Kamelessia Stories
ปก ฟาโรห์ผู้เลอโฉมกลับไปที่นิยายฟาโรห์ผู้เลอโฉม
ตอนที่ 5

คำสาบานของเมมซาฟ

เมมซาฟไม่เชื่อคำสาบานที่กล่าวต่อหน้าคนหมู่มาก

เขาเคยได้ยินโจรสาบานว่าไม่ขโมย ทั้งที่ยังซ่อนขนมปังไว้ใต้ผ้า

เคยได้ยินพ่อค้าสาบานว่าภาชนะของตนเต็ม ทั้งที่ก้นไหถูกยกให้ตื้นกว่าปกติ

และเคยได้ยินทหารสาบานว่าจะยืนอยู่จนลมหายใจสุดท้าย ก่อนคนผู้นั้นจะหนีทันทีที่เห็นจำนวนศัตรู

คำสาบานไม่ได้ทำให้คนซื่อสัตย์

มันเพียงสร้างถ้อยคำให้ผู้อื่นใช้ลงโทษ เมื่อวันหนึ่งคนกล่าวคำเหล่านั้นทรยศ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเซชัตกาแจ้งว่าราชสำนักต้องการให้เขาปฏิญาณต่อหน้าสภา เมมซาฟจึงมีสีหน้าเหมือนถูกสั่งให้กลืนดินปิดผนึกทั้งก้อน

“ข้าเคยปฏิญาณแล้ว” เขาพูด

“เจ้าปฏิญาณท่ามกลางความวุ่นวายหลังการจับกุมคาเซค” เซชัตกาตอบ “ไม่มีป้าย ไม่มีรายชื่อพยาน และไม่มีรอยตรากำกับ”

“ทหารสามสิบคนได้ยิน”

“ทหารของเจ้า”

“อนิปเป้ก็ได้ยิน”

“นางเป็นพี่สาวเจ้า”

“เดนได้ยิน”

“พระองค์ยังทรงพระเยาว์”

เมมซาฟกอดอก “ดูเหมือนท่านจะหาวิธีทำให้พยานทุกคนไม่มีค่าได้หมด”

“มิใช่พยานไม่มีค่า แต่คำสาบานของหัวหน้าองครักษ์เกี่ยวข้องกับชีวิตรัชทายาท ผู้คนจึงต้องรู้ว่าเจ้าปฏิญาณต่อผู้ใด”

“ข้าปฏิญาณต่อเดน”

“แล้วเมอร์นีธเล่า”

คำถามนั้นทำให้เมมซาฟเงียบ

พวกเขายืนอยู่ในลานฝึกด้านหลังเรือนหลวง ดวงอาทิตย์ยามเช้าส่องผ่านแนวเสาไม้ ทหารหนุ่มกำลังฝึกใช้โล่หนังกับกระบองอยู่ไม่ไกล เสียงไม้กระทบกันดังเป็นจังหวะ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาใกล้บทสนทนา

เซชัตกายังคงถือป้ายไม้เปล่าไว้ในมือ

“พระองค์เป็นผู้บัญชาการแผ่นดินในเวลานี้” เขากล่าว “หากเจ้าปฏิญาณต่อเดนเพียงผู้เดียว ผู้คนอาจเห็นว่าเจ้ามีสิทธิ์ปฏิเสธคำสั่งของเมอร์นีธ”

“หากคำสั่งนั้นทำร้ายเดน ข้าจะปฏิเสธ”

“หากเมอร์นีธสั่งเจ้าเคลื่อนกำลังเพื่อป้องกันคลัง แต่เจ้าคิดว่าการเคลื่อนกำลังทำให้เดนมีองครักษ์น้อยลงเล่า”

“ข้าจะหาวิธีทำทั้งสองอย่าง”

“และหากทำไม่ได้?”

“ข้าจะเลือกเดน”

เซชัตกามองเขานิ่ง “เช่นนั้นผู้คนก็มีเหตุผลที่จะถามว่า ใครเป็นผู้ปกครองราชสำนักกันแน่”

เมมซาฟถอนหายใจ

ไม่ว่าจะตอบเช่นไร เขาก็ถูกมัดไว้ด้วยถ้อยคำของตนเอง

หากปฏิญาณต่อเมอร์นีธ ศัตรูจะกล่าวว่าองครักษ์ของเจ็ตเปลี่ยนข้างและกำลังช่วยผู้ไร้อดีตยึดบัลลังก์

หากปฏิญาณต่อเดนเพียงผู้เดียว ทุกครั้งที่เขาโต้แย้งคำสั่งของเมอร์นีธจะถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการก่ออำนาจซ้อน

และหากปฏิญาณต่อทั้งสอง ก็เท่ากับยอมรับว่าราชสำนักมีผู้เป็นใหญ่สองพระองค์—สิ่งที่พวกเขาเพิ่งใช้เวลาครึ่งวันหลีกเลี่ยงไม่กล่าวตรง ๆ

“ผู้ใดเรียกร้องให้ข้าสาบานใหม่” เขาถาม

“ผู้แทนสภาหกคน”

“เนเฟอร์กา?”

“เป็นหนึ่งในนั้น”

“เคนู?”

“เป็นอีกคน”

เมมซาฟหัวเราะสั้น ๆ

นั่นหมายความว่าทั้งฝ่ายคลังและฝ่ายทหารต่างไม่ไว้ใจเขา แต่ด้วยเหตุผลตรงข้ามกัน

เนเฟอร์กากลัวว่าเขาจะใช้กำลังรักษาอำนาจให้เมอร์นีธ

เคนูกลัวว่าเขาจะปฏิเสธการเคลื่อนทัพเพราะห่วงเดน

ขุนนางกลัวเขาภักดีต่อบุคคลมากกว่าราชสำนัก

ส่วนทหารกลัวเขาภักดีต่อราชสำนักมากกว่าพวกพ้อง

“ท่านคิดว่าข้าควรกล่าวอย่างไร” เมมซาฟถาม

“ข้าเป็นผู้ดูแลตรา มิใช่ผู้แต่งคำโกหกให้ฟังงดงาม”

“น่าเสียดาย ท่านคงทำงานในราชสำนักได้รุ่งกว่านี้มาก”

เซชัตกาไม่ตอบ เพียงยื่นป้ายไม้ให้

บนป้ายมีเครื่องหมายสั้นสามกลุ่ม

กลุ่มแรกแทนพระนามเดน

กลุ่มที่สองแทนกององครักษ์

กลุ่มสุดท้ายเป็นภาพอย่างง่ายของกำแพงกับประตู

“นี่คือสิ่งที่จะบันทึก” เขาอธิบาย “ไม่ใช่คำพูดทุกคำ เพราะป้ายเล็กเกินไป และเครื่องหมายของเราก็ไม่ได้ใช้เก็บคำกล่าวยาวเช่นนั้น”

“เช่นนั้นคนรุ่นหลังจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าพูดอะไร”

“พวกเขาอาจไม่รู้”

“แล้วพิธีมีประโยชน์อย่างไร”

“คนในวันนี้จะรู้”

เซชัตกาพลิกป้ายให้ดูด้านหลัง ตรงนั้นเว้นพื้นที่สำหรับดินปิดผนึกกับรอยของพยาน

“บางครั้งเราทำสิ่งหนึ่งเพื่อให้ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าจดจำ มิใช่เพื่อให้คนซึ่งยังไม่เกิดเข้าใจทุกถ้อยคำ”

เมมซาฟมองป้ายนั้น

เขาไม่แน่ใจว่าตนชอบความคิดนี้หรือไม่

คำสาบานของเขาอาจหลงเหลือเป็นเครื่องหมายสามกลุ่ม แต่เหตุผลซึ่งทำให้กล่าวมันจะหายไป

คนรุ่นหลังอาจเห็นเพียงว่าเมมซาฟเคยเป็นหัวหน้าองครักษ์ผู้ปฏิญาณรักษาเดน

พวกเขาจะไม่รู้ว่าเขาเคยเป็นเด็กแห่งเคเมตซึ่งวิ่งผิดทางขณะหนีคนเก็บหนี้

ไม่รู้ว่าเมนเธบส์เคยแบ่งขนมปังชิ้นสุดท้ายให้เขา

ไม่รู้ว่ากีรติเคยหัวเราะเมื่อเขาอวดว่าขี่ลาได้เร็วกว่าลม ก่อนลาตัวนั้นจะหยุดกะทันหันจนเขากลิ้งลงไปในฝุ่น

และจะไม่รู้ว่าเหตุใดสายตาของกษัตริย์องค์ใหม่จึงทำให้คำสาบานง่าย ๆ กลายเป็นสิ่งหนักอึ้ง

“พิธีเริ่มเมื่อใด” เขาถาม

“เมื่อแสงแตะเสากลางท้องพระโรง”

“ข้ายังมีเวลาหนีหรือไม่”

“ข้าแจ้งคนเฝ้าประตูไว้แล้ว”

“ท่านรู้จักข้าดีขึ้นทุกวัน”

“นั่นมิใช่เรื่องน่ายินดี”

เซชัตกาจากไปพร้อมป้าย ทิ้งเมมซาฟไว้กลางเสียงอาวุธฝึก

เขามองทหารหนุ่มคนหนึ่งยกโล่ผิดมุมจนถูกกระบองแตะไหล่ หากเป็นอาวุธจริง กระดูกคงแตกไปแล้ว

“ยกขอบด้านซ้ายขึ้น!” เมมซาฟตะโกน “ศัตรูจะไม่รอให้เจ้าจัดท่าสวยก่อนฟาด!”

ทหารรีบแก้ท่า

เมมซาฟเดินเข้าไปแย่งกระบองจากคู่ฝึก ก่อนสาธิตการโจมตีใหม่ เขาขยับเร็วเกินกว่าชายหนุ่มจะตั้งตัว ปลายกระบองหยุดห่างลำคออีกฝ่ายเพียงนิ้วเดียว

“เห็นหรือไม่”

“เห็นขอรับ”

“เห็นสิ่งใด”

ทหารหนุ่มกลืนน้ำลาย “เห็นว่าท่านอารมณ์ไม่ดี”

เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบลาน

เมมซาฟลดกระบองลง

“อย่างน้อยก็มีคนหนึ่งอ่านสถานการณ์เป็น”

เขาส่งอาวุธคืน ก่อนมองไปยังเงาของเสากลางลาน

แสงกำลังเคลื่อนสูงขึ้น

เวลาใกล้มาถึงแล้ว

ท้องพระโรงวันนี้ไม่มีเบาะสีแดงอยู่กลางพื้น

หลังพิธีครั้งก่อน คนงานนำมันไปเก็บได้สำเร็จเมื่อคาลิโก้ตื่นและเดินไปหาปลาที่ครัว ตอนนี้พื้นที่ระหว่างบัลลังก์กับแถวสภาจึงว่างเปล่า เหลือเพียงเสื่อกกผืนยาวกับถาดดินสำหรับพยาน

เดนนั่งข้างเมอร์นีธ

เด็กน้อยพยายามรักษาสีหน้าเคร่งขรึม แต่เมื่อเห็นเมมซาฟเดินเข้ามา ดวงตาก็สว่างขึ้นเล็กน้อย

เมมซาฟแต่งกายเรียบกว่าปกติ

ไม่มีสร้อยแสดงตำแหน่ง ไม่มีขนนก และไม่มีเครื่องประดับซึ่งได้รับหลังเมนเธบส์ขึ้นเป็นกษัตริย์ เขาสวมเพียงผ้าลินินคาดเอว ปลอกแขนหนัง และมีดทองแดงที่ผ่านการใช้งานมานาน

ในมือคือหอกของตน

หอกเล่มนี้ไม่ได้งดงาม ด้ามไม้มีรอยบิ่นหลายแห่ง หนังซึ่งพันตรงจุดจับเปลี่ยนสีจากเหงื่อ ส่วนคมหอกทองแดงถูกลับซ้ำจนรูปทรงไม่เหมือนวันแรก

มันเคยอยู่กับเขาตอนคุ้มกันขบวนสินค้าจากเคเมต

เคยอยู่ในมือเมื่อเมนเธบส์ยังเป็นเพียงชายธรรมดา

เคยปักลงบนทรายข้างกองไฟซึ่งพวกเขานั่งหัวเราะกับหญิงต่างถิ่น

และเคยเปื้อนเลือดในวันที่ชายธรรมดาคนนั้นกลายเป็นเจ็ต

วันนี้มันจะกลายเป็นพยานของคำสาบานอีกครั้ง

เมมซาฟเดินมาหยุดกลางท้องพระโรง

เซชัตกายืนอยู่ข้างหนึ่ง ถือป้ายไม้และเชือกเส้นสั้น

อีกด้านเป็นเนเฟอร์กากับเคนู ตัวแทนสองฝ่ายซึ่งเรียกร้องพิธีนี้

อนิปเป้นั่งอยู่ใกล้เสาด้านหลัง ไม่มีตำแหน่งในพิธี แต่ไม่มีผู้ใดกล้าห้ามนางเข้ามา

คาลิโก้ไม่อยู่

เมมซาฟไม่แน่ใจว่าควรโล่งใจหรือไม่ อย่างน้อยวันนี้คงไม่มีแมวเหยียบดินปิดผนึกหรือยึดที่นั่งกลางพิธีอีก

เซชัตกาก้าวออกมา

“เมมซาฟ บุตรแห่งครอบครัวผู้ไม่มีตราราชสำนัก พระอนุชาของผู้ซึ่งภายหลังได้รับพระนามเจ็ต และหัวหน้าองครักษ์แห่งเรือนหลวง”

ถ้อยคำนั้นทำให้เมมซาฟอยากหัวเราะ

บุตรแห่งครอบครัวผู้ไม่มีตราราชสำนัก

เป็นวิธีสุภาพของเสมียนในการกล่าวว่า เขาเกิดเป็นคนธรรมดา ไม่มีบรรพชนซึ่งชื่อถูกเก็บบนภาชนะหรือสุสาน

ครั้งหนึ่งเขาคงรู้สึกอับอาย

แต่ตอนนี้กลับคิดว่าอย่างน้อยไม่มีผู้ใดนำชื่อบรรพชนของเขามาใช้ต่อรองอำนาจได้

“เจ้าถูกเรียกมาเพื่อประกาศว่ากององครักษ์จะยืนอยู่ข้างผู้ใด” เซชัตกากล่าว

เมมซาฟก้มปลายหอกลงแตะพื้น

“ข้ายืนอยู่ข้างเดน”

เสียงพึมพำดังขึ้นทันที

เนเฟอร์กามองเมอร์นีธ

เคนูมองเหล่าทหาร

ส่วนเดนเงยหน้าสูงขึ้นเล็กน้อย

เซชัตกาถามต่อ “แล้วผู้ซึ่งบริหารแผ่นดินในเวลานี้เล่า”

“ข้ารับคำสั่งจากเมอร์นีธ ตราบใดที่คำสั่งนั้นปกป้องเดนและแผ่นดิน”

เคนูขมวดคิ้ว “หมายความว่าเจ้าจะเป็นผู้ตัดสินเองหรือว่าคำสั่งใดควรเชื่อฟัง”

“ทหารทุกคนต้องตัดสินก่อนลงมือ” เมมซาฟตอบ “คำว่าเชื่อฟังไม่เคยล้างเลือดออกจากมือผู้ลงอาวุธ”

“กองทัพอยู่ไม่ได้ หากทุกคนตีความคำสั่งตามใจ”

“และแผ่นดินอยู่ไม่ได้ หากไม่มีใครกล้าปฏิเสธคำสั่งที่ผิด”

เนเฟอร์กาก้าวออกมา “เช่นนั้นเจ้าจะปฏิเสธเมอร์นีธ หากเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นภัยต่อรัชทายาทหรือไม่”

คำถามนี้เองคือเหตุผลแท้จริงของพิธี

คนทั้งห้องไม่ได้ต้องการฟังว่าเมมซาฟภักดีเพียงใด

พวกเขาต้องการรู้ว่า หากวันหนึ่งเมอร์นีธกับเดนยืนอยู่คนละฟาก เขาจะหันคมหอกไปทางใด

เมมซาฟเหลือบมองบัลลังก์

เมอร์นีธไม่ขยับ

ไม่ส่งสัญญาณ

และไม่ช่วยเขาตอบ

พระองค์ปล่อยให้หัวหน้าองครักษ์ตัดสินใจด้วยตนเองต่อหน้าทุกคน

“หากผู้ใดเป็นภัยต่อเดน” เมมซาฟกล่าวช้า ๆ “ข้าจะยืนขวางผู้นั้น”

“ไม่ว่าผู้นั้นเป็นใคร?”

“ไม่ว่าเป็นใคร”

เนเฟอร์กาไม่ละสายตา “แม้เป็นกษัตริย์?”

เมมซาฟมองตรงไปยังพระเนตรใต้เงาเครื่องหมายเหยี่ยว

“แม้เป็นกษัตริย์”

เสียงสูดหายใจดังขึ้นทั่วห้อง

องครักษ์บางคนกำด้ามอาวุธ

เคนูหันมองเมอร์นีธ

เซชัตกาหยุดมือเหนือป้าย

ส่วนเดนเบิกตากว้าง

เมอร์นีธยังคงประทับนิ่ง

จากนั้นพระองค์รับสั่งเพียงว่า

“จงจำถ้อยคำของตนไว้”

ไม่มีความโกรธในพระสุรเสียง

ไม่มีคำเตือน

และไม่มีการลงโทษ

นั่นทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียด

เมมซาฟค้อมศีรษะ “ข้าจำได้”

เซชัตกากลับมาทำหน้าที่ต่อ

“เจ้าปฏิญาณจะคุ้มครองชีวิตของเดนหรือไม่”

“ข้าปฏิญาณ”

“ป้องกันมิให้ผู้ใดนำพระองค์ออกจากราชสำนักโดยปราศจากความเห็นชอบตามข้อตกลงหรือไม่”

“ข้าปฏิญาณ”

“รักษาตราประจำพระองค์ เส้นทางเสบียง และผู้ถือข่าวซึ่งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือไม่”

“ข้าปฏิญาณ”

“หากคำสั่งของผู้มีอำนาจขัดต่อความปลอดภัยของเดน เจ้าจะเรียกร้องพยานและหลักฐานก่อนใช้กำลังหรือไม่”

เมมซาฟลังเลเล็กน้อย

เขาไม่ชอบเงื่อนไขซึ่งบังคับให้รอหลักฐานในยามคมหอกอยู่ห่างเพียงช่วงแขน

แต่หากไม่รับ ศัตรูจะกล่าวว่าเขามีสิทธิ์ใช้กำลังตามความสงสัยของตน

“หากเวลายังพอ ข้าจะเรียกพยานและตรวจหลักฐาน”

“หากเวลาไม่พอ?”

“ข้าจะปกป้องเดนก่อน และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำภายหลัง”

เซชัตกาพยักหน้า

“จงวางอาวุธ”

เมมซาฟคุกเข่าลง แล้ววางหอกบนพื้นตรงหน้าโดยให้คมหันออกจากบัลลังก์

ตามพิธีที่พวกเขากำหนดร่วมกัน เขาไม่ได้แตะรูปเทพ ไม่ได้ดื่มเลือด และไม่ได้อ้างว่าฟ้าจะลงโทษหากทรยศ

เขาเพียงวางสิ่งซึ่งใช้ฆ่าคนไว้ต่อหน้าผู้ที่ตนสัญญาจะปกป้อง

เดนลงจากเก้าอี้ไม้ตามที่ได้รับการสอน

เด็กน้อยเดินเข้ามาใกล้หอก ก่อนยื่นพระหัตถ์แตะด้ามตรงรอยหนังเก่า

“หอกนี้เป็นของท่านหรือ” เดนถาม

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านใช้มันปกป้องพระบิดาหรือไม่”

เมมซาฟรู้สึกเหมือนมีสิ่งหนึ่งกดลงกลางอก

“เคยใช้”

“แล้วเหตุใดพระบิดายังสิ้นพระชนม์”

ไม่มีผู้ใดเตรียมคำตอบให้คำถามนี้

สภาเงียบลง

อนิปเป้หลุบตา

แม้แต่เซชัตกาก็ไม่กล้าขยับปลายกกบนป้าย

เมมซาฟมองเด็กตรงหน้า

เขาอาจกล่าวว่าแผลของเจ็ตเล็กเกินกว่าจะคาดว่าจะคร่าชีวิต

อาจโทษอาวุธปนเปื้อน

โทษศัตรู

โทษผู้รักษา

หรือโทษตนเอง

แต่คำสาบานซึ่งเริ่มต้นด้วยคำโกหกย่อมไม่มีค่าแม้แต่ในวันนี้

“เพราะข้าไม่สามารถปกป้องทุกคนได้ทุกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”

ดวงตาของเดนสั่นไหว

“เช่นนั้นท่านก็อาจปกป้องข้าไม่ได้”

“อาจเป็นเช่นนั้น”

เสียงพึมพำดังจากแถวหลัง แต่เมมซาฟไม่สนใจ

“ข้าปฏิญาณว่าจะทำทุกสิ่งที่ข้าทำได้” เขากล่าว “ไม่ได้ปฏิญาณว่าข้าแข็งแกร่งกว่าความตาย”

เดนมองเขาอยู่นาน

“คนอื่นมักบอกว่าจะไม่ยอมให้ข้าเป็นอะไร”

“คนอื่นอยากให้ฝ่าพระบาทไม่กลัว”

“แล้วท่านไม่อยากหรือ”

“อยาก แต่ความกล้าซึ่งเกิดจากคำโกหกพังง่ายเกินไป”

เด็กน้อยก้มมองมือของตนบนด้ามหอก

“ถ้าวันหนึ่งท่านปกป้องข้าไม่ได้ ข้าต้องทำอย่างไร”

“เรียนรู้ให้มากพอจะปกป้องพระองค์เอง และอย่าอยู่ลำพังจนเกินไป”

เดนพยักหน้าอย่างช้า ๆ

เซชัตกานำเชือกเส้นสั้นมาผูกกับด้ามหอก ก่อนหุ้มปมด้วยดินชื้น เขาใช้ตราซึ่งมีพระนามเดนอยู่ตรงกลางกลิ้งผ่านดิน แล้วให้เมมซาฟกดรอยนิ้วหัวแม่มือลงข้างรอยตรา

ป้ายไม้ถูกผูกติดกับเชือก

คำสาบานจึงมีรูปร่างซึ่งคนอื่นมองเห็นได้

มันไม่เก็บทุกถ้อยคำ

ไม่เก็บความลังเล

และไม่เก็บแววตาของผู้คนในห้อง

แต่มันยืนยันว่า ในวันนี้ เมมซาฟวางอาวุธต่อหน้าเดนและยอมให้พระนามของเด็กผูกอยู่กับหอกของตน

เดนปล่อยมือ

เมมซาฟรับหอกกลับขึ้นมา

พิธีควรสิ้นสุดตรงนั้น

แต่เคนูกลับก้าวออกมา

“แล้วกององครักษ์เล่า” เขาถาม “ทหารเหล่านั้นปฏิญาณต่อเมมซาฟ ต่อเดน หรือต่อเมอร์นีธ”

เมมซาฟลุกขึ้นยืน

“พวกเขาปฏิญาณปกป้องเรือนหลวงและผู้สืบทอด”

“หากเจ้าสั่งให้พวกเขาขัดคำสั่งกษัตริย์?”

“พวกเขาต้องตรวจว่าตราใดอยู่บนคำสั่ง”

“ในสนามรบไม่มีเวลาตรวจดินทุกก้อน”

“เช่นนั้นเจ้าควรฝึกคนของเจ้าให้จำผู้ส่งสาร เส้นทาง และปมเชือก ไม่ใช่ดูเพียงรอยตรา”

เคนูยิ้มบาง “เจ้าพูดเหมือนยังคุ้มกันขบวนสินค้า”

“แผ่นดินก็ไม่ต่างจากขบวนใหญ่ หากคนข้างหน้าวิ่งเร็วเกินไป คนข้างหลังจะหลงทาง หากเสบียงไม่ถึง ทุกคนก็ตาย”

“กษัตริย์มิใช่หัวหน้าขบวน”

เมมซาฟเหลือบมองบัลลังก์ “พี่ชายข้าเคยเป็นทั้งสองอย่าง”

เคนูไม่มีคำตอบทันที

ชื่อเดิมของเจ็ตยังมีอำนาจในหมู่ทหาร โดยเฉพาะผู้ที่รู้ว่ากษัตริย์ผู้ล่วงลับเคยเดินเท้า แบกน้ำ และนอนบนพื้นเช่นเดียวกับพวกเขา

เมอร์นีธรับสั่งขึ้น

“ให้หัวหน้าทุกกองกล่าวคำสาบานต่อเดนและหน้าที่ของตน มิใช่ต่อเมมซาฟ”

เคนูหันกลับไปยังบัลลังก์ “แล้วต่อพระองค์เล่า”

“พวกเขารับคำสั่งจากข้าเพราะตราและหน้าที่ ไม่จำเป็นต้องสาบานความรักหรือความภักดีต่อบุคคล”

คำว่า “ความรัก” ทำให้เมมซาฟเงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

เมอร์นีธไม่ได้มองเขา

พระองค์ทอดพระเนตรทหารทั้งหมด

“ผู้ปกครองซึ่งต้องให้ทุกคนสาบานว่าจะรักตน ย่อมรู้ดีว่าตนยังไม่ได้รับสิ่งนั้น”

เนเฟอร์กาค้อมศีรษะเล็กน้อย “แต่คำสาบานต่อพระองค์จะทำให้คำสั่งมั่นคงขึ้น”

“คำสั่งควรมั่นคงเพราะสิ่งที่มันปกป้อง มิใช่เพราะชื่อของผู้พูด”

“แล้วหากคนไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พระองค์คิดว่าควรปกป้อง?”

“ให้เขานำหลักฐานมา”

คำตอบกลับไปยังสิ่งเดิมเสมอ

หลักฐาน

พยาน

ตรา

จำนวนสิ่งของ

ผลซึ่งเกิดกับคน

เมมซาฟไม่รู้ว่าเมอร์นีธเรียนรู้วิธีคิดเช่นนี้มาจากผู้ใด

หรือบางทีเขารู้ แต่ไม่ยอมให้ตนเองกล่าวออกมา

พิธีสิ้นสุดลงเมื่อแสงอาทิตย์เคลื่อนพ้นเสากลาง

ผู้คนทยอยออกจากท้องพระโรง พร้อมเรื่องเล่าหลายรูปแบบซึ่งคงแพร่ไปทั่วเมืองก่อนเย็น

บางคนจะเล่าว่าเมมซาฟขู่ว่าจะหันอาวุธใส่กษัตริย์

บางคนจะกล่าวว่าเมอร์นีธยอมรับให้หัวหน้าองครักษ์ตรวจสอบพระอำนาจ

บางคนจะเชื่อว่าเดนผูกหอกของพระปิตุลาไว้กับพระนามตน

และบางคนอาจเห็นว่านี่คือหลักฐานว่าเมมซาฟกำลังเตรียมยึดกองทหารจากเมอร์นีธ

คำสาบานเดียวกันสามารถเป็นได้ทั้งความภักดีและคำเตือน

ขึ้นอยู่กับผู้ใดเป็นคนเล่า

คืนนั้น เมมซาฟถูกเรียกไปยังห้องด้านหลังท้องพระโรง

ห้องนี้เล็กกว่าพื้นที่ประชุมมาก มีเพียงโต๊ะไม้เตี้ย ตะเกียงน้ำมันหนึ่งดวง และช่องลมซึ่งเปิดไปยังลานด้านใน ผนังอิฐไม่ได้ฉาบจนเรียบ รอยนิ้วของคนงานยังปรากฏอยู่บางก้อน

เมอร์นีธประทับยืนหันพระปฤษฎางค์ให้ประตู

บนโต๊ะมีป้ายคำสาบานฉบับตัวอย่าง และตราของเจ็ตซึ่งยังเก็บไว้ในห่อผ้า

ไม่มีเดน

ไม่มีเซชัตกา

ไม่มีพยาน

เมมซาฟปิดประตู แต่ไม่ได้ลงกลอน

“พระองค์เรียกข้ามา”

“เจ้าไม่พอใจพิธี”

“ข้าไม่ชอบพูดสิ่งซึ่งควรพิสูจน์ด้วยการกระทำ”

“แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีเวลารอให้เจ้าพิสูจน์ทั้งชีวิต”

“แล้วพระองค์พอพระทัยหรือ ที่ข้ากล่าวว่าจะหันอาวุธใส่แม้แต่กษัตริย์”

“หากข้าเป็นภัยต่อเดน นั่นคือสิ่งที่เจ้าควรทำ”

คำตอบมาเร็วเกินไป

เมมซาฟมองร่างใต้ผ้าลินิน

“พระองค์พูดเหมือนไม่กลัวข้า”

“ข้าควรกลัวหรือ”

“ทุกคนในสภาคิดว่าข้าคุมองครักษ์มากพอจะเปลี่ยนผู้ที่นั่งบนบัลลังก์”

“เจ้าทำได้หรือไม่”

เมมซาฟเงียบไป

หากเขาออกคำสั่งในคืนนี้ องครักษ์จำนวนหนึ่งจะทำตามเพราะเป็นน้องชายของเจ็ต อีกส่วนอาจลังเล และบางคนอาจยืนข้างเมอร์นีธ

เขาอาจเปิดประตูให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

อาจจับกุมขุนนาง

อาจนำเดนออกจากเมือง

หรืออาจทำให้แผ่นดินแตกออกอีกครั้งภายในคืนเดียว

“อาจทำได้” เขาตอบ

“แต่เจ้าจะไม่ทำ”

“พระองค์แน่พระทัยอีกแล้ว”

“หากต้องการบัลลังก์ เจ้าคงไม่รอให้ข้านั่งบนมันก่อน”

เมมซาฟหัวเราะในลำคอ “บางทีข้าอาจไม่ฉลาดพอคิดได้ทัน”

“นั่นก็เป็นไปได้”

เขาเงยหน้าขึ้นทันที

น้ำเสียงราบเรียบจนไม่รู้ว่าพระองค์กล่าวจริงหรือกำลังล้อ

ท่าทางเช่นนี้อีกแล้ว

วิธีพูดซึ่งทำให้เขาอยากเถียงและอยากหัวเราะในเวลาเดียวกัน วิธีเดียวกับที่หญิงผู้หนึ่งเคยใช้ดึงเขาออกจากความโกรธ โดยไม่ยอมปลอบตรง ๆ

เมมซาฟถอดหอกออกจากบ่า

เขาวางมันลงบนพื้นระหว่างตนกับเมอร์นีธ

คมหอกหันออกไปทางผนัง

ด้ามอยู่ใกล้พระบาทของพระองค์

ส่วนกลางของอาวุธพาดขวางช่องว่างระหว่างทั้งคู่

เมอร์นีธทอดพระเนตรหอก

“เจ้าทำสิ่งใด”

“ต่อหน้าสภา ข้าวางอาวุธต่อหน้าเดน”

“ข้าเห็น”

“แต่คำถามของพวกเขาไม่ได้มีเพียงเรื่องเดน”

พระองค์ไม่ตอบ

เมมซาฟมองหอกบนพื้น

“หากข้าวางอาวุธระหว่างเรา พระองค์จะตีความว่าอย่างไร”

“อาจเป็นเส้นซึ่งเตือนว่าเจ้าไม่ไว้ใจข้า”

“หรือ?”

“อาจหมายความว่าเจ้ามอบอาวุธให้ข้า”

“หรืออาจหมายความว่า หากมีผู้เข้ามาทางประตู เราทั้งคู่เอื้อมถึงมันได้”

“เจ้าต้องการให้ข้าเลือกคำตอบใด”

เมมซาฟเงยหน้าสบพระเนตร

“ข้าไม่รู้”

ความจริงนั้นออกจากปากเขาเบากว่าคำสาบานทั้งหมดในตอนกลางวัน

“ข้าไม่รู้ว่าพระองค์ต้องการให้ข้าเป็นอะไร ไม่รู้ว่าควรยืนใกล้เพียงใด และไม่รู้ว่าความเงียบของพระองค์หมายถึงไว้ใจหรือเตือนให้ข้าอย่าถาม”

เมอร์นีธประทับนิ่ง

แสงตะเกียงสะท้อนพระเนตร แต่ไม่เผยสิ่งซึ่งอยู่หลังแววนั้น

“เจ้าปฏิญาณต่อเดนแล้ว” พระองค์รับสั่ง “นั่นเพียงพอ”

“สำหรับแผ่นดินอาจเพียงพอ”

“แล้วสำหรับเจ้าล่ะ”

เมมซาฟเม้มริมฝีปาก

คำตอบที่แท้จริงอันตรายเกินกว่าจะกล่าว

หากเขาบอกว่าต้องการรู้ว่าพระองค์คือใคร นั่นจะเป็นคำถามซึ่งอาจพังทุกสิ่ง

หากบอกว่าไม่สำคัญ เขาก็กำลังโกหก

เขาจึงคุกเข่าลง มือหนึ่งวางบนด้ามหอก

“สำหรับข้า สิ่งนี้เพียงพอในคืนนี้”

เมอร์นีธทอดพระเนตรเขาอยู่นาน ก่อนก้าวข้ามหอกมาอีกด้าน

พระองค์ไม่ได้หยิบอาวุธ

ไม่ได้เตะมันกลับ

และไม่ได้สั่งให้เขานำออกไป

เพียงประทับยืนอยู่ฝั่งเดียวกับเขา

ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงช่วงแขน

เมมซาฟได้ยินเสียงลมหายใจของตนเองชัดกว่าลมที่ลอดช่องผนัง เขามองพระหัตถ์ในถุงผ้าสีดำซึ่งวางอยู่ข้างพระวรกาย หากยื่นมือออกไป เขาอาจสัมผัสมันได้

แต่เขาไม่ทำ

เมอร์นีธรับสั่งเบา ๆ

“พรุ่งนี้ไปตรวจองครักษ์ฝั่งท่าน้ำ มีผู้เปลี่ยนเวรโดยไม่ผ่านเจ้า”

ช่วงเวลาคลุมเครือสิ้นสุดลงทันที

กลับมาเหลือเพียงกษัตริย์กับหัวหน้าองครักษ์

คำสั่งกับผู้รับคำสั่ง

และอันตรายซึ่งยังซ่อนอยู่ในราชสำนัก

เมมซาฟลุกขึ้น “ผู้ใดอนุญาต”

“ป้ายใช้รอยของรองหัวหน้าเวร แต่ปมเชือกผูกผิดด้าน”

“พระองค์เห็นจากที่ใด”

“ป้ายส่งน้ำมันเมื่อเย็น”

“มีคนต้องการเปิดทางที่ท่าน้ำ”

“หรือกำลังทดสอบว่าเราตรวจละเอียดเพียงใด”

เมมซาฟหยิบหอกขึ้นพาดบ่าอีกครั้ง

“ข้าจะจัดการ”

เขาหันไปทางประตู ก่อนหยุด

“เรื่องหอกเมื่อครู่—”

“ไม่มีพยาน”

เมอร์นีธตอบ

“ไม่มีป้าย ไม่มีรอยตรา และไม่มีผู้ใดบันทึกว่าเจ้าวางมันอย่างไร”

เมมซาฟมองพระองค์

ถ้อยคำเหล่านั้นอาจหมายความว่า เหตุการณ์นี้ไม่สำคัญพอจะจดจำ

หรืออาจหมายความว่า พระองค์ยินดีปล่อยให้มันอยู่ระหว่างคนสองคน โดยไม่ยอมให้ราชสำนักหรือประวัติศาสตร์เข้ามาตีความ

เขาค้อมศีรษะ

“ราตรีสงบ องค์เหนือหัว”

“ไปทำให้มันสงบเถิด”

เมมซาฟเปิดประตูออกไป

เขาไม่เห็นว่า หลังประตูปิด เมอร์นีธทอดพระเนตรตำแหน่งซึ่งหอกเคยวางอยู่นานเพียงใด

ไม่มีผู้ใดอยู่ในห้องเพื่อเป็นพยาน

ไม่มีเสมียนบันทึก

และไม่มีรอยใดหลงเหลือบนพื้นอิฐ

เช้าวันต่อมา ผู้คนจึงรู้เพียงคำสาบานซึ่งเมมซาฟกล่าวต่อหน้าเดน

ไม่มีใครรู้เรื่องอาวุธที่เขาวางระหว่างตนกับเมอร์นีธ

หากรู้ บางคนอาจเรียกมันว่าเส้นแบ่ง

บางคนอาจเรียกคำเตือน

บางคนอาจเรียกการยอมจำนน

หรืออาจมองว่าเป็นคำสาบานอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องอาศัยถ้อยคำ

แต่สำหรับสองคนซึ่งอยู่ในห้องนั้น—

ไม่มีผู้ใดเอ่ยชื่อให้มันเลย

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต