Kamelessia Stories
ปก ฟาโรห์ผู้เลอโฉมกลับไปที่นิยายฟาโรห์ผู้เลอโฉม
ตอนที่ 7

พระพักตร์หลังผ้าลินิน

ข่าวลือมีน้ำหนักเบากว่าฝุ่น

แต่มันลอดผ่านประตูได้ง่ายกว่าโจร และเมื่อเข้าไปอยู่ในใจผู้คนแล้ว ต่อให้ใช้กำแพงอิฐหนาเพียงใดก็ขังมันไว้ไม่ได้

สามวันหลังการเปิดคลังของเจ็ต ผู้คนทั่วอไบดอสต่างมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเมอร์นีธเป็นของตนเอง

คนเฝ้าท่าน้ำกล่าวว่า พระองค์เคยเป็นเสมียนจากเมืองเหนือ

หญิงทำขนมปังเชื่อว่าเป็นผู้รักษาจากแดนไกล

ทหารบางคนว่าเป็นหัวหน้ากองลับของเจ็ต

ส่วนในตลาด มีคนสาบานว่าเมอร์นีธไม่มีพระพักตร์อยู่ใต้ผ้าคลุมเลย

“หากไม่มีพระพักตร์ พระองค์จะเสวยอาหารอย่างไร”

เด็กชายคนหนึ่งถามขึ้นกลางวงสนทนา

หญิงขายหัวหอมตอบทันทีว่า “กษัตริย์ไม่จำเป็นต้องกินเหมือนเรา”

“แต่ข้าเคยเห็นคนส่งขนมปังเข้าเรือนหลวง”

“อาจเป็นของแมว”

“แมวตัวเดียวกินขนมปังได้วันละยี่สิบก้อนหรือ”

“ตัวนั้นดูไม่ใช่แมวธรรมดา”

เรคายืนฟังอยู่ไม่ไกล ขณะตรวจแนวกั้นของลานแจกเสบียง เขาไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือจับคนเหล่านั้นแยกออกจากกัน

ท้ายที่สุดจึงทำเพียงกระแทกด้ามหอกกับพื้น

“หากพวกเจ้ามีแรงพูดเรื่องพระพักตร์กษัตริย์ ก็มีแรงช่วยยกตะกร้า”

วงสนทนาแตกออกทันที

หญิงขายหัวหอมกลับไปจัดสินค้า เด็กชายวิ่งไปช่วยมารดา ส่วนชายสองคนซึ่งยืนฟังทำเป็นสนใจเชือกมัดรั้วขึ้นมาอย่างกะทันหัน

เรคาส่ายหน้า

ก่อนเมอร์นีธขึ้นครองอำนาจ ผู้คนอยากรู้ว่าใครจะเปิดคลังและหยุดกองกบฏ

หลังประตูคลังเปิด พวกเขากลับอยากรู้ว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่ใต้ผ้าลินิน

มนุษย์ไม่เคยทนอยู่กับความสงบได้นาน

วันนี้เมอร์นีธจะเสด็จออกมารับฟังผู้แทนจากสามชุมชนซึ่งได้รับข้าวจากคลังตอนใต้ พิธีมิได้ใหญ่โต มีเพียงลานดินอัดแน่น ร่มเงาจากผ้าทอขึงบนเสาไม้ และแท่นเตี้ยสำหรับเดนกับเมอร์นีธ

ด้านหนึ่งของลานวางตะกร้าขนมปัง

อีกด้านมีไหเบียร์อ่อนสำหรับคนงาน

ตรงกลางเป็นภาชนะตวงเมล็ดพืชซึ่งจะใช้แสดงจำนวนที่แต่ละชุมชนได้รับ

ไม่มีทองคำ

ไม่มีหินแกะสลักขนาดใหญ่

และไม่มีสิ่งใดคล้ายพิธีของเทพเจ้า

แต่มีผู้คนมารวมตัวมากกว่าที่คาดเกือบสองเท่า

หลายคนไม่ได้มาขอบคุณเรื่องอาหาร

พวกเขามาเพื่อดูเมอร์นีธ

“ข้าไม่ชอบจำนวนคน” เมมซาฟกล่าว

หัวหน้าองครักษ์เดินมาตรวจแนวกั้นเป็นรอบที่สาม ดวงตากวาดผ่านฝูงชน มือขวาวางบนด้ามมีดทองแดง

เรคาตอบว่า “ถ้าปิดลาน คนจะยิ่งคิดว่าพระองค์กลัวให้เห็น”

“ข้ากลัวมีด มิได้กลัวสายตา”

“เราให้ทุกคนวางอาวุธก่อนเข้ามาแล้ว”

“เศษหินฆ่าคนได้ เชือกรัดคอได้ แม้แต่ภาชนะตวงนั่น หากฟาดถูกขมับก็ทำให้คนตายได้”

เรคามองภาชนะไม้ตรงกลางลาน

“ท่านต้องการให้ทุกคนเข้าพิธีโดยเปลือยกายหรือ”

“ไม่ช่วย ใครบางคนอาจมีศีรษะแข็งพอใช้เป็นอาวุธ”

ทหารชราหลุดหัวเราะ

เมมซาฟไม่ขำด้วย

เขาตรวจคนทุกแถวละเอียดกว่าปกติ สั่งให้องครักษ์ยืนกระจายแทนการรวมตัวอยู่ข้างแท่น และเปลี่ยนคนเฝ้าประตูในนาทีสุดท้ายโดยไม่แจ้งผู้ใด

เรคาเคยร่วมศึกกับเขาหลายครั้ง จึงมองออกว่าเมมซาฟไม่ได้เพียงระวัง

เขากำลังหวาดกลัว

ไม่ใช่กลัวตายด้วยตนเอง แต่กลัวว่าจะมีคนเข้าถึงเมอร์นีธหรือเดนก่อนเขา

“ท่านคิดว่าจะมีผู้ลงมือวันนี้หรือ” เรคาถาม

“ข้าคิดว่าคนลงมือชอบวันที่มีฝูงชน เพราะความวุ่นวายช่วยซ่อนทั้งทางเข้าและทางหนี”

“เราไม่พบข่าวเรื่องอาวุธ”

“คนซึ่งพูดมากเรื่องพระพักตร์อาจไม่ต้องการอาวุธ”

เรคาขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”

เมมซาฟมองผ้าคลุมแท่นพิธีซึ่งไหวตามลม

“บางครั้งสิ่งที่ศัตรูต้องการทำลายไม่ใช่ชีวิต แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนยอมรับชีวิตนั้น”

ก่อนเรคาจะถามต่อ เสียงไม้เคาะพื้นสามครั้งก็ดังขึ้น

บทสนทนาทั้งลานเงียบลง

เดนเสด็จออกมาก่อน พระองค์สวมผ้าลินินสีขาว มีตราพระนามห้อยอยู่กลางพระอุระ เด็กน้อยพยายามเดินช้าและนิ่งตามที่ได้รับการสอน แม้พระบาทข้างหนึ่งเกือบสะดุดขอบเสื่อ

อนิปเป้เดินอยู่ด้านหลังในฐานะผู้ดูแลเดน นางไม่สวมเครื่องประดับราชสำนัก มีเพียงผ้าคลุมสีทรายกับไม้เท้าธรรมดา ทำให้ดูคล้ายแม่เฒ่าจากชุมชนมากกว่าผู้มีสิทธิ์เข้าใกล้รัชทายาท

จากนั้นเมอร์นีธจึงปรากฏ

เสียงกระซิบไหลผ่านฝูงชนเหมือนลมผ่านต้นกก

พระองค์สวมฉลองพระองค์ลินินสีอ่อน ทบซ้อนจนไม่เห็นรูปพระวรกาย ผ้าคลุมศีรษะทอดต่ำปิดด้านข้างของพระพักตร์ เครื่องประดับหน้าผากรับแสงจนเกิดเงาทาบเหนือพระเนตร

ไม่มีผู้ใดมองเห็นพระพักตร์ครบถ้วน

เรคาได้ยินหญิงข้างแนวกั้นกระซิบว่า

“พระเนตรเหมือนนางจริง ๆ”

คนข้างกายถาม “เหมือนใคร”

หญิงนั้นไม่ตอบ

เมมซาฟหันไปทางต้นเสียง แต่ฝูงชนเบียดกันแน่นจนไม่รู้ว่าผู้ใดพูด

เมอร์นีธประทับยืนข้างเดน มิได้นั่งบนแท่นสูง พระองค์ให้ผู้แทนชุมชนยืนระดับเดียวกัน และสั่งนำตะกร้าธัญพืชมาวางตรงกลางเพื่อให้ทุกคนเห็นว่าจำนวนซึ่งบันทึกบนป้ายตรงกับของจริง

ผู้แทนชุมชนคนแรกเป็นชายสูงวัย เขาค้อมศีรษะต่อเดน ก่อนกล่าวว่า

“ข้าวซึ่งได้รับช่วยให้พวกเราผ่านไปได้อีกหลายวัน แต่หากร่องน้ำด้านตะวันออกยังอุดตัน เมล็ดพันธุ์ที่เหลืออาจไม่มีประโยชน์”

เมอร์นีธรับสั่งถาม “ต้องใช้คนเท่าใดจึงเปิดร่องน้ำได้”

“ยี่สิบคน หากดินไม่ถล่มเพิ่ม”

“ชุมชนเจ้ามีแรงงานเท่าใด”

“สิบสองคน ที่เหลือต้องเฝ้านากับดูแลเด็ก”

“อีกสองชุมชนใช้ร่องน้ำเดียวกันหรือไม่”

ผู้แทนสองคนพยักหน้า

เมอร์นีธจึงให้เซชัตกานำป้ายไม้มา บันทึกจำนวนแรงงานจากแต่ละชุมชน พร้อมส่วนอาหารซึ่งคนทำงานจะได้รับ

ไม่มีถ้อยคำว่าพระองค์ประทานความเมตตา

ไม่มีการอ้างว่าเมล็ดข้าวเป็นของขวัญจากบัลลังก์

และไม่มีคำสั่งให้ผู้ใดหมอบกราบ

พระองค์เพียงถามว่าต้องใช้คนเท่าใด อาหารเท่าใด และเสร็จภายในกี่วัน

เรคาสังเกตว่าฝูงชนส่วนหนึ่งเริ่มเลิกสนใจผ้าคลุม แล้วหันไปฟังเรื่องร่องน้ำแทน

แต่ไม่ใช่ทุกคน

ชายผู้หนึ่งยืนอยู่แถวที่สี่ตรงด้านซ้าย เขาสวมผ้าหยาบเปื้อนฝุ่นเหมือนคนงานทั่วไป ไหล่แคบ มือมีรอยแตก และก้มหน้าอยู่ตลอดเวลา

ไม่มีอาวุธ

ไม่มีเครื่องประดับ

ไม่มีสิ่งใดทำให้ดูต่างจากผู้คนรอบข้าง

แต่เขาไม่เคยมองตะกร้าข้าว

ดวงตาจับอยู่ที่ผ้าคลุมพระพักตร์ของเมอร์นีธเพียงจุดเดียว

เรคาขยับเข้าไปใกล้เมมซาฟ

“ชายเสื้อขาดตรงไหล่ซ้าย”

เมมซาฟไม่หันไปมองทันที

“เห็นแล้ว”

“ให้นำออกหรือไม่”

“ยัง เขาอาจเพียงอยากเห็นกษัตริย์”

“ทุกคนก็อยากเห็น”

“แต่คนอื่นกะพริบตาบ้าง”

พวกเขาเปลี่ยนตำแหน่งองครักษ์สองนายอย่างเงียบ ๆ

พิธีดำเนินต่อ

เดนได้รับมอบขนมปังก้อนเล็กจากตัวแทนชุมชนตามธรรมเนียมแห่งการตอบแทน เด็กน้อยหันไปหาเมอร์นีธราวถามว่าควรทำอย่างไร

“รับไว้” พระองค์บอก “แล้วแบ่งกับคนเฝ้าร่องน้ำ”

เดนรับขนมปัง ก่อนหักครึ่งด้วยพระหัตถ์ตนเอง ส่วนหนึ่งส่งให้ตัวแทนชุมชน อีกส่วนให้ทหารซึ่งยืนใกล้ที่สุด

เสียงชื่นชมดังขึ้นเบา ๆ

ในจังหวะนั้นเอง หญิงคนหนึ่งด้านหน้าทำตะกร้าหล่น

เมล็ดข้าวกระจายบนพื้น

ผู้คนหันไปมอง

องครักษ์ตรงแนวกั้นก้มลงช่วยกันคนมิให้เหยียบอาหาร

ชายเสื้อขาดเริ่มเคลื่อนไหว

เขาไม่ได้วิ่งตรงเข้าหาแท่น แต่เบียดไปตามช่องซึ่งเกิดจากคนหลบเมล็ดข้าว ก่อนมุดใต้เชือกกั้นในจุดที่ทหารหันหลัง

“หยุด!”

เรคาตะโกน

ชายคนนั้นพุ่งต่อ

มือของเขาว่างเปล่า ไม่มีมีด ไม่มีหิน และไม่มีอาวุธซ่อนอยู่ เขาผ่านองครักษ์นายแรกได้เพราะอีกฝ่ายลังเล ไม่แน่ใจว่าจะใช้หอกกับคนมือเปล่าหรือไม่

เมมซาฟไม่ลังเล

เขาก้าวลงจากข้างแท่น ขวางชายคนนั้นก่อนถึงเมอร์นีธเพียงสองช่วงแขน

แต่คนร้ายไม่ได้โจมตีเขา

ชายผู้นั้นทิ้งตัวลงกับพื้น หลบแขนของเมมซาฟ แล้วเหวี่ยงมือไปคว้าชายผ้าคลุมของเมอร์นีธ

ปลายนิ้วสัมผัสผ้าลินิน

เขากระชากสุดแรง

ผ้าชั้นนอกหลุดจากหมุดตรงพระอังสาข้างหนึ่ง เผยแนวผ้าชั้นในกับผิวบริเวณข้างพระศอเพียงชั่วขณะ แต่ก่อนมันจะเปิดออกมากกว่านั้น เมมซาฟก็คว้าข้อมือคนร้ายแล้วบิดกลับ

เสียงกระดูกดังกรอบ

ชายคนนั้นร้องลั่น

เมมซาฟกระแทกเขาลงกับพื้น เข่ากดกลางหลัง มืออีกข้างชักมีดทองแดงออกจากเอว

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนฝูงชนเพิ่งเริ่มส่งเสียงแตกตื่น

องครักษ์ตั้งแนวปิดล้อม

เรคากับทหารอีกสองนายบังเดน

อนิปเป้ดึงเด็กน้อยเข้าหาตัว

ส่วนเมอร์นีธยังประทับยืนอยู่ที่เดิม

ผ้าคลุมชั้นนอกห้อยอยู่ข้างพระอังสา แต่ผ้าชั้นในยังบดบังพระพักตร์กับพระวรกาย

ไม่มีผู้ใดเห็นสิ่งซึ่งคนร้ายต้องการเปิดเผย

เมมซาฟยกมีดขึ้น

“ใครส่งเจ้ามา”

ชายใต้เข่าหอบหายใจ ใบหน้าแนบกับพื้นดิน

“ไม่มีใคร”

“เจ้ากระชากผ้าของกษัตริย์ต่อหน้าทหารทั้งลาน แล้วอยากให้ข้าเชื่อว่าไม่มีผู้ใดส่งมา?”

“ข้าเพียงต้องการเห็น!”

“เห็นสิ่งใด”

“เห็นว่าใต้ผ้านั้นเป็นใคร!”

เสียงของเขาดังพอให้ฝูงชนรอบลานได้ยิน

ความวุ่นวายค่อย ๆ ลดลง กลายเป็นความเงียบอันน่ากลัว

ชายคนนั้นหัวเราะทั้งที่ข้อมือบิดผิดรูป

“พวกเจ้าค้อมศีรษะให้ใครก็ไม่รู้! ไม่มีบ้านเกิด ไม่มีบรรพชน ไม่มีผู้ใดเคยเห็นพระพักตร์ หากเปิดผ้าออก ทุกคนก็จะรู้ว่าตนถูกหลอก!”

เมมซาฟกดเข่าหนักขึ้น

“ข้าไม่จำเป็นต้องเปิดผ้าของผู้ใดเพื่อรู้ว่าใครกำลังโกหก”

ปลายมีดเลื่อนไปใกล้ลำคอคนร้าย

เรคาเห็นเส้นเลือดตรงขมับหัวหน้าองครักษ์เต้นแรง

หากไม่มีผู้ใดหยุด เมมซาฟอาจฆ่าชายคนนี้กลางลาน

“พอ”

พระสุรเสียงของเมอร์นีธดังขึ้น

เมมซาฟไม่ขยับ

“เขาแตะพระองค์”

“ข้าเห็น”

“เขาอาจมีเข็มพิษซ่อนอยู่”

“ตรวจตัวแล้วค่อยตัดสิน”

“หากข้าปล่อย เขาอาจ—”

“เมมซาฟ”

ครั้งนี้พระองค์เรียกเพียงชื่อ

มือซึ่งถือมีดชะงัก

เมมซาฟหันไปมองพระเนตรใต้ผ้าคลุม ความโกรธยังชัดเจนบนใบหน้า แต่หลังความเงียบสองลมหายใจ เขาก็ลดคมมีดลง

“มัดเขา” เขาสั่งทหาร “ตรวจทั้งเสื้อผ้า ปาก ผม และฝ่าเท้า”

องครักษ์สองนายเข้ารับตัว

เรคาปล่อยให้คนอื่นคุ้มกันเดน แล้วเดินเข้าไปช่วยตรวจ ไม่มีเข็ม ไม่มีพิษ ไม่มีใบมีด พบเพียงเศษเชือก ป้ายดินแตก และเมล็ดข้าวบาร์เลย์ห่ออยู่ในชายผ้า

ชายคนนั้นถูกมัดมือไว้ด้านหน้าเพราะข้อมืออีกข้างบาดเจ็บ

“ชื่อ” เรคาถาม

“เคบ”

“ทำงานที่ใด”

“ยกของตรงท่าน้ำตะวันตก”

“ผู้ใดบอกให้เจ้าทำ”

“ไม่มีใคร”

เมมซาฟก้าวเข้ามา

เคบหดตัวโดยไม่รู้ตัว

“ถ้ายังตอบเช่นนั้น” หัวหน้าองครักษ์กล่าว “ข้าจะเริ่มคิดว่าข้อมืออีกข้างไม่จำเป็น”

“เมมซาฟ” เมอร์นีธเตือน

พระองค์ทรงจัดผ้าชั้นนอกกลับเข้าที่ด้วยพระหัตถ์ของตนเอง หมุดตรงพระอังสาหลุดหายไป ทำให้ต้องถือชายผ้าไว้ชั่วคราว

เมมซาฟมองผ้าซึ่งเกือบถูกเปิด ก่อนกำมือแน่น

“พระองค์ควรเสด็จกลับด้านใน”

“หากข้าเสด็จหนีตอนนี้ ผู้คนจะจำเพียงว่าชายคนหนึ่งแตะผ้าคลุมแล้วกษัตริย์หลบซ่อน”

“สิ่งที่พวกเขาจำไม่สำคัญเท่าความปลอดภัย”

“วันนี้ทั้งสองอย่างคือเรื่องเดียวกัน”

เมอร์นีธหันกลับไปยังฝูงชน

ผู้คนยังเบียดกันอยู่หลังแนวกั้น ไม่มีใครกล้าออกจากลาน ทหารเฝ้าทางออกไว้เพื่อป้องกันผู้ร่วมมือหลบหนี แต่ผลของมันทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกขัง

พระองค์เสด็จกลับไปประทับข้างเดน

ผ้าคลุมยังปิดพระพักตร์

เงาเครื่องหมายเหยี่ยวยังคงอยู่

และไม่มีการเปิดเผยสิ่งใด

“พิธีดำเนินต่อ” เมอร์นีธรับสั่ง

เซชัตกามองพระองค์อย่างไม่แน่ใจ “องค์เหนือหัว—”

“เมล็ดข้าวบนพื้นยังต้องนับใหม่ ร่องน้ำยังต้องใช้แรงงาน และผู้แทนชุมชนที่สามยังไม่ได้กล่าว”

ไม่มีผู้ใดโต้แย้ง

คนงานเก็บเมล็ดข้าวซึ่งกระจาย

ทหารกลับเข้าตำแหน่ง

ผู้แทนคนสุดท้ายก้าวออกมาด้วยขาสั่น

พิธีเริ่มต่อจากจุดเดิม

แต่บรรยากาศไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ผู้คนไม่ได้จ้องผ้าคลุมด้วยความอยากรู้อย่างเดียว หากเริ่มมองมันเป็นสิ่งซึ่งมีคนพร้อมเสี่ยงชีวิตเพื่อเปิดออก

และยิ่งมีผู้ต้องการเห็น—

สิ่งที่ซ่อนอยู่ก็ยิ่งมีอำนาจ

เคบถูกนำไปยังห้องเก็บเครื่องมือหลังเรือนหลวง

ไม่มีโซ่เหล็ก มีเพียงเชือกป่านผูกข้อเท้ากับเสาไม้ ทหารเฝ้าสองนายยืนอยู่หน้าประตู ส่วนอนิปเป้เข้ามาจัดข้อมือที่บาดเจ็บให้

“หากขยับมาก กระดูกจะเชื่อมผิด” นางบอก

เคบหันหน้าหนี “ปล่อยให้มันเน่าไป”

“หากเน่า เจ้าจะเสียมือ”

“ชีวิตข้าก็ไม่เหลือแล้ว”

อนิปเป้ใช้ไม้บางดามข้อมือ ก่อนพันด้วยผ้าสะอาด

“เจ้าพยายามเปิดพระพักตร์กษัตริย์ ไม่ได้แทงพระองค์ หากไม่มีสิ่งอื่นซ่อนอยู่ เจ้ายังไม่จำเป็นต้องตาย”

เคบหันกลับมา “หัวหน้าองครักษ์ต้องการฆ่าข้า”

“เมมซาฟต้องการฆ่าคนจำนวนมากเวลาโกรธ โชคดีที่คนอื่นไม่ค่อยปล่อยให้เขาทำ”

ประตูเปิดออก

เมมซาฟยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าบอกชัดว่าได้ยินถ้อยคำท้ายประโยค

“ท่านพูดถึงข้าหรือ”

“หากเจ้าคิดว่าเหมือนตนเอง ก็รับไปเถิด”

อนิปเป้ลุกขึ้น เก็บผ้ากับไม้ดามที่เหลือใส่ตะกร้า

เมอร์นีธเสด็จเข้ามาด้านหลัง มีเรคากับเซชัตกาตามมา

เมื่อเคบเห็นพระองค์ เขาพยายามลุก แต่เชือกตรงข้อเท้าดึงจนเกือบล้ม

เมมซาฟก้าวขวางทันที

“นั่งอยู่ตรงนั้น”

เคบยอมนั่ง

เมอร์นีธไม่ได้ประทับบนเก้าอี้ซึ่งจัดไว้ พระองค์ยืนห่างจากผู้ต้องหาเกินช่วงแขน โดยมีเมมซาฟอยู่ระหว่างกลาง

เซชัตกาวางสิ่งของที่พบจากตัวเคบลงบนเสื่อ

เชือกสั้น

ป้ายดินแตก

ห่อเมล็ดข้าว

และเศษผ้าสีน้ำตาลซึ่งใช้พันอาหาร

“เจ้ามีบุตรกี่คน” เมอร์นีธถาม

เคบชะงัก

เมมซาฟเองก็ดูไม่คาดคิดว่าจะเริ่มด้วยคำถามนี้

“สองคน” ผู้ต้องหาตอบอย่างระวัง

“อายุเท่าใด”

“คนโตแปดฤดูน้ำหลาก คนเล็กสี่”

“ภรรยา?”

“ป่วย”

“ป่วยด้วยสิ่งใด”

เคบเม้มปาก

อนิปเป้ตอบแทน “จากที่เขาบอกข้าระหว่างจัดกระดูก นางมีไข้หลังคลอดและยังอ่อนแรง แม้เด็กคนเล็กโตแล้ว”

เมอร์นีธทอดพระเนตรห่อเมล็ดข้าว

“ครอบครัวเจ้าได้รับอาหารจากที่ใด”

“ค่าจ้างของข้า”

“คนยกของท่าน้ำได้รับข้าวบาร์เลย์สัปดาห์ละเท่าใด”

เคบไม่ตอบ

เฮนุตซึ่งเพิ่งเข้ามาพร้อมบัญชีจากครัวกล่าวว่า “หากมีงานทุกวัน มากพอสำหรับผู้ใหญ่หนึ่งคนกับเด็กหนึ่งคน ไม่พอสำหรับครอบครัวสี่คน”

เมอร์นีธถามอีกครั้ง

“ผู้ใดให้อาหารเพิ่ม”

“ไม่มีใคร”

พระองค์หันไปหาเฮนุต

หญิงดูแลครัวแกะห่อเมล็ดข้าวออก เทบางส่วนลงบนฝ่ามือ ก่อนดมและใช้เล็บแยกเศษแกลบ

“ไม่ใช่จากส่วนค่าจ้างท่าน้ำ” นางกล่าว “เมล็ดพวกนั้นหยาบกว่าและมีทรายปน ของนี้ถูกฝัดแล้ว น่าจะมาจากคลังซึ่งเก็บสำหรับเรือนชั้นในหรือกองทหาร”

เมมซาฟย่อตัวลงตรงหน้าเคบ

“ผู้ใดให้เจ้า”

“ข้าเก็บได้”

“เมล็ดฝัดสะอาดหนึ่งห่อหล่นให้เจ้าเก็บตรงท่าน้ำหรือ”

“ใช่”

เมมซาฟจับข้อมือข้างที่ไม่บาดเจ็บ

เคบหน้าซีด

“พอ” เมอร์นีธรับสั่ง

“เขาโกหก”

“ข้ารู้”

“เช่นนั้นให้ข้าทำให้พูดความจริง”

“ความเจ็บทำให้คนพูดสิ่งที่ผู้ถามต้องการได้ยิน มิได้ทำให้สิ่งนั้นเป็นจริง”

เมมซาฟไม่ปล่อยมือทันที

พระสุรเสียงดังขึ้นอีกครั้ง

“ปล่อยเขา”

หัวหน้าองครักษ์จึงยอมถอย แต่ยังนั่งขวางอยู่ตรงหน้าเคบ

เมอร์นีธทอดพระเนตรผู้ต้องหา

“หากเจ้าไม่พูด เราจะตรวจครอบครัวเจ้าอยู่ดี”

เคบเงยหน้าทันที “อย่าแตะต้องพวกเขา”

“ข้าจะส่งคนไปดูว่าพวกเขามีอาหารหรือไม่”

“ไม่ต้องการความเมตตาจากพระองค์”

“นี่ไม่ใช่ความเมตตา เป็นการตรวจหลักฐาน”

คำตอบทำให้เคบเงียบลง

“หากอาหารในบ้านเจ้ามาจากค่าจ้าง เจ้าพูดความจริง หากมีผู้ส่งเสบียงให้ครอบครัว แสดงว่าคนผู้นั้นมีเหตุให้ซื้อการกระทำของเจ้า”

“เขาไม่ได้ซื้อข้า”

เมมซาฟโน้มตัวเข้าไปทันที “เขาเป็นใคร”

เคบรู้ตัวว่าพลาด แต่สายเกินไป

เหงื่อผุดบนหน้าผาก

“ข้าไม่เห็นหน้า”

“แต่มีคนจริง”

เขาหลับตา

“ชายคนหนึ่งมาหาข้าหลังปิดงาน เขารู้ว่าลูกข้าป่วย รู้ว่าภรรยาลุกจากเสื่อไม่ได้ เขาบอกว่าจะส่งข้าวกับน้ำมันให้สามเดือน”

“แลกกับการเปิดผ้าคลุม?”

“เขาบอกว่าไม่มีผู้ใดต้องตาย เพียงให้ทุกคนเห็นความจริง”

“ความจริงอะไร”

“ว่าผู้ปกครองไม่มีสิทธิ์นั่งบนบัลลังก์”

“เพราะเหตุใดจึงไม่มีสิทธิ์”

เคบส่ายหน้า “เขาไม่ได้บอก เขากล่าวว่าเมื่อผ้าเปิด ทุกคนจะเข้าใจเอง”

เมมซาฟสบตาเรคา

คนจ้างไม่ได้ต้องการเพียงสร้างความอับอาย เขาเชื่อว่ารูปลักษณ์ใต้ผ้าคลุมจะทำลายความชอบธรรมของเมอร์นีธทันที

หรืออย่างน้อยก็ต้องการให้เคบเชื่อเช่นนั้น

“ชายผู้นั้นมีเครื่องหมายใด” เรคาถาม

“ผ้าคลุมธรรมดา มือเปื้อนสีดำ”

“สีจากสิ่งใด”

“ไม่รู้ อาจเป็นน้ำมันหรือถ่าน”

“สำเนียง?”

“พูดเหมือนคนทางเหนือ แต่พยายามใช้คำของคนท่าน้ำ”

“เขาส่งอาหารแล้วหรือยัง”

เคบพยักหน้า “ข้าวสองกระบุง น้ำมันหนึ่งไหเล็ก”

“ใครนำไปส่ง”

“เด็กคนหนึ่ง ข้าไม่รู้ชื่อ”

เมอร์นีธหันไปหาเฮนุต

“ตรวจภาชนะน้ำมัน อย่าล้าง ตรวจดินที่ก้นไห กลิ่นเสื่อ และเชือกปากภาชนะ”

เฮนุตค้อมศีรษะ

เมมซาฟเข้าใจทันที

หากเสบียงมาจากเครือข่ายเดียวกับของที่ถูกเปลี่ยนในคลังเจ็ต ภาชนะหรือเชือกอาจบอกเส้นทางพักสินค้า

“ข้าจะส่งคนไปบ้านเขา” เมมซาฟกล่าว

“ส่งเรคากับเฮนุต” เมอร์นีธรับสั่ง “คนของเจ้าแต่งกายเหมือนทหารเกินไป ผู้เฝ้าดูอาจหนี”

“ข้าจะไปเองโดยเปลี่ยนผ้า”

“ทุกคนที่ท่าน้ำจำหน้าเจ้าได้”

“นั่นไม่ใช่ความผิดข้า”

อนิปเป้พึมพำ “ใช่ เป็นความผิดของคนที่เลี้ยงเจ้ามาให้ชอบประกาศตัวทุกครั้งก่อนเข้าตลาด”

เมมซาฟมองพี่สาว “ท่านเป็นคนเลี้ยงข้า”

“ข้าจึงรู้ว่าผิดพลาดตรงไหน”

แม้แต่เรคายังต้องก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม

ความตึงเครียดคลายลงเพียงเล็กน้อย แต่เคบยังนั่งตัวแข็ง เขามองเมอร์นีธอย่างไม่เข้าใจ

“พระองค์จะทำอะไรกับครอบครัวข้า”

“หากพวกเขาไม่ได้ร่วมแผน จะไม่มีผู้ใดทำร้าย”

“แล้วข้า?”

“เจ้าจะถูกควบคุมตัวจนกว่าเราจะพบผู้จ้าง”

“จากนั้นพระองค์จะประหารหรือ”

เมอร์นีธทอดพระเนตรข้อมือซึ่งถูกดาม

“เจ้าพยายามทำลายความสงบของแผ่นดิน และทำให้รัชทายาทตกอยู่ในอันตราย เจ้าต้องรับโทษ”

เคบหน้าซีดกว่าเดิม

“แต่โทษจะตัดสินจากสิ่งที่เจ้าทำ มิใช่จากสิ่งที่เมมซาฟอยากทำเวลาโกรธ”

หัวหน้าองครักษ์หันขวับ “เหตุใดทุกคนต้องกล่าวถึงข้าเช่นนี้”

อนิปเป้ตอบ “เพราะมันจริง”

เรคากับเฮนุตไปถึงบ้านของเคบก่อนอาทิตย์ตก

บ้านเป็นห้องอิฐดินเล็กอยู่หลังแนวกระท่อมคนงาน หลังคามุงกกบางส่วนยุบลง ผนังด้านหนึ่งแตกร้าวจนใช้เสื่อแขวนบังลม

เด็กสองคนนั่งอยู่ข้างมารดาซึ่งนอนบนเสื่อ

ใกล้ประตูมีข้าวบาร์เลย์สองกระบุงกับไหดินเผาขนาดเล็ก

อาหารมากเกินกว่าคนงานยกของจะได้รับในคราวเดียว

เฮนุตตรวจข้าวก่อน มันเป็นเมล็ดฝัดสะอาดแบบเดียวกับที่พบในห่อของเคบ ส่วนไหมีน้ำมันจริงและยังไม่เปิด

ดินปิดผนึกไม่มีตราหลวง มีเพียงเครื่องหมายรูปเส้นหักคล้ายต้นกกซึ่งถูกตัดครึ่ง

เรคาจำเครื่องหมายนั้นได้

เขาเคยเห็นมันบนเชือกของภาชนะซึ่งยึดได้จากจุดพักสินค้าของกลุ่มซาเบค

“เครือข่ายเก่า” เขาพูด

“หรือคนที่รู้ว่าเครื่องหมายเก่าจะทำให้เราคิดเช่นนั้น” เฮนุตตอบ

นางก้มดมเชือก

“มีกลิ่นปลาแห้งกับโคลนเหมือนผ้าจากคลังเจ็ต”

“ท่าน้ำตะวันตก?”

“อาจใช่ แต่ยังบอกไม่ได้ว่าคลังใด”

เรคามองเด็กสองคนซึ่งเบียดกันอยู่ข้างเสื่อ

คนโตจ้องอาวุธที่เอวเขาด้วยความกลัว ส่วนคนเล็กกอดแขนมารดาแน่น

“พวกเขารู้หรือไม่ว่าของนี้มาจากใคร”

“เด็กผู้ส่งไม่พูด” หญิงป่วยตอบเสียงเบา “เขาวางไว้แล้ววิ่งไป ข้าคิดว่าสามีส่งมา”

“เด็กคนนั้นหน้าตาอย่างไร”

“ผอม ผมตัดสั้น มีรอยไหม้ตรงแขน”

ข้อมูลน้อยเกินไป

เด็กทำงานตามท่าน้ำจำนวนมากมีรูปร่างเช่นนั้น รอยไหม้อาจมาจากเตาอบ หม้อต้มยาง หรือเชือกเสียดสี

เรคาไม่แตะอาหาร

“ของเหล่านี้ยังอยู่กับพวกเจ้า แต่ห้ามเปิดไหจนกว่าจะตรวจเสร็จ”

หญิงป่วยมองเขาอย่างหวาดระแวง “พวกท่านจะนำสามีข้าไปฆ่าหรือ”

“ยังไม่มีคำสั่งประหาร”

“หัวหน้าองครักษ์จะฆ่าเขา”

เรคาถอนหายใจ

ดูเหมือนชื่อเสียงของเมมซาฟเดินทางมาถึงบ้านนี้ก่อนเขา

“กษัตริย์สั่งให้ตรวจผู้ซึ่งซื้อการกระทำของสามีเจ้า มิได้สั่งลงโทษครอบครัว”

หญิงนั้นหลับตา น้ำตาไหลจากหางตาไปตามขมับ

“เขาทำเพราะเรา”

เฮนุตนั่งลงข้างเสื่อ “เขาทำเพราะมีคนรู้ว่าครอบครัวของเจ้ากำลังลำบากและใช้มันเป็นเชือกผูกคอเขา”

“ต่างกันหรือ”

“ต่าง” เฮนุตตอบ “แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ต้องรับผิดชอบ”

นางตรวจอาการหญิงป่วยอย่างรวดเร็ว ก่อนสั่งให้เด็กต้มน้ำและเปิดช่องเสื่อรับลม

เรคายืนมอง

เมอร์นีธอาจจับเคบมาทรมานจนกล่าวชื่อใครสักคน

อาจประหารต่อหน้าฝูงชนเพื่อหยุดผู้คิดเลียนแบบ

หรืออาจจับครอบครัวไว้เป็นเครื่องต่อรอง

วิธีเหล่านั้นเร็วกว่า

แต่คำตอบซึ่งได้จากความกลัวอาจพาพวกเขาไปหาคนผิด ขณะที่ผู้จ้างตัวจริงยังซื้อคนหิวคนต่อไปได้

“เราต้องตรวจรายชื่อครอบครัวคนงานที่เพิ่งได้รับอาหารโดยไม่ผ่านคลัง” เฮนุตกล่าว

เรคาพยักหน้า “หากเคบไม่ใช่คนเดียว—”

“แสดงว่าผู้จ้างไม่ได้ซื้อคนหนึ่งคน เขากำลังสร้างคนของตนจากความหิว”

ทหารชรามองเครื่องหมายต้นกกหักบนดินปิดผนึก

การกระชากผ้าคลุมอาจเป็นเพียงการทดสอบ

ศัตรูกำลังดูว่าองครักษ์ตอบสนองอย่างไร

เมอร์นีธจะสั่งประหารหรือไม่

ประชาชนจะเชื่อข่าวใด

และราชสำนักตรวจเส้นทางอาหารได้เร็วเพียงใด

หากเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เกิดในลานวันนี้ไม่ได้ล้มเหลวทั้งหมด

คนผู้นั้นได้คำตอบไปหลายอย่างแล้ว

ยามค่ำ เมมซาฟยืนเฝ้าหน้าห้องของเมอร์นีธด้วยตนเอง

เขาเพิ่มองครักษ์ตรงทางเดิน เปลี่ยนจุดตะเกียง และสั่งตรวจแม้แต่คนส่งน้ำ ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตเข้าใกล้โดยไม่เปิดผ้าคลุมหน้าให้เห็น

เมื่อประตูด้านในเปิด เมอร์นีธเสด็จออกมา

ผ้าคลุมชั้นนอกถูกซ่อมแล้ว หมุดตรงพระอังสาเปลี่ยนเป็นชิ้นใหม่ ไม่มีร่องรอยของเหตุการณ์ตอนกลางวันหลงเหลือ นอกจากชายผ้าตรงจุดที่ถูกกระชากยับกว่าส่วนอื่นเล็กน้อย

“เหตุใดเจ้าจึงอยู่ตรงนี้” พระองค์ถาม

“เฝ้าประตู”

“มีคนเฝ้าอยู่แล้วสี่คน”

“เวลานี้มีห้าคน”

“เจ้าควรสอบคนจากท่าน้ำ”

“เรคากำลังทำ”

เมอร์นีธทอดพระเนตรเขา “เจ้ายังโกรธ”

“ชายคนนั้นเกือบเปิดผ้าของพระองค์ต่อหน้าคนทั้งเมือง”

“เขาไม่มีอาวุธ”

“สิ่งที่อยู่ใต้ผ้าอาจอันตรายกว่าเลือด”

ถ้อยคำนั้นหลุดออกไปก่อนเมมซาฟจะหยุดได้

องครักษ์สี่นายก้มหน้า ไม่มีใครกล้าทำเหมือนได้ยิน

เมอร์นีธประทับนิ่ง

“เจ้าคิดว่ามีสิ่งใดอยู่ใต้ผ้า”

เมมซาฟสบพระเนตร

“นั่นคือสิ่งที่ทุกคนอยากรู้”

“ข้าถามว่าเจ้าคิดอย่างไร”

เขาไม่ตอบ

หากกล่าวว่าไม่รู้ ก็เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว

หากกล่าวชื่อคนผู้หนึ่งออกมา ก็อาจฆ่าพระองค์ได้โดยไม่ต้องใช้มีด

และหากบอกว่าไม่สนใจ เขาจะโกหกต่อหน้าดวงตาซึ่งดูเหมือนมองเห็นคำโกหกทุกครั้ง

“ข้าคิดว่าไม่ว่ามีสิ่งใด” เมมซาฟกล่าวในที่สุด “มันไม่ควรถูกเปิดด้วยมือของศัตรู”

พระเนตรของเมอร์นีธไม่เปลี่ยนแปลง

“หากวันหนึ่งผ้าคลุมหลุดเองเล่า”

“ข้าจะยืนบัง”

“หากเจ้าเห็นก่อนผู้อื่น?”

เมมซาฟกำมือข้างลำตัว

“ข้าจะทำเป็นไม่เห็น”

“โดยไม่ถาม?”

เขาหัวเราะแผ่ว แต่เสียงนั้นเหนื่อยกว่าปกติ

“พระองค์ทรงทราบดีว่าข้าอยากถาม”

“แต่เจ้ายังไม่ถาม”

“เพราะบางคำตอบทำลายคนได้มากกว่าคำโกหก”

ลมกลางคืนพัดผ่านทางเดิน ทำให้เปลวตะเกียงเอนวูบ เงาของผ้าคลุมเคลื่อนไปบนผนังชั่วขณะ

เมอร์นีธทอดพระเนตรเขาอยู่นาน

จากนั้นรับสั่งเพียงว่า

“พรุ่งนี้ลดองครักษ์ในลานลงสองคน”

เมมซาฟขมวดคิ้ว “หลังเกิดเหตุวันนี้?”

“เพิ่มคนในฝูงชนแทน อย่าให้เห็นอาวุธมากเกินไป”

“พระองค์ยังจะออกพบประชาชนอีกหรือ”

“หากไม่ออก คนจ้างเคบจะรู้ว่าการกระชากผ้าครั้งเดียวทำให้ข้าหลบอยู่หลังกำแพงได้”

“หากมีครั้งที่สอง?”

“เจ้าก็ทำหน้าที่ของเจ้า”

“พระองค์ฝากชีวิตไว้กับหน้าที่ข้ามากเกินไป”

“เจ้าปฏิญาณแล้ว”

เมมซาฟมองพระองค์

อีกครั้งที่คำสาบานต่อเดนถูกใช้เป็นคำตอบสำหรับทุกสิ่งซึ่งทั้งสองไม่ยอมกล่าวตรง ๆ

เขาค้อมศีรษะ

“ข้าจะจัดเวรใหม่”

เมอร์นีธเสด็จกลับเข้าห้อง

ก่อนประตูจะปิด พระองค์หยุดเพียงเล็กน้อย

“เมมซาฟ”

“ขอรับ”

“วันนี้เจ้าหยุดมีดได้ทัน”

เขาไม่แน่ใจว่านั่นเป็นคำชม หรือคำเตือนว่าในวันหน้าต้องหยุดให้ได้อีก

“ครั้งหน้าก็รับสั่งให้เร็วกว่านี้”

พระองค์มิได้ตอบ

ประตูปิดลง

เมมซาฟกลับไปยืนตรงตำแหน่งเดิม ดวงตาจับอยู่กับทางเดินมืดเบื้องหน้า

ด้านนอกกำแพง ข่าวเรื่องพระพักตร์ที่เกือบถูกเปิดกำลังแพร่ไปทั่วอไบดอส

ผู้ซึ่งอยู่ในลานต่างยืนยันว่าตนเห็นสิ่งไม่เหมือนกัน

บางคนว่าเห็นผิวของชายหนุ่ม

บางคนว่าเป็นหญิง

บางคนสาบานว่าเห็นรอยแผลของกีรติ

อีกคนกลับกล่าวว่าใต้ผ้าชั้นแรกยังมีผ้าอีกหลายชั้น จึงไม่มีผู้ใดเห็นสิ่งใดเลย

เรื่องสุดท้ายใกล้ความจริงที่สุด

แต่มันกลับเป็นเรื่องที่มีผู้เชื่อน้อยที่สุด

เพราะความจริงซึ่งไม่มีคำเฉลย ไม่เคยน่าฟังเท่าเรื่องแต่งซึ่งมอบคำตอบให้ทุกคนได้ทันที

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต