แม่เฒ่าอนิปเป้
ความเจ็บแล่นขึ้นมาตามแขนทันทีที่เชือกถูกตัดออก
กีรติกัดริมฝีปาก พยายามไม่ส่งเสียง ข้อมือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยรอยแดง บางแห่งถลอกจนมีเลือดซึม เส้นใยหยาบจากเชือกฝังติดอยู่ตามผิวหนัง
อนิปเป้วางมีดหินลง แล้วเลื่อนตะเกียงเข้ามาใกล้
แสงสีส้มเผยให้เห็นรอยย่นบนใบหน้าของหญิงชราชัดขึ้น นางดูมีอายุมากกว่าที่กีรติคิดไว้ในตอนแรก เส้นผมสีเทาแซมขาว รวบไว้หลวม ๆ ด้านหลัง ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงขณะตรวจบาดแผล
“ไม่เป็นไร แค่ถลอก”
กีรติพูด แม้รู้ว่าอีกฝ่ายฟังไม่เข้าใจ
อนิปเป้เงยหน้ามองครู่หนึ่ง ก่อนกดปลายนิ้วลงข้างรอยช้ำ
“โอ๊ย!”
กีรติชักแขนกลับตามสัญชาตญาณ
หญิงชราเลิกคิ้ว ราวกับต้องการถามว่า แค่ถลอกจริงหรือ
“ก็ได้ เจ็บนิดหนึ่ง”
อนิปเป้ดึงแขนเธอกลับไปแล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรอบบาดแผล น้ำเย็นช่วยลดความแสบร้อนในตอนแรก แต่เมื่อสมุนไพรบดสีเขียวถูกพอกลงบนผิว ความเจ็บก็พุ่งขึ้นจนกีรติต้องสูดลมหายใจผ่านไรฟัน
กลิ่นของยาคล้ายใบไม้ขมผสมยางไม้และน้ำผึ้ง
เธอมองมือของอนิปเป้ทำงานอย่างคล่องแคล่ว อีกฝ่ายไม่ได้สวดมนต์ ไม่เรียกเทพเจ้า และไม่ใช้สิ่งใดเหนือธรรมชาติ มีเพียงน้ำสะอาด สมุนไพร ผ้าลินิน และประสบการณ์ของผู้ที่รักษาบาดแผลมานับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อพันข้อมือเสร็จ อนิปเป้จึงชี้แผลแล้วพูดคำหนึ่ง
“เซเนบ”
กีรติขมวดคิ้ว
“เซ…เนบ?”
หญิงชราชี้บาดแผลอีกครั้ง ก่อนแตะหน้าอกกีรติแล้วกางมือออก คล้ายอธิบายว่าคำนี้เกี่ยวข้องกับการหายดีหรือสุขภาพ
“รักษา?” กีรติลองเดา “หายดี?”
อนิปเป้พยักหน้าช้า ๆ แม้อาจไม่ได้หมายความว่าคำใดคำหนึ่งถูกต้อง
จากนั้นนางยกชามน้ำขึ้น
“มู”
“น้ำ” กีรติตอบพร้อมชี้ชาม “ภาษาไทยเรียกว่าน้ำ”
อนิปเป้ลองออกเสียงตาม
“นาม?”
“น้ำ”
“นัม”
กีรติหลุดยิ้มเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกจับ
“ใกล้แล้ว”
นางไม่เข้าใจประโยค แต่ดูออกว่าไม่ได้ถูกเยาะเย้ย จึงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนยื่นชามมาให้
กีรติรับน้ำมาจิบช้า ๆ
ความกระหายยังไม่หายไปทั้งหมด แต่สติของเธอแจ่มชัดขึ้นมากพอจะสำรวจบ้านโดยไม่รู้สึกว่าผนังกำลังหมุน
ภายในเรือนมีพื้นที่เพียงสองส่วน ห้องหน้าใช้ทั้งปรุงยา กินอาหาร และรับคนเจ็บ ส่วนห้องหลังถูกกั้นด้วยม่านผ้าหยาบ พื้นเป็นดินอัดแน่น มีเสื่อกกปูอยู่สองผืน ตามผนังตั้งชั้นไม้ซึ่งวางภาชนะดินเผาหลายขนาด
บนภาชนะแต่ละใบมีรอยขีดหรือเครื่องหมายสั้น ๆ เพื่อแยกชนิดของสิ่งที่บรรจุอยู่ ไม่ใช่ข้อความยาวหรืออักษรที่สมบูรณ์อย่างจารึกในยุคหลัง
มัดสมุนไพรห้อยลงมาจากคานหลังคา บางชนิดกีรติพอจำได้ว่าเป็นพืชซึ่งขึ้นตามพื้นที่ชุ่มน้ำ บางชนิดเป็นรากแห้งซึ่งเธอไม่เคยเห็นมาก่อน
ใกล้ประตูมีครกหิน แผ่นบด กระบอกใส่เข็มกระดูก และผ้าลินินม้วนเป็นระเบียบ
อนิปเป้ไม่ได้มีบ้านของนักบวชหรือผู้วิเศษ
ที่นี่คือบ้านของหมอรักษาในชุมชนเล็ก ๆ คนหนึ่ง
แต่หลังม่านผืนนั้นยังมีบางสิ่งซ่อนอยู่
บางสิ่งซึ่งทำให้ฝ่ามือของกีรติรู้สึกเย็นเป็นระยะ
คาลิโก้นั่งอยู่ตรงหน้าแนวกั้น ดวงตาจับจ้องช่องว่างใต้ผ้า หางสะบัดช้า ๆ ไปมาราวกับกำลังเฝ้ารอ
“อย่าเข้าไปยุ่ง”
กีรติเตือน
แมวเหลียวมามอง ก่อนยกอุ้งเท้าขึ้นเลียโดยไม่สะทกสะท้าน
“ฉันพูดจริงนะ เราเป็นเชลยอยู่ จำไม่ได้หรือ”
คาลิโก้หันกลับไปสนใจม่านต่อ
อนิปเป้ซึ่งกำลังบดสมุนไพรเงยหน้าขึ้นมองทั้งคู่ แต่ไม่ได้ห้ามแมว และไม่ได้อธิบายว่าหลังม่านมีอะไร
ด้านนอกมีเสียงผู้ชายพูดคุยกัน ผู้เฝ้ายามอย่างน้อยสองคนยังคงอยู่หน้าบ้าน ประโยคหนึ่งดังแทรกเข้ามา ตามด้วยชื่อของกีรติซึ่งถูกออกเสียงว่า “คีราตี”
อนิปเป้ตอบกลับไปสั้น ๆ
คนด้านนอกพูดอีกหลายคำด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แต่นางไม่ลุกไปเปิดประตู เพียงกล่าวคำเดิมซ้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม
เสียงสนทนาเงียบลง
จากนั้นฝีเท้าจึงค่อย ๆ ห่างออกไป
“พวกเขาจะเอาฉันกลับไปผูกหรือเปล่า”
กีรติถาม
อนิปเป้หันมา แม้ไม่เข้าใจภาษา แต่คงสังเกตความกังวลในน้ำเสียงได้ นางชี้พื้นตรงหน้ากีรติ แล้วชี้เสื่อกก จากนั้นจึงยกมือแตะอกตนเอง
ท่าทางนั้นคล้ายต้องการบอกว่า คืนนี้เธอจะอยู่ที่นี่ และอนิปเป้จะเป็นผู้รับผิดชอบ
กีรติพนมมือโดยอัตโนมัติ
“ขอบคุณค่ะ”
อนิปเป้มองมือทั้งสองซึ่งประกบกันอย่างสนใจ ก่อนเลียนแบบอย่างช้า ๆ
หญิงต่างยุคสองคนสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง
ไม่มีใครเข้าใจถ้อยคำของอีกฝ่าย แต่บางความหมายไม่จำเป็นต้องใช้ภาษา
คืนนั้น กีรตินอนไม่หลับ
อนิปเป้ให้เธอนอนบนเสื่อใกล้ผนัง มีผ้าลินินผืนบางคลุมตัว ส่วนคาลิโก้เลือกขดอยู่ตรงปลายเสื่อ แม้กีรติจะไม่ได้เชื้อเชิญก็ตาม
อากาศยามค่ำเย็นลงรวดเร็ว ความร้อนจากกลางวันยังสะสมอยู่ในผนังดิน แต่ลมซึ่งลอดผ่านช่องระบายอากาศกลับเย็นจนเธอต้องดึงผ้าขึ้นมาคลุมไหล่
เสียงจากเมืองค่อย ๆ จางลง
เสียงคนพูดกลายเป็นเสียงกระซิบห่าง ๆ เสียงภาชนะกระทบกันเงียบไป เหลือเพียงเสียงสัตว์ร้องเป็นครั้งคราว กับเสียงน้ำไหลในร่องนอกบ้าน
กีรตินอนมองเพดานมืด
ภาพแม่ลอยเข้ามาในความคิด
ตามด้วยห้องพัก หนังสือกองโต กาแฟเย็นที่เธอลืมดื่ม และข้อความจากเพื่อนซึ่งยังไม่ได้ตอบ
หากเวลาที่ยังค้างอยู่ในโทรศัพท์เป็นเพียงความขัดข้อง ป่านนี้โลกของเธอคงเริ่มตามหาคนหายแล้ว ตำรวจอาจตรวจกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์อาจตั้งคำถามว่าเธอขโมยไม้เท้าไปหรือไม่
หรือบางที สำหรับโลกนั้นอาจผ่านไปเพียงสองนาที
เธอไม่รู้ว่าแบบใดน่ากลัวกว่ากัน
กีรติยกมือขึ้นลูบหน้าตนเอง
“เราต้องกลับบ้าน”
เสียงกระซิบของเธอเบาจนแทบกลืนไปกับความมืด
คาลิโก้ลืมตาขึ้น แต่ไม่ได้ขยับ
“และถ้าจะกลับได้ เราต้องหาไม้เท้าให้เจอ”
คำว่าไม้เท้าทำให้ฝ่ามือข้างขวาเย็นวาบขึ้นมาอีกครั้ง
กีรติพลิกมือนั้นดู ในความมืดเธอมองไม่เห็นสิ่งผิดปกติ ไม่มีแผล ไม่มีรอยไหม้ และไม่มีแสงเรืองออกมาจากผิว
เสียงไม้เสียดสีกับพื้นดังขึ้นหลังม่าน
ครืด…
คาลิโก้ผงกศีรษะทันที
กีรติลุกขึ้นนั่ง
อนิปเป้นอนอยู่บนเสื่ออีกฝั่งหนึ่ง ลมหายใจของนางสม่ำเสมอ ดูเหมือนยังหลับสนิท
ครืด…
เสียงดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับวัตถุยาวกำลังค่อย ๆ เลื่อนพิงผนัง
คาลิโก้ลุกและเดินไปยังม่าน
“คาลิโก้ กลับมา”
กีรติกระซิบ
แมวใช้จมูกดันชายผ้า เกิดช่องเปิดแคบ ๆ ก่อนตัวมันจะลอดหายเข้าไปในห้องหลัง
กีรติลังเล
การลุกสำรวจบ้านของคนซึ่งช่วยชีวิตเธอไว้ย่อมเป็นการเสียมารยาท และอาจทำให้อนิปเป้เปลี่ยนใจส่งเธอกลับไปให้ชาวเมือง
แต่หากคาลิโก้ทำภาชนะยาแตก คนที่ถูกกล่าวโทษคงไม่พ้นเธอ
หญิงสาวจึงค่อย ๆ ลุกขึ้น ตามมันไปอย่างเงียบที่สุด
หลังม่านเป็นห้องเก็บของขนาดเล็ก เพดานต่ำจนเธอต้องก้มศีรษะ ภายในมีตะกร้าสาน ภาชนะดินเผา และม้วนเสื่อวางซ้อนกัน แสงจากตะเกียงในห้องหน้าลอดผ่านผ้ามาเพียงเล็กน้อย
คาลิโก้ยืนอยู่หน้าห่อผ้ายาวซึ่งวางพิงผนัง
มันดมปลายห่อ ก่อนใช้เท้าเขี่ยหนึ่งครั้ง
“อย่าแตะ”
กีรติรีบคว้าตัวมันออกมา
ทันทีที่ร่างแมวอยู่ในอ้อมแขน ความเย็นก็แล่นจากฝ่ามือขึ้นไปถึงข้อศอก ห่อผ้าตรงหน้าเหมือนจะสว่างขึ้นวูบหนึ่ง
เธอกะพริบตา
ทุกอย่างกลับมามืดดังเดิม
อาจเป็นแสงจากตะเกียงไหวผ่านม่าน
อาจเป็นเพียงดวงตาซึ่งยังปรับกับความมืดไม่ได้
คาลิโก้ดิ้นหลุดจากแขน กระโดดลงพื้น แล้วใช้จมูกดันชายผ้าที่พันวัตถุอยู่
ปมผ้าคลายออก
สิ่งซึ่งซ่อนอยู่ข้างในโผล่พ้นมาเพียงส่วนยอด
กีรติหยุดหายใจ
วงรีตั้งตรง
แกนสั้นพาดอยู่ภายใน
แขนงข้างซึ่งทำให้มันมองคล้ายทั้งอังก์และกุญแจ
แม้แสงในห้องจะน้อย แต่นั่นคือรูปทรงซึ่งเธอไม่มีวันจำผิด
“ไม้เท้า…”
เธอทรุดตัวลงใกล้ห่อผ้า
มันคือไม้เท้าจากพิพิธภัณฑ์
รอยแตกบนเนื้อไม้ คราบดำตรงด้าม และรอยบิ่นเล็ก ๆ บนยอดวงรีอยู่ในตำแหน่งเดียวกันทุกประการ
กีรติยื่นมือไปหา ก่อนชะงักกลางอากาศ
เป็นไปไม่ได้
หากมันตกมาพร้อมเธอ เหตุใดจึงมาอยู่ในบ้านของอนิปเป้ก่อนที่เธอจะมาถึง
หากมันเป็นของอนิปเป้ตั้งแต่แรก แล้ววัตถุชิ้นเดียวกันไปปรากฏในพิพิธภัณฑ์ของเธอได้อย่างไร
คำตอบหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ
แต่มันเป็นคำตอบที่ทำให้ความรู้สึกต่อโลกทั้งใบเปลี่ยนไป
ไม้เท้าตรงหน้าอาจไม่ใช่ของอีกชิ้น
มันอาจเป็นไม้เท้าชิ้นเดียวกัน—เพียงอยู่คนละช่วงเวลา
กีรติเหลือบมองคาลิโก้ แมวนั่งอยู่ข้างวัตถุ ดวงตาสะท้อนแสงสลัวเป็นสีเหลืองทอง
เธอค่อย ๆ ใช้นิ้วแตะเนื้อไม้
ความเย็นพุ่งเข้าสู่ร่างทันที
ห้องเก็บของหายไป
ชั่วพริบตา กีรติเห็นผืนน้ำกว้างใต้ท้องฟ้าสีแดง เรือไม้จำนวนมากลอยเรียงอยู่ริมฝั่ง คนกลุ่มหนึ่งกำลังขนตะกร้าเมล็ดพืชขึ้นจากเรือ ขณะที่ไกลออกไปมีแนวควันดำพวยพุ่งเหนือกำแพงเมือง
บนพื้นโคลนริมแม่น้ำมีรอยเท้าของคนจำนวนมาก
ท่ามกลางรอยเหล่านั้น มีรอยอุ้งเท้าแมวทอดเป็นทางไปยังประตูไม้ซึ่งกำลังลุกไหม้
เสียงชายคนหนึ่งตะโกนคำที่เธอฟังไม่เข้าใจ
จากนั้นภาพก็สั่นไหวและแตกออกเหมือนเงาสะท้อนบนผิวน้ำ
กีรติชักมือกลับ
เธอยังอยู่ในห้องเก็บของ หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก เหงื่อเย็นไหลลงมาตามแผ่นหลัง
ไม้เท้าวางนิ่งอยู่ในห่อผ้า
ไม่มีแสง ไม่มีเสียง และไม่มีสิ่งใดยืนยันว่าภาพเมื่อครู่เกิดขึ้นจริง
“ฉันเห็นอะไร…”
คาลิโก้มองเธอ
เสียงไอเบา ๆ ดังขึ้นจากหลังม่าน
กีรติหันขวับ
อนิปเป้ยืนอยู่ตรงทางเข้า
นางถือถ้วยน้ำมันสำหรับตะเกียงในมือ สีหน้าอ่านไม่ออก ดวงตาเคลื่อนจากกีรติไปยังห่อผ้าที่ถูกเปิด แล้วหยุดอยู่ที่คาลิโก้
กีรติรีบลุกขึ้น
“ฉันขอโทษ มันเข้ามาก่อน ฉันแค่—”
ถ้อยคำทั้งหมดไร้ความหมายสำหรับอีกฝ่าย
เธอจึงชี้คาลิโก้ ชี้ห่อผ้า แล้วพยายามทำท่าว่าตนเพียงตามเข้ามา แต่ยิ่งอธิบายก็ยิ่งดูเหมือนข้อแก้ตัว
อนิปเป้วางถ้วยน้ำมันลง เดินเข้ามาหาไม้เท้า แล้วดึงผ้ากลับไปคลุมยอดวงรีอย่างช้า ๆ
ก่อนรอยสลักจะถูกปิด กีรติเห็นแสงสีทองแดงไหลผ่านมันแผ่วเบา
นางแน่ใจว่าคราวนี้ไม่ได้ตาฝาด
อนิปเป้ต้องเห็นเช่นกัน เพราะมือของนางหยุดค้างอยู่บนผ้าชั่วขณะ
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น สีหน้าของหญิงชรากลับสงบนิ่งเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
นางชี้ไม้เท้าแล้วแตะอกตนเอง
“อนิปเป้”
จากนั้นจึงชี้ไปยังกีรติและส่ายหน้า
ความหมายชัดเจนโดยไม่ต้องแปล
นี่เป็นของอนิปเป้ ห้ามแตะ
กีรติพยักหน้า แม้มีคำถามเต็มไปหมด
อนิปเป้ผูกห่อผ้ากลับอย่างแน่นหนา แล้วส่งสัญญาณให้เธอกับคาลิโก้ออกไปจากห้อง
ก่อนปิดม่าน นางหันไปมองไม้เท้าอีกครั้ง
เพียงชั่วพริบตาเดียว กีรติเห็นความกังวลฉายอยู่ในดวงตาคู่นั้น
รุ่งเช้าเริ่มต้นด้วยขนมปังแข็งหนึ่งแผ่น อินทผลัมสองผล และบทเรียนภาษาซึ่งกีรติไม่ได้ร้องขอ
อนิปเป้วางสิ่งของทีละชิ้นตรงหน้าแล้วออกเสียงช้า ๆ
“มู”
น้ำ
“ตา”
ขนมปัง
“เรม”
ปลา
“เปเรต”
บ้าน หรือการออกไป—กีรติยังไม่แน่ใจ เพราะอนิปเป้ใช้คำนี้พร้อมชี้ทั้งประตูและตัวเรือน
ทุกครั้งที่เธอออกเสียงผิด หญิงชราจะส่ายหน้าแล้วพูดซ้ำจนกว่าจะใกล้เคียง แม้กีรติพยายามสอนคำภาษาไทยตอบแทน อนิปเป้ก็เพียงรับฟัง แต่ไม่ยอมเสียเวลาท่องคำซึ่งคงไม่มีประโยชน์กับชีวิตในเคเมต
คาลิโก้นั่งอยู่ระหว่างทั้งสอง ดวงตาจับจ้องปลาแห้งชิ้นเล็กบนถาด
อนิปเป้ชี้ไปที่มัน
“เมียว”
กีรติหลุดหัวเราะ
“อย่างน้อยคำนี้ก็เหมือนกัน”
คาลิโก้ส่งเสียงร้องตอบ ราวกับเห็นด้วยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเอง
อนิปเป้ชี้แมวแล้วถามบางอย่าง
กีรติแตะตัวมันเบา ๆ
“คาลิโก้”
“คา…ลีโก”
“คาลิโก้”
หญิงชราพยักหน้า จากนั้นจึงชี้กีรติ
“คีราตี”
“กีรติ”
“กี…รติ”
ครั้งนี้เกือบถูกต้อง
กีรติยิ้มกว้างขึ้น “ใช่ กีรติ”
อนิปเป้ทวนชื่ออีกครั้งอย่างช้า ๆ ราวกับจดจำมันไว้
บทเรียนดำเนินต่อจนแสงอาทิตย์ลอดเข้ามาทางช่องผนัง กีรติเริ่มเข้าใจคำพื้นฐานสำหรับกิน ดื่ม นั่ง หยุด มา และไป แม้จะยังไม่สามารถเรียงเป็นประโยคได้ แต่อย่างน้อยเธอก็ไม่รู้สึกเหมือนถูกขังอยู่หลังกำแพงเสียงซึ่งไม่มีทางข้าม
เมื่อมีคนเจ็บมาที่บ้าน อนิปเป้ให้กีรติถอยไปนั่งด้านใน
ผู้มาใหม่เป็นเด็กชายซึ่งมีแผลแตกตรงเข่า มารดาของเขาชะงักเมื่อเห็นหญิงต่างถิ่น สีหน้าหวาดกลัวทันที
อนิปเป้พูดบางอย่างสั้น ๆ แล้วชี้เสื่อ
มารดาของเด็กยังลังเล แต่นางยอมให้อุ้มลูกเข้ามาในที่สุด
กีรตินั่งเงียบ มองอนิปเป้ล้างแผลและใช้ผ้าพันเข่า เด็กกัดริมฝีปากไม่ร้องไห้ แต่ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา
คาลิโก้เดินเข้าไปนั่งใกล้ ๆ
เด็กชายมองมัน ความกลัวบนใบหน้าค่อย ๆ ลดลง เขายื่นมือออกมา คาลิโก้ถอยในตอนแรก ก่อนยอมให้ปลายนิ้วเล็กสัมผัสขนบนหลังเพียงครู่เดียว
เด็กยิ้ม
มารดาของเขาเหลือบมองกีรติอีกครั้ง
ครั้งนี้สายตายังระวัง แต่ไม่มีความรังเกียจเท่าเดิม
อนิปเป้มองเหตุการณ์ทั้งหมดโดยไม่พูดอะไร
หลังสองแม่ลูกกลับไป นางจึงวางชามน้ำกับผ้าสะอาดตรงหน้ากีรติ แล้วชี้ไปยังภาชนะซึ่งใช้แล้ว
กีรติเข้าใจว่านางต้องการให้ช่วยล้าง
“ฉันเป็นเชลยหรือผู้ช่วยกันแน่”
อนิปเป้ไม่เข้าใจ นางเพียงยื่นผ้าเพิ่มให้อีกผืน
กีรติถอนหายใจ ก่อนยกภาชนะทั้งหมดไปยังโอ่งน้ำ
อย่างน้อยการมีงานทำก็ดีกว่านั่งรอให้ชาวเมืองตัดสินว่าจะขับไล่เธอเมื่อใด
ตลอดช่วงเช้า มีคนมารับยาจากอนิปเป้หลายคน บางคนไม่ยอมก้าวเข้าบ้านเมื่อเห็นกีรติ บางคนรีบรับห่อสมุนไพรแล้วจากไป แต่ก็มีสองสามคนยอมสบตาเธอ
ข่าวเรื่องหญิงจากทะเลทรายคงแพร่ไปทั่วเคเมตแล้ว
ข่าวลือมักเดินทางเร็วกว่าความจริงเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในศตวรรษใด
ตอนสาย ชายชราหลังค่อมจากลานกลางเมืองมาหยุดหน้าบ้าน เขาไม่ได้เข้ามา เพียงพูดกับอนิปเป้จากนอกประตูด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง
กีรติจับได้เพียงชื่อของตน คำว่า เดเชเรต และคำอีกคำซึ่งถูกกล่าวซ้ำหลายครั้ง
“ซาเคน”
อนิปเป้พูดขึ้นเมื่อเห็นเธอมอง
นางชี้ไปยังชายชรา แสดงว่านั่นคือชื่อของเขา
ซาเคนมองกีรติโดยไม่ปิดบังความไม่ไว้วางใจ ก่อนกล่าวประโยคสุดท้ายแล้วเดินจากไป
อนิปเป้ยืนมองตาม สีหน้าเคร่งเครียด
“เขาเกลียดฉันหรือ”
กีรติถาม
หญิงชราไม่ได้ตอบ นางเพียงชี้กีรติแล้วกล่าวคำหนึ่ง
“เคเรด”
จากนั้นชี้ตาตนเอง
กีรติเดาว่าหมายถึงให้ระวัง หรือให้เฝ้ามอง
ไม่ว่าจะหมายถึงอะไร มันไม่ใช่คำปลอบใจ
ใกล้เที่ยง อนิปเป้ออกไปเก็บสมุนไพรหลังบ้าน ทิ้งกีรติกับคาลิโก้ไว้ในห้องหน้า
ม่านผ้าหยาบยังปิดสนิท
กีรติพยายามไม่มองมัน
เธอพยายามจดจำคำศัพท์โดยใช้นิ้วเขียนลงบนพื้นดิน
มู—น้ำ
ตา—ขนมปัง
เรม—ปลา
อนิปเป้—หญิงชราผู้ช่วยชีวิตเธอ
ซาเคน—คนที่อยากให้เธอออกจากเมือง หรืออาจอยากทำสิ่งเลวร้ายกว่านั้น
ส่วนไม้เท้า—
เธอไม่รู้ว่าคนยุคนี้เรียกมันว่าอะไร
ขณะกำลังคิด แสงบางอย่างก็ลอดออกมาจากใต้ม่าน
เป็นเพียงเส้นสีทองแดงบางเท่าเส้นด้าย
คาลิโก้ซึ่งนอนกลางพื้นลุกขึ้นทันที
กีรติไม่ขยับเข้าใกล้ นางจำคำห้ามของอนิปเป้ได้ แต่ไม่อาจละสายตาจากแสงนั้น
มันสว่างขึ้นหนึ่งครั้ง
แล้วดับลง
พร้อมกันนั้น ภาพสั้น ๆ ก็แวบเข้ามาในหัวของเธอ
หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ริมแม่น้ำภายใต้ท้องฟ้าสีทอง เสื้อผ้าของนางเปื้อนโคลนและเลือด มือถือไม้เท้ารูปกุญแจไว้แน่น รอบตัวมีผู้คนก้มศีรษะอยู่บนพื้น
กีรติมองไม่เห็นใบหน้าของหญิงคนนั้น
เห็นเพียงแมวสามสีซึ่งนั่งอยู่ข้างเท้า
ภาพหายไปก่อนเธอจะทันหายใจ
คาลิโก้ยังก้มมองช่องใต้ม่าน ขนบนหางฟูขึ้นเล็กน้อย
“เธอเห็นด้วยหรือเปล่า”
แมวไม่ตอบ
เสียงฝีเท้าดังจากหลังบ้าน อนิปเป้กำลังกลับเข้ามา
แสงใต้ม่านดับสนิทในทันที
หญิงชราเปิดประตู มือหนึ่งถือมัดใบไม้ อีกมือถือตะกร้ารากพืช นางเหลือบมองม่าน จากนั้นจึงมองกีรติกับคาลิโก้
ไม่มีใครพูดสิ่งใด
อนิปเป้วางสมุนไพรลงบนโต๊ะ แล้วเริ่มแยกใบดีออกจากใบช้ำอย่างใจเย็น ราวกับไม่เห็นแสง ไม่เห็นท่าทีของแมว และไม่รู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นในบ้านของตน
กีรติอยากถามว่าไม้เท้ามาจากไหน
อยากถามว่าเหตุใดมันจึงเหมือนวัตถุในพิพิธภัณฑ์ทุกประการ
อยากถามว่าภาพริมแม่น้ำนั้นเป็นอดีต อนาคต หรือเพียงภาพหลอนจากอาการขาดน้ำ
แต่เธอยังไม่มีคำศัพท์มากพอจะถามแม้แต่ประโยคง่าย ๆ ว่า นี่คืออะไร
อนิปเป้หยิบใบไม้ชนิดหนึ่งขึ้นมา ชี้มัน แล้วออกเสียงช้า ๆ เพื่อเริ่มบทเรียนใหม่
กีรติจึงทำได้เพียงท่องตาม
ขณะที่อีกฟากของม่าน ไม้เท้ารูปกุญแจยังคงซ่อนตัวอยู่ในความมืด
และครั้งนี้ เธอมั่นใจว่ามันไม่ได้ตามเธอมาจากพิพิธภัณฑ์เพียงฝ่ายเดียว
มันกำลังรอเธออยู่ที่นี่มานานแล้ว
© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต
ความคิดเห็น
0