Kamelessia Stories
ปก เมื่อนักเขียนกลายเป็นอาลักษณ์กลับไปที่นิยายเมื่อนักเขียนกลายเป็นอาลักษณ์
ตอนที่ 2

คนที่ข้าเคยเขียนให้ตาย

หลินเหวินวางกระดาษสองแผ่นไว้ข้างกันจนดึก

แผ่นแรกเป็นร่างคำสั่งประหาร

อีกแผ่นเป็นคำเตือนจากคนที่กำลังจะถูกประหาร

เขาสลับอ่านทั้งสองแผ่นหลายครั้ง หวังว่าจะพบถ้อยคำสักคำที่ทำให้เรื่องทั้งหมดกลายเป็นความเข้าใจผิด แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นว่าเจ้าของร่างรู้ว่ามีคนกำลังใช้ชื่อของตนทำอะไรบางอย่าง

ข้าไม่ได้เขียนทุกสิ่งที่พวกเขาจะกล่าวว่าข้าเขียน

เสิ่นเหยียนไม่ได้ขอให้ใครแก้ต่างด้วยคำพูด เขาเตือนให้ระวังบันทึก

แสดงว่าสิ่งที่ใช้ฆ่าเขาอาจมีอยู่แล้ว

หลินเหวินลุกขึ้นค้นโต๊ะอีกครั้ง

คราวนี้เขาไม่รีบรื้อของทุกชิ้น เขายกตะเกียงให้แสงส่องไปตามรอยต่อไม้ ตรวจด้านหลังลิ้นชักและใต้ชั้นวางทีละส่วน

เสิ่นเหยียนซ่อนคำเตือนไว้ใต้ลิ้นชักเพราะไม่อยากให้ใครพบง่าย ๆ หากมีเอกสารอื่น มันคงไม่วางอยู่ในที่ซึ่งคนค้นห้องครั้งเดียวก็หยิบได้

เขาเคาะแผ่นไม้ด้านหลังโต๊ะ

เสียงทึบ

เคาะแผ่นถัดไป

ยังทึบเหมือนกัน

หลินเหวินก้มลงจนปอยผมตกบังหน้า พยายามใช้ปลายเล็บแซะรอยต่อ ก่อนความเจ็บแล่นขึ้นมาจากนิ้ว

เขาชักมือกลับ

ใต้ขอบไม้มีรอยขูดเล็ก ๆ อยู่แล้ว รอยนั้นไม่ได้เพิ่งเกิดจากมือของเขา

หลินเหวินหยิบมีดเล็กสำหรับเหลาด้ามพู่กันมาสอดอย่างระวัง แผ่นไม้ขยับเพียงนิดเดียว ก่อนเผยช่องแคบที่มีห่อผ้าสีหม่นอัดอยู่ข้างใน

เขาดึงมันออกมา

ผ้าถูกผูกด้วยเชือกเส้นเล็ก ภายในมีเอกสารพับสองฉบับกับกระดาษอีกแผ่นซึ่งเขียนเพียงไม่กี่คำ

อ่านเทียบกัน อย่าแยกเก็บต้นฉบับทั้งสองไว้ที่เดียว

หลินเหวินเผลอมองประตู

กลอนยังอยู่ครบ

เขาจึงคลี่เอกสารลงบนโต๊ะ

หัวกระดาษทั้งสองฉบับเหมือนกัน วันที่เหมือนกัน เรื่องที่ระบุก็เหมือนกัน เป็นคำสั่งเกี่ยวกับเหตุไม่สงบในเมืองชายแดนเหนือ

ฉบับแรกให้เจ้าหน้าที่สอบสวนข้อร้องเรียนเรื่องเสบียงและแยกผู้ก่อเหตุออกจากชาวเมือง

ฉบับที่สองเปลี่ยนข้อความช่วงกลาง

ผู้ร้องเรียนกลายเป็นผู้ปลุกปั่น ผู้รวมตัวกันกลายเป็นผู้สมคบคิด และกำลังทหารได้รับอนุญาตให้ปราบปรามโดยไม่ต้องรอรายงานเพิ่มเติม

หลินเหวินลากนิ้วไปตามบรรทัด แต่หยุดก่อนสัมผัสหมึก

คำบางคำเขาอ่านช้า ต้องเทียบรูปอักษรอยู่หลายครั้ง ทว่าความหมายที่ต่างกันนั้นชัดเจน

ฉบับหนึ่งให้หาคนผิด

อีกฉบับเปิดทางให้คนถืออาวุธตัดสินว่าใครผิด

มุมล่างของทั้งสองฉบับมีรอยตราที่คัดเลียนไว้ และข้อความกำกับว่าเป็นสำเนา เสิ่นเหยียนจดเลขทะเบียนลงตรงขอบด้วยตัวอักษรเล็กกว่าปกติ

หลินเหวินไม่รู้ว่าเลขเหล่านั้นใช้ค้นจากที่ใด

แต่เขารู้ว่าต้องเก็บไว้

ข่าวชายแดนในนิยายของเขาเริ่มจากประโยคที่ว่า ชาวเมืองถูกคนร้ายยุยงให้ก่อความวุ่นวาย ราชสำนักจึงส่งทหารไปควบคุมสถานการณ์

เขาเคยเล่าเรื่องผ่านข่าวที่องค์รัชทายาทได้รับ

ไม่เคยเขียนฉากเจ้าหน้าที่อ่านคำร้องเรียน

ไม่เคยเขียนว่าคำสั่งมีสองฉบับ

และไม่เคยคิดว่าอาลักษณ์ซึ่งถูกลงโทษในอีกหลายวันต่อมาอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องเดียวกัน

เสียงไม้ลั่นจากข้างหน้าต่างทำให้เขาหยุดคิด

หลินเหวินหันไปทันที

ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น มีเพียงผ้าปะช่องลมขยับเบา ๆ

เขาเดินไปตรวจบานหน้าต่าง ใช้นิ้วกดสลักให้แน่นขึ้น แล้วกลับมาที่โต๊ะ

เอกสารทั้งหมดไม่ควรอยู่ใต้ตะเกียงเช่นนี้อีกต่อไป

หลินเหวินไม่ได้หลับสนิท

ทุกครั้งที่มีเสียงฝีเท้าผ่านหน้าห้อง เขาจะลืมตา บางครั้งได้ยินเพียงคนเดินไปตักน้ำ บางครั้งเป็นคนกลับจากงานเวร แต่เขาไม่กล้านอนต่อจนเสียงหายไป

ก่อนรุ่งเช้า เขานำร่างคำสั่งประหารกับสำเนาคำสั่งฉบับแรกสอดไว้ด้านในเสื้อ แยกสำเนาอีกฉบับไปซ่อนไว้ในห่อผ้าเย็บซับของเสื้อเก่าก้นหีบ

จดหมายจากเจ้าของร่างถูกพับรวมกับจดหมายจากบ้าน

ส่วนห่อผ้าสีหม่น เขาพับกระดาษฝึกคัดสองแผ่นใส่แทน แล้วเก็บกลับเข้าไปในช่องหลังโต๊ะ

เขาไม่รู้ว่าการจัดเช่นนี้เพียงพอหรือไม่ แต่ดีกว่านำทุกอย่างใส่ไว้ในห่อเดียว

เมื่อมีเสียงเคาะประตู เขาสะดุ้งจนกระแทกข้อศอกกับขอบโต๊ะ

“เหยียน ข้าเอง”

หานซู่

หลินเหวินสูดหายใจ ก่อนเปิดกลอน

เพื่อนร่วมงานถือถุงแป้งทอดกับถ้วยน้ำอุ่นเข้ามา เขาหยุดมองหน้าเจ้าของห้องแล้วถอนหายใจ

“เจ้ามีหน้าตาเหมือนคนเฝ้าประตูเมืองทั้งคืน”

“ข้าหลับไม่ค่อยดี”

“เพราะยา หรือเพราะงาน”

หลินเหวินไม่ตอบทันที

หานซู่เดินไปวางอาหารบนโต๊ะ เห็นมีดเล็กกับเศษแป้งเปียกแห้งที่เขายังเก็บไม่หมด จึงถามขึ้น

“เจ้าซ่อมโต๊ะหรือ”

“ลิ้นชักติด”

“มันติดมาตั้งแต่ก่อนเจ้าย้ายเข้ามาแล้ว เจ้าบ่นทุกครั้งแต่ไม่ยอมเปลี่ยน”

หลินเหวินก้มเก็บมีด

ความทรงจำธรรมดาของเสิ่นเหยียนอยู่ในปากของคนอื่นเต็มไปหมด ขณะที่เขาต้องคอยเลือกคำตอบให้พ้นข้อสงสัย

หานซู่ยื่นแป้งทอดให้

“กินก่อน วันนี้คงมีงานมาก เมื่อวานเจ้าคัดได้ไม่กี่แผ่น”

หลินเหวินรับมา แต่ยังไม่กัด

“ถ้าข้าจะขอพักอีกสองสามวัน ต้องทำอย่างไร”

หานซู่มองเขาตั้งแต่ศีรษะถึงเท้า

“บอกข้าไว้ ข้าจะไปลงชื่อให้ แต่ถ้าเจ้ามีเวรที่กำหนดไว้แล้ว ต้องให้หัวหน้าสำนักอนุญาต”

“เวรอะไร”

หานซู่เคี้ยวช้าลง

“เจ้าลืมอีกแล้วหรือ”

หลินเหวินรู้สึกว่าทุกครั้งที่ถาม คำตอบแรกมักเป็นคำถามนี้

เขาแตะขมับ

“เรื่องที่เกิดก่อนป่วย ข้าจำได้ไม่ครบ”

หานซู่วางอาหารที่เหลือลง

“วันสิบเก้า เจ้าต้องเข้าเวรรับพระราชดำรัส”

หลินเหวินนิ่ง

กระดาษที่ซ่อนอยู่ในเสื้อเหมือนร้อนขึ้นทั้งที่อากาศยังเย็น

“ใครจัดเวร”

“รายชื่อผ่านใต้เท้าลู่แล้ว”

“ข้าแลกกับคนอื่นได้หรือไม่”

“งานนี้ไม่ได้แลกกันเอง”

หานซู่หรี่ตา

“เหยียน เจ้าไม่อยากเข้าเวรหรือ”

“ข้ายังจับพู่กันไม่มั่นคง หากจดผิด—”

เขาหยุดก่อนพูดต่อ

หานซู่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“เรื่องนี้ต้องบอกจริง ๆ เมื่อวานลายมือเจ้าดูแย่จนข้าไม่กล้าให้คนตรวจเห็น เอาอย่างนี้ เจ้าไปสำนักกับข้า แล้วขอใต้เท้าลู่ด้วยตัวเอง”

หลินเหวินมองใบหน้าอีกฝ่าย

หานซู่ดูห่วงเขาอย่างจริงใจ

แต่เขาเองเคยเขียนให้ตัวละครพูดด้วยความห่วงใย ก่อนเปิดเผยในภายหลังว่าต้องการอะไรบางอย่างเช่นกัน

ความคิดนั้นทำให้เขาเกลียดตัวเองเล็กน้อย

เขายังไม่มีเหตุผลจะสงสัยคนตรงหน้า นอกจากการที่ไม่รู้จักโลกนี้ดีพอ

“ขอบใจ” เขากล่าว

หานซู่หยิบแป้งทอดขึ้นมาอีกครั้ง

“ถ้าขอบใจจริงก็อย่าทิ้งให้เย็น ข้าไปต่อแถวซื้อมา”

แสงเช้าทำให้สำนักอาลักษณ์ดูอันตรายน้อยลง

มีคนยืนฝนหมึกอยู่ข้างหน้าต่าง ขุนนางสูงวัยคนหนึ่งกำลังบ่นเรื่องพู่กันแตกปลาย ส่วนเจ้าหน้าที่รับหนังสือจากเมื่อวานเถียงกับคนส่งเอกสารว่าใครลงวันที่ผิด

ไม่มีใครดูเหมือนกำลังเตรียมฆ่าเขา

หลินเหวินนั่งที่โต๊ะ เปิดงานคัดที่ค้างไว้ แล้วพยายามทำตัวให้เหมือนคนอื่น

เขาจับด้ามพู่กันตามรอยด้านบนนิ้ว ผ่อนข้อมือแทนการเกร็ง และคัดช้าทีละตัว

หานซู่ชะโงกมอง

“วันนี้ดีขึ้น”

หลินเหวินเพิ่งจะคลายใจ อีกฝ่ายก็พูดต่อ

“แต่เจ้าเคยจับต่ำกว่านี้”

เขาเลื่อนนิ้วลงทันที

หานซู่มองมือเขา ก่อนเงยหน้ามองใบหน้า

“อย่าฝืนจนเจ็บ หากข้อมือไม่มีแรงก็พัก”

หลินเหวินพยักหน้า

เขารอจนลู่เหวินเจาเดินเข้าห้องทำงาน แล้วลุกตามไปยังทางเดินด้านข้าง

เจ้าหน้าที่หน้าประตูแจ้งชื่อให้ ก่อนอนุญาตให้เข้า

ห้องของหัวหน้าสำนักเรียบร้อยกว่าห้องทำงานรวมมาก หนังสือแต่ละกองมีป้ายกำกับ ตราประทับเก็บอยู่ในกล่องปิด และมีกลิ่นชาอ่อน ๆ

ลู่เหวินเจาเงยหน้าจากเอกสาร

“เมื่อคืนพักได้หรือไม่”

“ไม่ค่อยดีขอรับ”

“เจ้าควรให้หมอตรวจอีกครั้ง”

หลินเหวินก้มคำนับ

“ข้ามาขออนุญาตพักงานสองสามวัน และขอให้เปลี่ยนผู้เข้าเวรในวันที่สิบเก้าขอรับ”

ชายสูงวัยวางพู่กันลง

“เพราะเหตุใด”

“มือข้ายังไม่มั่นคง เกรงว่าจะรับพระราชดำรัสผิดพลาด”

ลู่เหวินเจามองมือของเขา

หลินเหวินรู้สึกอยากซ่อนมันไว้ในแขนเสื้อ แต่ฝืนยืนนิ่ง

“เจ้าอาจพักได้วันนี้” หัวหน้าสำนักกล่าว “ส่วนเวรวันที่สิบเก้ายังเหลือเวลาอีกหลายวัน ให้หมอรักษาและค่อย ๆ ฝึกมือ”

“หากถึงวันนั้นข้ายังไม่ดีขึ้น—”

“ข้าจะพิจารณาเอง”

คำตอบสุภาพ แต่ไม่มีช่องให้ถามต่อ

หลินเหวินเงียบ

ลู่เหวินเจาหยิบถ้วยชาขึ้น ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“เจ้าทำงานละเอียด เสิ่นเหยียน ข้าจึงเลือกเจ้า เรื่องบางอย่างต้องใช้คนที่รู้ระเบียบและเก็บคำพูดได้ตรง”

หลินเหวินคิดถึงคำสั่งสองฉบับในห้อง

“ขอรับ”

“อย่ากลัวจนลืมว่าตนเองทำอะไรได้”

ชายสูงวัยวางถ้วยลง

“ร่างเอกสารที่เจ้าถามเมื่อวาน ยังเก็บอยู่หรือไม่”

หลินเหวินรู้สึกถึงขอบกระดาษตรงอก

“ยังอยู่ขอรับ”

“ยังไม่ต้องคัด ข้ากำลังให้ตรวจที่มา”

“มีผู้แจ้งแล้วหรือขอรับว่าใครนำมาวาง”

ลู่เหวินเจามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง

“ยัง”

หลินเหวินก้มหน้า

“ข้าเข้าใจแล้ว”

“กลับไปพักเถิด ข้าจะให้คนบันทึกว่าเจ้าลาป่วยวันนี้”

เขาคำนับแล้วถอยออกจากห้อง

ประตูปิดลงเบา ๆ ด้านหลัง

ลู่เหวินเจาอนุญาตให้พัก

แต่ยังไม่ยอมปล่อยเขาออกจากวันที่เขาควรตาย

หลินเหวินไม่ได้กลับเรือนทันที

เขาบอกหานซู่ว่าจะไปรับยา ก่อนเดินออกไปยังทางที่อีกฝ่ายชี้ให้

ห้องตรวจของหมออยู่ในเรือนเล็กใกล้ที่พักเจ้าหน้าที่ ระหว่างรอ เขานั่งฟังชายคนหนึ่งบ่นเรื่องข้อเท้าบวม กับหญิงรับใช้ที่ขอให้หมอไปดูคนครัวซึ่งมีไข้

ชีวิตของทุกคนยังดำเนินต่อ

ไม่มีใครรู้ว่าเขาเคยเขียนให้แม่ทัพตาย ให้คนในเมืองสูญเสียบ้าน หรือให้องค์ชายถูกลากไปประหาร

และไม่มีใครสนใจว่าเขาเป็นคนเขียนเรื่องนี้หรือไม่

หากเขาเงยหน้าประกาศความจริงตอนนี้ คงมีคนพาเขาไปพักในที่ซึ่งออกมาไม่ได้ง่าย ๆ

เมื่อถึงคิว หมอจับชีพจรและถามเรื่องการนอน

หลินเหวินตอบตามจริงเท่าที่ตอบได้

“ยังคลื่นไส้หรือไม่”

“น้อยลง”

“กินได้หรือไม่”

“กินได้”

“จำเรื่องก่อนล้มป่วยได้มากขึ้นหรือยัง”

หลินเหวินมองมือของหมอที่จับข้อมือตน

“ยังไม่ครบ”

หมอพยักหน้า แล้วเขียนรายการยา

หลินเหวินรอจังหวะก่อนถาม

“ตอนมีคนพบข้า ข้าเป็นอย่างไร”

ปลายพู่กันของหมอหยุดไปชั่วครู่

“เจ้าหมดสติ ตัวเย็น หายใจอ่อน”

“ข้าดื่มสิ่งใดเข้าไปหรือ”

หมอเงยหน้า

“เจ้าจำได้ว่าดื่มอะไรหรือ”

“ข้าถามเพราะไม่รู้”

ชายสูงวัยวางพู่กันลง

“ตอนนั้นมีถ้วยอยู่ข้างตัว แต่ข้าไม่ได้เห็นว่าผู้ใดเตรียมมัน เจ้ารอดมาแล้วก็อย่าเพิ่งทำให้ตนเหนื่อย เรื่องอื่นค่อยคิดเมื่อแข็งแรง”

เขาไม่ตอบว่าในถ้วยมีอะไร

หลินเหวินอยากถามต่อ แต่สายตาของหมอเลื่อนไปยังประตูที่มีผู้ป่วยรออยู่

เขาจึงรับห่อยาและกลับออกมา

ระหว่างทาง หลินเหวินแวะซื้อเข็มกับด้ายจากร้านเล็ก ๆ ที่ขายของให้เจ้าหน้าที่ แล้วขอเศษกระดาษห่อของมาเพิ่ม

ถ้าเขาไม่อาจย้ายเวรได้ อย่างน้อยต้องมีที่เก็บเอกสารซึ่งไม่ถูกค้นพบง่าย

เขายังไม่กล้าฝากใคร

เพราะไม่รู้ว่าเสิ่นเหยียนเคยไว้ใจคนผิดไปแล้วหรือไม่

ประตูห้องเปิดได้ง่ายกว่าตอนเช้า

หลินเหวินหยุดมืออยู่บนบานไม้

เขาจำได้ว่าตอนออกไปต้องยกประตูขึ้นเล็กน้อยจึงจะดึงปิดได้ แต่ตอนนี้ขอบล่างไม่ครูดพื้น

อาจเป็นเพราะความชื้น

อาจเป็นเพราะเขาจำผิด

เขายืนฟังอยู่หน้าห้อง ไม่มีเสียงข้างใน

หลินเหวินผลักประตูออกช้า ๆ

ทุกอย่างดูอยู่ที่เดิม

เตียง โต๊ะ หีบไม้ ถ้วยน้ำที่หานซู่ใช้ และห่ออาหารซึ่งยังเหลือแป้งทอดชิ้นหนึ่ง

แต่เก้าอี้ถูกเลื่อนเข้าใต้โต๊ะ

เขาไม่ได้เลื่อนมันเข้า

ตอนเช้าเขาวางห่อผ้าลงบนที่นั่งเพื่อคุกเข่าเย็บซับเสื้อ แล้วรีบออกไปกับหานซู่ เก้าอี้จึงควรอยู่ห่างโต๊ะพอให้เดินผ่านได้

หลินเหวินวางห่อยาลงใกล้ประตู

เขาไม่เรียกใคร

ค่อย ๆ เดินเข้าไปมองโต๊ะ

ลิ้นชักล่างปิดสนิท

เสิ่นเหยียนเคยบ่นว่ามันติด หานซู่บอกเช่นนั้น และหลินเหวินก็พบด้วยตัวเองว่าเมื่อคืนมันปิดไม่ลงจนต้องดึงออก

ตอนนี้กลับปิดเรียบร้อย

เขาสอดนิ้วใต้ขอบแล้วดึง

ด้านหลังโต๊ะ ช่องที่ซ่อนห่อผ้าแง้มอยู่เพียงนิดเดียว

หลินเหวินเปิดแผ่นไม้

ห่อผ้าสีหม่นยังอยู่

แต่เชือกถูกผูกใหม่

เขาจำได้ว่าตนผูกเป็นปมธรรมดาเพื่อแก้ง่าย ตอนนี้มันถูกพันสองรอบและรัดแน่น

เขาดึงเชือกออก

กระดาษฝึกคัดสองแผ่นที่ใส่ไว้แทนหายไปแล้ว

หลินเหวินถอยจากโต๊ะ

เขาเปิดหีบอย่างรวดเร็ว ก่อนบังคับตนเองให้ช้าลง ตรวจเสื้อเก่าที่ก้นหีบและตะเข็บที่เพิ่งเย็บ

สำเนาคำสั่งฉบับที่สองยังอยู่

จดหมายจากเจ้าของร่างยังปะปนกับจดหมายจากบ้าน

ร่างคำสั่งประหารกับสำเนาอีกฉบับยังอยู่ในเสื้อของเขา

ไม่มีเงินหาย

ไม่มีเสื้อผ้าหาย

มีคนเข้ามาค้นห้องและหยิบกระดาษไปเพียงอย่างเดียว

หลินเหวินนั่งลงที่ขอบเตียง มือทั้งสองข้างเย็นจนรู้สึกเหมือนไม่ใช่มือที่เพิ่งเดินฝ่าแดดกลับมา

เขาไม่รู้ว่าคนค้นคิดอย่างไรเมื่อพบกระดาษฝึกคัด

อาจคิดว่าเสิ่นเหยียนซ่อนของไร้สาระ

หรืออาจรู้ทันทีว่าหลักฐานถูกย้ายแล้ว

หากเป็นอย่างหลัง ครั้งต่อไปอีกฝ่ายคงไม่หยุดแค่ช่องหลังโต๊ะ

เสียงฝีเท้าดังขึ้นนอกห้อง

หลินเหวินรีบเก็บห่อผ้า แล้วหยิบห่อยามาวางบนโต๊ะ

มีคนเคาะประตูสองครั้ง

เขาไม่ขยับ

เสียงเคาะดังขึ้นอีก

“เสิ่นเหยียน”

ไม่ใช่หานซู่

เสียงทุ้มต่ำของชายแปลกหน้าดังลอดบานไม้เข้ามา

“ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ข้างใน”

หลินเหวินมองกลอนประตูซึ่งเขายังไม่ได้ลง

เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไป

แต่อีกฝ่ายพูดก่อน

“หากเจ้าต้องการลงกลอน ก็ลงเถิด ข้าไม่ได้มาค้นห้อง”

มือของหลินเหวินหยุดอยู่กลางอากาศ

ชายด้านนอกเว้นจังหวะ แล้วกล่าวต่อ

“แต่คนที่ค้นก่อนข้า คงกลับมาอีก”

หลินเหวินรู้สึกว่ากระดาษใต้เสื้อแนบกับอกแน่นขึ้น

“ท่านเป็นใคร”

“คนที่มารับของตามนัด”

“ข้าไม่ได้นัดใคร”

ด้านนอกเงียบไปครู่หนึ่ง

เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง มันเย็นลงกว่าเดิม

“เช่นนั้นเจ้าควรอธิบายด้วยตัวเอง ว่าเหตุใดจึงรับปากองค์ชายรอง แล้วกลับบอกว่าไม่เคยนัดใคร”

หลินเหวินมองประตู

ชื่อของชายที่เขาเคยเขียนให้เป็นตัวร้ายผุดขึ้นในหัวทันที

เซียวจิ่งเหิง

เขารอดจากคำสั่งประหารมาได้เพียงหนึ่งวัน

และตอนนี้ คนขององค์ชายรองมายืนอยู่หน้าห้องแล้ว

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต