สองพี่น้องแห่งเส้นทางทราย
เสียงกระดิ่งคอลาดังขึ้นก่อนดวงอาทิตย์จะลับแนวอินทผลัม
กริ๋ง…กริ๋ง…
เสียงนั้นลอยข้ามกำแพงดินเข้ามาในเคเมต ตามด้วยเสียงตะโกนของคนเฝ้าประตูและความเคลื่อนไหวซึ่งแผ่ไปทั่วชุมชนอย่างรวดเร็ว
หญิงที่กำลังบดเมล็ดพืชหยุดมือ เด็กหลายคนวิ่งออกจากตรอก ชายชราบางคนลุกจากเสื่อใต้ชายคา แม้แต่เนฟราซึ่งกำลังนับภาชนะใกล้ลานตากเมล็ดก็วางแผ่นดินเหนียวในมือลงแล้วเดินไปทางประตูเมือง
กีรติชะโงกมองจากหน้าบ้านอนิปเป้
ตลอดสามวันที่ผ่านมา นางได้รับอนุญาตให้ออกมายืนตรงชายคาได้ แต่ยังห้ามเดินออกไปตามลำพัง เชือกที่เคยมัดข้อมือถูกถอดแล้ว ทว่าชาวเมืองผลัดกันเฝ้าบริเวณใกล้บ้านทั้งกลางวันและกลางคืน
มันเป็นอิสรภาพในระยะไม่เกินสิบก้าว
“เกิดอะไรขึ้น”
กีรติถามทั้งที่รู้ว่าอนิปเป้ยังไม่เข้าใจประโยคยาวเช่นนี้
หญิงชราซึ่งกำลังคัดใบไม้แห้งเงยหน้าขึ้น ฟังเสียงกระดิ่ง แล้วกล่าวคำสั้น ๆ
“อิว”
กีรติคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนึกได้ว่าอนิปเป้เคยใช้คำนี้กับคนไข้ที่กลับมารักษาซ้ำ
“กลับมา?”
นางทำท่าเดินออกจากบ้านแล้ววกกลับเข้ามา
อนิปเป้พยักหน้า
“อิว” กีรติทวน “กลับมา”
คาลิโก้ซึ่งนอนทอดตัวอยู่บนธรณีประตูลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ก่อนเดินออกไปโดยไม่สนใจขอบเขตที่ชาวเมืองกำหนดให้เจ้าของชื่อใหม่ของมัน
“เธอไปได้ทุกที่ ส่วนฉันออกจากชายคายังไม่ได้ ยุติธรรมมาก”
แมวสามสีหยุดมองเธอแวบหนึ่ง แล้วเดินต่อไปทางประตูเมือง
กีรติลังเล ก่อนลองก้าวตามออกไป
ชายหนุ่มซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ใต้ต้นอินทผลัมลุกขึ้นทันที เขายกฝ่ามือห้ามแล้วชี้กลับไปยังบ้าน
“ฉันจะไปแค่ตรงนั้น”
เธอชี้ตามคาลิโก้
อีกฝ่ายส่ายหน้าเด็ดขาด
อนิปเป้พูดบางอย่างจากด้านหลัง คนเฝ้ายามหันไปโต้ตอบ นางจึงชี้กีรติ ชี้ตัวเอง แล้วชี้ไปทางประตูเมือง
ชายหนุ่มทำสีหน้าไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ยอมลดมือลง
อนิปเป้หยิบไม้พลองสำหรับเดินและมัดสมุนไพรขึ้นมา ก่อนส่งสัญญาณให้กีรติตามไป
“ท่านจะไปด้วยหรือ”
หญิงชราเดินนำโดยไม่ตอบ
กีรติรีบก้าวตาม นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เดินในเคเมตโดยไม่มีเชือกผูกข้อมือ แม้คนเฝ้ายามจะตามหลังมาไม่ห่างก็ตาม
ชาวเมืองหลายคนหยุดพูดเมื่อเธอเดินผ่าน บางคนถอยเข้าไปชิดผนัง บางคนจ้องรองเท้าผ้าใบกับเสื้อผ้าของเธอเหมือนครั้งแรกที่พบ แต่ไม่แสดงความตื่นกลัวรุนแรงเท่าวันก่อน
ข่าวที่ว่าอนิปเป้รับหญิงต่างถิ่นไว้ในบ้าน อาจทำให้คนบางส่วนยอมชะลอการตัดสิน
หรือไม่ก็เพียงต้องการรอดูว่าเธอจะนำภัยชนิดใดมาให้
บริเวณประตูเมืองเต็มไปด้วยผู้คน ขบวนสินค้าขนาดเล็กกำลังเคลื่อนผ่านช่องกำแพงเข้ามา ลาเจ็ดตัวเดินเรียงกัน บนหลังบรรทุกตะกร้าหวาย หนังสัตว์ม้วน ภาชนะใส่น้ำมัน และกระสอบซึ่งส่งกลิ่นเรซินฉุนจาง ๆ
คนคุ้มกันเดินประกบสองข้าง
พวกเขามีฝุ่นจับตั้งแต่เส้นผมถึงข้อเท้า เสื้อผ้าลินินซีดจากแดด หลายคนถือไม้พลอง หอกปลายหิน หรือมีดทองแดงสั้น ๆ เหน็บอยู่ตรงเอว
คนแรกที่ก้าวผ่านประตูเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูง ไหล่กว้าง ผิวเข้มจากการเดินทางกลางแดด ผ้าคาดศีรษะของเขามีฝุ่นจับจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม โล่หนังแขวนอยู่บนหลัง ส่วนมือขวาถือหอกซึ่งปลายทองแดงมีรอยบิ่นเล็กน้อย
เขาไม่ได้ดูเหมือนเจ้าชายหรือนักรบในภาพสลัก
เขาดูเหมือนคนธรรมดาที่เหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก ดวงตาแดงเพราะฝุ่น ริมฝีปากแห้ง และมีผ้าพันแผลเก่าอยู่รอบท่อนแขน
ถึงอย่างนั้น ผู้คนหน้าประตูก็เงียบลงเมื่อเขาเอ่ยถาม
น้ำเสียงไม่ได้ดังที่สุด แต่มีความนิ่งซึ่งทำให้คนฟังโดยไม่รู้ตัว
ฮูยา—ชายร่างใหญ่ผู้ควบคุมประตูเมือง—เดินเข้าไปหา ทั้งสองแตะแขนกันเป็นการทักทาย ก่อนเริ่มสนทนาเรื่องขบวนสินค้า
คนที่เดินตามหลังชายผู้นั้นเข้ามาแตกต่างโดยสิ้นเชิง
เขาอายุน้อยกว่า รูปร่างปราดเปรียวกว่า และมีรอยยิ้มกว้างราวกับการเดินผ่านทะเลทรายหลายวันเป็นเพียงการออกไปเที่ยวเล่น เสื้อคลุมไหล่ขาดตรงชาย มีขนนกเล็ก ๆ เสียบอยู่กับผ้าคาดศีรษะอย่างไม่เข้ากัน และแบกกระสอบใบหนึ่งไว้บนบ่า
“มู! มู!”
เขาตะโกนพลางชี้ปาก
เด็กคนหนึ่งยื่นถ้วยน้ำให้ ชายหนุ่มรับมาดื่มรวดเดียว ก่อนเทส่วนที่เหลือราดศีรษะตนเอง
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบประตู
หญิงสูงวัยคนหนึ่งตีแขนเขาด้วยม้วนผ้า ขณะต่อว่าเรื่องใช้น้ำสิ้นเปลือง
ชายหนุ่มยกมือขอโทษ แต่ยังหัวเราะอยู่ เขาวางกระสอบลง แล้วหยิบอินทผลัมสองผลจากตะกร้าข้างลา โยนผลหนึ่งให้เด็กและซ่อนอีกผลไว้ข้างหลัง เมื่อเจ้าของตะกร้าหันมาพบ เขาก็ชี้เด็กอย่างหน้าตายราวกับเป็นผู้กระทำผิด
เด็กรีบชี้กลับมาที่เขา
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง
กีรติมองภาพนั้นแล้วเผลอยิ้ม
จากนั้นชายหนุ่มก็เห็นเธอ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหยุดค้าง ดวงตาไล่ตั้งแต่เสื้อผ้า ผ้าพันข้อมือ ไปจนถึงรองเท้าผ้าใบ ก่อนกลับขึ้นมาหยุดที่ใบหน้า
เขาพูดคำหนึ่งเบา ๆ
ชายร่างสูงซึ่งกำลังคุยกับฮูยาหันมองตาม
แววตาของเขาไม่ได้แสดงความตกใจอย่างคนอื่น แต่เปลี่ยนเป็นระแวดระวังทันที มือข้างหนึ่งเลื่อนเข้าใกล้ด้ามมีดตรงเอวโดยไม่รู้ตัว
กีรติหยุดเดิน
ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความกลัว
แต่เป็นความไม่พอใจเล็กน้อย
เธอถูกคนทั้งเมืองมองเหมือนตัวประหลาดมาหลายวันแล้ว และไม่อยากรับสายตาแบบเดียวกันเพิ่มอีกคู่ โดยเฉพาะจากคนที่เพิ่งกลับมาถึงและยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ฮูยาพูดอธิบายอย่างรวดเร็ว เขาชี้ไปทางทะเลทราย ชี้กีรติ แล้วทำท่ากดบางอย่างด้วยนิ้ว คงกำลังเล่าเรื่องโทรศัพท์ซึ่งสว่างขึ้นในมือ
ชื่อ “คีราตี” ดังขึ้นระหว่างบทสนทนา
ชายร่างสูงหันมองเธออีกครั้ง
คราวนี้ความสงสัยเข้มขึ้นกว่าเดิม
อนิปเป้เดินผ่านฝูงชนเข้าไปหาเขา
สีหน้าเคร่งขรึมของชายหนุ่มผ่อนลงทันที เขาก้มศีรษะให้นางเล็กน้อย อนิปเป้วางมือบนแขนที่มีผ้าพันแผลแล้วดึงเข้ามาตรวจดูโดยไม่ขออนุญาต
เขาพยายามชักแขนกลับ แต่นางตบหลังมือหนึ่งครั้ง
ชายหนุ่มอายุน้อยหัวเราะลั่น
ก่อนอนิปเป้จะหันไปตีเขาด้วยมัดสมุนไพรอีกคน
“ดูสนิทกันจัง”
กีรติพึมพำ
ท่าทางของอนิปเป้ไม่เหมือนหมอที่ตรวจคนคุ้มกันทั่วไป และชายทั้งสองก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อนางด้วยความสำรวมแบบชาวบ้านคนอื่น
แต่นางยังมีคำศัพท์ไม่พอจะถามว่าพวกเขาเป็นอะไรกัน
หลังฟังอนิปเป้อธิบาย ชายร่างสูงเดินเข้ามาหากีรติ
เขาหยุดห่างออกไปสองก้าว
ใกล้เพียงนี้ กีรติเห็นรอยแผลเล็กตรงคิ้วซ้ายและความอ่อนล้าใต้ดวงตาได้ชัด ทว่าแผ่นหลังของเขายังคงตรงเหมือนคนซึ่งไม่ยอมแสดงความเหนื่อยต่อหน้าผู้อื่น
เขาแตะหน้าอกตนเอง
“เมนเธบส์”
กีรติพยายามออกเสียงตาม
“เมน…เธบส์”
ชายหนุ่มพยักหน้า แล้วชี้มายังเธอ
“กีรติ”
เธอตอบ
“คีราตี”
“กี-ระ-ติ”
เมนเธบส์ทวนอีกครั้ง เสียงยังไม่ถูกต้องนัก แต่ใกล้เคียงกว่าเดิม
ชายอายุน้อยแทรกตัวเข้ามาระหว่างทั้งคู่ เขาแตะอกตัวเองอย่างแรงจนฝุ่นฟุ้ง
“เมมซาฟ”
“เมมซาฟ”
กีรติออกเสียงได้ในครั้งแรก
เจ้าของชื่อยิ้มกว้างราวกับนางเพิ่งผ่านการทดสอบสำคัญ ก่อนชี้เมนเธบส์แล้วพูดประโยคหนึ่ง จากน้ำเสียงและท่าทาง กีรติเดาว่าเขากำลังล้ออีกฝ่าย
เมนเธบส์ผลักใบหน้าน้องชายออกไปโดยไม่แม้แต่หันมอง
เมมซาฟเซถอยอย่างเกินจริง ทำท่าราวกับถูกนักรบผู้ยิ่งใหญ่โจมตีจนเกือบตาย เรียกเสียงหัวเราะจากเด็กแถวนั้นได้อีกครั้ง
กีรติหลุดหัวเราะตาม
เมนเธบส์มองเธอ
สายตาของเขานิ่งจนรอยยิ้มบนใบหน้ากีรติค่อย ๆ จางลง
เขาชี้รองเท้าผ้าใบ แล้วถามคำถามสั้น ๆ
“ฉันไม่เข้าใจ”
กีรติส่ายหน้า
เมนเธบส์ชี้รองเท้าอีกครั้ง จากนั้นชี้ไปยังลาที่บรรทุกม้วนหนังและผ้าทอ คล้ายถามว่ารองเท้าทำจากอะไรหรือได้มาจากที่ใด
กีรติก้มมองพื้นรองเท้ายาง
เธอจะอธิบายปิโตรเลียม โรงงาน หรือเครื่องจักรให้คนในยุคนี้เข้าใจได้อย่างไร ในเมื่อยังพูดคำว่าอาหารไม่ครบทุกชนิดด้วยซ้ำ
“ทำจาก…” เธอเริ่มต้น แล้วหยุด “ช่างเถอะ”
เมมซาฟย่อตัวลงใกล้รองเท้า ใช้นิ้วแตะพื้นยาง ก่อนทำตาโตและพูดบางอย่างกับพี่ชาย
เมนเธบส์ตอบเพียงคำเดียว
เมมซาฟหัวเราะแล้วส่ายหน้า เขาชี้รองเท้า ชี้ท้องฟ้า แล้วกางแขนทำท่าเหมือนนก
กีรติขมวดคิ้ว
“เจ้าคิดว่าฉันบินลงมาจากฟ้าหรือ”
เมมซาฟพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น แม้ไม่น่าจะเข้าใจสิ่งที่เธอพูด
จากนั้นเขาชี้กีรติแล้วออกเสียงช้า ๆ
“เบเนเรต”
กีรติจำคำนี้ไม่ได้จึงหันไปหาอนิปเป้ หญิงชรายังคงตรวจสัมภาระอยู่ ไม่ทันเห็นว่าพวกเขากำลังทำอะไร
“เบเนเรตคืออะไร”
เมมซาฟแตะใบหน้าตนเอง แล้วชี้เธอ จากนั้นทำท่าชื่นชมเกินจริง เอามือทาบอกและแกล้งเซเหมือนหัวใจหยุดเต้น
กีรติพอเดาได้ว่าคงหมายถึง งดงาม หรือ น่ารัก
“เบเนเรต”
เธอทวนพร้อมชี้ตัวเอง
เมมซาฟพยักหน้าแรง
เมนเธบส์หันมาพอดี เขาได้ยินคำดังกล่าวแล้วขมวดคิ้ว ก่อนพูดตำหนิน้องชายสั้น ๆ
เมมซาฟทำหน้าบริสุทธิ์
กีรติเริ่มสงสัย แต่ยังไม่ทันถาม อนิปเป้ก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนช่วยขนสมุนไพรกับสินค้าเข้าเมือง
เมนเธบส์เดินไปยกม้วนหนังลงจากหลังลา ส่วนเมมซาฟคว้าตะกร้าสองใบ ก่อนหันมายิ้มให้กีรติอีกครั้ง
“เบเนเรต!”
เขาพูดเสียงดังแล้วเดินจากไป
ชาวเมืองใกล้ ๆ หันมามองกีรติ
บางคนหลุดหัวเราะ
นางยิ่งมั่นใจว่าคำนี้อาจไม่ได้หมายความอย่างที่คิด
คืนนั้น บ้านของอนิปเป้คับแคบกว่าปกติ
เมนเธบส์นั่งอยู่บนเสื่อใกล้ประตู ปล่อยให้อนิปเป้แกะผ้าพันแผลเก่าออกจากแขน รอยบาดยาวซึ่งเกิดจากคมอาวุธยังบวมแดง แม้ไม่ลึกถึงกระดูก
เมมซาฟนั่งอีกด้าน กำลังกินขนมปังกับปลาย่างอย่างรวดเร็วราวกับไม่ได้กินอาหารมาหลายวัน
กีรตินั่งชิดผนัง โดยมีคาลิโก้ขดอยู่ข้างตัว
นางยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนคุ้มกันขบวนทั้งสองจึงตามอนิปเป้กลับบ้าน และเหตุใดหญิงชราจึงต่อว่าพวกเขาได้เหมือนคนในครอบครัว แต่ทุกครั้งที่พยายามถาม นางก็พบว่าขาดคำศัพท์สำคัญ
อนิปเป้ชี้แผลของเมนเธบส์แล้วพูดเสียงดุ
ชายหนุ่มตอบสั้น ๆ
เมมซาฟแทรกขึ้นทั้งที่อาหารเต็มปาก เขาทำท่าถือหอกและพุ่งแทงสิ่งที่มองไม่เห็น ก่อนชี้เมนเธบส์แล้วหัวเราะ
เมนเธบส์ยื่นเท้าไปถีบหน้าแข้งเขาเบา ๆ
เมมซาฟร้องโอดโอยเกินจริงจนคาลิโก้ลืมตาขึ้นมามอง
“เขาโดนอะไร”
กีรติถามพร้อมชี้บาดแผล
เมมซาฟวางขนมปัง แล้วพยายามอธิบายด้วยท่าทาง เขาชูนิ้วขึ้นสองนิ้ว ทำท่าสัตว์มีเขา ก่อนพุ่งเข้าใส่เมนเธบส์
“วัว?”
เมมซาฟส่ายหน้า
เขากางนิ้วทั้งสองข้างเหนือศีรษะ ทำเสียงคำราม แล้ววิ่งวนรอบห้องจนเกือบชนชั้นวางยา
อนิปเป้ตีหลังเขาด้วยผ้า
กีรติหัวเราะ “สัตว์มีเขาชนเขาหรือ”
เมมซาฟพยักหน้า ก่อนทำท่าเมนเธบส์กระเด็นไกลเกินจริง
เมนเธบส์กล่าวคำหนึ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมมซาฟหยุดแล้วแก้ท่าทางใหม่ ลดระยะกระเด็นเหลือเพียงครึ่งเดียว
ชายหนุ่มกล่าวซ้ำ
เมมซาฟจึงลดเหลือแค่ถอยหนึ่งก้าว
กีรติหัวเราะออกมาเต็มเสียง
นางไม่ต้องเข้าใจภาษา ก็รู้ว่าเรื่องเล่าของเมมซาฟเกินจริงเพียงใด
เมนเธบส์มองรอยยิ้มของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเบือนหน้าให้อีกฝ่ายพันแผลต่อ
อนิปเป้หยิบถ้วยยาไปเก็บหลังม่าน
คาลิโก้ลุกขึ้นทันที แต่กีรติรีบอุ้มมันไว้
“ไม่ต้องเลย ครั้งก่อนเกือบทำฉันมีปัญหาแล้ว”
เมนเธบส์มองไปยังม่านตามเสียง
สายตาเขาหยุดอยู่ตรงนั้นเพียงครู่เดียว ก่อนหันกลับมามองกีรติ
แววระแวงปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เขาพูดกับอนิปเป้เมื่อหญิงชรากลับออกมา น้ำเสียงต่ำและจริงจัง จากนั้นชี้กีรติ ชี้ทะเลทราย และชี้ห้องหลังม่าน
อนิปเป้ตอบโดยไม่ลังเล
การโต้เถียงเริ่มขึ้น
เมนเธบส์ไม่ได้ขึ้นเสียง แต่ทุกคำหนักแน่นขึ้นเรื่อย ๆ อนิปเป้เองก็ไม่ยอมอ่อนข้อ สุดท้ายนางใช้ปลายไม้พลองเคาะพื้นหนึ่งครั้ง
ตึก!
เมนเธบส์เงียบ
เมมซาฟก้มหน้ากินขนมปังต่ออย่างคนรู้ดีว่าไม่ควรเข้าไปอยู่กลางการโต้เถียงนี้
กีรติไม่เข้าใจถ้อยคำ แต่เข้าใจสาเหตุได้ไม่ยาก
เมนเธบส์ไม่ไว้ใจเธอ
และเขาคงกังวลว่าอนิปเป้กำลังเก็บหญิงแปลกหน้าซึ่งอาจเป็นอันตรายไว้ในบ้าน
“ฉันไม่ได้มาทำร้ายใคร”
กีรติพูด แม้ไม่มีใครเข้าใจ
เมนเธบส์หันมอง
นางชี้ตนเอง ส่ายหน้า แล้วทำท่าวางอาวุธลง จากนั้นชี้ประตู ทำท่าเดินหลงไปมา และยกมือขึ้นอย่างจนปัญญา
“ฉันหลงทาง”
เมมซาฟมองท่าทางของเธอ ก่อนชี้ไปทางหนึ่งแล้วอีกทางหนึ่ง ทำหน้าเหลอหลาเลียนแบบคนหลงทาง
กีรติพยักหน้าอย่างมีความหวัง
“ใช่ หลงทาง”
เมมซาฟแตะอกตัวเองแล้วพูดคำหนึ่ง
“เฮม”
“เฮม?”
เขาพยักหน้า ก่อนชี้กีรติ
“เฮม”
กีรติทวนคำนั้นหลายครั้ง พยายามจำไว้ นางคิดว่ามันคงหมายถึงผู้เดินทาง คนหลงทาง หรือคนต่างถิ่น
เมนเธบส์เอ่ยห้าม แต่เมมซาฟทำเป็นไม่ได้ยิน
อนิปเป้กลับออกจากห้องหลังพร้อมภาชนะยา นางได้ยินกีรติพูดคำว่า “เฮม” จึงหยุดเดิน
สีหน้าของหญิงชราเปลี่ยนเป็นประหลาดใจ ก่อนมองเมมซาฟอย่างตำหนิ
นางพูดคำอีกคำหนึ่งช้า ๆ พร้อมชี้ไปยังกีรติ
“เซมาห์”
จากนั้นจึงทำท่าเดินด้วยสองนิ้วแล้วส่ายหน้า คล้ายบอกว่าคำนี้ต่างหากหมายถึงคนหลงทาง
กีรติหันไปหาเมมซาฟ
ชายหนุ่มกำลังก้มหน้ากินปลา ทำเหมือนไม่รู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น
“แล้วเฮมแปลว่าอะไร”
ไม่มีใครตอบ
กีรติจำได้ว่าอนิปเป้เคยใช้คำคล้ายกันกับเด็กชายซึ่งมาช่วยยกโอ่ง คนคนนั้นถูกสั่งให้ทำงานสารพัดโดยไม่ได้พัก
“คนรับใช้?”
เมมซาฟไอเมื่อขนมปังติดคอ
นางหรี่ตามองเขา
“เจ้าสอนให้ฉันเรียกตัวเองว่าคนรับใช้ใช่ไหม”
แม้เขาจะไม่เข้าใจประโยค แต่คงเข้าใจสีหน้า เมมซาฟรีบลุกและถอยไปทางประตูพร้อมหัวเราะ
กีรติคว้าผ้าม้วนหนึ่งปาใส่
เขาหลบทัน ผ้าจึงพุ่งไปกระแทกอกเมนเธบส์ซึ่งนั่งอยู่ด้านหลัง
ห้องทั้งห้องเงียบลง
กีรติชะงัก
เมนเธบส์ก้มมองผ้าบนตัก ก่อนเงยหน้ามองเธออย่างช้า ๆ
“ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
นางรีบยกมือประกบกัน
เมมซาฟซึ่งยืนอยู่ตรงประตูพยายามกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น
เมนเธบส์หยิบผ้าขึ้น เขามองน้องชาย แล้วขว้างใส่ใบหน้าเต็มแรง
เมมซาฟร้องเสียงหลง ก่อนทุกคนในบ้าน—ยกเว้นอนิปเป้ซึ่งพยายามทำหน้าดุ—จะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน
แม้แต่เมนเธบส์ก็มีรอยยิ้มบางมากปรากฏตรงมุมปาก
มันหายไปทันทีเมื่อเขารู้ว่ากีรติกำลังมอง
รุ่งเช้าวันต่อมา เมมซาฟเริ่มบทเรียนภาษาโดยไม่ได้รับอนุญาต
เขาวางสิ่งของสามอย่างไว้ตรงหน้ากีรติ ได้แก่ ถ้วยน้ำ ขนมปัง และรองเท้าข้างหนึ่งของตนเอง
เขาชี้ถ้วยน้ำ
“มู”
“น้ำ ฉันรู้แล้ว”
เขาชี้ขนมปัง
“ตา”
“ขนมปัง รู้แล้วเหมือนกัน”
จากนั้นชี้รองเท้า
“เนเฟอร์”
กีรติทวน “เนเฟอร์”
เมมซาฟพยักหน้าอย่างจริงจัง
คาลิโก้นั่งมองอยู่ข้างประตู
เมนเธบส์กำลังลับคมหอกในลาน เขาเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยิน แต่ยังไม่พูดอะไร
เมมซาฟหยิบรองเท้าขึ้นมา ชี้มัน แล้วพูดอีกครั้ง
“เนเฟอร์”
จากนั้นเขาชี้คาลิโก้
“เนเฟอร์”
ชี้ผนังบ้าน
“เนเฟอร์”
ชี้หน้าตนเอง
“เนเฟอร์”
กีรติเริ่มขมวดคิ้ว “คำเดียวใช้ได้กับทุกอย่างเลยหรือ”
เมมซาฟพยักหน้าแรง
เขาชี้เมนเธบส์ที่อยู่ด้านนอก แล้วกระซิบ
“เนเฟอร์”
เมนเธบส์หยุดลับหอก
กีรติมองรองเท้า มองแมว มองผนัง และมองชายหนุ่ม ก่อนคิดว่าคำนี้อาจหมายถึง ดี หรือ สวยงาม มากกว่าจะเป็นรองเท้า
นางชี้เมมซาฟ
“เนเฟอร์?”
เขายิ้มกว้างและพยักหน้า
กีรติจึงชี้รองเท้าสกปรกของเขา
“เนเฟอร์”
เมมซาฟส่ายหน้าทันที
เมนเธบส์หลุดหัวเราะในลำคอ
“จับได้แล้ว”
กีรติพูดก่อนคว้ารองเท้าขึ้นมา เมมซาฟรีบวิ่งหนี นางไล่ตามออกไปถึงลานหน้าบ้านพร้อมขู่ด้วยภาษาที่อีกฝ่ายฟังไม่เข้าใจ
ชาวเมืองใกล้เคียงหยุดมองหญิงต่างถิ่นวิ่งไล่ชายคุ้มกันขบวนด้วยรองเท้าในมือ
เด็กกลุ่มหนึ่งหัวเราะและวิ่งตาม
คาลิโก้กระโดดขึ้นไปนั่งบนโอ่งเพื่อหลบความวุ่นวาย
เมมซาฟวิ่งวนรอบต้นอินทผลัม ก่อนหลบไปอยู่หลังพี่ชาย
“หลีกไป เมนเธบส์ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า”
กีรติชูรองเท้าขึ้น
เมนเธบส์มองนาง แล้วมองเมมซาฟซึ่งใช้เขาเป็นโล่
เขาพูดคำหนึ่งสั้น ๆ
เมมซาฟตอบอย่างร้อนรน
เมนเธบส์ขยับหลบออกด้านข้าง เปิดทางให้กีรติโดยไม่ลังเล
“พี่ชายที่ดีมาก”
เมมซาฟบ่น แม้กีรติจะฟังไม่เข้าใจ
นางตีแขนเขาด้วยรองเท้าหนึ่งครั้ง ไม่แรงพอให้เจ็บ แต่หนักพอให้เด็กที่ยืนดูส่งเสียงเชียร์
เป็นครั้งแรกที่ชาวเมืองหัวเราะเพราะกีรติ
ไม่ใช่หัวเราะเยาะเสื้อผ้าของนาง ไม่ใช่กระซิบเรื่องลางร้าย และไม่ใช่เรียกนางว่าหญิงจากแผ่นดินแดง
เพียงหัวเราะกับภาพคนคนหนึ่งกำลังเอาคืนชายหนุ่มจอมกวน
เมื่อเสียงหัวเราะค่อย ๆ เบาลง กีรติจึงเพิ่งรู้ว่าตนออกมาไกลจากบ้านอนิปเป้เกินสิบก้าวแล้ว
ผู้เฝ้ายามซึ่งเคยห้ามนางยืนมองอยู่ตรงร่มไม้
เขาไม่ได้ยกมือสั่งให้กลับ
บางสิ่งเปลี่ยนไปเล็กน้อย
อาจไม่ใช่ความไว้วางใจ แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่ความกลัวเช่นเดิมทั้งหมด
เมนเธบส์เห็นเช่นกัน
เขามองชาวเมืองรอบตัว ก่อนหันกลับมาหากีรติ แววตายังคงระแวง แต่มีบางอย่างเพิ่มเข้ามา—คล้ายกำลังประเมินนางใหม่อีกครั้ง
จากนั้นฮูยาก็เดินเข้ามาจากทางลานกลางเมือง พร้อมห่อผ้าซึ่งกีรติจำได้ทันที
โทรศัพท์ของเธออยู่ข้างใน
ฮูยาส่งห่อนั้นให้เมนเธบส์และพูดบางอย่างด้วยน้ำเสียงจริงจัง
รอยยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้าชายหนุ่มหายไป
เขาเปิดผ้าออก มองวัตถุสีดำซึ่งยังดับสนิท แล้วเงยหน้ามองกีรติ
“ของฉัน”
นางชี้โทรศัพท์และชี้ตัวเอง
เมนเธบส์ไม่ส่งคืน
เขากดปุ่มด้านข้าง หน้าจอสว่างขึ้น เผยตัวเลขค้างอยู่ที่ 21.17 และภาพแม่น้ำเจ้าพระยากับอาคารสูงยามค่ำคืน
เมมซาฟเลิกหัวเราะ เขาเดินเข้ามามองใกล้ ๆ สีหน้าตื่นตะลึงไม่ต่างจากคนอื่นในครั้งแรก
เมนเธบส์ศึกษาภาพนั้นอย่างเงียบงัน
เขาชี้แม่น้ำบนหน้าจอ แล้วชี้ไปทางแม่น้ำซึ่งอยู่หลังแนวบ้าน
กีรติพยักหน้า “ใช่ นั่นก็เป็นแม่น้ำ แต่ไม่ใช่แม่น้ำสายนี้”
เขาชี้อาคารสูงในภาพ จากนั้นมองไปรอบเมืองเคเมต
กีรติไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
เมนเธบส์จึงชี้ไปทางทะเลทราย แล้วถามคำเดิมที่เขาเคยถามหน้าประตู
คราวนี้กีรติพอเข้าใจความหมาย
เจ้ามาจากไหน
นางมองภาพเมืองของตนบนหน้าจอ ก่อนเงยหน้าสบตาเขา
คำตอบที่แท้จริงเป็นสิ่งซึ่งแม้แต่ตัวเธอยังไม่พร้อมเชื่อ
กีรติจึงชี้ไปยังขอบฟ้า แล้ววาดเส้นยาวบนอากาศ
“ไกลมาก”
จากนั้นนางแตะโทรศัพท์ ชี้ไปยังดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังเคลื่อนเหนือท้องฟ้า แล้วหมุนนิ้วย้อนกลับ
เมมซาฟขมวดคิ้ว
ฮูยาทำสีหน้าไม่เข้าใจ
แต่เมนเธบส์นิ่งไป
ดวงตาของเขาเลื่อนจากมือกีรติไปยังหน้าจอ ก่อนหันมองบ้านของอนิปเป้ โดยเฉพาะม่านผ้าซึ่งซ่อนห้องด้านหลังเอาไว้
ชั่วขณะหนึ่ง กีรติรู้สึกว่าเขาอาจเข้าใจมากกว่าที่แสดงออก
แต่ชายหนุ่มเพียงดับหน้าจอ ห่อโทรศัพท์กลับ แล้วส่งคืนให้นาง
“กีรติ”
เขาเรียกชื่อได้ถูกต้องเป็นครั้งแรก
จากนั้นจึงชี้ดวงตาของตน ชี้นาง แล้วกล่าวคำสั้น ๆ ซึ่งอนิปเป้เคยใช้
“เคเรด”
กีรติยังไม่รู้ว่าคำนี้หมายถึง จงระวัง หรือ ข้าจะเฝ้ามอง
จากสายตาของเมนเธบส์—
มันอาจหมายถึงทั้งสองอย่างพร้อมกัน
ด้านหลังพวกเขา เมมซาฟหยิบรองเท้าของตนคืนไป เขาชูขึ้นแล้วพูดกับกีรติด้วยสีหน้าจริงจังเกินเหตุ
“เบเนเรต”
ชาวเมืองที่ได้ยินพากันหัวเราะอีกครั้ง
กีรติหันไปหาเนฟราซึ่งยืนอยู่ใกล้ลานตากเมล็ด แล้วชี้เมมซาฟพร้อมถามความหมาย
เนฟรากลั้นยิ้ม ก่อนหยิบอินทผลัมขึ้นมาหนึ่งผลแล้วพูดว่า “เบเนเรต” จากนั้นกัดให้ดู
กีรติเข้าใจทันที
หวาน
ไม่ใช่งดงามอย่างที่เมมซาฟทำให้เชื่อ
นางหันกลับไปมองเขาช้า ๆ
เมมซาฟหยุดยิ้ม
“เมื่อวานเจ้าสอนให้ฉันเรียกตัวเองว่าหวานหรือ”
เขาเริ่มถอย
กีรติยกมือซึ่งยังถือรองเท้าอีกข้างขึ้น
เมมซาฟหันหลังวิ่งโดยไม่รอคำตอบ
เสียงหัวเราะดังไปทั่วลานอีกครั้ง ขณะที่คาลิโก้นั่งอยู่บนโอ่ง มองความวุ่นวายด้วยแววตาสงบนิ่งอย่างผู้ซึ่งไม่เห็นว่าความโง่เขลาของมนุษย์เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด
อนิปเป้ยืนอยู่ตรงประตูบ้าน
นางมองเมมซาฟซึ่งกำลังวิ่งหนีกีรติ มองเมนเธบส์ซึ่งยังพยายามซ่อนรอยยิ้ม และมองแมวสามสีบนโอ่ง
ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังม่านด้านในบ้านเพียงชั่วครู่
หลังม่านนั้น ไม้เท้ารูปกุญแจยังคงถูกห่อไว้อย่างมิดชิด
แต่ใต้ผ้าหยาบ รอยสลักรูปคลื่นเส้นหนึ่งค่อย ๆ อุ่นขึ้นรับแสงอาทิตย์
ไม่มีผู้ใดเห็นมัน
หรืออย่างน้อย ทุกคนก็ทำเหมือนไม่เห็น
© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต
ความคิดเห็น
0