เชลยแห่งเคเมต
ประตูเมืองเคเมตไม่ได้ทำจากหินสูงตระหง่านอย่างที่กีรติเคยเห็นในภาพยนตร์
มันเป็นเพียงช่องเปิดระหว่างกำแพงอิฐดินเตี้ย ๆ เสริมด้วยเสาไม้สองต้น มีเสื่อกกผืนหนาแขวนไว้สำหรับปิดทางเข้าในยามค่ำ ข้างประตูมีเพิงหลังคาแบนซึ่งชายถือหอกสองคนนั่งเฝ้าอยู่
ทว่าทันทีที่ขบวนลากลับมาถึง เสียงเรียกจากคนหน้าขบวนก็ทำให้ผู้เฝ้าประตูลุกขึ้นพร้อมกัน
สายตาทั้งสองคู่หยุดอยู่ที่กีรติ
ไม่ใช่ที่สัมภาระ ไม่ใช่ลาซึ่งบรรทุกภาชนะดินเผา และไม่ใช่แมวสามสีที่เดินตามมาอย่างสงบ
แต่เป็นหญิงแปลกหน้าซึ่งถูกมัดข้อมือไว้ข้างหน้า สวมเสื้อผ้ารูปแบบที่พวกเขาไม่เคยพบเห็น และมีรองเท้าทำจากวัสดุซึ่งไม่คล้ายหนัง เส้นใยพืช หรือสิ่งใดที่พวกเขารู้จัก
ชายเฝ้าประตูคนหนึ่งร้องถามเสียงดัง
ผู้นำขบวนตอบกลับอย่างรวดเร็ว ก่อนชี้ไปยังทิศทะเลทรายซึ่งพวกเขาพบเธอ จากนั้นจึงชี้โทรศัพท์ที่ถูกห่ออยู่ในผ้าและเก็บแยกจากสิ่งของอื่น
เสียงโต้เถียงเริ่มดังขึ้น
กีรตินั่งอยู่บนหลังลา ฟังคำซึ่งไม่เข้าใจไหลผ่านหูราวกับสายน้ำเชี่ยว เธอพยายามแยกเสียง หาจังหวะ และจดจำคำที่ถูกกล่าวซ้ำ แต่ภาษาพูดของคนเหล่านี้ไม่เหมือนภาษาอียิปต์โบราณในชั้นเรียน
เธอเคยฝึกอ่านพระนาม ฟังคำอธิบายเรื่องระบบเสียงซึ่งนักวิชาการสันนิษฐานขึ้นจากภาษาในตระกูลเดียวกัน และท่องสัญลักษณ์จากเอกสารหลายยุคสมัย
แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอสนทนากับคนตรงหน้าได้
ยิ่งเป็นช่วงต้นของประวัติศาสตร์ซึ่งหลักฐานภาษามีน้อย ความรู้ของเธอก็ยิ่งเหมือนแผนที่ซึ่งวาดเฉพาะปลายทาง แต่ไม่มีถนนเชื่อมไปถึง
“ฉันไม่ได้เป็นอันตราย”
กีรติพูดช้า ๆ พร้อมยกฝ่ามือขึ้น
เชือกที่ข้อมือขยับตามจนบาดผิว
ชายเฝ้าประตูถอยครึ่งก้าว แล้วกระชับหอกในมือ
น้ำเสียงของเธอไม่ได้ช่วยให้เขาคลายกังวล ตรงกันข้าม มันกลับเรียกคนจากภายในเมืองให้ออกมามุงดูมากขึ้น
เด็กสองคนวิ่งเท้าเปล่าเข้ามาก่อน แต่ถูกหญิงวัยกลางคนดึงกลับไปหลบหลังตัว ชายชราซึ่งแบกตะกร้าปลาหยุดยืนตรงร่องน้ำ คนงานจากลานตากเมล็ดวางกระด้งลง แม้แต่หญิงสาวที่กำลังซ่อมแหริมท่าน้ำยังชะโงกหน้ามองจากหลังแนวบ้าน
ทุกคนจ้องกีรติราวกับเธอเป็นสัตว์ประหลาดซึ่งทะเลทรายคายออกมา
เสียงกระซิบดังไปทั่ว
บางคนชี้เส้นผมและใบหน้าของเธอ บางคนมองเสื้อยืดซึ่งเย็บด้วยฝีเข็มเล็กสม่ำเสมอเกินกว่าช่างทอของเมืองจะทำได้ ส่วนรองเท้าผ้าใบกลายเป็นสิ่งที่เรียกเสียงตกใจมากที่สุด
ชายคนหนึ่งย่อตัวลง ใช้ปลายไม้แตะพื้นรองเท้ายางแล้วรีบชักกลับ
“มันไม่กัดหรอก”
กีรติพึมพำอย่างอ่อนแรง
ไม่มีใครเข้าใจ
คาลิโก้เดินลอดระหว่างขาของผู้คนเข้ามาใกล้ลา เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งยื่นมือหมายจะสัมผัสมัน แต่แมวสามสีเบี่ยงตัวหลบอย่างว่องไว แล้วไปนั่งอยู่ใต้ร่มเงาของตะกร้าสาน
มันไม่ถูกล้อม ไม่ถูกชี้หอก และไม่มีใครคิดว่าขนสามสีของมันผิดปกติ
“ดีจังนะ ไม่มีใครจับเธอมัดเลย”
กีรติพูดกับมันเบา ๆ
คาลิโก้ก้มเลียขนตรงหัวไหล่ราวกับไม่เกี่ยวข้อง
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างประตู ชายร่างใหญ่ซึ่งมีผ้าลินินคาดเอวก้าวออกมาจากเพิงเฝ้ายาม เขามีรอยแผลเก่าพาดจากโหนกแก้มไปถึงกราม และถือกระบองไม้เนื้อแข็งแทนหอก
เมื่อเขาปรากฏตัว ผู้คนก็เปิดทางให้
ชายคนนั้นฟังรายงานจากผู้นำขบวนอย่างตั้งใจ ก่อนรับห่อผ้าที่ใส่โทรศัพท์ไปตรวจ เขาแกะปมเชือกอย่างระมัดระวัง พลิกวัตถุสีดำในมืออยู่ครู่หนึ่ง แล้วใช้นิ้วกดตรงด้านข้างโดยบังเอิญ
หน้าจอสว่างขึ้น
เสียงร้องตกใจดังพร้อมกันรอบประตู
เด็กบางคนวิ่งหนี ผู้หญิงคนหนึ่งทำภาชนะหลุดมือจนแตก ชายถือหอกชักอาวุธขึ้นทันที
บนหน้าจอปรากฏภาพพื้นหลังซึ่งกีรติถ่ายไว้ก่อนเดินทางมาพิพิธภัณฑ์ เป็นภาพแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน มีอาคารสูงและแสงไฟจากสะพานอยู่ด้านหลัง
สำหรับคนในเมืองเคเมต ภาพนั้นคงไม่มีส่วนใดที่ดูเป็นธรรมชาติ
ชายร่างใหญ่เกือบปล่อยโทรศัพท์ตก แต่คว้ามันไว้ได้ เขารีบห่อกลับแล้วออกคำสั่งสั้น ๆ
คนสองคนเข้ามาดึงกีรติลงจากหลังลา
“เดี๋ยวก่อน อย่าดึง ฉันเดินเองได้”
เท้าของเธอแตะพื้น แต่หัวเข่ากลับอ่อนแรงจากการขาดน้ำและนั่งโงนเงนบนหลังสัตว์มานาน เธอเซไปชนคนที่จับแขนอยู่ ชายคนนั้นผลักเธอกลับด้วยความตกใจ
ผู้คนรอบข้างส่งเสียงฮือ
เสียงหนึ่งดังชัดกว่าคำอื่น
“เดเชเรต!”
คนหลายคนพูดซ้ำแล้วชี้ออกไปทางทะเลทราย
กีรติจำคำนี้ได้เลือนราง ในภาษาอียิปต์ยุคหลัง เดเชเรต หมายถึงแผ่นดินแดง—ดินแดนแห้งแล้งนอกพื้นที่อุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับความโกลาหลและอันตราย
แต่เธอไม่รู้ว่าความหมายในยุคนี้ตรงกันหรือไม่
จากท่าทางหวาดกลัวของพวกเขา คำนี้คงไม่ใช่คำต้อนรับ
“ฉันไม่ได้มาจากทะเลทราย”
เธอพยายามอธิบาย พร้อมส่ายหน้าและชี้กลับมาที่ตนเอง
“กีรติ ฉันชื่อกีรติ”
คนถือแขนเธอออกเสียงตามอย่างติดขัด
“คี…รา…ตี?”
“กี-ระ-ติ”
“คีราตี”
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกระลอก บางคนทดลองเรียกชื่อนั้น บางคนหัวเราะเบา ๆ กับเสียงซึ่งไม่คุ้นหู แต่ชายชราหลังค่อมผู้หนึ่งกลับทำสีหน้าเคร่งเครียด เขาก้มลงหยิบทรายขึ้นมาโปรย แล้วพูดประโยคยาวด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังกล่าวเตือน
คำว่า เดเชเรต ดังขึ้นอีกครั้ง
จากนั้นเขาก็ชี้ไปยังท้องฟ้า
กีรติเงยหน้าตาม
ดวงอาทิตย์ยามเย็นถูกฝุ่นบาง ๆ บดบังจนกลายเป็นวงกลมสีแดง รอบดวงอาทิตย์มีวงแสงจางซึ่งอาจเกิดจากละอองทรายในอากาศ
ปรากฏการณ์ธรรมดาสำหรับคนที่รู้เรื่องการหักเหของแสง
แต่เสียงของชาวเมืองกลับเปลี่ยนจากสงสัยเป็นหวาดกลัว
หญิงสูงวัยคนหนึ่งแตะเครื่องรางตรงอก เด็กถูกดึงกลับเข้าบ้าน และมีคนตะโกนบางอย่างซึ่งกีรติจับคำไม่ได้ ก่อนชี้จากดวงอาทิตย์มายังตัวเธอ
“ไม่เกี่ยวกับฉันนะ”
กีรติพูดออกไป ทั้งที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์
ลมร้อนพัดผ่านประตูเมือง ยกฝุ่นขึ้นเป็นม่านบาง ๆ ผ้าสีแดงผืนหนึ่งซึ่งผูกอยู่กับเสาไม้ขาดออกแล้วปลิวตกตรงหน้าเท้าเธอ
เสียงครางอย่างหวาดหวั่นดังขึ้นรอบด้าน
เรื่องบังเอิญเล็กน้อยกำลังกลายเป็นหลักฐานสำหรับผู้ที่เชื่อไปแล้วว่าเธอนำสิ่งชั่วร้ายมาด้วย
ชายชราหลังค่อมชี้ไปยังอาคารดินหลังหนึ่งใกล้กำแพงแล้วพูดเสียงแข็ง ชายถือกระบองพยักหน้า จากนั้นคนที่ควบคุมกีรติก็เริ่มลากเธอเข้าไปในเมือง
“จะพาฉันไปไหน”
ไม่มีใครตอบ
เธอพยายามหันมองคาลิโก้ แต่เห็นเพียงปลายหางสามสีหายลับเข้าไปหลังตะกร้าสาน
เคเมตเป็นชุมชนขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มีผู้คนหนาแน่นกว่าที่กีรติเห็นจากนอกกำแพง
บ้านส่วนใหญ่สร้างจากอิฐดินตากแห้ง หลังคาแบนทำจากไม้เล็ก เสื่อกก และดินอัด บางหลังมีบันไดพาดขึ้นไปยังดาดฟ้าซึ่งใช้ตากปลา เมล็ดพืช หรือผ้าลินิน ร่องน้ำตื้นไหลผ่านระหว่างแนวบ้าน ส่งน้ำจากฝั่งแม่น้ำมายังแปลงพืชขนาดเล็ก
กลิ่นควันไฟ ปลาแห้ง มูลสัตว์ และเบียร์หมักจาง ๆ ผสมกันอยู่ในอากาศ
ไกลออกไปทางตะวันตกมีแนวต้นกกกับผืนน้ำสะท้อนแสงเย็น ท่าเรือเล็กยื่นออกไปจากตลิ่ง เรือไม้ทรงแคบสองลำถูกผูกไว้ด้วยเชือกเส้นหนา
ทุกอย่างมีชีวิต
มีคนโต้เถียงเรื่องตะกร้าหัวหอม เด็กไล่จับกันข้างลานตากเมล็ด หญิงสาวกำลังบดเมล็ดพืชบนแผ่นหิน และชายสองคนช่วยกันซ่อมผนังบ้านซึ่งแตกร้าว
มันไม่เหมือนซากโบราณสถานในหนังสือ
ไม่เหมือนห้องจัดแสดงที่เธอเคยเดินผ่าน
สถานที่เหล่านั้นสะอาด เงียบ และถูกจัดวางเพื่อให้คนรุ่นหลังมองเห็นอดีตได้อย่างเป็นระเบียบ แต่เมืองตรงหน้ากลับเต็มไปด้วยฝุ่น เสียง กลิ่น ความเหนื่อยล้า และชีวิตซึ่งไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งตนเองจะถูกเรียกว่า “คนโบราณ”
กีรติเคยคิดว่าหากได้เห็นประวัติศาสตร์ด้วยตาตนเอง เธอคงตื่นเต้นจนลืมหายใจ
ความจริงคือเธอกำลังถูกมัดมือ ถูกคนทั้งเมืองมองเหมือนตัวประหลาด และไม่รู้ว่าจะรอดถึงวันพรุ่งนี้หรือไม่
เธอถูกพามายังเรือนดินหลังเล็กใกล้ลานกลางเมือง ประตูทำจากไม้กระดานผูกเชือก ภายในไม่มีหน้าต่าง มีเพียงช่องระบายอากาศแคบอยู่ใกล้หลังคา
ชายถือกระบองออกคำสั่ง คนควบคุมตัวผลักกีรติเข้าไปแล้วปิดประตู
แสงภายในห้องลดลงเหลือเพียงริ้วบางซึ่งลอดผ่านช่องบนผนัง
เสียงสอดสลักไม้ดังจากด้านนอก
เธอกลายเป็นนักโทษอย่างสมบูรณ์
กีรติยืนพิงประตู พยายามฟังบทสนทนาของคนเฝ้า แต่จับความหมายไม่ได้ นอกจากชื่อของเธอซึ่งถูกออกเสียงผิดซ้ำหลายครั้ง และคำว่า เดเชเรต ที่ดังแทรกอยู่เป็นระยะ
เธอทรุดลงนั่งบนพื้นดินอัด
ข้อมือแดงและถลอกจากเชือก ลำคอยังคงแห้ง แม้จะได้น้ำระหว่างทางเล็กน้อย ความเหนื่อยล้าทำให้ศีรษะหนักจนแทบยกไม่ขึ้น
เมื่อไม่มีสิ่งอื่นให้ทำ ความคิดทั้งหมดจึงย้อนกลับไปยังคำถามเดิม
ที่นี่คือที่ไหน
หากเคเมตเป็นชื่อของชุมชน ไม่ใช่คำเรียกอียิปต์ทั้งแผ่นดิน เมืองนี้ก็อาจไม่ปรากฏอยู่ในหลักฐานซึ่งหลงเหลือถึงยุคของเธอ ชุมชนขนาดเล็กจำนวนมากย่อมหายไปพร้อมกับกาลเวลา ถูกแม่น้ำเปลี่ยนทาง ถูกทะเลทรายกลืน หรือถูกเมืองยุคหลังสร้างทับ
ต่อให้เธอจำภูมิศาสตร์อียิปต์โบราณได้ทั้งหมด ก็ไม่มีทางระบุตำแหน่งจากบ้านดินกับเส้นทางขบวนลาเพียงเท่านี้
กีรติยกข้อมือที่ถูกมัดขึ้นมอง
“ถ้าเป็นความฝัน ก็สมจริงเกินไปแล้ว”
เสียงข่วนดังขึ้นตรงประตู
เธอชะงัก
ครืด…ครืด…
สิ่งเล็ก ๆ กำลังใช้เล็บตะกุยไม้จากด้านนอก
“คาลิโก้?”
เสียงข่วนหยุดลง
ครู่ต่อมา ใบหน้าของแมวสามสีก็โผล่ผ่านช่องว่างใต้ประตูซึ่งกว้างไม่ถึงฝ่ามือ มันพยายามเบียดตัวเข้ามา แต่ติดตรงหัวไหล่ จึงถอยออกแล้วลองใหม่อีกครั้ง
“ไม่ต้องเข้ามา เดี๋ยวก็ติดหรอก”
กีรติคลานเข้าไปใกล้
เธอสอดนิ้วผ่านช่องใต้ประตู คาลิโก้ดมปลายนิ้วอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใช้แก้มถูเบา ๆ เพียงครั้งเดียว
สัมผัสนั้นทำให้ความโดดเดี่ยวภายในห้องเบาบางลงอย่างน่าประหลาด
“อย่างน้อยเธอก็ยังไม่ทิ้งฉัน”
แมวนอนหมอบอยู่อีกฝั่งของประตู อุ้งเท้าขาวข้างหนึ่งสอดเข้ามาในช่องว่าง
กีรติแตะปลายอุ้งเท้ามันอย่างระมัดระวัง
“ถ้าฉันออกไปได้ เราต้องตามหาไม้เท้านั่นให้เจอ”
คาลิโก้ชักเท้ากลับแล้วส่งเสียงร้องเบา ๆ หนึ่งครั้ง
“ถือว่าตกลงนะ”
เธอรู้ว่ามันอาจร้องเพราะหิว หรือเพียงรำคาญที่ถูกแตะเท้า แต่เวลานี้กีรติยอมรับความหมายที่ช่วยให้ตนเองมีความหวังมากกว่า
เสียงคนเดินเข้ามาใกล้ทำให้คาลิโก้ลุกขึ้น มันหายไปจากช่องใต้ประตูในพริบตา
สลักไม้ถูกยกออก
ชายเฝ้าประตูเข้ามาพร้อมหญิงคนหนึ่งซึ่งถือชามน้ำและแผ่นขนมปังหยาบ ชายคนนั้นไม่ยอมเข้าใกล้กีรตินัก เขาวางอาหารลงแล้วถอยกลับทันที
หญิงผู้ถือชามดูมีอายุประมาณสามสิบปลาย ๆ ใบหน้าคม ผิวคล้ำจากแสงแดด นางสวมผ้าลินินเรียบง่ายและมีเชือกถักมัดผมไว้ด้านหลัง นางมองรอยถลอกบนข้อมือกีรติด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก่อนหันไปพูดกับคนเฝ้าด้วยน้ำเสียงตำหนิ
ชายคนนั้นตอบสั้น ๆ แล้วเดินออกไป
หญิงแปลกหน้านั่งลงห่างจากกีรติพอสมควร จากนั้นชี้ชามน้ำ
“มู”
นางพูดช้า ๆ
กีรติมองชาม ก่อนลองออกเสียงตาม
“มู?”
อีกฝ่ายพยักหน้า แล้วยื่นชามให้
คำนี้คงหมายถึงน้ำ
กีรติรับมาดื่มอย่างระวัง น้ำมีกลิ่นดินจากภาชนะ แต่เย็นพอช่วยบรรเทาความแสบร้อนในลำคอ เธอไม่ดื่มรวดเดียว เพราะจำได้ว่าร่างกายซึ่งขาดน้ำไม่ควรรับน้ำเร็วเกินไป
หญิงคนนั้นมองท่าทางของเธอ สีหน้าระแวงลดลงเล็กน้อย
จากนั้นนางชี้มาที่ตัวเอง
“เนฟรา”
“เนฟรา” กีรติออกเสียงตาม
หญิงสาวยิ้มบาง ๆ แล้วชี้มาที่เธอ
กีรติแตะอกตัวเอง
“กีรติ”
“คีราตี”
“ใกล้เคียงแล้ว”
เนฟราไม่เข้าใจประโยค แต่ดูเหมือนจับได้จากรอยยิ้ม นางจึงยิ้มตอบ จากนั้นชี้ขนมปังแล้วพูดอีกคำ กีรติพยายามท่องตาม
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ลืมตากลางทะเลทรายที่ใครสักคนพยายามสื่อสารกับเธอโดยไม่ใช้หอกหรือเชือก
ทว่าช่วงเวลาสงบอยู่ได้ไม่นาน
เสียงคนจำนวนมากดังขึ้นจากลานด้านนอก ตามมาด้วยเสียงชายชราซึ่งกีรติจำได้ว่าเป็นคนโปรยทรายตรงประตูเมือง เขาพูดประโยคยาวและหนักแน่น ผู้คนส่งเสียงตอบรับเป็นระยะ
เนฟราหันไปทางประตู สีหน้าเคร่งเครียด
กีรติได้ยินชื่อของตนสลับกับคำว่า เดเชเรต อีกครั้ง
“พวกเขาจะทำอะไรกับฉัน”
เธอถาม
เนฟราไม่เข้าใจ แต่แววตาของนางเผยว่าคำตอบคงไม่ดีนัก
หญิงสาวลุกขึ้น รีบเก็บชาม แล้วแตะไหล่กีรติเบา ๆ คล้ายต้องการให้รอ ก่อนออกจากห้องและปิดประตูไว้ตามเดิม
ไม่นานนัก สลักไม้ก็ถูกยกออกอีกครั้ง
คราวนี้มีชายสี่คนเข้ามา
พวกเขาดึงกีรติให้ลุก พาออกจากห้องไปยังลานกลางเมือง ชาวบ้านมารวมตัวกันจนแทบเต็มพื้นที่ คบเพลิงถูกจุดขึ้นรอบลาน แม้ดวงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้าดี
กลางวงมีเสาไม้ต้นหนึ่งปักอยู่
เชือกหลายเส้นวางกองตรงโคนเสา
กีรติรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
“ไม่… ไม่ต้องผูกฉัน”
เธอถอยหลัง แต่ชายด้านหลังผลักให้เดินต่อ
เสียงชาวบ้านดังขึ้นพร้อมกัน บางคนเรียกร้องให้ขับเธอกลับไปยังทะเลทราย บางคนชี้ดวงอาทิตย์สีแดงซึ่งใกล้แตะขอบฟ้า และบางคนมองเธอด้วยความกลัวมากกว่าความเกลียดชัง
ความกลัวนั้นอันตรายกว่า
เพราะคนซึ่งหวาดกลัวอาจทำสิ่งโหดร้าย โดยเชื่อว่าตนกำลังปกป้องครอบครัว
ชายชราหลังค่อมยืนข้างเสา เขายกมือขึ้นให้ทุกคนเงียบ แล้วชี้มายังกีรติ
คำพูดของเขาดังชัดและเป็นจังหวะ แม้เธอไม่เข้าใจความหมาย แต่จับได้ว่าเขากำลังกล่าวหาหรือประกาศบางอย่างต่อหน้าชุมชน
เมื่อเขาพูดจบ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งส่งเสียงเห็นด้วย
กีรติถูกดันไปยืนชิดเสา
ชายคนหนึ่งเอื้อมเชือกเข้ามา
ทันใดนั้น เสียงไม้กระทบพื้นก็ดังขึ้นจากท้ายฝูงชน
ตึก…
เสียงนั้นไม่ดังนัก แต่ผู้คนซึ่งยืนขวางกลับหยุดพูดและหันไปมอง
ตึก…
ตึก…
หญิงชราคนหนึ่งเดินผ่านแนวชาวบ้านเข้ามาช้า ๆ
เรือนผมสีเทาถูกรวบไว้หลวม ๆ ใบหน้ามีริ้วรอยจากวัยและแสงแดด นางสวมผ้าลินินสีหม่น มีถุงผ้าใบเล็กกับมัดสมุนไพรห้อยอยู่ตรงเอว มือขวาถือไม้พลองธรรมดาสำหรับพยุงกาย
ดวงตาของนางไม่ขุ่นมัวตามวัย
มันสงบนิ่งและคมชัดเสียจนเสียงรอบลานค่อย ๆ เงียบลงเอง
คาลิโก้เดินตามหลังหญิงชรามาด้วย
แมวสามสีไม่ได้เข้าไปหากีรติในทันที มันหยุดนั่งข้างเท้านาง ราวกับทั้งคู่บังเอิญเดินมาจากทิศเดียวกัน
หญิงชราฟังชายหลังค่อมพูดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ นางชี้ไปยังรอยแผลบนใบหน้ากีรติ ชี้ข้อมือซึ่งถูกมัด แล้วชี้กระเป๋าสมุนไพรของตน
การโต้เถียงเกิดขึ้นสั้น ๆ
ชายชราส่ายหน้าอย่างแรง เขาชี้ท้องฟ้าและทะเลทราย ส่วนนางกลับใช้ปลายไม้พลองขีดเส้นบนพื้น แบ่งตัวกีรติออกจากทิศซึ่งเขากำลังชี้ ก่อนกล่าวประโยคหนึ่งอย่างหนักแน่น
ไม่มีใครส่งเสียงแทรก
ชายถือกระบองซึ่งดูเป็นผู้รับผิดชอบประตูเมืองก้าวเข้ามาหารือกับคนสูงวัยอีกสองคน พวกเขาพูดคุยกันนานพอให้กีรติรู้สึกเหมือนชีวิตกำลังถูกชั่งน้ำหนักต่อหน้าต่อตา
ในที่สุด ชายถือกระบองก็พยักหน้า
เสียงคัดค้านดังขึ้นประปราย แต่ไม่มีใครเข้ามาขวาง เมื่อหญิงชราเดินตรงมาหากีรติ
นางหยุดห่างเพียงหนึ่งช่วงแขน
สายตานั้นสำรวจใบหน้า เสื้อผ้า และมือของกีรติอย่างละเอียด ก่อนเลื่อนไปหยุดที่คาลิโก้ซึ่งเดินมานั่งข้างเท้าเธอ
บางสิ่งเปลี่ยนไปในแววตาของหญิงชราเพียงชั่วพริบตา
เร็วเสียจนกีรติไม่แน่ใจว่าตนคิดไปเองหรือไม่
นางยื่นมือมาแตะอกตนเอง
“อนิปเป้”
กีรติทวนช้า ๆ
“อา…นิปเป้”
หญิงชราพยักหน้า แล้วชี้มาที่เธอ
“กีรติ”
ครั้งนี้ชื่อของเธอถูกออกเสียงเกือบถูกต้อง
“ท่านรู้ชื่อฉัน?”
อนิปเป้คงได้ยินมาจากชาวบ้าน เพราะนางไม่ได้แสดงท่าทีว่าเข้าใจคำถาม นางเพียงเรียกชายคนหนึ่งมาปลดเชือกออกจากเสา แต่ยังคงมัดข้อมือกีรติไว้ จากนั้นจึงพูดกับทุกคนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
กีรติไม่เข้าใจถ้อยคำเหล่านั้น
แต่จากการที่ชาวบ้านยอมลดอาวุธและเปิดทางให้ เธอพอเดาได้ว่าอนิปเป้ขอรับตัวเธอไปดูแลชั่วคราว
หรือรับตัวไปเฝ้า
อย่างน้อยคืนนี้เธอก็คงไม่ถูกมัดทิ้งไว้กลางลาน
อนิปเป้หันหลังและออกเดิน กีรติถูกชายเฝ้ายามผลักเบา ๆ ให้ตามไป
คาลิโก้เดินเคียงข้างเธอ
ระหว่างผ่านฝูงชน กีรติได้ยินเสียงกระซิบตลอดทาง บางคนมองเธอด้วยความสงสาร แต่หลายคนยังถอยหนีราวกับกลัวว่าเพียงชายเสื้อของเธอสัมผัสถูก ก็อาจนำโรคร้ายหรือความวิบัติมาสู่บ้านของตน
เด็กชายคนหนึ่งขว้างก้อนดินก้อนเล็กมา
มันกระแทกไหล่กีรติแล้วแตกเป็นผง
มารดาของเด็กรีบดึงตัวเขากลับ แต่ไม่ได้กล่าวขอโทษ
กีรติหยุดเดินเพียงครู่หนึ่ง
อนิปเป้หันกลับมามอง นางไม่ได้ปลอบโยน ไม่แสดงความโกรธ และไม่พูดสิ่งใด เพียงรอจนกีรติตัดสินใจก้าวต่อด้วยตนเอง
สายตานั้นทำให้กีรติรู้สึกว่า หญิงชราคนนี้ไม่ได้เห็นเธอเป็นภูตผีหรือลางร้าย
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านางไว้ใจเธอ
บ้านของอนิปเป้อยู่บริเวณขอบชุมชน ใกล้ร่องน้ำและแนวต้นอินทผลัม ตัวเรือนทำจากอิฐดิน หลังคาคลุมด้วยเสื่อกก ด้านข้างมีสมุนไพรหลายชนิดแขวนตากอยู่ใต้ชายคา กลิ่นขมของใบไม้แห้งลอยมากับลมเย็นยามค่ำ
ก่อนก้าวเข้าไป อนิปเป้หยุดตรงประตู
นางมองกีรติอีกครั้ง จากนั้นจึงมองคาลิโก้
แมวสามสีสบตานางนิ่ง
ช่วงเวลานั้นยาวนานกว่าการมองสัตว์ทั่วไปเล็กน้อย
แล้วอนิปเป้ก็เบือนหน้า ใช้มือเปิดเสื่อกกซึ่งกั้นทางเข้า และส่งสัญญาณให้กีรติเข้าไปข้างใน
ภายในบ้านมืดกว่าด้านนอก มีเพียงแสงจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก เครื่องปั้นดินเผาวางเรียงอยู่บนชั้นไม้ มัดสมุนไพรห้อยจากคาน และมีม่านผ้าหยาบกั้นห้องด้านหลังเอาไว้
กีรติก้าวข้ามธรณีประตู
ในวินาทีนั้น เธอรู้สึกเย็นวาบตรงฝ่ามือข้างที่เคยสัมผัสไม้เท้าในพิพิธภัณฑ์
ความรู้สึกเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่
คล้ายชีพจรเต้นหนึ่งครั้งใต้ผิวหนัง
เธอหยุดและหันมองรอบบ้าน แต่ไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ
“เป็นอะไรไป”
คำถามของอนิปเป้เป็นภาษาที่เธอฟังไม่เข้าใจ แต่น้ำเสียงทำให้เดาความหมายได้
กีรติส่ายหน้า
“ไม่มีอะไร”
อนิปเป้มองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปเตรียมน้ำล้างแผลราวกับไม่ได้ติดใจ
ด้านหลังม่านผ้าหยาบ มีเสียงวัตถุไม้ชิ้นหนึ่งกระทบผนังเบา ๆ
กึก…
กีรติหันไปมอง
ม่านยังคงนิ่ง ไม่มีลมพัด และไม่มีใครอยู่หลังนั้นเท่าที่เธอมองเห็น
คาลิโก้ยืนอยู่ตรงทางเข้า ขนบนแผ่นหลังตั้งขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของมันจับจ้องม่านผืนเดียวกัน
อนิปเป้เหลือบมองทั้งคู่
ก่อนก้มหน้าบดยาในชามหินต่อไป โดยไม่กล่าวถึงเสียงนั้นแม้แต่คำเดียว
© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต
ความคิดเห็น
0