดินไปนั่งข้างย่า

“ย่า”

“ว่าไง”

“แม่จะมาวันไหน”
มือที่กำลังพัดเตาของย่าชะงักไปเล็กน้อย

“ถามทำไม”

“ก็อยากรู้”

“เดี๋ยวแม่ก็มา”

“เดี๋ยวคือเมื่อไร”
ย่าหันมามองหลานสาว

“ถามมากจริงเด็กคนนี้”
ราตรีทำปากยื่น

“ย่าก็บอกอย่างนี้ทุกที”
ย่าบุญมีไม่ตอบ
เธอหันกลับไปดูหม้อข้าวบนเตา
คำถามเรื่องแม่ไม่ใช่เรื่องใหม่
ราตรีถามอยู่บ่อยครั้ง
บางวันถามตอนตื่นนอน บางวันถามก่อนเข้านอน บางครั้งก็ถามกลางวงข้าวโดยไม่มีเหตุผล
เด็กหญิงอาจยังไม่เข้าใจความหมายของการแยกทางระหว่างพ่อกับแม่
แต่เธอรู้ว่าเมื่อก่อนแม่เคยอยู่ด้วย
แล้ววันหนึ่งแม่ก็ไม่อยู่
ช่วงหนึ่งแม่เคยพาเธอไปอยู่ด้วยในเมือง
ที่นั่นมีบ้านหลังเล็ก มีผู้คนแปลกหน้า และมีเสียงแม่บ่นอยู่บ่อย ๆ ว่าเหนื่อย
ราตรีจำได้เพียงบางอย่าง
จำได้ว่าแม่ชอบเร่งให้เธอกินข้าว
จำได้ว่าถ้าทำของหกจะถูกดุ
จำได้ว่าแม่ต้องออกไปทำงานและบางครั้งไม่มีเวลาเล่นด้วย
แล้วแม่ก็พาเธอกลับมาหาย่า
ราตรีคิดว่าเป็นเพียงการมาเยี่ยม
แต่วันนั้นแม่กลับไปคนเดียว
นับแต่นั้นเธอก็รอ
รอว่าเมื่อไรแม่จะกลับมารับอีก
สายวันเดียวกัน เสียงรถโดยสารดังมาจากถนนดินหน้าหมู่บ้าน
รถคันนั้นจอดห่างจากบ้านย่าไปไม่ไกล
หญิงสาวคนหนึ่งก้าวลงมาพร้อมกระเป๋าผ้าใบใหญ่
เธอสวมเสื้อแขนสั้นสีฟ้าหม่นกับผ้าถุงลายดอก ผมดำถูกรวบไว้ด้านหลัง ใบหน้าดูอิดโรยจากการเดินทาง
ลำดวนยืนมองถนนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกกระเป๋าขึ้นสะพายบ่า
เธอไม่ได้กลับบ้านมาหลายเดือน
ระหว่างเดินผ่านทุ่งนา เธอคิดถึงเรื่องเงินที่ยังไม่พอใช้ ค่าห้องที่ต้องจ่าย และงานขายอาหารที่ต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
ชีวิตในเมืองไม่ได้ง่ายอย่างที่เคยหวัง
การเลี้ยงลูกเล็กเพียงคนเดียวก็หนักหนาพอแล้ว
ราตรีเป็นเด็กซุกซน ดื้อรั้น ชอบถาม ชอบเถียง และไม่ยอมหยุดเมื่อถูกห้าม
ลำดวนรู้ว่าลูกไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอลำบาก
แต่ในวันที่ต้องทำงานหาเงินทุกบาท เสียงร้องไห้ของเด็กและความวุ่นวายเล็กน้อยก็ทำให้เธอหมดความอดทนได้ง่าย
เธอเคยคิดจะพาลูกทั้งสองไปอยู่ด้วย
แต่เพียงคิดถึงค่าใช้จ่ายก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้
วันนี้เธอจึงกลับมาพร้อมการตัดสินใจอย่างหนึ่ง
การตัดสินใจที่เธอคิดว่าจำเป็น
โดยไม่รู้เลยว่ามันจะติดอยู่ในความทรงจำของลูกคนหนึ่งไปอีกหลายสิบปี

“แม่!”
เสียงเด็กหญิงดังขึ้นทันทีที่ลำดวนเดินเข้ามาถึงหน้าบ้าน
ราตรีวิ่งลงบันไดอย่างรวดเร็ว
ฝาขวดน้ำอัดลมที่ถืออยู่หล่นกระจัดกระจายลงบนพื้น

“แม่มาแล้ว!”
เด็กหญิงกระโดดกอดขาแม่
ลำดวนเซเล็กน้อยเพราะยังถือกระเป๋าอยู่

“โอ๊ย เบา ๆ สิลูก”
ราตรีเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้าง

“แม่มารับหนูเหรอ”
ลำดวนชะงัก

“แม่มาเยี่ยม”

“แล้วจะพาหนูไปด้วยไหม”

“เดี๋ยวค่อยคุยกัน”

“หนูเก็บเสื้อผ้าเองก็ได้!”
เด็กหญิงพูดอย่างกระตือรือร้น

“หนูมีเสื้อสองตัว แล้วก็กางเกงอีกตัว ย่าซักให้แล้ว”
ลำดวนมองหน้าลูก
ราตรีไม่ทันสังเกตสีหน้าของแม่
เธอหันหลังวิ่งขึ้นบันได พร้อมตะโกนเรียกย่า

“ย่า! แม่มาแล้ว!”
ย่าบุญมีเดินออกมาจากครัว
เมื่อเห็นลำดวน เธอก็พยักหน้า

“มาแล้วเหรอ”

“จ้ะแม่”

“กินอะไรมาหรือยัง”

“กินแล้ว”
ย่ามองกระเป๋าในมือลูกสะใภ้เก่า ก่อนเหลือบมองราตรีที่กำลังวิ่งเข้าไปในห้อง

“จะอยู่กี่วัน”
ลำดวนวางกระเป๋าลง

“คงไม่นานจ้ะ พรุ่งนี้ต้องกลับไปขายของ”

“แล้วมาคราวนี้มีธุระอะไร”
ลำดวนเงียบไป
ย่าบุญมีมองหน้าเธออย่างรอคำตอบ

“ฉันจะมารับสายฝนไปอยู่ด้วยจ้ะ”
ลมที่พัดผ่านชานบ้านดูเหมือนเงียบลงชั่วขณะ
ย่าบุญมีหันไปมองเด็กหญิงตัวเล็กที่กำลังนั่งเล่นอยู่ใกล้โอ่งน้ำ

“สายฝน?”

“จ้ะ”

“แล้วราตรีล่ะ”
ลำดวนเม้มปาก

“ให้อยู่กับแม่ไปก่อน”

“ทำไม”

“ฉันเลี้ยงสองคนไม่ไหว”
ย่าบุญมีถอนหายใจ

“แล้วทำไมต้องเอาคนน้องไป”
ลำดวนก้มมองมือตัวเอง

“ราตรีมันดื้อ ฉันต้องทำงานทั้งวัน จะคอยวิ่งตามมันก็ไม่ไหว”

“เด็กสี่ขวบมันก็ต้องซนเป็นธรรมดา”

“ฉันรู้จ้ะ”

“รู้แล้วทำไม...”

“แม่!”
ลำดวนเงยหน้าขึ้น
น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่น

“ฉันไม่ได้มีเงินมากมาย จะให้พาลูกไปทั้งสองคนก็ทำไม่ได้ จะให้เลี้ยงคนพี่ต่อ ฉันก็ไม่มีเวลาอบรมมันจริง ๆ”
ย่าบุญมีนิ่งไป

“แล้วคิดว่าคนน้องจะเลี้ยงง่ายกว่า?”

“สายฝนมันไม่ค่อยงอแง”

“มันเพิ่งสองขวบ”

“ฉันรู้”
ลำดวนพูดเบาลง

“แต่ฉันต้องเลือก”
ย่าบุญมีมองลูกสะใภ้อยู่นาน

“เอ็งคิดดีแล้วหรือ”
ลำดวนไม่ได้ตอบทันที
เธอหันไปมองสายฝนที่กำลังใช้กิ่งไม้ขีดพื้นดินเล่น
เด็กหญิงตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมองแม่
ก่อนยิ้มให้โดยไม่รู้ว่าผู้ใหญ่กำลังพูดถึงชีวิตของตัวเอง

“แม่”
สายฝนเรียกเสียงเบา
ลำดวนยิ้มตอบ

“มาหาแม่สิลูก”
สายฝนลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาหา
ลำดวนอุ้มลูกสาวขึ้นแนบอก
เด็กน้อยใช้มือจับคอเสื้อแม่ ก่อนซบหน้าลงบนไหล่
ย่าบุญมีมองภาพนั้นด้วยสีหน้าหนักใจ

“แล้วจะบอกราตรียังไง”
ลำดวนเงียบ
คำถามนั้นยากกว่าที่คิด
ราตรีกำลังรื้อเสื้อผ้าของตัวเองออกจากหีบไม้เก่า
เธอวางเสื้อสองตัวกับกางเกงอีกหนึ่งตัวลงบนผ้าขาวม้า แล้วพยายามมัดรวมกัน
แต่ปมผ้าหลุดทุกครั้ง

“ทำไมมันมัดไม่ได้!”
เด็กหญิงบ่นอย่างหงุดหงิด
เธอลองอีกครั้ง
ครั้งนี้ผ้าขาวม้าหลุดจากมือ เสื้อผ้ากระจายลงบนพื้น

“โอ๊ย!”
ราตรีกระทืบเท้า
ก่อนก้มลงเก็บใหม่
เธอไม่รู้ว่าการเดินทางไปหาแม่ต้องใช้เวลานานเท่าไร
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านแม่อยู่ไกลแค่ไหน
แต่เธอจำได้ว่าต้องขึ้นรถ
และบนรถมีหน้าต่างให้มองออกไปข้างนอก
ครั้งก่อนแม่เคยซื้อขนมให้หนึ่งห่อ
เธอหวังว่าคราวนี้จะได้อีก

“ราตรี”
เสียงแม่ดังจากประตู
เด็กหญิงหันขวับ

“แม่! หนูเก็บของอยู่”
ลำดวนมองเสื้อผ้าบนพื้น

“เก็บทำไม”

“ก็จะไปกับแม่ไง”

“ใครบอกว่าจะไป”
ราตรีชะงัก

“ก็แม่มาแล้ว”
ลำดวนเดินเข้ามานั่งข้างลูก

“ราตรี ฟังแม่นะ”
เด็กหญิงยืนถือเสื้ออยู่ในมือ

“หนูต้องอยู่กับย่าไปก่อน”

“ทำไม”

“แม่ต้องทำงาน”

“หนูไปช่วยแม่ก็ได้”

“หนูยังเล็ก”

“หนูโตแล้ว!”
ราตรีรีบยืดตัวตรง

“หนูสี่ขวบแล้ว”
ลำดวนฝืนยิ้ม

“สี่ขวบยังเล็กอยู่”

“แล้วเมื่อไรถึงจะโต”

“เดี๋ยวก็โต”

“โตแล้วแม่จะมารับไหม”
ลำดวนหลบสายตา

“ไว้แม่มีเงินก่อน”
ราตรีมองแม่อย่างไม่เข้าใจ

“แม่ไม่มีเงินเหรอ”

“อืม”

“งั้นหนูไม่กินขนมก็ได้”
ลำดวนเงยหน้าขึ้น

“อะไรนะ”

“หนูไม่กินขนมก็ได้ แม่จะได้มีเงิน”
เด็กหญิงพูดอย่างจริงจัง

“หนูกินข้าวอย่างเดียวก็ได้”
ลำดวนรู้สึกจุกในอก
เธอยื่นมือไปลูบศีรษะลูก

“ไม่ใช่อย่างนั้น”

“แล้วอย่างไหน”

“แม่พาหนูไปไม่ได้จริง ๆ”
ราตรีก้มหน้ามองเสื้อในมือ
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามเบา ๆ

“แล้วแม่จะพาใครไป”
ลำดวนไม่ตอบ
เสียงสายฝนหัวเราะดังมาจากชานบ้าน
ราตรีหันไปมองทางประตู

“แม่จะพาน้องไปเหรอ”
ลำดวนถอนหายใจ

“ใช่”
เด็กหญิงยืนนิ่ง
เหมือนยังไม่เข้าใจความหมายของคำตอบ

“ทำไม”

“น้องยังเล็ก ต้องอยู่กับแม่”

“หนูก็เล็ก”
ลำดวนเงียบ

“หนูเล็กเหมือนกัน”
ราตรีพูดซ้ำ
คราวนี้เสียงเริ่มสั่น

“ทำไมแม่ไม่เอาหนูไป”

“ราตรี...”

“หนูไม่ดื้อแล้วก็ได้”
เด็กหญิงรีบพูด

“หนูจะไม่วิ่ง หนูจะไม่ทำของหก หนูจะไม่เถียงแม่”
ลำดวนหลับตาลงชั่วครู่

“แม่ไม่ได้ว่าอย่างนั้น”

“หนูจะเลี้ยงน้องให้ด้วย!”
ราตรีวางเสื้อในมือแล้วเดินเข้ามาจับแขนแม่

“หนูอุ้มน้องได้ หนูป้อนข้าวน้องก็ได้”

“ราตรี พอเถอะลูก”

“หนูจะเป็นเด็กดี”
ลำดวนจับไหล่ลูกสาว

“ฟังแม่”
ราตรีหยุดพูด

“แม่ต้องพาน้องไป ส่วนหนูอยู่กับย่า ย่ารักหนู ย่าดูแลหนูได้”
เด็กหญิงมองหน้าแม่
ริมฝีปากเล็ก ๆ สั่นระริก

“แล้วแม่ไม่รักหนูเหรอ”
ลำดวนชะงัก

“รักสิ”

“แล้วทำไมไม่เอาหนูไป”
ไม่มีคำตอบใดออกมาจากปากลำดวน
เพราะคำอธิบายเรื่องเงิน เรื่องงาน และความจำเป็นของผู้ใหญ่ ไม่อาจทำให้เด็กสี่ขวบเข้าใจได้ว่าเหตุใดความรักจึงต้องมีการเลือก
ราตรีค่อย ๆ ปล่อยมือจากแขนแม่
เธอก้มลงเก็บเสื้อผ้าบนพื้นอย่างเงียบ ๆ
ลำดวนมองลูกด้วยความรู้สึกผิด

“ราตรี...”

“หนูจะเก็บของ”

“เก็บไปไหน”

“เก็บเข้าหีบ”
เด็กหญิงตอบโดยไม่เงยหน้า

“หนูไม่ไปแล้ว”
บ่ายวันนั้น ลำดวนเตรียมเดินทางกลับ
สายฝนถูกเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เป็นชุดสีชมพูอ่อนที่แม่ซื้อมาให้
เด็กน้อยยืนอยู่ข้างกระเป๋าผ้า มือหนึ่งถือขนม อีกมือจับชายเสื้อแม่
ย่าบุญมีกำลังห่อข้าวเหนียวกับไข่ต้มให้หลานกินระหว่างทาง

“เอาไปเผื่อหิว”

“ขอบใจจ้ะแม่”
ลำดวนรับห่อข้าวมาใส่กระเป๋า
เธอมองไปรอบบ้าน

“ราตรีอยู่ไหน”
ย่าบุญมีพยักหน้าไปทางหลังบ้าน

“นั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วง”
ลำดวนเดินอ้อมบ้านไป
ราตรีนั่งกอดเข่าอยู่ใต้ต้นมะม่วงใหญ่
ฝาขวดน้ำอัดลมที่เคยเรียงเป็นแถวถูกกองรวมกันอยู่ข้างตัว

“ราตรี”
เด็กหญิงไม่หันมา

“แม่จะกลับแล้วนะ”
เงียบ

“มาหาแม่หน่อย”
ราตรีก้มหน้าลง
ลำดวนเดินเข้าไปใกล้

“โกรธแม่เหรอ”

“เปล่า”

“แล้วทำไมไม่มองแม่”

“ไม่อยากมอง”
ลำดวนถอนหายใจ

“อย่าดื้อสิลูก”
คำว่า ดื้อ ทำให้ราตรีเงยหน้าขึ้นทันที

“หนูไม่ได้ดื้อ!”
ลำดวนสะดุ้งเล็กน้อย

“เบา ๆ”

“หนูไม่ได้ดื้อ!”
น้ำตาไหลอาบแก้มเด็กหญิง

“แม่ชอบว่าหนูดื้อ!”

“ราตรี...”

“หนูจะไม่ดื้อแล้ว แม่ก็ไม่เอาหนูไปอยู่ดี!”
ลำดวนยืนนิ่ง
เด็กหญิงยกมือเช็ดน้ำตาอย่างแรง

“แม่ไปเลย!”
“ลูก...”
“ไปเลย!”
ราตรีหันหลังให้
ลำดวนยืนอยู่ตรงนั้นอีกครู่หนึ่ง
เธออยากกอดลูก
อยากบอกว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกคิด
แต่ความเหนื่อยล้าจากชีวิตและความเคยชินกับการใช้คำสั่งมากกว่าคำปลอบโยน ทำให้เธอไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
สุดท้ายเธอพูดเพียงว่า
“อยู่กับย่าดี ๆ นะ”
แล้วเดินจากไป
ราตรีได้ยินเสียงฝีเท้าแม่ค่อย ๆ ห่างออกไป
เธอพยายามไม่หันกลับไปมอง
แต่เมื่อได้ยินเสียงย่าพูดว่า “เดินทางดี ๆ” จากหน้าบ้าน เด็กหญิงก็ลุกพรวดขึ้น
เธอวิ่งอ้อมบ้านไปอย่างรวดเร็ว
ทันเห็นแม่กำลังจูงมือสายฝนเดินออกไปตามถนนดิน
“แม่!”
ลำดวนหยุดเดิน
ราตรีวิ่งตามไป
ฝุ่นแดงฟุ้งขึ้นใต้เท้าเปล่า
“แม่!”
สายฝนหันกลับมา
เมื่อเห็นพี่สาววิ่งมา เธอก็ยิ้ม
“พี่!”
ราตรีหยุดหอบอยู่ตรงหน้าแม่
“หนูไปด้วยไม่ได้จริง ๆ เหรอ”
ลำดวนมองลูก
“ไม่ได้ลูก”
“แค่คราวนี้ก็ไม่ได้เหรอ”
“ไว้แม่มารับวันหลัง”
ราตรีนิ่งไป
“วันหลังวันไหน”
ลำดวนตอบไม่ได้
สายฝนยื่นขนมในมือให้พี่สาว
“พี่ กิน”
ราตรีมองขนม
มันเป็นขนมชนิดเดียวกับที่เธอเคยอยากกินเวลาไปตลาด
เธอส่ายหน้า
“ไม่กิน”
สายฝนยังยื่นให้
“อร่อย”
ราตรีเม้มปากแน่น
เธอไม่ได้โกรธน้อง
สายฝนยังเล็กเกินกว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่เมื่อเห็นมือเล็ก ๆ ของน้องจับมือแม่แน่น ความรู้สึกบางอย่างก็แล่นขึ้นมาจุกอยู่ในอก
มือข้างนั้นเคยจับมือเธอ
ตอนเดินข้ามธรณีประตู
ตอนลงบันได
ตอนกลัวเสียงฟ้าร้อง
แต่วันนี้น้องกำลังจับมือแม่
ส่วนเธอไม่มีมือใครให้จับ
“ไปกันเถอะลูก”
ลำดวนพูดกับสายฝน
เด็กน้อยหันไปโบกมือให้พี่สาว
“บ๊ายบาย”
ราตรีไม่โบกตอบ
เธอยืนมองแม่จูงมือน้องเดินจากไป
ทีละก้าว
ทีละก้าว
จนร่างทั้งสองเล็กลงบนถนนดิน
แล้วหายลับไปหลังแนวต้นไม้
ราตรียังคงยืนอยู่ตรงนั้น
แม้ย่าบุญมีจะเดินมาหาแล้วก็ตาม
“เข้าบ้านเถอะลูก แดดร้อน”
เด็กหญิงไม่ขยับ
“ราตรี”
“ย่า”
“ว่าไง”
“หนูเป็นเด็กไม่ดีเหรอ”
ย่าบุญมีนิ่งไป
“ใครบอก”
“แม่ไม่เอาหนูไป”
“มันไม่เกี่ยวกัน”
“แล้วทำไมแม่เอาน้องไป”
ย่าบุญมีมองถนนที่ว่างเปล่า
เธอรู้คำตอบในแบบของผู้ใหญ่
แต่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้หลานเข้าใจ
“แม่เขามีเหตุผลของเขา”
ราตรีก้มหน้าลง
“เหตุผลอะไร”
ย่าไม่ได้ตอบ
เด็กหญิงรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดเสียงเบา
“หนูจะไม่ถามแล้ว”
ย่าบุญมีลูบศีรษะหลาน
“เข้าบ้านกัน”
ราตรีเดินตามย่ากลับไปอย่างเงียบ ๆ
เย็นวันนั้น เธอไม่ร้องไห้อีกเลย
ไม่ถามว่าแม่จะกลับมาเมื่อไร
ไม่ถามว่าแม่รักใครมากกว่า
และไม่พูดถึงน้องสาว
ย่าบุญมีคิดว่าหลานคงทำใจได้แล้ว
แต่ความจริง เด็กหญิงเพียงตัดสินใจเก็บคำถามทั้งหมดไว้ในใจ
คำถามที่ไม่มีใครตอบ
และเมื่อเวลาผ่านไป ความเงียบของผู้ใหญ่ก็กลายเป็นคำตอบในความรู้สึกของเธอ
แม่ไม่รักฉัน
บนรถโดยสารที่กำลังแล่นออกจากหมู่บ้าน สายฝนนั่งอยู่บนตักแม่
เด็กน้อยมองออกไปนอกหน้าต่าง
ทุ่งนาค่อย ๆ เลื่อนผ่านสายตา
เธอถือขนมที่เหลืออยู่ครึ่งห่อ ก่อนหันมาถาม
“พี่ล่ะ”
ลำดวนก้มมองลูก
“พี่อยู่กับย่า”
“พี่ไม่มาเหรอ”
“ไม่มา”
สายฝนเงียบไป
เธอหันกลับไปมองทางด้านหลัง
ถนนยาวทอดผ่านทุ่งนาไปไกลจนสุดสายตา
ไม่มีพี่สาวอยู่ตรงนั้น
เด็กหญิงยังไม่เข้าใจคำว่าพลัดพราก
ไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เคยนอนข้างกันทุกคืนจึงไม่ได้ขึ้นรถมาด้วย
เธอเพียงรู้สึกว่ามีบางอย่างหายไป
“แม่”
“อะไรลูก”
“พี่ร้องไห้”
ลำดวนก้มมองลูกอีกครั้ง
“เดี๋ยวพี่ก็หยุดร้อง”
สายฝนพยักหน้า
เธอเชื่อแม่
เหมือนที่เด็กสองขวบเชื่อทุกอย่างที่ผู้ใหญ่บอก
แล้วเอนศีรษะซบอกแม่
ไม่นานก็หลับไป
ลำดวนมองใบหน้าลูกสาวที่หลับสนิท
เธอคิดว่าการพาสายฝนมาเลี้ยงแทนราตรีจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น
เด็กคนนี้ไม่ค่อยร้องไห้
ไม่ดื้อ
ไม่ชอบเถียง
ใครบอกอะไรก็ทำตาม
ลำดวนลูบผมลูกเบา ๆ
“เป็นเด็กดีนะลูก”
เธอกระซิบ
โดยไม่รู้เลยว่าอีกหลายปีข้างหน้า เด็กหญิงคนนี้จะพยายามเป็นเด็กดีจนลืมไปว่าตัวเองมีสิทธิ์เสียใจ มีสิทธิ์โกรธ และมีสิทธิ์ปฏิเสธ
ส่วนเด็กหญิงอีกคนที่ถูกทิ้งไว้ใต้ต้นมะม่วง จะเติบโตขึ้นพร้อมความเชื่อว่าหากไม่แข็งแกร่งพอ ก็จะไม่มีใครเลือกเธอ
สองพี่น้อง
พ่อแม่เดียวกัน
เกิดห่างกันเพียงสองปี
แต่กำลังจะเติบโตขึ้นด้วยความเข้าใจเรื่องความรักที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
คนหนึ่งจะใช้ทั้งชีวิตพยายามไม่ให้ใครทอดทิ้ง
อีกคนจะใช้ทั้งชีวิตทำเหมือนไม่ต้องการใคร
และไม่มีใครรู้เลยว่า...
วันหนึ่ง เมื่อทั้งสองเติบโตขึ้นและกลับมาพบกันอีกครั้ง พวกเธอจะต่างคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนโชคดีกว่า
ทั้งที่ความจริงแล้ว
ไม่มีใครในสองคนนั้นเคยรู้สึกว่าตัวเองถูกเลือกอย่างแท้จริง

ความคิดเห็น

2
เขียนความคิดเห็น…
Leo

Ok

CA

อ่านแล้วน้ำตาไหล คิดถึงวัยเด็กของตัวเอง

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต