ชีวิตไม่เหลืออะไรแล้ว
ธันวายืนอยู่หน้าบ้านยายเกือบสิบนาที ก่อนจะยกมือผลักประตูรั้ว
เขารู้ว่ากลอนอยู่ตรงไหน รู้ว่าถ้ายกบานประตูขึ้นนิดหนึ่งแล้วค่อยดัน เสียงเหล็กจะไม่ครูดพื้น และรู้ว่ากระถางโหระพาที่ขวางทางเดินไม่ควรเตะเลื่อน เพราะยายจำตำแหน่งของทุกอย่างในบ้านได้ดีกว่าคนอื่นจำวันเกิดตัวเองเสียอีก
แต่เขาก็ยังยืนอยู่ตรงนั้น กระเป๋าเสื้อผ้าห้อยจากมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างกำโทรศัพท์ที่สั่นเป็นครั้งที่สาม
หน้าจอขึ้นชื่อกฤต
ธันวากดปิดเสียง แล้วคว่ำโทรศัพท์แนบต้นขา
ในกระเป๋ามีเสื้อสี่ตัว กางเกงสองตัว โน้ตบุ๊กที่ยังขายไม่ได้ และซองเอกสารจากห้องเช่า เจ้าของห้องคืนเงินประกันมาให้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าไฟกับค่าซ่อมชั้น เขานับเงินนั้นบนรถเมล์สองรอบ ทั้งสองรอบได้เท่ากัน และทั้งสองรอบก็ยังไม่พอ
เขาไม่ได้บอกเจ้าของห้องว่าจะย้ายกลับบ้าน
พูดเพียงว่าจะไปอยู่ที่อื่นสักพัก
คำว่า “สักพัก” เป็นคำที่เขาใช้บ่อยขึ้นในเดือนที่ผ่านมา พักงานสักพัก ปิดร้านสักพัก หยุดรับโทรศัพท์สักพัก ฟังเหมือนทุกอย่างยังรอเขาอยู่ที่เดิม เพียงแต่เขาจะกลับไปช้าหน่อย
ประตูหน้าบ้านเปิดอยู่ กลิ่นกระเทียมเจียวลอยออกมาก่อนเสียงวิทยุ ยายเปิดสถานีเดิมที่มีเพลงเก่าสลับกับคนพูดเรื่องราคาผัก เสียงเบาจนฟังไม่ออกหากไม่ได้ตั้งใจ
ธันวายกบานประตูรั้วขึ้นนิดหนึ่ง
คราวนี้เสียงไม่ดัง
“ถ้าจะเข้าก็เข้ามา ยุงตามหลังมาเป็นฝูงแล้ว”
เสียงยายดังจากในครัว
เขาหยุดเท้า
“ยายเห็นผมด้วยเหรอ”
“เห็นตั้งแต่เอ็งยืนให้หมาข้างบ้านดมกระเป๋าแล้ว”
ธันวาก้มมอง หมาสีน้ำตาลตัวหนึ่งยืนอยู่นอกรั้ว พอมองสบกันก็เดินจากไปเหมือนหมดความสนใจ
“มันนึกว่ามีของกิน” ยายบอก “ยายก็นึกเหมือนกัน”
เขามองกระเป๋าในมือ ก่อนตอบเบา ๆ
“ไม่ได้ซื้ออะไรมา”
“งั้นก็เอาตัวเข้ามา อย่าขวางประตู”
บ้านยังเป็นบ้านหลังเดิม กระเบื้องหน้าประตูมีแผ่นหนึ่งสีต่างจากแผ่นอื่น โซฟาที่เขาเคยนอนดูการ์ตูนถูกคลุมด้วยผ้าผืนใหม่ แต่พัดลมตั้งพื้นยังติดสติกเกอร์รูปดาวที่เขาแปะตั้งแต่ประถม ดาวสีเหลืองเหลือเพียงครึ่งดวง
ยายยืนอยู่หน้าเตา สวมเสื้อลายดอกตัวที่เขาจำได้ ผมหงอกรวบเป็นมวยหลวม ๆ ด้านหลัง มือข้างหนึ่งถือทัพพี อีกข้างจับด้ามกระทะด้วยผ้าพับหลายชั้น
บนโต๊ะมีถุงกับข้าวสามถุงเรียงอยู่ แต่ละถุงติดกระดาษเขียนชื่อด้วยลายมือของยาย
“ยังรับทำอยู่เหรอ”
“สามบ้านเอง”
“ยายบอกว่าจะพักแล้ว”
“พักตั้งแต่บ่ายโมง เพิ่งลุกตอนสี่โมง”
เขาเกือบยิ้ม แต่ความรู้สึกนั้นไปไม่ถึงปาก
ลำดวนตักผัดผักใส่ถุง มัดปากถุงอย่างคล่องแคล่ว ก่อนหันมามองกระเป๋าของหลานเต็มตา
“จะค้างกี่คืน”
“ยังไม่รู้”
ทัพพีในมือยายหยุดครู่หนึ่ง
“ห้องเช่าล่ะ”
“ย้ายออกแล้ว”
“อ้อ”
ยายวางกระทะลง ไม่ถามต่อทันที ธันวาเตรียมคำตอบไว้หลายอย่างระหว่างนั่งรถ แต่เมื่ออีกฝ่ายเงียบ เขากลับไม่รู้จะหยิบคำไหนมาใช้
“ผมขออยู่ที่นี่ก่อนนะ”
“ห้องเอ็งก็อยู่ข้างบน จะขอทำไม”
“ผมอาจอยู่หลายวัน”
“กวาดเองด้วย ฝุ่นคงหนา ยายไม่ได้ขึ้นไปทุกวัน”
เขาพยักหน้าเหมือนได้รับคำสั่งเรื่องสำคัญ แล้วถือกระเป๋าผ่านโต๊ะไป
“ธัน”
เขาหันกลับมา
ยายชี้แก้วน้ำใกล้กระติก
“กินน้ำก่อน หน้าซีดอย่างกับผ้าที่ยายแช่ลืมไว้”
เขาวางกระเป๋า รินน้ำเต็มแก้ว และดื่มรวดเดียวจนหมด
ลำดวนมองอยู่ แต่พอเขาลดแก้วลง เธอก็หันไปเก็บเตาแล้ว
ห้องนอนชั้นบนมีกลิ่นผ้าปิดไว้นาน
ธันวาเปิดหน้าต่าง วางกระเป๋าไว้ข้างเตียง โต๊ะอ่านหนังสือยังมีรอยปากกาที่เขาเคยขีดเป็นเส้นวัดความสูงของหุ่นยนต์กระดาษ ในลิ้นชักมีสายชาร์จที่ใช้กับโทรศัพท์รุ่นปัจจุบันไม่ได้แล้ว และเหรียญห้าบาทสองเหรียญ
เขาหยิบเหรียญขึ้นมาพลิกดู ก่อนวางคืน
โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง คราวนี้เป็นข้อความจากแม่
“ถึงบ้านยายหรือยัง”
เขาพิมพ์ว่า ถึงแล้วครับ
ข้อความถัดมาขึ้นเกือบทันที
“กินข้าวด้วยนะ เดี๋ยวแม่เลิกงานแล้วโทรหา”
ธันวาพิมพ์ว่า ครับ แล้วปิดหน้าจอ
แม่ยังไม่รู้ว่าเขาคืนห้องแล้ว
รู้เพียงว่าเขาจะมาหายาย
เขานั่งบนขอบเตียง มองถุงผ้าสีดำที่ใส่โน้ตบุ๊กอยู่ตรงเท้า ถ้าขายเครื่องนี้ก็พอจ่ายได้อีกก้อน แต่ถ้าไม่มีเครื่อง เขาจะรับงานอะไร
คำถามเดิมวนกลับมา ทั้งที่เขาตอบไปหลายรอบแล้ว
เขาเปิดโทรศัพท์ เข้าแอปธนาคาร ตัวเลขยอดคงเหลือมีหลักร้อย เขามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนไปอ่านข้อความของกฤต
“เราต้องคุยยอดที่เหลือให้จบ อย่าหายแบบนี้”
ด้านบนมีข้อความเก่าที่เขาอ่านแล้วแต่ไม่ได้ตอบ
“ธัน เราบอกให้หยุดสั่งของตั้งแต่เดือนที่แล้ว”
เขาปิดแชตทันที
จากหน้าต่าง เขามองเห็นยายเดินเอาถุงกับข้าวไปแขวนไว้ที่รั้ว คุณป้าบ้านตรงข้ามเดินมารับ ทั้งสองคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ยายยิ้มแล้วชี้ไปที่กระถางโหระพา อีกฝ่ายหัวเราะก่อนเด็ดไปสองยอด
โลกข้างล่างยังมีเรื่องให้หัวเราะ
เขาไม่เข้าใจว่าคนอื่นทำได้อย่างไร
“ธัน ลงมากินข้าว”
เสียงยายดังขึ้น
เขาลูบหน้า ลุกจากเตียง แล้วตั้งใจทิ้งโทรศัพท์ไว้ข้างหมอน แต่เดินไปถึงประตูก็ย้อนกลับมาหยิบติดมือ
ยายตักข้าวให้เขามากกว่าที่ตักให้ตัวเอง
บนโต๊ะมีไข่เจียว ผัดผัก และน้ำพริกถ้วยเล็ก ไข่เจียวถูกหั่นเป็นชิ้นเรียบร้อย มีขอบกรอบแบบที่เขาชอบตั้งแต่เด็ก
“กินข้าวมาหรือยัง” ยายถาม
“กินแล้ว”
“เมื่อไหร่”
“ตอนเช้า”
“แล้วตอนนี้กี่โมง”
ธันวาเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง
“ก็ยังไม่หิวเท่าไหร่”
ยายเลื่อนจานไข่มาใกล้เขาอีกหน่อย
“งั้นกินเท่าที่กินได้”
คำพูดนั้นทำให้เขาประหลาดใจเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้บอกเธอ
ตอนเด็กยายมักพูดว่า กินให้หมด
เขาตักไข่เข้าปาก เคี้ยวช้า ๆ ข้าวอุ่น ไข่เค็มพอดี และกลิ่นน้ำพริกเหมือนทุกครั้งที่กลับบ้าน เขานึกว่าตัวเองกินอะไรไม่ลงแล้ว แต่พอคำแรกผ่านคอไป ความหิวก็เริ่มทำงาน
ยายไม่ถามเรื่องร้านระหว่างกิน เธอเล่าเรื่องคนมาจอดรถขวางรั้วและอ้างว่ามาจอดเพียงแป๊บเดียว
“แป๊บเดียวเขานี่นานนะ ยายรอจนต้มฟักสุก”
“แล้วยายทำยังไง”
“ถามเขาว่าจะรับฟักสักถุงไหม ไหน ๆ ก็อยู่จนสุกแล้ว”
ธันวาหลุดหัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง
ลำดวนยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม ไม่มองเขาตรง ๆ แต่ยิ้มอยู่หลังขอบแก้ว
เขากินไข่ไปสองชิ้น ผัดผักอีกนิด แล้วความแน่นในอกก็กลับมา โทรศัพท์ที่วางคว่ำไว้ข้างจานสั่นจนช้อนกระทบขอบจาน
ธันวารีบหยิบขึ้นมากดปิด
“ใครโทรมา” ยายถาม
“เรื่องงาน”
“ไม่รับหรือ”
“ยังไม่อยากคุย”
“เขามีงานให้ทำก็รับไว้ก่อนสิ”
เขาวางโทรศัพท์แรงกว่าที่ตั้งใจ
“ไม่ได้มีงานให้ทำ”
ยายเงียบ เขาก้มหน้ามองจานแล้วรู้สึกผิด แต่ความผิดนั้นไม่ได้ทำให้คำต่อไปออกมาง่ายขึ้น
ลำดวนรวบช้อนของตัวเอง
“อิ่มแล้วก็วางไว้ เดี๋ยวยายเก็บ”
ธันวาถือจานลุกขึ้น
“ผมล้างเอง”
เขาเดินไปอ่างล้างจาน หยิบช้อนปาดข้าวที่เหลืออยู่เกือบครึ่งจานลงถังเศษอาหาร
“เดี๋ยว”
เสียงยายทำให้มือเขาหยุด
“เหลือตั้งเยอะ ทำไมเอาไปทิ้ง”
“ผมกินไม่หมด”
“บอกยายสิ จะได้เก็บไว้”
“มันอยู่ในจานผมแล้วนะยาย”
“ก็จานเอ็ง ไม่ใช่จานคนอื่น เย็นนี้กินไม่หมด พรุ่งนี้อุ่นก็ได้”
ธันวาปล่อยช้อนลงในอ่าง เสียงดังเกินความจำเป็น
“ข้าวแค่นี้เอง”
ลำดวนมองข้าวในถัง ก่อนมองหน้าเขา
“แค่นี้เอ็งยังเคยไม่มีเลยตอนเป็นเด็ก”
เขาหัวเราะสั้น ๆ อย่างไม่มีความขำ
“ผมรู้ ยายเล่ามาตลอด”
“ยายยังไม่ได้ว่าอะไร”
“แต่กำลังจะว่า”
“เอ็งรู้ด้วยหรือว่ายายจะพูดอะไร”
ธันวาหันกลับมา ความเหนื่อยจากทั้งวันเหมือนขึ้นมารวมอยู่ที่คอ
“ข้าวเม็ดหนึ่งก็ต้องหา เงินบาทหนึ่งก็ต้องเก็บ คนสมัยนี้ไม่รู้จักลำบาก ผมรู้หมดแล้ว”
ยายยืนอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ มือยังถือจานของตัวเอง
“วันนี้เอ็งเป็นอะไร”
“ไม่ได้เป็นอะไร”
“ไม่ได้เป็นอะไรแล้วขึ้นเสียงทำไม”
เขามองหน้าเธอ เห็นรอยย่นที่มากกว่าครั้งก่อน เห็นปลายแขนเล็ก ๆ ที่ยังยกหม้อ ยกกระทะ และรู้ว่าคนตรงหน้าไม่ได้เป็นคนที่ควรรับคำพูดเหล่านี้
แต่เขาเหนื่อยกับการเก็บไว้จนไม่มีที่เหลือแล้ว
“ผมไม่ได้ตั้งใจกลับมาให้ยายสอนเรื่องข้าว”
ลำดวนวางจานลงช้า ๆ
“แล้วตั้งใจกลับมาทำอะไร”
เขาอ้าปาก แต่ไม่มีคำตอบที่พูดได้โดยไม่รู้สึกอับอาย
กลับมาเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าห้อง
กลับมาเพราะไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน
กลับมาเพราะทุกคนยังคิดว่าเขาเป็นคนเก่ง และเขาไม่อยากเห็นหน้าคนเหล่านั้นในวันที่ต้องบอกว่าไม่ใช่
ยายเดินมาใกล้อ่างล้างจาน
“ธัน ยายถามดี ๆ”
เขาหันหน้าหนี
“ร้านปิดแล้ว”
เสียงวิทยุจากมุมครัวดังเข้ามาในช่วงเงียบ เป็นเพลงที่เขาไม่รู้จัก
“ปิดตั้งแต่เมื่อไหร่”
“อาทิตย์ก่อน”
“แม่เอ็งรู้หรือยัง”
เขาส่ายหน้า
ลำดวนเอื้อมไปปิดวิทยุ
ความเงียบหลังเสียงเพลงหยุดทำให้เขารู้ว่าตัวเองหายใจเร็วเพียงใด
“มีหนี้ด้วย” เขาพูด
ยายไม่ได้ถามจำนวนทันที
“มากไหม”
“สำหรับผมก็มาก”
“เป็นหนี้ใครบ้าง”
“ผมยังไม่อยากตอบ”
ลำดวนเม้มปาก คำถามอีกหลายอย่างคงอยู่ตรงนั้น ธันวาเห็นได้จากสายตาที่เธอมองโทรศัพท์เขา แต่เธอไม่ได้หยิบขึ้นมา
“งั้นมานั่งก่อน”
“ยายจะบอกใช่ไหมว่าผมไม่น่าออกจากงาน”
“ยายบอกให้นั่ง”
“ถ้าตอนนั้นผมไม่ลอง ยายก็จะบอกว่าผมไม่ขยันอีก”
“ยายยังไม่ได้พูดสักคำ”
เขายกมือกุมหน้าผาก
“ขอโทษ”
พูดออกไปแล้วก็ยังหยุดไม่ได้
“ผมทำทุกอย่างแล้วนะยาย ผมไม่ได้เอาแต่เที่ยว ไม่ได้ซื้อของฟุ่มเฟือย ผมทำงานจนดึกทุกวัน แต่พอมันพัง ทุกคนก็พูดเหมือนผมน่าจะรู้ตั้งแต่แรก”
ลำดวนดึงเก้าอี้ออกให้
คราวนี้เขานั่ง
“ผมคืนห้องแล้ว ของก็ขายไปเกือบหมด ที่เหลือยังไม่มีคนซื้อ งานก็ไม่มี เงินก็ไม่มี ผมไม่รู้จะเริ่มตรงไหน”
ยายหยิบผ้าขี้ริ้วไปเช็ดน้ำที่ขอบอ่าง พับผ้าแล้ววางไว้ เขามองการเคลื่อนไหวนั้นอย่างหงุดหงิด คนตรงหน้ายังเช็ดครัวได้ ในวันที่เขาไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิต
“ยายฟังผมอยู่ไหม”
เธอหันกลับมา
“ฟังอยู่”
ธันวาก้มมองมือของตัวเอง
“ชีวิตผมไม่เหลืออะไรแล้ว ยาย”
ไม่มีเสียงร้องไห้ตามมา เขาเพียงพูดประโยคนั้นออกไป แล้วนั่งนิ่งเหมือนต้องรอให้ใครยืนยันว่าจริง
ลำดวนลากเก้าอี้มานั่งเยื้องข้างเขา เข่าเธอดังเบา ๆ ตอนย่อตัวลง เธอนิ่วหน้าแล้วขยับเท้า
“เก้าอี้บ้านนี้เตี้ยลงทุกปี” เธอบ่น
ธันวาไม่ได้หัวเราะ
ยายมองข้าวที่เหลือในจานอีกใบ จากนั้นเลื่อนแก้วน้ำมาให้เขา
“ข้าวบูดก็เคยกินมาแล้ว”
เขาเงยหน้า
“อะไรนะ”
“ยายเคยกินข้าวบูด”
ธันวาจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง ความเหนื่อยเปลี่ยนกลับเป็นความขุ่นอย่างรวดเร็ว
“ผมกำลังพูดเรื่องร้าน เรื่องหนี้”
“ยายรู้”
“แล้วข้าวบูดเกี่ยวอะไร”
ลำดวนลูบขอบโต๊ะด้วยนิ้วโป้ง ตรงนั้นมีรอยไหม้เก่าจากวันที่ใครสักคนวางหม้อโดยไม่รองผ้า
“ยังไม่ต้องเกี่ยวก็ได้” เธอพูด “ยายแค่นึกถึงขึ้นมา”
“ยายจะบอกว่าเคยลำบากกว่าผมใช่ไหม”
เธอหันมองเขาเต็มตา
“ตอนเอ็งพูดว่าไม่เหลืออะไร ยายก็เกือบจะบอกอย่างนั้น”
คำตอบตรงเกินกว่าที่เขาเตรียมจะเถียง
ลำดวนถอนหายใจ
“ยายชอบพูดไม่คิด แม่เอ็งคงบอกมาแล้ว”
ธันวาหลบตา
แม่ไม่เคยบอกเขาแบบนั้นตรง ๆ แต่มีหลายครั้งที่แม่พูดว่า อย่าเถียงยายเลย แล้วเดินออกไปจากห้อง
“ยายไม่ได้จะให้เอ็งกินข้าวบูดแข่งกับยาย” ลำดวนพูดต่อ “มันไม่ใช่ของดี”
เขามองเธออีกครั้ง
“แล้วทำไมยังจำ”
เธอเงียบไปนานพอให้เสียงรถจากถนนใหญ่เข้ามาแทน
“เพราะวันนั้นยายหิว”
ธันวารอ
“แล้วก็โกรธแม่มาก”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินยายพูดถึงแม่ของตัวเองโดยไม่ตามด้วยเรื่องความขยันหรือความอดทน
เขาเคยเห็นรูปยายทวดบุญเรือน รูปเล็กที่ถ่ายหน้าตรง ปากปิดสนิท ผมเรียบ ทุกครั้งที่ถาม ยายจะบอกว่าคนนี้ทำงานจนวันสุดท้ายที่ยังเดินไหว
แต่ยายไม่เคยบอกว่าเคยโกรธเธอ
“เรื่องอะไร”
ลำดวนเอียงหน้ามองเข้าไปในครัว
“แม่ตักข้าวให้น้องยายก่อน”
ธันวาเหลือบไปที่จานของตัวเอง
ยายตักให้เขาก่อนเหมือนกัน
เธอลุกขึ้นช้า ๆ หยิบจานไข่เจียวเข้าตู้เย็น แล้วนำข้าวส่วนที่ยังไม่ได้ตักใส่กล่อง ธันวาคิดว่าเรื่องเล่าจบแล้ว แต่เธอหันมาถาม
“เอ็งจะกินเพิ่มไหม”
เขาส่ายหน้า
“งั้นยายเก็บ”
ไม่มีคำบ่นตามมา
เขาลุกไปช่วยถือจานผัดผัก ลำดวนยื่นกล่องให้ ทั้งคู่เก็บอาหารเงียบ ๆ เมื่อมาถึงจานที่เขาปาดข้าวทิ้งไปแล้ว เขาหยุดมือ
“ข้าวที่ทิ้งไป...”
ยายมองตาม
“ก็ทิ้งไปแล้ว”
เขาเตรียมฟังคำตำหนิ แต่เธอหยิบจานจากมือเขาไปวางในอ่าง
“คราวหน้าตักน้อยก่อน ไม่พอค่อยเติม”
คำพูดธรรมดานั้นทำให้เขาก้มหน้าลงอีกครั้ง
“ผมขอโทษที่ขึ้นเสียง”
“ยายก็พูดเรื่องเงินเร็วไป เอ็งเพิ่งเข้าบ้าน”
เขาพยักหน้า ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรกับคำขอโทษที่ไม่ได้ยินบ่อยนัก
เมื่อกลับมานั่ง โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นอีก ลำดวนเหลือบมอง แต่ไม่ถามแล้ว
ธันวาพลิกหน้าจอ กฤตส่งข้อความใหม่
“อย่างน้อยบอกหน่อยว่าอยู่ไหน”
เขาพิมพ์อยู่พักหนึ่ง ลบ แล้วพิมพ์ใหม่
“อยู่บ้านยาย พรุ่งนี้จะโทรหา”
ส่งเสร็จเขาวางโทรศัพท์คว่ำลง
หนี้ยังอยู่ ร้านยังปิด และพรุ่งนี้เขายังต้องคุยเรื่องที่ไม่อยากคุย แต่คืนนี้อย่างน้อยเขาไม่ต้องแสร้งว่ากำลังยุ่งอยู่ในห้องเช่าที่คืนกุญแจไปแล้ว
ลำดวนกลับมาพร้อมน้ำสองแก้วและพัดลมตัวเล็ก เธอเสียบปลั๊ก เปิดเบอร์หนึ่ง แล้วปรับให้ลมผ่านกลางโต๊ะ
“ยาย” เขาเรียก
“หือ”
“วันนั้นยายอายุเท่าไหร่”
มือของเธอหยุดที่ปุ่มพัดลม
“แปดขวบมั้ง ยังไม่เก้าดี”
“แล้วไม่มีอย่างอื่นกินเลยเหรอ”
ลำดวนขยับเก้าอี้ให้สบายขึ้น มองไปที่กระถางโหระพานอกรั้ว บ้านตรงข้ามเปิดไฟแล้ว ยอดใบเล็ก ๆ ไหวอยู่ใต้แสงสีขาว
“มีเกลือ”
ธันวานั่งเงียบ
“กับน้ำในโอ่ง” เธอเติม
เขามองชามน้ำพริกบนโต๊ะที่ยังไม่ได้เก็บ จากนั้นเลื่อนออกไปให้ยายมีที่วางแขน
ลำดวนมองมือเขาแล้วเริ่มเล่า
“เช้าวันนั้นฝนตก ยายตื่นเพราะชายร้อง แม่ไปไหนไม่รู้ พ่อก็ไม่อยู่ ยายเปิดหม้อข้าวเอง”
ฝาหม้อหนักกว่าที่ลำดวนคิด
เด็กหญิงใช้สองมือยกมันขึ้น ไอน้ำไม่มีแล้ว มีแต่กลิ่นเปรี้ยวที่ลอยขึ้นมาทันทีจนต้องเบือนหน้า
ตรงก้นหม้อมีข้าวเหลืออยู่เป็นก้อน สีไม่ต่างจากเมื่อวานมากนัก แต่พอเอาทัพพีแตะ ผิวข้าวกลับติดยืดขึ้นมานิดหนึ่ง
“พี่ดวน”
สมชายยืนอยู่ตรงประตูครัว เสื้อที่สวมมีรอยเปียกตรงอก เขาขยี้ตาแล้วมองหม้อ
“ข้าวสุกหรือยัง”
ลำดวนมองน้อง ก่อนมองข้าวอีกครั้ง
ข้างเตามีถ้วยเกลือ ปลายทัพพีในมือเธอสั่นเล็กน้อย เพราะตั้งแต่เมื่อคืน เธอก็ยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกัน
เสียงฝนตกลงบนหลังคาไม่หยุด
เธอดึงถ้วยสองใบเข้ามาใกล้หม้อ แล้วเลือกตักส่วนที่ดูดีที่สุดใส่ถ้วยของน้องก่อน
ความคิดเห็น
1© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต
Ok