แมวในห้องตรา
คาอีเชื่อว่าห้องตราเป็นสถานที่ซึ่งแมวไม่ควรเข้า
ภายในมีดินเหนียวชื้นซึ่งพร้อมเก็บรอยเท้าทุกชนิด มีเชือกที่ต้องแยกตามคลัง มีป้ายไม้กับแผ่นงาช้างขนาดเล็กซึ่งหากตกพื้นอาจแตก และมีตราทรงกระบอกจำนวนมากพอจะทำให้คำสั่งปลอมเดินทางไปได้ครึ่งแผ่นดิน
แมวไม่เข้าใจว่าสิ่งใดเป็นของกษัตริย์
ไม่สนใจว่ารอยใดใช้เปิดคลัง
และไม่เคยรู้สึกผิดเมื่อหางของมันกวาดสิ่งของตกจากชั้น
ด้วยเหตุนี้ เซชัตกาจึงสั่งไว้ชัดเจนว่า
“ปิดประตูทุกครั้ง แม้เจ้าออกไปเพียงชั่วลมหายใจ”
คาอีจำคำสั่งนั้นได้
เขาเพียงคิดว่า การออกไปรับถาดน้ำจากเด็กส่งของไม่น่าจะนานพอให้สิ่งใดเกิดขึ้น
เมื่อกลับมา ประตูยังเปิดอยู่เท่าเดิม
ถาดดินยังวางบนโต๊ะ
ตราทุกชิ้นยังอยู่ในช่องไม้
และแมวสามสีกำลังนั่งเลียอุ้งเท้าอยู่กลางห้อง
คาอีเกือบทำถาดน้ำหลุดมือ
“เจ้าเข้ามาได้อย่างไร”
คาลิโก้เงยหน้ามอง
แน่นอนว่ามันไม่ตอบ
“ออกไป”
แมวยังคงเลียอุ้งเท้า
คาอีวางถาดน้ำลงกับพื้น เขาเดินเข้าไปช้า ๆ ตั้งใจอุ้มมันออกก่อนเซชัตกากลับมา หากผู้ดูแลตราพบแมวในห้อง คาอีอาจต้องใช้เวลาหลายวันฟังคำสอนเรื่องรอยปนเปื้อน ความประมาท และเหตุที่คนหนุ่มไม่ควรได้รับความไว้วางใจ
“มาเถิด” เขากระซิบ “ข้าจะหาเนื้อปลาให้”
หูของคาลิโก้กระดิก
“ปลาแห้งชิ้นใหญ่”
มันหยุดเลียเท้า
คาอียื่นมือออกไป
แมวสามสีรอจนปลายนิ้วเกือบแตะตัว ก่อนกระโดดหลบอย่างรวดเร็ว มันวิ่งลอดใต้โต๊ะ ชนตะกร้าเชือกจนเอียง แล้วมุดไปหลังชั้นไม้ตรงผนัง
“เจ้าก้อนขน!”
คาอีรีบตาม
พื้นที่หลังชั้นแคบเกินกว่าคนจะเข้า เขาจึงคุกเข่าลง เอื้อมแขนไปคว้า แต่สัมผัสได้เพียงปลายหางซึ่งหลุดจากมือ
คาลิโก้ส่งเสียงขู่ต่ำ
“ข้าไม่ได้จะทำร้ายเจ้า”
เสียงข่วนดังจากด้านหลังชั้น
ครืด...ครืด...
คาอีแนบใบหน้ากับช่องว่าง เขามองเห็นดวงตาของแมวสะท้อนแสงอยู่ในความมืด และเห็นสิ่งเล็ก ๆ เคลื่อนไหวบนพื้น
หนูตัวหนึ่งวิ่งผ่าน
คาลิโก้พุ่งตามทันที
เกิดเสียงชนดังปึก ชั้นไม้สั่นจนตราหินสองชิ้นกลิ้งกระทบขอบช่อง คาอีรีบลุกขึ้นจับไว้ก่อนตกพื้น
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เขาพยายามดึงชั้นออกจากผนัง แต่ขาไม้ด้านหนึ่งฝังอยู่ในดินจนขยับไม่ได้ คาอีจึงหยิบไม้ยาวซึ่งใช้แขวนเชือกมาสอดเข้าไป หมายไล่แมวออกอีกด้าน
ปลายไม้กระแทกผนัง
เสียงที่ดังกลับไม่เหมือนการกระทบอิฐตัน
ปึก
คาอีหยุด
เขาเคาะอีกครั้ง
ปึก...ปึก...
ส่วนอื่นของผนังส่งเสียงทึบแน่น แต่บริเวณหลังชั้นกลับกลวงกว่าอย่างชัดเจน
คาลิโก้ใช้เท้าหน้าข่วนร่องระหว่างอิฐตรงนั้น หนูหายไปแล้ว แต่มันยังไม่ยอมออก ราวกับได้กลิ่นบางอย่างอยู่หลังผนัง
คาอีลืมเรื่องปลาแห้งไปชั่วครู่
ผนังห้องตราสร้างจากอิฐดินฉาบด้วยโคลนผสมแกลบ หากเกิดโพรงจากหนูหรือความชื้น อิฐอาจทรุดและทำให้ชั้นเก็บตราล้มได้
เขาใช้ปลายไม้ขูดผิวฉาบตรงรอยแตก
เศษโคลนแห้งร่วงลงมา
รอยต่อของอิฐก้อนหนึ่งปรากฏขึ้น แต่แทนที่จะยึดแน่นกับก้อนข้างเคียง มันกลับมีเส้นแคบล้อมรอบเหมือนเคยถูกดึงออกแล้วใส่กลับ
คาอีเอานิ้วแตะ
เนื้อโคลนรอบก้อนนั้นมีสีต่างจากผนังเล็กน้อย
ใหม่กว่า
หัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้น
เขาควรหยุดและไปตามเซชัตกา
แต่ถ้าเป็นเพียงโพรงหนู ผู้ดูแลตราจะตำหนิว่าเขาตื่นตระหนกกับทุกสิ่งเหมือนเด็กฝึกงานวันแรก
คาอีจึงใช้นิ้วสอดตรงร่อง แล้วออกแรงดึง
อิฐก้อนนั้นขยับ
คาลิโก้ถอยออกมาหนึ่งก้าว นั่งมองอย่างสนใจ
“อย่าทำหน้าเหมือนเจ้าสั่งข้า” คาอีพึมพำ
เขาดึงอิฐออก
ด้านหลังเป็นช่องเล็กขนาดพอใส่สองมือ กลิ่นดินแห้งกับเส้นใยเก่าลอยออกมา ภายในมีห่อผ้าสีน้ำตาลซุกอยู่ พร้อมก้อนดินปิดผนึกหลายชิ้นวางซ้อนกัน
คาอีไม่แตะต้องสิ่งเหล่านั้น
คราวนี้เขารู้ว่าหากหยิบออกมาโดยไม่มีพยาน ทุกสิ่งซึ่งพบอาจย้อนกลับมาเป็นหลักฐานกล่าวหาตนเอง
เขารีบลุกขึ้น แล้วชนศีรษะกับชั้นไม้
ตราสองชิ้นสั่นอยู่ในช่อง
“อย่าขยับ” เขาชี้ไปที่คาลิโก้ “อย่าแตะสิ่งใด”
แมวสามสีเดินออกจากหลังชั้นอย่างสง่างาม ราวกับงานของมันเสร็จแล้ว มันกระโดดขึ้นนั่งบนโต๊ะและเริ่มดื่มน้ำจากถาดซึ่งคาอีเพิ่งนำเข้ามา
“นั่นน้ำสำหรับดิน!”
คาลิโก้ดื่มต่อ
คาอีตัดสินใจปล่อย เพราะตอนนี้แมวดื่มน้ำผิดถาดกลายเป็นปัญหาเล็กที่สุดในห้องแล้ว
เซชัตกากลับมาพร้อมเมมซาฟและทหารสองนาย
ทันทีที่เห็นคาลิโก้นั่งอยู่บนโต๊ะ สีหน้าของผู้ดูแลตราก็แข็งขึ้น
“เหตุใดแมวอยู่ในนี้”
คาอีชี้ไปทางผนัง “มัน—ข้า—มีบางสิ่งอยู่หลังชั้นขอรับ”
“สิ่งใด”
“ข้ายังไม่แตะ”
เมมซาฟมองแมว แล้วมองสีหน้าตื่นตระหนกของเสมียนหนุ่ม
“ถ้าเจ้าซ่อนปลาไว้หลังผนัง ข้าจะถือว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องส่วนตัว”
คาอีไม่หัวเราะ
เขาพาทั้งสองไปยังช่องซึ่งเปิดอยู่
เซชัตกาคุกเข่าลง ใช้ตะเกียงส่องด้านใน ใบหน้าของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนจากความรำคาญเป็นความเคร่งเครียด
“ปิดประตู” เขาสั่ง
ทหารนายหนึ่งปิดทันที
“ตรวจหน้าต่าง ช่องลม และคนทุกคนในห้อง” เซชัตกากล่าวต่อ “ห้ามผู้ใดออกจนกว่าจะนำของออกมาครบ”
เมมซาฟหยิบผ้าลินินสะอาดจากชั้น คลุมมือก่อนล้วงเข้าไปในช่อง
เขานำห่อผ้าออกมาวางบนเสื่อ
ก้อนดินปิดผนึกสิบเจ็ดก้อน
ป้ายไม้ห้าชิ้น
เชือกหลายเส้น
และตราทรงกระบอกสีดำหนึ่งชิ้น
ตรานั้นไม่มีในบัญชีของห้อง
คาอีจำได้ทันที เพราะเขาเป็นผู้ตรวจชั้นเก็บตราทุกเช้า
เซชัตกาไม่ยอมให้ผู้ใดแตะตราหินโดยตรง เขาใช้ผ้ารองแล้วพลิกดูผิวแกะสลัก ลายบนตราเป็นภาพกลับด้าน จึงอ่านจากตัววัตถุได้ยาก
“นำดินใหม่มา” เขาสั่ง
คาอีรีบหยิบดินเหนียวชื้นจากภาชนะ เขานวดให้ผิวเรียบ ก่อนวางลงบนแผ่นไม้
เซชัตกากลิ้งตราสีดำผ่านดิน
รอยที่ปรากฏทำให้ทุกคนเงียบ
พระนามเจ็ตอยู่ตรงกลาง
ข้างหนึ่งเป็นเครื่องหมายของคลังหลวง
อีกด้านมีเส้นหักคล้ายต้นกกถูกตัดครึ่ง
เมมซาฟโน้มตัวลงทันที
“เครื่องหมายเดียวกับไหที่บ้านเคบ”
“และคล้ายเครื่องหมายบนของที่ยึดจากเครือข่ายซาเบค” เซชัตกากล่าว
คาอีมองตราด้วยความตกใจ “แต่พระนามเจ็ต—”
“ถูกลอกเลียน” ผู้ดูแลตราตอบ
“รอยเหมือนมาก”
“เหมือน แต่ไม่ใช่”
เซชัตกานำรอยประทับแท้จากถาดอีกใบมาเทียบกัน เขาชี้ให้ดูส่วนหางของเครื่องหมายเหยี่ยว ซึ่งตราปลอมทำยาวเกินไป และรอยบิ่นตรงปลายพระนามซึ่งถูกแกะขึ้นโดยตั้งใจเลียนแบบตำหนิของตราจริง
“ผู้ทำรู้ว่าตราของเจ็ตบิ่นตรงไหน” เมมซาฟกล่าว
“หรือเคยเห็นรอยประทับจำนวนมากพอ”
“ต้องเห็นใกล้เพียงใดจึงแกะได้เช่นนี้”
เซชัตกาไม่ตอบ
ทุกคนในห้องรู้ความหมาย
ตรานี้ไม่ได้ถูกทำโดยโจรตามเส้นทางน้ำซึ่งบังเอิญเคยเห็นป้ายจากระยะไกล ผู้ทำต้องเข้าถึงรอยตราจริง รู้วิธีกลับด้านสัญลักษณ์ และมีเวลาแกะหินโดยไม่ถูกตรวจพบ
คนผู้นั้นอาจเป็นช่างตรา
เสมียน
ผู้ดูแลคลัง
หรือคนซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากภายในราชสำนัก
เมมซาฟหันไปหาคนเฝ้าประตู
“ตามเมอร์นีธ”
ทหารรีบออกไป
คาอียืนตัวแข็ง เขารู้สึกถึงสายตาของผู้ใหญ่ซึ่งหันมามองตนทีละคน
เขาเป็นเสมียนหนุ่ม
ทำงานในห้องตรา
รู้ตำแหน่งรอยบิ่น
และเป็นผู้พบของซ่อน
สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้เขากลายเป็นทั้งพยานและผู้ต้องสงสัยได้พร้อมกัน
“ข้าไม่เคยเห็นตราชิ้นนั้นมาก่อน” เขารีบกล่าว
เซชัตกามองเขา “ยังไม่มีผู้ใดถาม”
“แต่พวกท่านกำลังคิด”
เมมซาฟกอดอก “การพูดสิ่งซึ่งยังไม่มีใครกล่าว ไม่ได้ช่วยให้เจ้าดูน่าสงสัยน้อยลง”
คาอีหน้าซีด
“พอ” เซชัตกากล่าว “เขาทำถูกที่ไม่แตะของก่อนเรียกพยาน”
“และทำผิดที่ปล่อยแมวเข้าห้อง”
เมมซาฟชี้คาลิโก้ซึ่งยังนั่งบนโต๊ะ
แมวสามสีเลิกดื่มน้ำแล้ว บัดนี้กำลังใช้เท้าเขี่ยปลายเชือกบนถาด
คาอีรีบเข้าไปยกถาดหนี
“ถ้ามันไม่เข้ามา เราคงไม่พบช่อง”
“หรือคนซ่อนอาจส่งมันมา”
“ท่านคิดว่าแมวทำงานให้กบฏหรือ”
“ข้าเคยเห็นมันขโมยปลาโดยมีคนเฝ้าครัวห้าคน หากมันอยากทำงานให้กบฏ ข้าไม่คิดว่าจะมีผู้ใดห้ามได้”
ประตูเปิดออกก่อนคาอีจะตอบ
เมอร์นีธเสด็จเข้ามาพร้อมเรคา พระองค์ทอดพระเนตรคนในห้อง ก่อนหยุดที่อิฐซึ่งถูกดึงออกจากผนัง
“พบสิ่งใด”
เซชัตกาชี้ไปยังตราปลอมกับก้อนดิน
“ของทั้งหมดซ่อนอยู่หลังชั้นพ่ะย่ะค่ะ ตราหินแกะเลียนพระนามเจ็ตและมีเครื่องหมายต้นกกหัก”
เมอร์นีธเสด็จเข้าไปใกล้ แต่ไม่แตะของ พระองค์ทอดพระเนตรรอยประทับแท้กับปลอมซึ่งวางเทียบกัน
“ก้อนดินเหล่านี้มาจากที่ใด”
“ยังไม่ได้ตรวจพ่ะย่ะค่ะ”
“เริ่มจากรอยเชือก”
เซชัตกาหยิบก้อนแรกขึ้นมา ด้านหลังมีร่องลึกจากเชือกเส้นหนา อีกก้อนมีรอยเส้นใยละเอียดกว่า บางชิ้นยังมีเศษเชือกติดอยู่ในดิน
“ไม่ได้มาจากประตูทั้งหมด” เขากล่าว “ส่วนหนึ่งใช้ปิดภาชนะ”
เฮนุตถูกเรียกเข้ามาหลังจากนั้น นางดมเศษเชือกแต่ละชิ้น ตรวจฝุ่นและคราบซึ่งติดอยู่บนดิน
“ชิ้นนี้มีกลิ่นน้ำมัน” นางกล่าว “ชิ้นนี้อาจมาจากภาชนะปลาแห้ง ส่วนสองชิ้นนี้มีกลิ่นเสื่อชื้นเหมือนคลังท่าน้ำตะวันตก”
เมมซาฟชี้ไปยังก้อนซึ่งใหญ่ที่สุด “แล้วชิ้นนี้?”
เฮนุตพลิกดู “มีผงสีขาวติดด้านหลัง”
เซชัตกาใช้ปลายไม้ขูดออกมาเล็กน้อย
“อาจเป็นปูนฉาบ”
เมอร์นีธทอดพระเนตรผงนั้น ก่อนมองผนังห้องตรา
“ไม่เหมือนผนังนี้”
ผนังรอบตัวเป็นโคลนผสมแกลบ สีออกน้ำตาลเข้ม ผงบนดินกลับขาวกว่าและละเอียดกว่า
“อาจมาจากอาคารซึ่งฉาบผิวไว้” เซชัตกากล่าว
“เรือนชั้นในมีผนังฉาบ” คาอีหลุดปาก
ทุกคนหันมองเขาอีกครั้ง
เสมียนหนุ่มกลืนน้ำลาย “ข้าเพียงหมายความว่าอาจมาจากที่นั่น ไม่ได้หมายความว่าข้ารู้ว่าก้อนไหน”
เมมซาฟเดินเข้าไปใกล้ช่องผนัง เขาใช้มีดแตะโคลนใหม่รอบอิฐแล้วดม
“ผิวปิดยังใหม่”
เซชัตกาขมวดคิ้ว “ใหม่เพียงใด”
“ไม่ถึงหนึ่งฤดูน้ำหลาก อาจเพียงไม่กี่เดือน”
นั่นหมายความว่าของเหล่านี้ไม่ได้ถูกซ่อนมานานตั้งแต่ก่อนสมัยเจ็ต
มีผู้เปิดผนังในช่วงใกล้การกบฏ
อาจก่อนเจ็ตสิ้นพระชนม์
หรือหลังจากนั้น ระหว่างราชสำนักกำลังวุ่นวายกับการสูญเสียและแย่งอำนาจ
เมอร์นีธรับสั่งถาม “ชั้นไม้เคยถูกย้ายหรือไม่”
เซชัตกาส่ายหน้า “ตั้งแต่ข้าดูแลห้อง มันอยู่ตรงนั้นมาตลอด”
“ขาไม้ฝังดิน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นผู้ซ่อนต้องเข้าถึงช่องจากอีกด้าน หรือยกของผ่านช่องก่อนตั้งชั้น”
ทุกคนหันไปมองผนัง
อีกฟากของมันคือทางเดินแคบซึ่งเชื่อมไปยังห้องเก็บเชือกและลานด้านหลัง
เมมซาฟสั่งทหารทันที “ตรวจผนังอีกด้าน อย่าพังจนกว่าเราจะดูรอยเท้าและรอยมือ”
เรคาพาคนออกไป
คาอีมองช่องมืดหลังอิฐ
เขาทำงานห่างจากของซ่อนเพียงช่วงแขนมาตลอดหลายเดือน นั่งเขียนป้ายตรงหน้า อาจพิงหลังกับผนังนี้หลายครั้ง โดยไม่เคยรู้ว่าตราปลอมอยู่ด้านหลัง
ความคิดนั้นทำให้เขารู้สึกหนาว ทั้งที่ห้องอบจากตะเกียง
“ผู้ใดเข้าห้องตราได้บ้าง” เมอร์นีธถาม
เซชัตกาตอบ “ข้า คาอี ผู้ช่วยอีกสองคน คนทำความสะอาด และผู้ส่งดินตามเวลาที่กำหนด”
“คนเฝ้าประตู?”
“เปลี่ยนตามเวร”
“ก่อนกษัตริย์เจ็ตสิ้นพระชนม์ ผู้ใดควบคุมรายชื่อเวร”
เมมซาฟตอบแทน “กองของนาเคบควบคุมทางด้านหลังอยู่ระยะหนึ่ง”
ชื่อเดิมปรากฏอีกครั้ง
ง่ายเกินไป
คาอีเห็นเมอร์นีธทอดพระเนตรตราปลอมอย่างไม่เร่งร้อน
“อย่าสรุปว่าเป็นคนของนาเคบเพียงเพราะชื่อเขาปรากฏในทางเดินทุกเส้น” พระองค์รับสั่ง “หากผู้ใดต้องการซ่อนรอยตน การทิ้งรอยของคนผิดไว้ย่อมง่ายที่สุด”
เมมซาฟกอดอก “พระองค์คิดว่ามีคนกำลังทำให้นาเคบรับความผิดทั้งหมด”
“เป็นไปได้”
“หรือเขาโกหกเรามาตลอด”
“ก็เป็นไปได้”
คาอีไม่เข้าใจว่าพระองค์สามารถพูดถึงความเป็นไปได้สองด้านโดยไม่เลือกเชื่อสักด้านได้อย่างไร
สำหรับเขา ตราหนึ่งชิ้นเป็นของจริงหรือของปลอม
ป้ายหนึ่งแผ่นถูกต้องหรือผิด
คนผู้หนึ่งบริสุทธิ์หรือมีความผิด
แต่เมอร์นีธกลับดูเหมือนจะไม่ยอมให้สิ่งใดมีเพียงสองด้าน
นั่นอาจเป็นความรอบคอบ
หรือเป็นวิธีของผู้ซึ่งซ่อนความจริงของตนเองจนชำนาญ
“ควบคุมตัวทุกคนที่เข้าห้องนี้หรือไม่” เมมซาฟถาม
คาอีรู้สึกเลือดไหลออกจากใบหน้า
เมอร์นีธทอดพระเนตรคนในห้องทีละคน
“หากจับทุกคน ผู้ซ่อนตัวจริงจะรู้ว่าเรายังไม่พบว่าเขาเป็นใคร และผู้บริสุทธิ์จะเริ่มช่วยกันแต่งคำตอบเพื่อให้ตนรอด”
“เช่นนั้นปล่อยให้กลับบ้าน?”
“เปลี่ยนคนเฝ้า เก็บตราทั้งหมดในหีบใหม่ และทำรายการผู้เข้าออกตั้งแต่วันนี้”
“แล้วคนเก่า?”
“ให้ทำงานตามเดิมภายใต้พยาน”
เมมซาฟดูไม่พอใจ “ถ้ามีคนร้ายอยู่ในนี้ เรากำลังปล่อยให้มันแตะหลักฐานต่อ”
“ของที่พบย้ายไปห้องอื่น ส่วนสิ่งซึ่งเหลืออยู่ในห้องนี้จะกลายเป็นกับดัก”
เซชัตกาเงยหน้า “พระองค์หมายถึง—”
“อย่าเปิดเผยว่าเราพบตราปลอมทั้งหมด”
เมอร์นีธชี้ก้อนดินบนเสื่อ
“เก็บของจริงไว้ ทำก้อนเลียนแบบแทน แล้วปิดช่องกลับอย่างเดิม”
เมมซาฟเริ่มเข้าใจ “ผู้ซ่อนอาจกลับมาเอา”
“หรือส่งผู้อื่นมา”
“ถ้าเขารู้ว่าแมวพบช่องแล้ว?”
ทุกคนหันไปมองคาลิโก้
แมวสามสีนั่งอยู่ขอบโต๊ะ ใช้หางพันเท้า มองมนุษย์ราวกับกำลังสงสัยว่าพวกเขาเหตุใดจึงพูดถึงมันไม่จบเสียที
เซชัตกากล่าว “ไม่มีผู้ใดนอกจากคนในห้องเห็นว่ามันอยู่ที่นี่”
เมอร์นีธทอดพระเนตรทุกคน
“เช่นนั้นข่าวต้องไม่ออกจากห้อง”
คาอีรู้สึกว่าถ้อยคำนั้นกดลงบนไหล่ตน
หากข่าวรั่ว ผู้ต้องสงสัยย่อมเป็นคนเพียงไม่กี่คนตรงนี้ และเขาคือผู้มีตำแหน่งต่ำที่สุด
“แล้วแมวเล่า” เมมซาฟถาม “จะทำให้มันสาบานหรือไม่”
เซชัตกามองเขาอย่างเหนื่อยหน่าย
“อย่างน้อยมันก็พูดไม่ได้”
“นั่นไม่เคยหยุดมันสร้างปัญหา”
คาลิโก้ลุกขึ้น กระโดดจากโต๊ะ แล้วเดินไปนั่งข้างพระบาทของเมอร์นีธ
เมมซาฟมองภาพนั้น ก่อนพึมพำว่า “ใช่ เลือกฝ่ายชัดเจนเสียด้วย”
พระองค์มิได้ก้มลงแตะมัน เพียงทอดพระเนตรช่องผนังต่อไป
แต่คาอีสังเกตว่า คาลิโก้ไม่เคยระวังเมอร์นีธเลย
มันไม่ดมกลิ่นก่อนเข้าใกล้
ไม่ถอยเมื่อพระองค์ขยับ
และไม่แสดงความสงสัยแบบเดียวกับเวลาพบคนแปลกหน้า
คาอีเคยได้ยินเรื่องแมวตัวนี้หายไปพร้อมพระมเหสีของเจ็ต
บัดนี้มันกลับมาอยู่ข้างกษัตริย์ผู้ไม่มีอดีต
เขารีบห้ามความคิดตนเอง
ข่าวลือเกิดขึ้นเพราะมนุษย์นำสิ่งซึ่งไม่เกี่ยวกันมาต่อเข้าด้วยกัน
แมวอาจเพียงชอบตำแหน่งซึ่งมีร่มเงา
หรืออาจเคยได้รับอาหารจากมือใต้ถุงผ้านั้น
ไม่มีสิ่งใดพิสูจน์มากกว่านี้
“คาอี”
พระสุรเสียงเรียกทำให้เขาสะดุ้ง
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าพบรอยต่อของอิฐได้อย่างไร”
เขาเล่าตั้งแต่คาลิโก้ไล่หนูไปหลังชั้น จนถึงเสียงกลวงจากผนัง โดยไม่ตัดเรื่องที่ตนเปิดประตูทิ้งไว้
เซชัตกามีสีหน้าเข้มขึ้นตอนฟังถึงจุดนั้น
“ข้ารับผิดที่ไม่ปิดประตู” คาอีรีบกล่าว “หากต้องลงโทษ—”
“ต้องลงโทษแน่” ผู้ดูแลตราตอบ “เจ้าจะทำบัญชีเชือกใหม่ทั้งหมด”
เมมซาฟทำหน้าเห็นใจ “ข้าว่าถูกเฆี่ยนยังจบเร็วกว่า”
คาอีเองก็เริ่มคิดเช่นนั้น
แต่เมอร์นีธรับสั่งถามต่อ
“เหตุใดเจ้าไม่หยิบของออกมาด้วยตนเอง”
“เพราะหากข้าแตะก่อนมีพยาน ทุกคนอาจคิดว่าข้าเป็นคนนำมันไปซ่อน”
“ดี”
คำชมเพียงคำเดียวทำให้คาอีเงยหน้า
“ความผิดหนึ่งอย่างไม่ได้ลบสิ่งที่เจ้าทำถูก” เมอร์นีธกล่าว “และการทำถูกหนึ่งครั้งก็ไม่ได้ลบความประมาท เปิดประตูทิ้งไว้อีก เจ้าจะไม่ได้ทำงานใกล้ตรา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
คำตัดสินชัดเจนกว่าที่เขาคาด
ไม่มีการยกโทษเพราะพบหลักฐาน
และไม่มีการลงโทษหนักเพียงเพราะมีฐานะต่ำ
คาอีค้อมศีรษะ
เขายังไม่ไว้ใจเมอร์นีธ
แต่เริ่มเข้าใจว่าเหตุใดคนบางกลุ่มจึงยอมมอบเวลาให้พระองค์พิสูจน์ตนเอง
ผนังถูกปิดกลับก่อนค่ำ
เซชัตกาทำก้อนดินไร้ค่าเลียนรูปของซ่อน ห่อด้วยผ้าผืนเดิม แล้วนำกลับเข้าไปในช่อง อิฐก้อนเดิมถูกวางคืน ใช้โคลนผสมแกลบฉาบรอยต่อให้ดูเหมือนไม่มีผู้ใดแตะต้อง
ชั้นไม้ถูกเลื่อนกลับตำแหน่งเดิม
คราวนี้ขาไม้ไม่ได้ฝังแน่นทั้งหมด เพื่อให้ผู้เฝ้าสังเกตได้หากมีคนขยับ
เมมซาฟวางทหารนอกเครื่องแบบไว้สองทาง
เรคาตรวจห้องด้านหลัง
ส่วนรายชื่อผู้เข้าออกถูกเริ่มต้นใหม่บนป้ายไม้
ของจริงถูกย้ายไปเก็บในห้องซึ่งมีพยานสามฝ่าย
ตราปลอม
ก้อนดินจากภาชนะต่างชนิด
เชือกจากท่าน้ำ
และผงฉาบสีขาวซึ่งอาจนำพวกเขาไปยังอาคารอีกแห่ง
คาลิโก้ถูกนำออกจากห้องเป็นตัวสุดท้าย
ไม่มีผู้ใดจับมันได้
สุดท้ายเฮนุตต้องถือปลาแห้งเดินนำ จึงยอมตามออกมาอย่างสงบ
“เห็นหรือไม่” เมมซาฟกล่าว “ผู้ทรยศทุกคนมีราคาของตน”
เฮนุตหันไปมอง “หากจะเปรียบแมวกับผู้ทรยศ อย่างน้อยแมวก็ทำประโยชน์มากกว่าทหารบางคน”
“ข้าจะถือว่าเจ้าไม่ได้หมายถึงข้า”
“ถือสิ่งใดก็ได้ที่ช่วยให้ท่านหลับ”
คาลิโก้คาบปลาเดินผ่านทั้งคู่ไปโดยไม่สนใจ
คืนนั้น คาอีเป็นผู้จุดตะเกียงดวงสุดท้ายในห้องตรา
เขาตรวจประตูสองครั้ง
ตรวจช่องลม
ตรวจจำนวนตราทุกชิ้น
และทำเครื่องหมายบนป้ายเข้าออกด้วยมือตนเอง
ก่อนปิดห้อง เขามองไปยังชั้นไม้ตรงผนัง
ช่องลับถูกซ่อนกลับแล้ว ไม่มีสิ่งใดบอกว่าหลังอิฐก้อนนั้นมีกับดักรออยู่
คาอีคิดถึงคนซึ่งเคยใช้ห้องเดียวกับเขา เดินผ่านทางเดิม แตะตราชิ้นเดียวกัน และอาจยืนมองเขาทำงานโดยไม่มีพิรุธ
ผู้ทรยศไม่จำเป็นต้องถือมีด
ไม่จำเป็นต้องหลบในเงามืด
และไม่จำเป็นต้องมีสีหน้าเหมือนคนชั่วในเรื่องเล่า
บางครั้งเขาอาจเป็นคนซึ่งนำดินมาให้ทุกเช้า
คนซึ่งกวาดพื้น
คนซึ่งตรวจรายชื่อ
หรือคนซึ่งเตือนผู้อื่นเสมอว่าอย่าประมาท
คาอีดับตะเกียง
ขณะประตูกำลังปิด เขาเห็นรอยเล็กบนดินชื้นใกล้ขอบผนัง
รอยอุ้งเท้าแมว
คงเกิดตอนคาลิโก้วิ่งไล่หนู
เขาเกือบก้มลงลบ แต่เปลี่ยนใจ
เซชัตกาเคยสอนว่า อย่าทำลายรอยก่อนรู้ว่ามันเกี่ยวข้องหรือไม่ ต่อให้สุดท้ายเป็นเพียงรอยของสัตว์ตัวหนึ่งก็ตาม
คาอีจึงปล่อยมันไว้ แล้วปิดประตู
ในความมืดหลังชั้นไม้ ห่อของเลียนแบบนอนอยู่ในช่องอย่างเงียบงัน
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าคนซ่อนจะกลับมาเมื่อใด
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาทำงานอยู่ในราชสำนักหรือออกจากเมืองไปแล้ว
และไม่มีใครแน่ใจว่าแมวสามสีพบช่องนั้นเพราะได้กลิ่นหนู—
หรือเพราะมันรู้มาตั้งแต่แรกว่าหลังผนังมีสิ่งใดซ่อนอยู่
© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต
ความคิดเห็น
0