Kamelessia Stories
ปก เมื่อนักเขียนกลายเป็นอาลักษณ์กลับไปที่นิยายเมื่อนักเขียนกลายเป็นอาลักษณ์
ตอนที่ 5

เส้นทางของคำสั่ง

หลินเหวินออกจากหอจดหมายเหตุพร้อมกระดาษที่สวี่ชิงถังเขียนให้

ในนั้นมีเลขทะเบียนสองรายการ วันที่รับกระดาษเข้าคลัง และชื่อหน่วยงานที่ต้องยื่นคำร้องต่อ

ไม่มีคำกล่าวหาว่าใครปลอมเอกสาร

ไม่มีคำรับรองว่าเสิ่นเหยียนบริสุทธิ์

มีเพียงสิ่งที่ตรวจพบกับสิ่งที่ต้องตรวจต่อ

เขาอ่านรายการนั้นระหว่างเดิน จนเกือบชนคนถือหีบหนังสือซึ่งสวนมา

“ดูทางด้วย”

หลินเหวินรีบหลบและกล่าวขอโทษ

กระดาษไม่ได้บอกว่าควรเดินไปทางไหน ไม่ได้บอกว่าเจ้าหน้าที่คนใดจะยอมตอบ และไม่ได้บอกว่าคำถามของเขาจะไปถึงหูใครบ้าง

สิ่งเหล่านี้ต้องคิดเองทั้งหมด

เขาพับรายการเก็บไว้ แล้วเดินกลับสำนักอาลักษณ์

หานซู่กำลังนั่งนับกระดาษอยู่ที่โต๊ะ

เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา อีกฝ่ายยกมือเรียกทันที

“เจ้าไปที่ใดมา”

“หอจดหมายเหตุ”

นิ้วที่กำลังนับแผ่นกระดาษหยุดลง

“ใต้เท้าให้พักมิใช่หรือ”

“ให้พักเมื่อวาน วันนี้ข้ามาทำงานแล้ว”

“แต่ข้าไปหาเจ้าตอนเช้า ไม่เห็นอยู่”

หลินเหวินถอดเสื้อคลุมพาดพนักเก้าอี้

“ข้าไปตรวจเอกสารก่อน”

หานซู่มองเขาอย่างไม่เข้าใจ

“เพิ่งจับพู่กันได้ดีขึ้นก็ไปค้นหนังสือเก่าอีก เจ้าไม่กลัวไข้กลับหรือ”

“กลัว”

หลินเหวินตอบตามจริง

เขากลัวหลายอย่างจนแยกไม่ออกแล้วว่าอาการป่วยอยู่ลำดับใด

หานซู่เลื่อนกองงานให้

“สองฉบับนี้ต้องเสร็จก่อนเที่ยง ข้าคัดส่วนอื่นไปแล้ว”

หลินเหวินนั่งลงตรวจหัวเรื่อง

เป็นรายการเบิกเครื่องเขียนกับหนังสือแจ้งซ่อมหลังคา ไม่มีชื่อเมืองชายแดน ไม่มีคำว่าประหาร

เขาผ่อนลมหายใจ ก่อนหยิบพู่กันขึ้น

“หานซู่”

“ว่าอย่างไร”

“เอกสารที่ข้าถามเมื่อวาน มีคนมาทวงหรือไม่”

อีกฝ่ายส่ายหน้า

“ข้าไม่เห็น”

“ไม่มีใครถามถึงโต๊ะข้า?”

