Kamelessia Stories
ปก การเดินทางของกีรติและคู่หูแมวเหมียวกลับไปที่นิยายการเดินทางของกีรติและคู่หูแมวเหมียว
ตอนที่ 10

ผู้คุ้มกันกับหญิงเจ้าปัญหา

เมนเธบส์มาถึงหน้าบ้านก่อนฟ้าสางตามที่ตกลงไว้

กีรติเตรียมตัวเสร็จแล้ว นางใช้ผ้าลินินผืนเก่าของอนิปเป้คลุมเสื้อผ้าจากโลกเดิม ผูกปลายผ้าให้กระชับกับลำตัว และพันผ้าอีกชั้นรอบรองเท้าผ้าใบ เพื่อไม่ให้สีและวัสดุประหลาดสะดุดตาผู้คนตามทาง

ในมือมีถุงผ้าใบเล็ก ภายในบรรจุน้ำ ขนมปัง มีดหินสำหรับตัดพืช และเชือกเส้นหนึ่ง

เมนเธบส์มองสัมภาระแล้วขมวดคิ้ว

“เราไปดูร่องน้ำ ไม่ได้ออกเดินทางข้ามทะเลทราย”

“เมื่อครั้งก่อนข้าตื่นกลางทะเลทราย ข้าไม่มีน้ำแม้แต่หยดเดียว”

กีรติตอบช้า ๆ แม้การเรียงคำยังไม่สมบูรณ์

“ข้าจะไม่ทำผิดเหมือนเดิม”

เมนเธบส์ไม่มีคำโต้แย้ง เขาจึงหันไปตรวจหอกแทน

คาลิโก้เดินออกมาจากบ้านพร้อมกัน

“มันไม่ไป”

ชายหนุ่มกล่าว

กีรติก้มมองแมวสามสี

“ได้ยินแล้วใช่ไหม เจ้าไม่ไป”

คาลิโก้เดินผ่านพวกเขาทั้งสอง มุ่งไปยังประตูเมืองโดยไม่ชะลอฝีเท้า

เมนเธบส์มองตาม ก่อนหันกลับมาหากีรติ

“มันฟังเจ้าเสมอหรือ”

“เสมอ—ถ้าข้าบอกให้ทำตรงข้ามกับสิ่งที่มันต้องการ”

อนิปเป้ซึ่งยืนอยู่ตรงประตูส่ายหน้า แล้วส่งมัดสมุนไพรขนาดเล็กให้กีรติ นางชี้ไปที่แผลตรงเข่าและสั่งให้กลับก่อนแดดแรง

จากนั้นจึงหันไปหาเมนเธบส์

น้ำเสียงของหญิงชราเปลี่ยนเป็นจริงจัง นางชี้กีรติ ชี้เขา และแตะไม้พลองกับพื้นอย่างหนักแน่น

ชายหนุ่มถอนหายใจ

“ข้าจะพานางกลับมา”

อนิปเป้ยังไม่พอใจ

“โดยไม่ให้บาดเจ็บเพิ่ม”

หญิงชราจึงยอมเปิดทาง

กีรติมองทั้งคู่สลับกัน ความสนิทสนมในท่าทีของอนิปเป้ที่มีต่อเมนเธบส์ยังคงชวนสงสัย นางตำหนิเขาได้อย่างไม่เกรงใจ และเขาก็ยอมรับคำสั่งมากกว่าที่ปฏิบัติต่อผู้อื่น

แต่เมื่อกีรติเคยถามว่าเมนเธบส์กับอนิปเป้เกี่ยวข้องกันอย่างไร หญิงชรากลับเปลี่ยนเรื่องทุกครั้ง

เมนเธบส์เองก็ไม่เคยอธิบาย

“ไปได้แล้ว”

เขาเรียก

กีรติจึงเก็บความสงสัยไว้ก่อน แล้วเดินตามออกไป

ร่องน้ำเสียเริ่มจากพื้นที่ทำปลาใกล้ท่าเรือ ลัดผ่านลานหมักเบียร์ ก่อนแยกออกเป็นสองทางตรงกำแพงด้านใต้

ทางเดิมมุ่งลงพื้นที่ต่ำซึ่งอยู่นอกเขตบ้านเรือน ห่างจากบ่อน้ำและแปลงเพาะปลูก ส่วนทางที่ถูกขุดขึ้นใหม่วกกลับเข้าสู่เมือง ผ่านใกล้บ่อทางใต้ซึ่งทำให้ผู้คนล้มป่วย

ฮูยาสั่งพังคันกั้นออกแล้วเมื่อคืน แต่ดินตามร่องยังชื้นและมีคราบเน่าเกาะอยู่

กีรติเดินช้า ๆ ตามแนวทางน้ำ พยายามมองหารอยซึ่งเหลือจากผู้ลงมือ

เมนเธบส์เดินตามอยู่ด้านหลัง

“เจ้ากำลังหาอะไร”

“สิ่งที่ไม่ควรอยู่ตรงนี้”

“คำตอบของเจ้าชัดเจนมาก”

“เพราะคำถามของเจ้ากว้างมาก”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง

กีรติแอบยิ้ม นางเริ่มมีคำศัพท์มากพอจะโต้เถียงกับเขาได้แล้ว แม้การผันคำยังผิดและสำเนียงทำให้คนฟังต้องเดาอยู่บ้าง

เมนเธบส์กลับไม่เห็นว่านี่เป็นพัฒนาการที่น่ายินดีนัก

คาลิโก้เดินอยู่บนขอบร่อง มันดมก้อนโคลนเป็นระยะ แต่หลบทุกจุดซึ่งมีน้ำสกปรกขังอยู่

กีรติใช้กิ่งไม้เขี่ยเศษวัสดุจากร่อง

มีเกล็ดปลา เปลือกเมล็ด และกากหมักตามปกติ แต่ตรงบริเวณคันดินซึ่งถูกรื้อ นางพบเศษเส้นใยสีเข้มติดอยู่ใต้ก้อนโคลน

กีรติหยิบขึ้นมา

“เชือก”

เมนเธบส์ตรวจดูแล้วพยักหน้า

มันเป็นเชือกจากเส้นใยพืช ถักแบบเดียวกับเชือกซึ่งใช้ผูกตะกร้าสินค้าในคลัง แต่พบได้ทั่วไปเกินกว่าจะใช้ยืนยันตัวคน

พวกเขาเดินต่อไปตามร่องเดิม

เมื่อพ้นกำแพงเมือง ทางน้ำค่อย ๆ ลาดลงสู่แอ่งดินต่ำ ระหว่างทางมีพุ่มไม้หนามขึ้นกระจายกับกองอิฐดินเก่าซึ่งถูกน้ำเซาะจนเสียรูป

เมนเธบส์ใช้ปลายหอกตรวจพื้นก่อนก้าว เขาหลีกเลี่ยงดินสีเข้มบางจุดซึ่งดูแข็งแต่ข้างใต้ยังเป็นโคลน

กีรติพยายามก้าวตามรอยเท้าของเขา

“อย่าออกจากทาง”

เขาเตือน

“ข้าเห็นอยู่”

“เมื่อวานเจ้าก็เห็นเนินทราย แต่ยังกลิ้งลงมาได้”

กีรติหยุดเดิน

“เจ้ารู้เรื่องนั้นได้อย่างไร”

“คนในขบวนเล่า”

“พวกเขาเล่าเรื่องข้ากลิ้งลงเนินด้วยหรือ”

“เมมซาฟถามทุกคน”

นางถอนหายใจ “แน่นอนว่าเป็นเขา”

เมนเธบส์หันกลับไปเดินต่อ กีรติเห็นรอยยิ้มบาง ๆ ตรงมุมปากเขาก่อนจะหายไป

เมื่อเข้าใกล้แอ่งต่ำ กลิ่นน้ำเสียรุนแรงขึ้น แมลงบินวนอยู่เหนือโคลนดำ พื้นบริเวณนี้ควรมีรอยน้ำไหลกระจายเป็นรูปพัด แต่ทางหนึ่งกลับถูกกองอิฐเก่าขวางไว้ ทำให้น้ำส่วนใหญ่เบนไปอีกด้าน

กีรติคุกเข่าตรวจ

ก้อนอิฐถูกวางซ้อนอย่างตั้งใจ ช่องว่างถูกอุดด้วยกกและโคลน แม้ดูเหมือนซากกำแพงพัง แต่โครงสร้างแน่นกว่ากองเศษวัสดุธรรมดา

“มีคนกั้นตรงนี้ด้วย”

เมนเธบส์ใช้หอกเขี่ยอิฐก้อนบนออก

ด้านล่างมีรอยเชือกลากและรอยฝ่าเท้าจำนวนมาก

“พวกมันทำทางน้ำใหม่มากกว่าหนึ่งจุด” เขากล่าว

กีรติมองแนวร่องทั้งหมดในความคิด

การกั้นจุดแรกทำให้น้ำเสียไหลย้อนเข้าเมือง ส่วนการปิดทางด้านนอกทำให้น้ำระบายช้าลง ความสกปรกจึงสะสมใกล้บ่อนานพอซึมลงแหล่งน้ำ

นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของคนขุดร่อง

ผู้ลงมือต้องรู้ทิศทางน้ำเป็นอย่างดี

“คนทำรู้ระบบร่องน้ำ”

กีรติกล่าว “และรู้ว่าบ่อใต้ใช้น้ำจากดินใกล้ร่อง”

เมนเธบส์พยักหน้า

“คนงานขุดร่อง ผู้ดูแลบ่อ หรือผู้ทำไร่แถบนี้ย่อมรู้”

“รวมถึงคนที่อยากขายน้ำจากบ่อเหนือ”

เมนเธบส์มองนาง

“ยังไม่มีหลักฐานว่าเจ้าของบ่อเป็นคนทำ”

“แต่เขาได้สิ่งแลกเปลี่ยน”

“การได้ประโยชน์ไม่เท่ากับลงมือ”

“เจ้าจะรอให้เขายอมรับหรือ”

“ข้าจะรอจนหลักฐานแข็งแรงพอที่เขาปฏิเสธไม่ได้”

กีรติลุกขึ้น ปัดดินจากหัวเข่า

“ระหว่างที่เจ้ารอ คนป่วย”

“และหากเรากล่าวหาคนผิด คนที่ทำจริงจะหนี”

“ถ้ารอมากเกินไป คนทำจริงก็หนีเหมือนกัน”

ทั้งคู่จ้องกันอยู่เหนือร่องน้ำเสีย

คาลิโก้นั่งลงระหว่างกลาง ก่อนเงยหน้ามองคนหนึ่งแล้วหันไปมองอีกคน คล้ายกำลังรอว่าผู้ใดจะเลิกดื้อก่อน

ไม่มีผู้ใดยอม

สุดท้ายแมวสามสีก็ลุกขึ้นและเดินจากไปเอง

“เห็นไหม แมวยังรำคาญเจ้า”

เมนเธบส์กล่าว

“มันเดินหนีจากเราทั้งคู่”

“แต่มันอยู่ข้างเจ้าก่อน”

“เพราะข้าเป็นคนมีเหตุผลกว่า”

“นั่นไม่ใช่เหตุผลที่แมวเลือกคน”

กีรติอ้าปากจะถามว่าแล้วแมวเลือกคนเพราะอะไร แต่คาลิโก้ส่งเสียงร้องมาจากหลังพุ่มไม้เสียก่อน

ทั้งคู่หยุดเถียงและเดินตามไป

หลังพุ่มหนามมีรอยทางแคบทอดออกจากร่องน้ำไปยังเนินหินเตี้ย พื้นแข็งพอไม่ทิ้งรอยเท้าชัด แต่มีเศษโคลนดำติดเป็นจุดห่างกัน คล้ายคนซึ่งเหยียบร่องน้ำแล้วเดินผ่าน

คาลิโก้ดมทางและเคลื่อนต่อไป

“มันเคยมาที่นี่หรือ”

เมนเธบส์ถาม

“ไม่ควรเคย”

“แล้วเหตุใดจึงรู้ทาง”

“อาจตามกลิ่นโคลน”

กีรติตอบ แม้ตนเองจะไม่แน่ใจนัก

ทางแคบวกผ่านแนวหินและลงไปยังแอ่งอีกด้าน จากตรงนี้มองไม่เห็นกำแพงเคเมตแล้ว มีเพียงยอดอินทผลัมโผล่เหนือเนินอยู่ไกล ๆ

บนพื้นมีหลุมตื้นซึ่งใช้ผสมดินกับฟาง ข้างหลุมวางตะกร้าเก่า จอบไม้ และแผ่นเสื่อสำหรับขนโคลน

เมนเธบส์ตรวจเครื่องมือ

“ของจากเมือง”

กีรติชี้ตะกร้า “คลัง?”

ตรงปากตะกร้ามีเส้นกกสีเข้มถักไว้หนึ่งรอบ เป็นเครื่องหมายของตะกร้ามาตรฐานซึ่งใช้ตวงเมล็ด แม้มันจะเก่าและมีรอยขาด แต่ไม่ควรมาอยู่ตรงจุดผสมดินนอกเมือง

ภายในตะกร้ามีเศษอิฐกับโคลนแห้ง

คนที่นำเมล็ดออกจากคลังอาจใช้ตะกร้าใบเดิมขนวัสดุไปกั้นร่องน้ำ หรือมีคนจงใจนำของจากคลังมาใช้เพื่อให้ร่องรอยปะปนกัน

กีรติพลิกตะกร้าดู

ก้นตะกร้ามีดินเหนียวแห้งติดอยู่ก้อนหนึ่ง นางแกะออกอย่างระมัดระวัง พบเศษตราประทับซึ่งแตกจนเหลือเพียงเส้นโค้งเล็ก ๆ

อาจเป็นส่วนหนึ่งของรูปงู

แต่อาจเป็นเชือก ภาชนะ หรือเครื่องหมายอื่นก็ได้

“ยังไม่พอ”

เมนเธบส์กล่าวก่อนกีรติจะทันพูด

“ข้ารู้”

นางตอบอย่างหงุดหงิด

เสียงบางอย่างดังมาจากหลังเนิน

กรอบ…

เหมือนเท้าเหยียบกิ่งไม้แห้ง

เมนเธบส์ดับความเคลื่อนไหวทันที เขาผลักกีรติให้หมอบหลังแอ่งดิน แล้วลดปลายหอกลง

คาลิโก้มุดเข้าใต้ตะกร้า

“มีใครอยู่ตรงนั้น”

เมนเธบส์ตะโกน

ไม่มีคำตอบ

เขาส่งสัญญาณให้กีรติรอ ก่อนเดินอ้อมเนินไปช้า ๆ

หญิงสาวมองตาม จนเงาของเขาหายพ้นแนวหิน

ความเงียบกลับมาอีกครั้ง

กีรติรอ

หนึ่งลมหายใจ

สองลมหายใจ

แล้วเงาคนก็พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ด้านหลัง

ชายร่างผอมมีผ้าพันใบหน้าถือไม้พลองยาว เขาไม่ได้โจมตีกีรติโดยตรง แต่ฟาดไปยังตะกร้าซึ่งซ่อนคาลิโก้

แมวกระโจนหนี

ไม้พลองกระแทกพื้นดังสนั่น

กีรติกลิ้งหลบและคว้าจอบไม้ขึ้นมาป้องกันตัว ชายผู้นั้นเหวี่ยงพลองครั้งที่สอง จอบในมือนางรับแรงกระแทกจนแขนชา

“เมนเธบส์!”

นางตะโกน

ชายปิดหน้ากระชากจอบออก แล้วผลักกีรติล้มลง เขาเอื้อมไปคว้าตะกร้ากับเศษตราในมือ

กีรติกำมันไว้แน่น

“อยากได้ก็พูดดี ๆ สิ!”

อีกฝ่ายคงไม่สนใจอารมณ์ขันในสถานการณ์นี้ เขายกไม้พลองขึ้นอีกครั้ง

ก่อนจะฟาดลง เมนเธบส์ก็พุ่งเข้าชนจากด้านข้าง

ทั้งสองล้มกลิ้งไปบนพื้น ชายปิดหน้าเสียไม้พลอง แต่ชักมีดหินจากเอวขึ้นมาแทน เมนเธบส์คว้าข้อมือเขาไว้ ทั้งคู่ต่อสู้กันบนดินแข็ง

กีรติพยายามลุก แต่ข้อเท้าพลิกเมื่อครู่ทำให้เจ็บแปลบ

ชายปิดหน้าใช้เข่ากระแทกเมนเธบส์จนหลุด แล้ววิ่งขึ้นเนิน

เมนเธบส์คว้าหอกตาม แต่กีรติเห็นเงาอีกคนหนึ่งอยู่บนสันหินด้านบน

“ระวัง!”

ก้อนอิฐดินถูกผลักลงมาจากเนิน

เมนเธบส์หันไม่ทัน

กีรติพุ่งเข้าชนเขาออกจากทาง ก้อนอิฐตกกระแทกพื้นตรงจุดที่ชายหนุ่มยืน แตกกระจายเป็นเศษฝุ่น

แรงชนทำให้ทั้งคู่กลิ้งลงลาดดินไปด้วยกัน

เมนเธบส์ใช้แขนข้างหนึ่งรองศีรษะกีรติไว้ ก่อนแผ่นหลังของเขาจะกระแทกกองฟางด้านล่าง

ฝุ่นลอยคลุ้ง

เมื่อกีรติลืมตา ใบหน้าของเมนเธบส์อยู่ห่างออกไปไม่ถึงคืบ

ทั้งสองนิ่งไปชั่วขณะ

เสียงหัวใจของนางดังชัดเกินกว่าจะโทษว่าเกิดจากการวิ่งหนีเพียงอย่างเดียว

เมนเธบส์เป็นฝ่ายขยับก่อน

“เจ็บตรงไหน”

“ข้อเท้า”

“ข้าบอกให้เจ้ารอ”

“หากข้ารอ เจ้าอาจถูกอิฐทับ”

“หากเจ้าทำตามที่ข้าบอกตั้งแต่แรก เราคงไม่อยู่ตรงนี้”

กีรติผลักตัวลุกขึ้น “ถ้าข้าไม่มา เจ้าคงไม่พบทางนี้ด้วยซ้ำ”

“แมวเป็นผู้พบ”

“แมวของข้า”

“เจ้าพบมันพร้อมกับที่มันพบเจ้า จะเรียกว่าเป็นของเจ้าได้อย่างไร”

“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาถกเรื่องเจ้าของแมว!”

คาลิโก้ปรากฏขึ้นบนก้อนหินและส่งเสียงร้อง ราวกับเห็นด้วยกับประโยคสุดท้าย

ชายสองคนบนเนินหนีไปแล้ว เมนเธบส์มองตามรอยฝุ่น แต่ไม่ไล่

เขาเลือกกลับมาตรวจข้อเท้าของกีรติแทน

“เจ้ายืนไหวหรือไม่”

นางลองลงน้ำหนัก ความเจ็บพุ่งขึ้นมาจนต้องรีบยกเท้า

“ไหว”

เมนเธบส์มองสีหน้า “เจ้าโกหก”

“ข้าเรียนจากเจ้า”

ชายหนุ่มถอนหายใจ เขาคุกเข่าหันหลังให้นาง

กีรติมองอย่างไม่เข้าใจ

“ขึ้นมา”

“ข้าเดินเองได้”

“หากเดินได้ก็เดิน”

นางลองอีกครั้งแล้วเกือบล้ม เมนเธบส์คว้าแขนไว้ทัน

เขาไม่พูดซ้ำ เพียงคุกเข่าลงเหมือนเดิม

กีรติยอมขึ้นหลังอย่างไม่เต็มใจ เมนเธบส์ยกร่างนางขึ้นอย่างมั่นคง ก่อนใช้มืออีกข้างถือหอก

“ข้าหนักหรือไม่”

“เมมซาฟหนักกว่าเจ้า”

“เจ้าเคยแบกเขาด้วยหรือ”

“หลายครั้ง เขาชอบเริ่มต่อสู้แล้วหมดแรงก่อนจบ”

กีรติหัวเราะเบา ๆ

เป็นครั้งแรกที่นางได้ยินเมนเธบส์พูดเรื่องน้องชายโดยไม่มีน้ำเสียงตำหนิ ความเหนื่อยหน่ายในคำพูดนั้นมีความผูกพันซ่อนอยู่มากกว่าที่เขาแสดงออก

คาลิโก้เดินตามอยู่ด้านข้าง

เมื่อกลับถึงร่องน้ำ เมนเธบส์หยุดให้กีรติดูพื้นบริเวณหนึ่ง

ชายปิดหน้าทิ้งรอยเท้าไว้ในโคลน รอยดังกล่าวมีปลายเท้าด้านหนึ่งบิดออก แสดงว่าผู้หลบหนีอาจมีปัญหาที่ข้อเท้าหรือรองเท้า

ข้างรอยเท้ามีปมเชือกเล็กตกอยู่

บนปมยังมีเศษดินเหนียวติดไว้ และคราวนี้รอยประทับสมบูรณ์พอให้เห็นหัวงูอย่างชัดเจน

กีรติหยิบขึ้นมา

“หลักฐานพอหรือยัง”

“พอจะรู้ว่าคนตรางูเฝ้าทางน้ำ” เมนเธบส์ตอบ “แต่ยังไม่พอจะรู้ว่าเป็นใคร”

นางเกือบเถียงต่อ แต่หยุดไว้

ความจริงคือเขาพูดถูกอีกครั้ง

“เช่นนั้นเราหาต่อ”

เมนเธบส์หันหน้ามามองนางเล็กน้อย

“หลังข้อเท้าเจ้าหาย”

“ข้าหาได้ทั้งที่เจ็บ”

“นี่ไม่ใช่คำขอ”

“เจ้าสั่งข้าไม่ได้”

“อนิปเป้สั่งได้”

กีรติเม้มริมฝีปาก

ชายหนุ่มรู้แล้วว่าควรอ้างชื่อใครเพื่อให้เธอเถียงไม่ออก

อนิปเป้ตำหนิทั้งคู่ทันทีที่กลับถึงบ้าน

นางให้กีรตินั่งบนเสื่อ ตรวจข้อเท้า แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเย็นพันไว้ เมนเธบส์ถูกสั่งให้นั่งอีกด้านเพื่อทำแผลตรงมุมปาก แม้เขาจะยืนยันว่าไม่เป็นอะไร

“ข้าพานางกลับมาแล้ว”

เขากล่าว

อนิปเป้ชี้ข้อเท้าบวมของกีรติ

“นี่เรียกว่าไม่บาดเจ็บหรือ”

เมนเธบส์เงียบ

เมมซาฟนั่งอยู่ข้างประตู พยายามกลั้นหัวเราะแต่ไม่สำเร็จ

“พี่ออกไปตรวจน้ำ กลับมาพร้อมแผลกับหญิงบนหลัง นับว่าเดินทางได้ผลดี”

กีรติฟังออกเพียงครึ่งประโยค แต่เห็นเมนเธบส์หยิบถ้วยไม้ขึ้นมาก็รีบก้มหลบ

ถ้วยลอยผ่านศีรษะนางไปกระแทกอกเมมซาฟพอดี

“เหตุใดทุกครั้งพวกเจ้าต้องขว้างของผ่านข้า”

ไม่มีใครตอบ

หลังอนิปเป้พันแผลเสร็จ เมนเธบส์นำปมตรางูกับเศษตะกร้ามาวางบนเสื่อ เขาเล่าเรื่องทางลับ จุดผสมโคลน และชายสองคนที่เข้าจู่โจม

เมมซาฟเลิกหัวเราะ

“พวกมันตั้งคนเฝ้าร่องน้ำ”

“แสดงว่าร่องนั้นสำคัญกว่าการทำให้บ่อเสีย” กีรติกล่าว

ทุกคนหันมามอง

นางหยิบก้อนกรวดมาวางแทนคลัง บ่อใต้ บ่อเหนือ และทางน้ำ จากนั้นใช้เส้นเชือกแทนร่องซึ่งถูกเปลี่ยนทิศ

จุดผสมดินอยู่นอกกำแพง ใกล้เส้นทางเล็กซึ่งสามารถอ้อมไปด้านหลังลานเหนือได้

รอยตะกร้ากับตรางูอาจหมายความว่าเส้นทางเดียวกันถูกใช้ทั้งขนเมล็ดออกจากคลัง และนำวัสดุไปกั้นทางน้ำ

ผู้ที่ควบคุมเส้นทางไม่เพียงรู้เรื่องสินค้า

เขารู้ระบบน้ำของเมืองด้วย

“พวกมันไม่ได้เพียงขโมย” กีรติพยายามอธิบาย “พวกมันทำให้คนต้องซื้อสิ่งที่เคยมี”

เมล็ดหาย คนต้องซื้ออาหาร

บ่อเสีย คนต้องซื้อน้ำ

เมื่อไม่มีสิ่งของแลกเปลี่ยน คนยากจนต้องขายแรงงานและติดหนี้

เมนเธบส์มองก้อนกรวดบนเสื่อ สีหน้าเคร่งเครียด

“ถ้าเป็นเช่นนี้ ต่อให้จับคนเฝ้าคลังได้ ปัญหาก็ไม่จบ”

กีรติพยักหน้า

ครั้งนี้ทั้งคู่เห็นตรงกันโดยไม่ต้องโต้เถียง

อนิปเป้มองพวกเขาอยู่เงียบ ๆ ก่อนกล่าวว่า คืนนี้ต้องนำเรื่องไปบอกฮูยา และให้เขาเฝ้าทั้งบ่อ คลัง กับทางออกนอกกำแพง

“ซาเคนจะคัดค้าน”

เมมซาฟกล่าว

“ให้เขาคัดค้าน” เมนเธบส์ตอบ “หากเขาไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง ยิ่งควรอยากรู้ว่าใครทำให้คนในเมืองป่วย”

ชื่อซาเคนทำให้บรรยากาศเงียบลง

ยังไม่มีหลักฐานว่าชายชราเกี่ยวข้องกับตรางู แต่เขาปกป้องผู้ดูแลคลังอย่างรวดเร็วและพยายามผลักความผิดให้อูเนบกับกีรติ

พฤติกรรมนั้นอาจเกิดจากความเชื่อจริง

หรือเกิดจากความกลัวว่าความจริงบางอย่างจะถูกค้นพบ

คาลิโก้กระโดดขึ้นมานั่งข้างก้อนกรวด มันใช้เท้าผลักก้อนซึ่งแทนบ่อเหนือออกจากวง แล้วนอนทับเส้นเชือกซึ่งแทนทางลับ

เมมซาฟชี้มัน

“แมวเห็นด้วยกับกีรติ”

เมนเธบส์ส่ายหน้า “มันเพียงต้องการเชือก”

คาลิโก้กัดปลายเชือกแล้วดึงไปทางกีรติ

นางยิ้มอย่างผู้ชนะ

“เห็นหรือไม่ มันเลือกข้างแล้ว”

“แมวไม่ได้เป็นพยาน”

“แต่วันนี้มันหาทางที่เจ้าไม่พบ”

เมนเธบส์มองคาลิโก้ ก่อนหันไปหาอนิปเป้ราวกับต้องการให้ใครสักคนช่วยหยุดการโต้เถียง

หญิงชรากลับลุกไปเก็บยาโดยไม่สนใจ

เมมซาฟหัวเราะเบา ๆ

“ยอมเสียเถิดพี่ ท่านแพ้ทั้งหญิงและแมวแล้ว”

“ข้ายังไม่ได้แข่งกับผู้ใด”

“ยิ่งแย่ เจ้าก็ยังแพ้”

เมนเธบส์คว้าก้อนกรวดขึ้นมา เมมซาฟรีบลุกวิ่งออกจากบ้านก่อนถูกขว้าง

กีรติหัวเราะ แล้วต้องหยุดเมื่อข้อเท้าเจ็บขึ้นมา

เมนเธบส์หันกลับทันที

“เจ็บมากหรือ”

น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนจากหงุดหงิดเป็นกังวลเร็วจนนางตั้งตัวไม่ทัน

“ไม่มาก”

เขามองอย่างไม่เชื่อ

กีรติถอนหายใจ “มากนิดหนึ่ง”

เมนเธบส์ย่อตัวลง ขยับผ้าพันให้แน่นขึ้นโดยระวังไม่กดบริเวณบวม มือของเขาหยาบจากการจับอาวุธกับเชือก แต่สัมผัสกลับเบากว่าที่นางคาด

“พรุ่งนี้อย่าเดิน”

“แต่—”

“อย่างน้อยหนึ่งวัน”

กีรติมองใบหน้าซึ่งก้มอยู่ตรงหน้า นางอยากเถียงตามความเคยชิน แต่เมื่อนึกถึงช่วงที่เขาใช้แขนรองศีรษะไว้ขณะกลิ้งลงจากเนิน ถ้อยคำกลับหายไปชั่วขณะ

“หนึ่งวัน”

นางยอมในที่สุด

เมนเธบส์เงยหน้าขึ้น ดวงตาของทั้งคู่สบกัน

ความไม่ไว้วางใจยังไม่หายไปทั้งหมด

กีรติยังปิดบังความจริงเรื่องที่มาของตน ส่วนเมนเธบส์ก็มีเรื่องเกี่ยวกับอนิปเป้ ตรางู และอดีตของครอบครัวซึ่งเขาไม่ยอมเล่า

แต่หลังจากวันนี้ ทั้งคู่รู้แล้วว่าอีกฝ่ายจะไม่ทิ้งคนข้างกายเมื่ออันตรายมาถึง

บางครั้งความเชื่อใจไม่ได้เริ่มจากการรู้ความจริงทั้งหมด

มันเริ่มจากเสี้ยววินาทีซึ่งคนคนหนึ่งเลือกผลักอีกคนให้พ้นก้อนอิฐ โดยไม่ทันคิดว่าตนเองอาจถูกแทน

เสียงไม้ล้มดังขึ้นหลังม่าน

กึก…

ทุกคนในบ้านหันไปมอง

อนิปเป้หยุดมือเพียงชั่วขณะ ก่อนเดินเข้าไปตรวจห้องเก็บของ ไม่นานนางก็กลับออกมา

“ม้วนเสื่อล้ม”

หญิงชรากล่าวเรียบ ๆ

กีรติมองม่านผ้าซึ่งยังไหวเล็กน้อย

นางไม่เห็นแสงจากไม้เท้ารูปกุญแจ และไม่ได้รู้สึกเย็นที่ฝ่ามือ

แต่คาลิโก้กลับปล่อยเชือกในปาก ลุกขึ้นยืน และจ้องห้องด้านหลังโดยไม่กะพริบตา

ขณะเดียวกัน ลมจากด้านนอกพัดกลิ่นน้ำขมผ่านประตูเข้ามา

กลิ่นนั้นเจือจางลงแล้ว หลังร่องเดิมถูกเปิดออก

ทว่าเรื่องซึ่งซ่อนอยู่ใต้เมืองเคเมต เพิ่งเริ่มส่งกลิ่นขึ้นมาถึงผิวดินเท่านั้น

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต