เด็กใต้เงาเหยี่ยว
เดนไม่ชอบเงาของเหยี่ยวเหนือบัลลังก์
ในยามเช้า เมื่อแสงลอดผ่านช่องบนผนัง เครื่องหมายไม้แกะสลักจะทอดเงาลงบนพื้นที่ประทับพอดี ปีกสองข้างกางออกกว้าง ส่วนจะงอยปากยาวคล้ายกำลังจ้องหาเหยื่อ
ผู้ใหญ่บอกว่าเหยี่ยวเป็นเครื่องหมายแห่งการคุ้มครอง
แต่ในสายตาของเดน มันดูเหมือนสัตว์ซึ่งกำลังรอให้เขาทำผิด
เช้าวันนี้เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กข้างบัลลังก์ตามเดิม พระบาทยังไม่แตะพื้น และแผ่นไม้ตรงพนักแข็งจนหลังเริ่มปวดตั้งแต่เสมียนคนที่สามเข้ามารายงาน
ตรงหน้าเขามีผู้ใหญ่ยืนเรียงกันเต็มห้อง
คนหนึ่งรายงานจำนวนข้าวเอมเมอร์
อีกคนรายงานเรือไม้ซึ่งต้องซ่อม
คนหนึ่งกล่าวถึงร่องน้ำที่มีดินอุดตัน
ส่วนอีกคนกล่าวถึงคนงานซึ่งหลบหนีการเกณฑ์
ถ้อยคำจำนวนมากลอยผ่านหูของเดนโดยแทบไม่เหลือความหมาย
เขาเข้าใจเพียงว่าทุกคนกำลังมองเมอร์นีธ
ไม่มีใครมองเขา เว้นแต่เมื่อต้องเอ่ยคำว่า “รัชทายาท”
จากนั้นพวกเขาจะค้อมศีรษะมาทางเขาครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปฟังคำตัดสินจากกษัตริย์ผู้ประทับอยู่ใต้เงาเหยี่ยว
เดนเหลือบมองเมอร์นีธ
พระพักตร์ยังถูกบดบังด้วยผ้าคลุมและเงาจากเครื่องประดับหน้าผาก พระหัตถ์ทั้งสองสวมถุงผ้าสีดำ ฉลองพระองค์ทบหนาจนไม่เห็นรูปร่างชัดเจน
เดนไม่รู้ว่าพระองค์มีสีพระพักตร์เช่นไรในยามโกรธ
ไม่รู้ว่าพระองค์ยิ้มบ้างหรือไม่
และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากษัตริย์ผู้ไม่มีอดีตองค์นี้มาจากสถานที่ใด
เขารู้เพียงว่าคาลิโก้ยอมเข้าใกล้พระองค์
แมวสามสีนอนขดอยู่ข้างพระบาทของเมอร์นีธ หางปิดจมูก ดวงตาปิดสนิท ราวกับท้องพระโรงซึ่งเต็มไปด้วยคนไม่ไว้ใจกันเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดในโลก
มันไม่เคยนอนเช่นนั้นข้างคนแปลกหน้า
อย่างน้อยอนิปเป้เคยบอกเขาเช่นนั้น
“แมวไม่เชื่อพระนามหรือตราประทับหรอก” แม่เฒ่าเคยกล่าว “มันเชื่อกลิ่น เสียงฝีเท้า และมือซึ่งเคยให้อาหารมัน”
แต่เมอร์นีธไม่มีอดีต
เช่นนั้นคาลิโก้จำอะไรได้?
เดนจ้องมันนานจนแมวลืมตาขึ้น ม่านตาแคบลงเมื่อกระทบแสง ก่อนมันจะหาวกว้างอย่างไม่สนใจพิธี
เมมซาฟซึ่งยืนเฝ้าอยู่ข้างแท่นเห็นเข้าพอดี เขายกมือขึ้นบังปากคล้ายกำลังไอ แต่เดนรู้ว่าเขากำลังซ่อนรอยยิ้ม
ผู้รายงานคนสุดท้ายถอยออกไป
เมื่อประตูปิดลง เมอร์นีธจึงหันมาทางเดน
“เมื่อครู่ผู้ดูแลคลังกล่าวว่ามีข้าวอยู่เท่าใด”
เด็กน้อยชะงัก
เขาจำได้ว่าชายคนนั้นพูดยาวมาก ทั้งเรื่องไห เรื่องเรือ และเรื่องคนงานซึ่งขนของช้ากว่ากำหนด
“มากพอสำหรับฤดูนี้” เดนตอบ
“มากเท่าใด”
“มาก”
เมมซาฟหลุบตาลงมองพื้น
เดนรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังกลั้นหัวเราะอีกแล้ว
เมอร์นีธไม่ได้หัวเราะ
“หากมีคนหนึ่งพันคน คำว่า ‘มาก’ เลี้ยงพวกเขาได้นานกี่วัน”
เดนเม้มริมฝีปาก
“เขาพูดเร็วเกินไป”
“ผู้คนซึ่งต้องการซ่อนบางสิ่งมักพูดเร็ว หรือไม่ก็พูดมากกว่าที่จำเป็น”
เด็กเหลือบมองเมมซาฟ
หัวหน้าองครักษ์เลิกคิ้ว “เหตุใดจึงมองข้า”
“ไม่มีอะไร”
“ข้าเห็นนะ”
เมอร์นีธทอดพระเนตรคนทั้งสอง ก่อนหันกลับมาหาเดน
“พรุ่งนี้เจ้าจะไม่ออกนั่งในท้องพระโรง”
เดนตัวแข็งขึ้นทันที
“เพราะข้าตอบไม่ได้หรือ”
“เพราะการนั่งฟังสิ่งที่ยังไม่เข้าใจไม่ได้ทำให้เจ้าเรียนรู้”
“พระองค์จะไม่ให้ข้านั่งบัลลังก์แล้วหรือ”
คำถามหลุดออกไปเร็วกว่าที่เขาตั้งใจ
ความเงียบสั้น ๆ เกิดขึ้น
เมมซาฟเงยหน้ามองเขา รอยยิ้มเลือนหายไป
เมอร์นีธยังคงประทับนิ่ง
“นั่นไม่ใช่บัลลังก์ของข้า” เดนรีบพูด “แต่เก้าอี้ข้าง ๆ ก็เป็นที่ของข้า”
“ไม่มีผู้ใดกล่าวว่าจะนำมันไป”
“ข้าได้ยินคนพูด”
“ได้ยินว่าอย่างไร”
เดนก้มมองมือตนเอง “พวกเขาบอกว่า เมื่อพระองค์มีตราใหม่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีข้าอีก”
เมมซาฟสบถเบา ๆ
“ใครพูด” เขาถามทันที
เดนไม่ตอบ
“บอกข้ามา ข้าจะ—”
“เจ้าจะทำสิ่งใด” เมอร์นีธตรัสแทรก “ลากทุกคนที่พูดเข้ามาเฆี่ยนหรือ”
“อย่างน้อยก็ทำให้พวกมันคิดก่อนใช้ปาก”
“ความกลัวทำให้คนเงียบต่อหน้า มิได้หยุดความคิดลับหลัง”
เมมซาฟกำกราม แต่ยอมถอยกลับไปยืนตำแหน่งเดิม
เมอร์นีธทอดพระเนตรเดนอีกครั้ง
“เจ้าคิดว่าตรานั้นเป็นของใคร”
“ของพระองค์”
“พระนามใดอยู่ตรงกลาง”
“ของข้า”
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงคิดว่าตนไม่จำเป็น”
เดนตอบไม่ได้
เพราะคนในครัวพูดว่าเมอร์นีธออกคำสั่งได้โดยไม่ต้องถามเขา
เพราะองครักษ์ค้อมศีรษะให้ผู้ประทับบนบัลลังก์
เพราะตอนที่เขาร้องไห้กลางคืน ไม่มีผู้ใดได้ยิน
และเพราะเขาเริ่มจำพระพักตร์ของมารดาไม่ได้แล้ว
ความทรงจำของเดนมีเพียงกลิ่นผ้าสะอาด ความอบอุ่นของอ้อมแขน และเสียงเพลงสั้น ๆ ซึ่งขาดหายตรงท่อนสุดท้าย เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความทรงจำจริง หรือเป็นเพียงเรื่องที่เฮนุตกับอนิปเป้เล่าให้ฟังบ่อยจนเขาคิดว่าตนจำได้
ส่วนพระบิดาเหลือเพียงชื่อบนตรากับสุสานในทะเลทราย
ตอนนี้บุคคลอีกผู้หนึ่งนั่งอยู่บนที่ของพระบิดา
ผู้ใหญ่บอกว่าเมอร์นีธกำลังคุ้มครองเขา
แต่ทุกครั้งที่ผู้ใหญ่กล่าวว่ากำลังปกป้องเด็ก พวกเขามักเริ่มจากการไม่ยอมบอกความจริง
“พรุ่งนี้เจ้าจะไปกับข้า” เมอร์นีธรับสั่ง
เดนเงยหน้า “ไปไหน”
“คลังฝั่งตะวันออก”
“ข้าไม่อยากไปดูไห”
“เช่นนั้นเจ้าก็ควรไป”
“เหตุใด”
“เพราะวันหนึ่ง ทุกไหที่ปิดด้วยพระนามของเจ้าจะกลายเป็นความรับผิดชอบของเจ้า”
เดนมองคาลิโก้ซึ่งลุกขึ้นยืดตัวอยู่ข้างบัลลังก์
แมวสามสีเดินเข้าไปหาเมอร์นีธโดยไม่ลังเล มันใช้ลำตัวถูชายฉลองพระองค์หนึ่งครั้ง ก่อนลงจากแท่นแล้วมาหยุดตรงหน้าเขา
เดนยื่นมือไปหา แต่มันกลับเดินผ่าน
“คาลิโก้!”
แมวไม่หันมา
มันออกจากท้องพระโรงไปพร้อมหางซึ่งชูตั้งเหมือนเสาธงเล็ก ๆ
เดนมองตามอย่างขุ่นเคือง
ระยะหลังแมวตัวนี้ไม่ค่อยเชื่อฟังเขาเลย
คืนนั้น เดนนอนไม่หลับ
ห้องของเขาอยู่ด้านในสุดของเรือนหลวง ผนังอิฐดินเก็บความร้อนจากกลางวันไว้จนถึงยามค่ำ เสื่อกกใต้ที่นอนส่งกลิ่นแห้งจาง ๆ ส่วนตะเกียงน้ำมันตรงมุมห้องเหลือเปลวไฟเพียงเมล็ดถั่ว
องครักษ์สองคนเฝ้าอยู่หลังประตู
เดนได้ยินเสียงพวกเขาคุยกันเบา ๆ
“ผู้ดูแลตรากำลังทำสำเนารอยใหม่”
“เพื่อส่งไปทางเหนือหรือ”
“ทุกคลังจะต้องใช้ตราของเมอร์นีธ”
“ตราของเดนต่างหาก”
“ใครเป็นคนออกคำสั่งเล่า”
บทสนทนาหยุดลงเมื่อมีเสียงฝีเท้าผ่านทางเดิน
เดนพลิกตัวหันเข้าหาผนัง
เขาพยายามนึกถึงสิ่งที่เมอร์นีธพูดในตอนเช้า
พระนามใดอยู่ตรงกลาง
แต่การอยู่ตรงกลางอาจไม่ได้หมายความว่าสำคัญที่สุดเสมอไป
เมล็ดข้าวอยู่กลางไห แต่คนถือไหต่างหากที่เลือกว่าจะนำมันไปไหน
เสียงข่วนเบา ๆ ดังขึ้นตรงช่องลม
เดนลุกนั่ง
เงาเล็ก ๆ เบียดผ่านช่องระหว่างเสื่อบังลมกับผนัง ก่อนกระโดดลงบนพื้นอย่างเงียบงัน
“คาลิโก้”
แมวสามสีสะบัดตัว เศษฝุ่นร่วงจากขน แล้วเดินมาหาเขาราวกับไม่ได้เมินเฉยกันเมื่อเช้า
เดนอุ้มมันขึ้นวางบนที่นอน
“เจ้าไปอยู่กับเมอร์นีธทำไม”
คาลิโก้ย่อมไม่ตอบ
มันเดินวนบนผ้าสองรอบ ก่อนใช้เท้าหน้ากดพื้นให้นุ่มแล้วขดตัว
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระองค์เป็นใคร”
หูข้างหนึ่งของมันกระดิก
เดนลูบขนสีส้มตรงหลังอย่างช้า ๆ
“ถ้าพระองค์ทำร้ายข้า เจ้าจะข่วนหรือไม่”
คาลิโก้หาว
“เจ้าข่วนเมมซาฟเพียงเพราะเขาแย่งปลา แต่เรื่องนี้กลับไม่สนใจ”
แมวพลิกตัวหงายท้อง แล้วใช้เท้าหลังถีบแขนเขาเบา ๆ เมื่อถูกลูบผิดตำแหน่ง
เดนถอนหายใจ
“เจ้าช่วยอะไรไม่ได้เลย”
คาลิโก้ลุกขึ้นทันที
มันกระโดดลงจากที่นอน เดินไปยังช่องลม แล้วหันกลับมามองเขา
“จะไปไหน”
มันลอดออกไป
เดนลังเล
เขารู้ว่าห้ามออกจากห้องโดยไม่มีองครักษ์ แต่หากเปิดประตู ทหารย่อมตามมา และคาลิโก้อาจหายไปก่อน
เด็กน้อยลงจากที่นอน สอดเท้าเข้าในรองเท้าสาน แล้วปีนตามแมวออกทางช่องลม
ด้านนอกเป็นลานแคบระหว่างเรือนพักกับกำแพง กลิ่นแม่น้ำลอยมากับลมกลางคืน คาลิโก้รออยู่ใต้ชั้นวางภาชนะ พอเห็นเดนลงมาได้ มันก็ออกเดินทันที
“ช้าหน่อย”
แมวไม่สนใจ
มันพาเขาลัดผ่านลานตากผ้า ผ่านเตาอบขนมปังซึ่งเหลือเพียงถ่านแดง และผ่านทางเดินข้างครัว เงาของคนเฝ้ายามเคลื่อนไปบนกำแพงเป็นระยะ แต่คาลิโก้หยุดก่อนทุกมุมราวรู้ว่าควรรอเมื่อใด
เดนต้องก้มตัววิ่งตามจนชายผ้าพันขาเกือบหลุด
“เจ้ารู้ทางพวกนี้ได้อย่างไร”
แมวยังคงไม่ตอบ
พวกเขามาหยุดหน้าอาคารคลังขนาดเล็กทางด้านหลังเรือนหลวง ประตูไม้ไม่ได้ลงกลอนสนิท มีแสงตะเกียงลอดออกมาตามช่อง
คาลิโก้ใช้หัวดันประตูแล้วลอดเข้าไป
เดนตามไป ก่อนหยุดทันทีเมื่อเห็นผู้ที่อยู่ภายใน
เมอร์นีธประทับยืนอยู่ท่ามกลางไหดินเผาหลายสิบใบ
ไม่มีองครักษ์ ไม่มีเสมียน และไม่มีผู้ดูแลคลัง มีเพียงตะเกียงสองดวง ป้ายไม้กองหนึ่ง และถาดดินปิดผนึก
พระองค์หันมาทางประตู
เดนถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
“ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าออกจากห้อง”
เด็กน้อยมองคาลิโก้
แมวสามสีเดินไปนั่งข้างพระบาทของเมอร์นีธอย่างไร้ความละอาย
“มันพาข้ามา”
“แมวเปิดประตูห้องให้เจ้าหรือ”
“ช่องลมเปิดอยู่แล้ว”
“แมวสวมรองเท้าให้เจ้าด้วยหรือ”
เดนก้มมองรองเท้าสานของตน
“ไม่”
“เช่นนั้นการออกจากห้องเป็นการตัดสินใจของผู้ใด”
เขาไม่อยากตอบ แต่รู้ว่าปฏิเสธไม่ได้
“ของข้า”
“หากเกิดอันตรายขึ้นระหว่างทาง ผู้ใดต้องรับผลจากการตัดสินใจนั้น”
“ข้า”
“ผิด”
เดนเงยหน้า
“องครักษ์สองคนซึ่งเฝ้าเจ้าอาจถูกลงโทษ เมมซาฟอาจคิดว่ามีผู้ลักพาตัวเจ้า และทหารทั้งเรือนจะถูกปลุกขึ้นค้นหา การตัดสินใจของผู้มีอำนาจไม่เคยทำร้ายเพียงตัวผู้ตัดสินใจ”
พระสุรเสียงไม่ได้ดังขึ้น แต่เดนกลับรู้สึกว่าห้องคลังแคบลง
“ข้าไม่ได้ตั้งใจให้ใครเดือดร้อน”
“คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจ ผลจึงเป็นสิ่งที่เจ้าต้องเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงเจตนา”
เดนเม้มริมฝีปาก
“พระองค์จะลงโทษข้าหรือ”
“พรุ่งนี้”
“เหตุใดไม่ลงโทษตอนนี้”
“เพราะเมมซาฟคงพบว่าเจ้าหายไปในอีกไม่ช้า และหากเขาเห็นข้าลงโทษเจ้ากลางคลัง เขาอาจพังประตูเข้ามาก่อนฟังคำอธิบาย”
เดนนึกภาพเมมซาฟพังประตูจริง ๆ แล้วเกือบหลุดยิ้ม
เสียงตะโกนดังขึ้นไกล ๆ จากเรือนพัก
“เดน!”
เป็นเสียงของเมมซาฟ
ตามมาด้วยเสียงองครักษ์หลายคนวิ่งผ่านลาน
เมอร์นีธทอดพระเนตรประตู ก่อนกลับมามองเด็ก
“ข้าคาดช้าไป”
ประตูคลังถูกผลักเปิดอย่างแรง
เมมซาฟพุ่งเข้ามาพร้อมหอก ตามด้วยทหารอีกสี่นาย สีหน้าของเขาดูราวพร้อมสังหารทุกสิ่งที่ขยับได้
เมื่อเห็นเดนยืนอยู่กลางห้อง เขาหยุดกะทันหัน
“ฝ่าพระบาท”
เดนยกมือขึ้น “ข้าไม่เป็นอะไร”
เมมซาฟมองเด็กตั้งแต่ศีรษะถึงเท้า ตรวจว่ามีเลือดหรือร่องรอยถูกมัดหรือไม่ ก่อนหันไปหาเมอร์นีธ
“เกิดอะไรขึ้น”
“รัชทายาทออกจากห้องทางช่องลม”
“เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่”
เมอร์นีธทอดพระเนตรคาลิโก้
แมวกำลังดมตะกร้าแห้งราวเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกับมัน
เมมซาฟหลับตาแล้วสูดลมหายใจลึก
“ข้าควรนำมันไปผูกไว้กับเสา”
คาลิโก้หันมามองทันที
“เห็นไหม” เมมซาฟชี้ “มันฟังรู้เรื่องเฉพาะเวลาถูกกล่าวหา”
เดนรีบอุ้มแมวขึ้น “อย่าผูกมัน”
“ข้าควรผูกฝ่าพระบาทด้วย”
“ท่านทำไม่ได้”
“เช่นนั้นข้าจะผูกองครักษ์สองคนแทน”
“พวกเขาไม่รู้ว่าข้าออกมา”
เมมซาฟกำลังจะตอบ แต่หยุดเมื่อเห็นสีหน้าของเด็ก
ความโกรธในดวงตาเขาค่อย ๆ ลดลง เหลือเพียงความเหนื่อยและความหวาดกลัวซึ่งยังไม่จาง
“ครั้งหน้าปลุกพวกเขา” เขาพูด “หรือเรียกข้า ต่อให้เป็นกลางดึก”
“ถ้าข้าเรียก ท่านก็ไม่ให้ข้าออกมา”
“ถูกต้อง เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของข้า”
เมมซาฟคุกเข่าลงจนสายตาอยู่ระดับเดียวกับเด็ก
“คนที่ต้องการตัวฝ่าพระบาทยังไม่หายไปทั้งหมด อย่าทำให้งานของศัตรูง่ายขึ้น”
เดนก้มหน้า “ข้าขอโทษ”
เมมซาฟถอนหายใจ เขายื่นมือไปขยี้ผมเด็กหนึ่งครั้ง ก่อนลุกขึ้น
“ข้าจะพากลับห้อง”
“รอก่อน” เมอร์นีธรับสั่ง
เมมซาฟหันขวับ “พระองค์ยังจะทำสิ่งใดอีก”
“ในเมื่อเดนมาถึงคลังแล้ว เราควรให้เขาเห็นว่าที่นี่มีอะไร”
“กลางดึก?”
“เขาจะได้จำว่าการออกจากห้องโดยพลการมีราคาคือการเรียนบัญชี”
เดนมองไหจำนวนมากรอบตัว
เมมซาฟพยายามกลั้นรอยยิ้ม แต่ไม่สำเร็จ
“เป็นบทลงโทษที่โหดร้าย” เขากล่าว “ข้าไม่ขอคัดค้าน”
เมอร์นีธนำเดนไปยังไหเจ็ดใบซึ่งวางแยกอยู่ตรงมุม แต่ละใบมีเชือกพันรอบปากและดินปิดผนึกขนาดเล็กห้อยอยู่
บนป้ายไม้มีรอยขีดสั้น ๆ หลายกลุ่ม
“บอกข้าว่ามีภาชนะกี่ใบ” พระองค์รับสั่ง
“เจ็ด”
“บนป้ายมีรอยกี่รอย”
เดนก้มลงนับ “แปด”
“แสดงว่าอย่างไร”
“มีไหหายไปหนึ่งใบ”
“หรือมีคนทำรอยเกินหนึ่งรอย” เมอร์นีธตรัส “อย่าตัดสินก่อนตรวจสิ่งอื่น”
เด็กน้อยพิจารณาไหแต่ละใบ
“เชือกใบนี้ใหม่กว่า”
เมมซาฟเลิกคิ้ว “ดูออกได้อย่างไร”
“สีอ่อนกว่า”
“ดี” เมอร์นีธรับสั่ง “ดูต่อ”
เดนสังเกตว่าดินปิดผนึกของไหใบที่สามยังไม่แห้งสนิท ตรงพื้นมีรอยวงกลมจาง ๆ ซึ่งอาจเคยมีภาชนะอีกใบวางอยู่ และผนังข้างหลังมีรอยครูดใหม่
“เคยมีไหอีกใบตรงนั้น”
“เหตุใดจึงไม่อยู่แล้ว”
“ถูกขโมย”
“อาจถูกนำไปใช้”
“แต่ไม่มีใครบันทึก”
“นั่นคือปัญหา”
เมอร์นีธยื่นป้ายอีกชิ้นให้ เขียนด้วยเครื่องหมายสั้นเพียงไม่กี่กลุ่ม เดนจำสัญลักษณ์ของครัวเรือนหลวงได้ และเห็นรอยบอกจำนวนหนึ่งไห
“มันถูกส่งไปครัว”
“เมื่อใด”
เดนมองสัญลักษณ์เล็กตรงขอบ “วันนี้”
“ก่อนหรือหลังทำป้ายแผ่นแรก”
เขาเปรียบเทียบสีของดิน รอยเชือก และตำแหน่งการวาง
“หลังจากนั้น”
เมอร์นีธพยักพระพักตร์
“ไม่มีไหถูกขโมย ไม่มีผู้ใดทำรอยเกิน ไหหนึ่งใบเพียงถูกนำไปใช้ แต่ป้ายเก่ายังไม่ได้แก้”
เดนขมวดคิ้ว “เช่นนั้นเหตุใดต้องสนใจ ในเมื่อเรารู้ว่ามันอยู่ที่ใด”
“เพราะพรุ่งนี้คนทำขนมปังอาจคิดว่ายังมีแปดไห คนดูแลเรืออาจมารับสองไห และคนเฝ้าคลังอาจสัญญาอีกสามไหแก่ทหาร”
“แต่มีเพียงเจ็ด”
“เหลือหกแล้ว”
เดนเริ่มเข้าใจ
“หากทุกคนเชื่อป้ายเก่า พวกเขาจะคิดว่ามีมากกว่าความจริง”
“และเมื่ออาหารไม่พอ พวกเขาจะกล่าวหากันว่าขโมย”
เดนมองรอยขีดบนป้ายอีกครั้ง
มันไม่มีภาพเหยี่ยว ไม่มีพระนามกษัตริย์ และไม่งดงามเหมือนตราหินชิ้นใหม่ แต่รอยสั้นเพียงรอยเดียวกลับทำให้คนทั้งคลังเข้าใจผิดได้
“สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าพระนามหรือ” เขาถาม
เมอร์นีธทอดพระเนตรไหตรงหน้า
“หากเจ้าไม่รู้ว่ามีขนมปังพอหรือไม่ พระนามของเจ้าก็ช่วยให้คนอิ่มไม่ได้”
“แต่กษัตริย์ต้องรู้เครื่องหมายของตน”
“ต้องรู้”
“แล้วเหตุใดพระองค์ให้ข้าเรียนรอยนับก่อน”
“เพราะผู้ปกครองที่อ่านพระนามตนได้ แต่ไม่รู้ว่าประชาชนเหลืออาหารเท่าใด ย่อมปกครองเพียงเงาของตนเอง”
เดนเงยหน้ามองพระองค์
เงาจากตะเกียงเคลื่อนไหวบนผ้าคลุม ทำให้พระพักตร์ยิ่งมองไม่ชัด
แต่พระเนตรคู่นั้นไม่ได้เย็นชาเหมือนเหยี่ยวบนบัลลังก์
มันดูเหนื่อย
และดูเหมือนดวงตาของใครบางคนซึ่งเฝ้ามองเขามานานกว่าที่ควรจะเป็น
เดนอยากถามว่าเมอร์นีธเคยรู้จักมารดาของเขาหรือไม่
อยากถามว่าพระองค์ได้ตราของพระบิดามาอย่างไร
อยากถามว่าเหตุใดคาลิโก้จึงยอมหลับข้างพระบาท
แต่เมมซาฟยังอยู่
ทหารยังยืนตรงประตู
และทุกคำถามเกี่ยวกับอดีตทำให้ผู้ใหญ่มีสีหน้าเหมือนประตูซึ่งถูกปิดจากอีกด้านเสมอ
เขาจึงถามสิ่งที่ง่ายกว่า
“พรุ่งนี้ข้าต้องกลับมานับไหอีกหรือ”
“ทุกเช้าเจ็ดวัน”
“นี่คือการลงโทษใช่หรือไม่”
“และเป็นบทเรียน”
เดนถอนหายใจยาว
เมมซาฟหัวเราะ “ฝ่าพระบาทควรดีใจ หากเป็นข้า พระองค์อาจสั่งให้นับทั้งคลัง”
เมอร์นีธหันไปหาเขา
“เจ้าจะมานับด้วย”
รอยยิ้มของเมมซาฟหายไป
“ข้าต้องตรวจเวร”
“หลังตรวจเวร”
“ข้าต้องฝึกทหาร”
“หลังฝึกทหาร”
“ข้าอาจต้องไปท่าน้ำ”
“กลับมาแล้วค่อยนับ”
เดนหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกในคืนนั้น
เมมซาฟมองกษัตริย์ใต้ผ้าคลุม แล้วถอนหายใจอย่างยอมแพ้
“ข้าเริ่มคิดถึงสมัยที่พี่ชายข้าลงโทษด้วยการให้วิ่งรอบกำแพง”
“พรุ่งนี้เจ้าวิ่งได้หลังนับเสร็จ”
“พระเมตตาของพระองค์กว้างไกลจริง ๆ”
น้ำเสียงของเขาฟังเหมือนประชด
แต่เดนเห็นบางอย่างแปลกประหลาดในสายตาหัวหน้าองครักษ์
เมมซาฟมองเมอร์นีธเหมือนคนซึ่งเคยยืนอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน—เคยถูกใครบางคนใช้ถ้อยคำเรียบ ๆ ทำให้เถียงไม่ออก และแม้จะบ่นเพียงใดก็ไม่เคยจากไปจริง ๆ
ก่อนกลับห้อง เดนต้องปลุกองครักษ์สองคนซึ่งถูกสั่งให้รออยู่หน้าคลังและกล่าวขอโทษด้วยตนเอง
เขาคิดว่าเรื่องคงจบลงตรงนั้น
แต่เมื่อเดินผ่านลานมืด เขาได้ยินทหารคนหนึ่งกระซิบกับอีกคน
“กษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงทำให้รัชทายาทนับไหด้วยพระองค์เองหรือ”
“ข้าเห็นกับตา”
“กษัตริย์เจ็ตไม่เคยทำเช่นนั้น”
“เจ็ตเคยเป็นคนคุ้มกันขบวนมาก่อน เขารู้ว่าของหนึ่งไหมีค่าเพียงใด”
“แล้วเมอร์นีธเคยเป็นอะไรมาก่อน”
ไม่มีผู้ใดตอบ
เดนหันกลับไปมองคลัง
ประตูยังเปิดอยู่ แสงตะเกียงทำให้เห็นเงาของเมอร์นีธทอดยาวบนพื้น ข้างเงานั้นคือเมมซาฟซึ่งกำลังชี้ไปยังป้ายรอยนับและโต้เถียงบางอย่าง ส่วนคาลิโก้นั่งอยู่ระหว่างทั้งสอง
ภาพนั้นทำให้เด็กน้อยนึกถึงสิ่งที่เซชัตกาสอน
ดินเก็บรอยของสิ่งที่เคยสัมผัสมัน
แต่รอยไม่อาจบอกว่าเหตุใดสิ่งนั้นจึงอยู่ตรงนั้น
คาลิโก้อาจเข้าใกล้เมอร์นีธเพราะจำกลิ่นได้
หรือเพียงเพราะตรงนั้นอุ่นกว่า
เมมซาฟอาจยืนใกล้พระองค์เพราะเป็นหน้าที่
หรือเพราะเหตุผลซึ่งไม่มีผู้ใดยอมพูด
ส่วนเมอร์นีธอาจกำลังรักษาบัลลังก์ให้เขา
หรืออาจกำลังสร้างกรงซึ่งเขายังมองไม่เห็น
เดนยังไม่รู้ว่าคำตอบใดเป็นความจริง
แต่ในคืนนั้น เขารู้สิ่งหนึ่งเพิ่มขึ้น
กษัตริย์ผู้ประทับใต้เงาเหยี่ยวไม่ได้ขอให้เขาเรียนรู้วิธีค้อมศีรษะรับคำสรรเสริญ
พระองค์กำลังสอนให้เขานับจำนวนขนมปังซึ่งคนของตนจะได้รับ
และอย่างน้อยในเวลานี้—
นั่นทำให้เดนกลัวเมอร์นีธน้อยลงกว่าคืนก่อนเล็กน้อย
© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต
ความคิดเห็น
0