หานซู่คิดอยู่ครู่หนึ่ง

“เจ้าหน้าที่รับหนังสือถามว่าเจ้ากลับมาหรือยัง ข้าบอกว่าใต้เท้าให้ไปพัก”

หลินเหวินเงยหน้า

“เขาเข้ามาที่โต๊ะหรือไม่”

“ไม่ เขายืนตรงประตู”

หานซู่ลดเสียงลง

“มีอะไรหรือ”

หลินเหวินมองรอบห้อง

อาลักษณ์สูงวัยตรงหน้าต่างกำลังคัดงาน คนอีกสองคนถกเรื่องถ้อยคำในรายงาน ไม่มีใครหันมา แต่เขาเริ่มรู้แล้วว่าการไม่มีคนมองไม่ได้แปลว่าไม่มีคนฟัง

“ข้าอยากให้แน่ใจว่างานไม่หาย”

หานซู่มองเขาอยู่อีกครู่ ก่อนกลับไปนับกระดาษ

“เช่นนั้นลงรายการไว้ อย่าจำเอาเอง เมื่อก่อนเจ้าก็เตือนข้าเช่นนี้”

หลินเหวินก้มมองพู่กัน

เสิ่นเหยียนเดิมทิ้งคำแนะนำไว้ในคนรอบตัวมากกว่าที่เขาคิด

หลังส่งงานคัด หลินเหวินไปยังโต๊ะรับหนังสือ

เจ้าหน้าที่คนเดิมกำลังประทับเครื่องหมายลงทะเบียน เมื่อเห็นเขา ใบหน้าก็แสดงความรำคาญขึ้นมาเล็กน้อย

“เรื่องใดอีก”

“ข้าต้องลงรายการเอกสารที่ไม่มีป้ายงาน”

“ฉบับที่เจ้าถามเมื่อวาน?”

“ขอรับ”

“ใต้เท้าลู่รับไปตรวจแล้วมิใช่หรือ”

หลินเหวินวางมือบนขอบโต๊ะ

“ท่านรับกระดาษสั่งงานไป แต่ร่างยังอยู่กับข้า”

เจ้าหน้าที่หยุดประทับเครื่องหมาย

เพียงชั่วครู่ ก่อนวางตราลงข้างแท่นหมึก

“ถ้าใต้เท้ากำลังตรวจ เจ้าก็รอ”

“ข้ารอได้ แต่ควรมีรายการว่าเอกสารอยู่กับผู้ใด”

“ไม่รู้ผู้ส่ง ไม่รู้เลขรับ จะลงอย่างไร”

“ลงว่าไม่ทราบผู้ส่งได้หรือไม่”

ชายตรงหน้ามองเขาเต็มตา

หลินเหวินรู้สึกว่าคำถามธรรมดากำลังพาเข้าไปใกล้สิ่งที่อีกฝ่ายไม่อยากแตะ

“เจ้าจะให้ข้าลงทะเบียนงานที่ไม่มีที่มา เพื่อให้คนตรวจถามข้าว่ารับเข้ามาได้อย่างไรหรือ”

น้ำเสียงดังขึ้นเล็กน้อย

คนใกล้ประตูหันมามอง

หลินเหวินจึงก้มศีรษะ

“ข้าเพียงไม่อยากเก็บผิดระเบียบ”

“ถ้าไม่อยากผิดระเบียบ ก็ทำตามที่หัวหน้าสำนักสั่ง”

ชายผู้นั้นหยิบหนังสืออีกฉบับขึ้นมา เป็นการบอกว่าการสนทนาจบแล้ว

หลินเหวินถอยออก

เขาไม่ได้รายการรับ

แต่ได้คำตอบอย่างหนึ่ง

ทุกคนพร้อมบอกว่ากระดาษแผ่นนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของเขา ขณะที่ไม่มีใครยอมบันทึกว่าเขาได้รับมันอย่างไร

ใบคำร้องถึงคลังกระดาษใช้เวลาเขียนนานกว่าที่ควร

หลินเหวินคัดเลขจากรายการของชิงถังอย่างระวัง จดหัวเรื่องเป็นการตรวจวัสดุสำหรับสำเนาคำสั่ง ไม่ระบุข้อสงสัยเรื่องการปลอมแปลง

เมื่อยื่นให้เจ้าหน้าที่คลัง ชายผู้นั้นอ่านแล้วชี้ช่องว่างด้านล่าง

“ขาดการรับรอง”

“ต้องให้ผู้ใดรับรอง”

“ผู้บังคับบัญชาโดยตรง”

หลินเหวินมองช่องนั้น

ถ้าให้ลู่เหวินเจาลงชื่อ หัวหน้าสำนักจะรู้ทันทีว่าเขาตรวจไปถึงกระดาษชุดใด

แต่หากไม่ยื่น คำบอกของชิงถังก็จะยังเป็นเพียงข้อสังเกตที่ไม่มีเอกสารยืนยัน

เขารับคำร้องคืนโดยไม่เถียง

“ข้ามีอีกคำถาม กระดาษรุ่นนี้เคยส่งเข้าหน่วยงานอื่นก่อนวันที่แปดหรือไม่”

เจ้าหน้าที่คลังมองใบคำร้องในมือเขา

“เมื่อรับรองครบ ข้าจะค้นให้”

หลินเหวินก้มศีรษะแล้วออกมา

เขาไม่ชอบการต้องหยุดทุกครั้งที่พบประตูปิด

แต่จะฝืนเปิดก็ไม่ได้

สิ่งที่สวี่ชิงถังช่วยไว้มีค่าเพียงเพราะเธอรู้ว่าอะไรพูดได้ อะไรต้องมีหลักฐาน และสิ่งใดต้องรอ

เขาต้องเรียนรู้เช่นนั้นด้วย

วันรุ่งขึ้น หลินเหวินกลับไปหอจดหมายเหตุตามนัด

วันที่สิบห้า เดือนสาม

เหลือสี่วันก่อนเข้าเวรรับพระราชดำรัส

ชิงถังอ่านคำร้องที่ยังขาดการรับรอง ก่อนพยักหน้า

“เขาไม่ค้นให้?”

“ต้องให้ใต้เท้าลู่ลงชื่อ”

เธอวางกระดาษลง

“ข้าให้ผู้ดูแลหอตรวจได้ว่าเราเคยรับกระดาษชุดเดียวกันเมื่อใด แต่จะยืนยันการรับเข้าคลังทั้งหมดไม่ได้”

“เท่าที่ตรวจได้ก็พอ”

หลินเหวินหยุดแล้วแก้คำพูด

“พอสำหรับไปต่อ ยังไม่พอสำหรับกล่าวหา”

ชิงถังมองเขาเล็กน้อย

“ใช่”

เธอเปิดทะเบียนซึ่งเตรียมไว้บนโต๊ะ

“ข้าพบรายการสำเนาของคำสั่งทั้งสองในบัญชีอีกเล่ม แต่มีเรื่องที่ต้องตรวจเพิ่ม”

นิ้วของเธอเลื่อนไปยังช่องหมายเหตุ

“สำเนาฉบับที่ให้ใช้กำลังถูกส่งมาพร้อมซองจากเขตพระราชฐาน บัญชีที่นี่จึงอ้างเลขส่งของผู้ดูแลรับส่งหนังสือ ไม่ได้อ้างเฉพาะสำนักอาลักษณ์”

หลินเหวินอ่านชื่อที่เขียนกำกับ

เกาหรง

ชื่อนั้นเหมือนคุ้นอยู่ที่ขอบความทรงจำ

ในต้นฉบับ เขาเคยให้ขันทีผู้หนึ่งเดินเข้ามาถวายรายงาน แล้วใช้เสียงประกาศของชายคนนั้นเปิดฉากประชุม

อาจเป็นคนเดียวกัน

หรือเขาอาจกำลังหยิบความจำที่ไม่แน่ใจมาประกอบเรื่องอีกแล้ว

“ข้าพบเขาได้ที่ใด”

“โต๊ะรับส่งหนังสือใกล้ประตูเขตพระราชฐาน แต่ท่านต้องถามเรื่องการส่ง ไม่ใช่ขออ่านเอกสารในวัง”

“เขาจะยอมตอบหรือ”

ชิงถังปิดทะเบียน

“ท่านมีเลขรับส่ง เขามีหน้าที่ตรวจให้ได้ว่าของผ่านโต๊ะหรือไม่ ส่วนเรื่องอื่นขึ้นอยู่กับว่าเขารู้อะไรและยอมพูดเพียงใด”

หลินเหวินนำรายการใหม่มาเขียนด้วยตัวเอง

ชิงถังไม่ได้ช่วยจับมือหรือบอกให้เขียนเร็วขึ้น เธอรอจนเขาจดเสร็จแล้วตรวจเลขอีกครั้ง

ก่อนเก็บทะเบียน เธอถามว่า “เมื่อคืนมีคนค้นห้องอีกหรือไม่”

“ยังไม่พบร่องรอย”

“แล้วของในห้อง?”

“แยกเก็บแล้ว”

ชิงถังพยักหน้า แต่ไม่ได้เปิดห่อที่เสิ่นเหยียนฝากไว้

หลินเหวินไม่ได้ขอ

ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจว่าของที่ยังอยู่ในมือคนอื่น อาจปลอดภัยกว่าของที่เขาต้องหอบติดตัวทุกครั้งที่ออกจากห้อง

โต๊ะรับส่งหนังสือใกล้ประตูเขตพระราชฐานคึกคักกว่าสำนักอาลักษณ์

คนถือซองเข้าออกเป็นระยะ มีการตรวจป้าย ตรวจตราปิดผนึก และลงชื่อก่อนส่งของต่อ ทุกขั้นตอนสั้นและรวดเร็ว แต่ไม่มีใครเดินผ่านโต๊ะโดยไม่หยุด

หลินเหวินยืนรอจนคนตรงหน้ารับหนังสือเสร็จ

ขันทีวัยกลางคนซึ่งนั่งหลังโต๊ะเงยหน้าขึ้น

“มีอะไร”

“ข้าขอตรวจรายการรับส่งคำสั่งเก่าขอรับ”

หลินเหวินยื่นป้ายประจำตัวกับกระดาษที่จดเลข

ชายผู้นั้นอ่านชื่อ

“อาลักษณ์เสิ่น?”

“ขอรับ”

“ได้ยินว่าเจ้าป่วย”

หลินเหวินเริ่มชินกับการที่ข่าวเรื่องร่างนี้ไปถึงคนมากกว่าที่ตนรู้จัก

“ดีขึ้นแล้ว”

“ดีขึ้นก็อย่ารีบทำงานเสียจนล้มอีก”

คำพูดฟังเป็นกันเอง แต่เกาหรงไม่ได้เปิดทะเบียนทันที

เขาอ่านเลขทั้งสองรายการอีกครั้ง

“ต้องการตรวจสิ่งใด”

“ซองนี้ผ่านโต๊ะท่านหรือไม่ และส่งต่อให้ผู้ใด”

เกาหรงหยิบทะเบียนหนาออกจากชั้นด้านหลัง

เขาค้นเร็วอย่างคนที่รู้ตำแหน่งดี นิ้วหยุดตามวัน ก่อนเลื่อนลงทีละบรรทัด

“ผ่าน”

หลินเหวินขยับเข้าไป

เกาหรงหมุนหนังสือให้ดูเพียงบางส่วน โดยใช้กระดาษเปล่าปิดรายการอื่นไว้

“รับจากสำนักอาลักษณ์ ส่งเข้าตรวจในเขตพระราชฐาน จากนั้นรับกลับเพื่อส่งออก”

หลินเหวินอ่านช่องวันที่กับเวลา

มีรอยขีดเล็ก ๆ ข้างเลขส่ง แต่ไม่มีคำอธิบาย

“รอยนี้หมายถึงสิ่งใด”

เกาหรงมองนิ้วเขา

“แก้รายการ”

“แก้อะไร”

“จำนวนซองหรือเลขส่ง ข้าต้องดูหมายเหตุ”

เขาพลิกไปยังท้ายเล่ม

หลินเหวินรอโดยไม่เร่ง

คนส่งหนังสืออีกสองคนเดินเข้ามา เกาหรงรับของ ลงชื่อ แล้วส่งต่อก่อนกลับมาเปิดหน้าที่คั่นไว้

เมื่อพบหมายเหตุ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเล็กน้อย

“ซองถูกส่งกลับ”

“เพราะเหตุใด”

เกาหรงอ่านอยู่ครู่หนึ่ง

“ตราปิดผนึกยังไม่เรียบร้อย”

หลินเหวินมองเลขเวลา

การส่งครั้งแรกกับครั้งที่สองห่างกันเกือบหนึ่งชั่วยาม

“แล้วใช้ซองเดิมหรือไม่”

เกาหรงไม่ตอบทันที

เสียงคนเรียกจากด้านในดังขึ้น เขาหันไปแจ้งให้รอสักครู่ ก่อนปิดทะเบียนครึ่งหนึ่ง

“เจ้าตรวจเรื่องอะไรอยู่”

หลินเหวินคิดถึงคำเตือนของฉินโม่

ไม่ควรเชื่อสิ่งที่คนคนเดียวส่งให้

และไม่ควรบอกทุกสิ่งให้คนคนเดียวรู้เช่นกัน

“สำนักมีสำเนาที่อ้างเลขส่งต่างกัน ข้าต้องทำให้ตรงก่อนจัดเก็บ”

เกาหรงมองเขา

“เมื่อก่อนเจ้าถามตรงกว่านี้”

หลินเหวินยิ้มบาง ๆ โดยไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร

ขันทีวางมือบนทะเบียน

“ซองเดิมถูกเปลี่ยน”

หัวใจของหลินเหวินเต้นแรงขึ้น

“ท่านเห็นหรือ”

“เห็นซองใหม่”

“เห็นตอนเปลี่ยนเนื้อหาหรือไม่”

“ไม่”

เกาหรงตอบทันที

“ข้าไม่ได้เปิดอ่าน ข้ารับของที่ปิดผนึกแล้ว ตรวจตราและส่งตามหน้าที่ อย่าเอาคำของข้าไปกล่าวว่าข้าเห็นคนแก้คำสั่ง”

“ข้าจะไม่กล่าวเช่นนั้น”

หลินเหวินหยิบกระดาษออกมาจด

เห็นว่าซองเปลี่ยน ไม่เห็นเนื้อหา

เกาหรงมองตัวอักษรที่เขียนช้า ๆ ก่อนถอนหายใจ

“เจ้าจะคัดรายการนี้ก็ได้ แต่ข้ารับรองให้เฉพาะว่าตรงกับทะเบียนของโต๊ะรับส่ง”

“ขอรับ”

หลินเหวินคัดวัน เวลา และเลขส่งอย่างระวัง

เกาหรงตรวจเสร็จจึงลงชื่อกำกับด้านล่าง

หลักฐานชิ้นใหม่ไม่ได้บอกว่าใครผิด

แต่ทำให้คำสั่งเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งอย่างมองเห็นได้มากขึ้น

หลินเหวินเก็บกระดาษ ก่อนถามคำถามสุดท้าย

“ผู้ใดนำซองที่เปลี่ยนแล้วมาส่ง”

เกาหรงเปิดช่องผู้ส่งอีกครั้ง

นิ้วหยุดตรงชื่อหนึ่ง

“โจวอิ่น ผู้ช่วยรับส่งของสำนักอาลักษณ์”

ชื่อที่หลินเหวินไม่รู้จัก

“ข้าพบเขาได้ที่ใด”

“เจ้าอยู่สำนักเดียวกับเขา ไม่รู้หรือ”

หลินเหวินก้มหน้า

“หลังป่วย ข้าจำคนได้ไม่ครบ”

เกาหรงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเบาลง

“เช่นนั้นรีบถามคนที่รู้ เขาไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว”

หลินเหวินกลับสำนักก่อนเวลาส่งงานช่วงบ่าย

เขาไม่ได้ไปหาเจ้าหน้าที่รับหนังสือทันที แต่เข้าหาหานซู่ซึ่งกำลังคัดรายงานอยู่

“เจ้ารู้จักโจวอิ่นหรือไม่”

พู่กันของหานซู่หยุดกลางบรรทัด

“รู้จัก”

“เขาทำงานตรงไหน”

“เคยช่วยรับส่งหนังสือ ทำไม”

คำว่า เคย ทำให้หลินเหวินนั่งลง

“เขาไม่อยู่แล้วหรือ”

หานซู่วางพู่กันบนที่พัก

“ถูกคุมตัวเมื่อสามวันก่อน”

หลินเหวินพยายามนับวัน

วันเดียวกับที่เสิ่นเหยียนล้มป่วย หรือใกล้เคียงกันมาก

“ข้อหาอะไร”

“รับเงินเพื่อส่งหนังสือข้ามขั้นตอน ข้าได้ยินเช่นนั้น”

“ใครสั่งคุมตัว”

หานซู่มองไปยังประตูห้องทำงานหัวหน้าสำนัก

“เรื่องผ่านใต้เท้าลู่ แต่คนจากหน่วยสอบสวนมารับ”

หลินเหวินกดมือบนกระดาษที่เกาหรงรับรองให้

“เขาอยู่ที่ใด”

“เรือนคุมตัวด้านตะวันตกกระมัง ข้าไม่แน่ใจ”

หานซู่ลดเสียง

“เหยียน อย่าไปยุ่งกับคดีคนอื่น เจ้ามีงานของตัวเองก็พอแล้ว”

“ข้าอยากถามเรื่องซองฉบับหนึ่ง”

“ถามตอนนี้คงยาก”

“เพราะเหตุใด”

หานซู่ลังเล ก่อนเปิดกระดาษกองข้างตัว หยิบรายการส่งของแผ่นหนึ่งขึ้นมา

“ข้าเพิ่งคัดใบรายการนี้ เขาจะถูกส่งไปสอบสวนต่อที่ด่านตะวันตก”

หลินเหวินมองวันกำกับ

วันนี้

ด้านล่างระบุให้เตรียมตัวก่อนปิดประตูเมือง

เขาลุกขึ้นเร็วจนเก้าอี้ครูดพื้น

หานซู่รีบจับแขน

“เจ้าจะไปไหน”

“ตรวจเลขส่งให้ครบ”

“เลขส่งอะไร”

หลินเหวินมองใบหน้าของเพื่อน

เขาอยากบอกทุกอย่าง แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำให้หานซู่ตกอยู่ในอันตรายหรือไม่

จึงตอบเพียงว่า “หากข้าไม่กลับก่อนส่งงาน ช่วยบอกว่าข้าไปหอจดหมายเหตุ”

หานซู่ไม่ปล่อยแขนทันที

“อย่าให้ข้าต้องไปตามหมออีก”

หลินเหวินพยักหน้า

“ข้าจะระวัง”

เรือนคุมตัวด้านตะวันตกมีกำแพงสูงกว่าที่พักเจ้าหน้าที่

หลินเหวินยื่นป้ายและแจ้งว่าต้องการสอบถามโจวอิ่นเรื่องการรับส่งเอกสาร

ทหารหน้าประตูไม่รับคำร้อง

“ผู้ถูกคุมตัวอยู่ในคดี ต้องมีหนังสือจากผู้สอบสวน”

“ข้าขอแจ้งคำถามไว้ได้หรือไม่”

“ไปยื่นที่สำนัก”

“เขาจะถูกส่งออกวันนี้ ข้าเกรงว่าจะไม่ทัน”

ทหารมองป้ายในมือเขาอีกครั้ง

“หากเป็นเรื่องสำคัญ ผู้บังคับบัญชาของเจ้าจะส่งหนังสือมาเอง”

คำตอบเดิมกลับมาในสถานที่ใหม่

ทุกทางที่เปิดให้เขาถาม ต้องผ่านคนซึ่งรู้แล้วว่าเขากำลังถามอะไร

หลินเหวินถอยจากประตู

ข้างกำแพงมีรถบรรทุกของจอดอยู่สองคัน คนงานกำลังยกถุงข้าวกับหีบไม้ขึ้นไป เขาเดินพ้นแนวประตูแล้วหยุดใต้ต้นไม้ ไม่ใกล้จนทหารไล่ แต่ยังมองเห็นลานด้านในผ่านช่องเปิด

ไม่นาน ประตูเล็กก็เปิดออก

ชายคนหนึ่งถูกพาออกมา มือถูกมัดไว้ด้านหน้า เสื้อสีเทาเก่ามีรอยเปื้อนตรงชาย แขนข้างหนึ่งเหมือนใช้ได้ไม่ถนัด เพราะเขาขยับมันช้ากว่าอีกข้าง

“โจวอิ่น เดินเร็ว”

หลินเหวินเงยหน้าทันที

ชื่อที่เขาตามหามาทั้งบ่ายอยู่ตรงนั้น

ชายผู้ถูกเรียกหยุดเมื่อเห็นรถ

“ข้าจะถูกส่งไปที่ใด”

ผู้คุมผลักหลังให้เดินต่อ

“ถึงแล้วก็รู้”

หลินเหวินมองคนขับ มองทหาร แล้วมองระยะระหว่างตนกับรถ

เขาไม่มีหนังสืออนุญาต

ไม่มีอำนาจสั่งให้หยุด

หากเดินเข้าไปขวาง เขาอาจถูกคุมตัวเพิ่มอีกคน และเอกสารทั้งหมดที่ซ่อนไว้คงไม่มีใครอธิบายต่อได้

แต่หากปล่อยไป เขาอาจเสียคนเดียวที่รู้ว่าซองถูกเปลี่ยนอย่างไร

หลินเหวินเอื้อมมือเข้าไปในเสื้อ

ปลายนิ้วแตะแผ่นไม้ซึ่งฉินโม่ให้มา

ร้านเครื่องเขียนอยู่ห่างออกไปหลายตรอก

รถกำลังเตรียมออก

โจวอิ่นถูกพาขึ้นไปนั่งในส่วนท้าย ก่อนผู้คุมคนหนึ่งตามขึ้นและดึงผ้าใบลงครึ่งหนึ่ง

หลินเหวินตัดสินใจเดินไปหาคนงานซึ่งกำลังยกถุงสุดท้าย

“รถชุดนี้ไปทางประตูตะวันตกหรือ”

คนงานมองเขา “ใช่”

“ออกเมื่อใด”

“เดี๋ยวนี้”

หลินเหวินพยักหน้าแล้วหันออกจากลาน

เขาไม่วิ่งจนพ้นสายตาทหาร

เมื่อเลี้ยวเข้าตรอกจึงเร่งฝีเท้า ชายเสื้อเกี่ยวกับขอบตะกร้าจนเกือบล้ม เขาดึงออกแล้วเดินต่อโดยไม่หยุดดูว่าผ้าขาดหรือไม่

หลังเขา เสียงคนขับร้องสั่งม้า

ล้อรถเริ่มหมุน

โจวอิ่นไม่ได้กำลังจะถูกนำตัวออกจากเมืองในวันพรุ่งนี้

เขากำลังถูกนำออกไปตอนนี้

และหลินเหวินต้องไปถึงร้านเครื่องเขียนก่อนรถคันนั้นผ่านประตูตะวันตก

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต