บ้านที่อยากมี
เช้าวันถัดมา ลำดวนไปหาป้าแช่มพร้อมสมุด
หญิงสูงวัยนั่งคัดพริกอยู่หน้าบ้าน พอเห็นเธอก็ยิ้ม ก่อนถามคำถามเดียวกับคนอื่นในตลาด
“งานกรุงเทพฯ เป็นยังไง”
“ยังทำอยู่ค่ะ”
ลำดวนตอบเท่านั้น ป้าแช่มไม่ได้ถามต่อ เอื้อมหยิบเก้าอี้เตี้ยมาให้
เธอนั่งลง ช่วยเด็ดขั้วพริกอยู่พักหนึ่งจึงเปิดสมุด
“แม่บอกว่าป้ามีญาติขายข้าว”
“เพ็ญน่ะหรือ มีสิ แต่ป้าไม่รู้ว่าเขาได้คนหรือยัง”
ลำดวนมองช่องว่างใต้ชื่อที่เขียนไว้เมื่อคืน
“ป้ามีที่อยู่ไหมคะ”
ป้าแช่มลุกไปค้นลิ้นชัก กลับมาพร้อมซองจดหมายเก่า
“ถามเงินให้ชัดนะ อย่าเกรงใจเพราะเป็นญาติป้า”
ลำดวนเงยหน้า
ป้าแช่มหัวเราะ
“ญาติป้าก็ต้องจ่ายค่าจ้าง ไม่งั้นไปทำให้คนอื่น”
เธอคัดที่อยู่ลงสมุดอย่างช้า ๆ ครั้งนี้นอกจากชื่อร้าน เธอเขียนคำถามไว้ด้วย
ค่าแรงเท่าไหร่
เริ่มกี่โมง เลิกกี่โมง
มีวันหยุดไหม
สามบรรทัดนั้นไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเก่งขึ้น แต่ทำให้มีอะไรถือไปด้วย มากกว่าความหวังอย่างเดียว
เมื่อกลับกรุงเทพฯ ลำดวนยังเข้ากะโรงงานตามเดิม
เธอไปหาร้านข้าวในวันหยุด พบหญิงร่างท้วมกำลังตักแกงใส่ถุง มือหนึ่งถือทัพพี อีกมือรวบปากถุงได้เร็วเสียจนเธอมองไม่ทัน
“มาหาใคร”
“เจ๊เพ็ญค่ะ ป้าแช่มให้ที่อยู่มา”
“ฉันนี่แหละ เอาเก้าอี้ไปนั่งก่อน ถ้ายืนตรงนั้นลูกค้าจะนึกว่าต่อแถว”
ลำดวนถอยไปนั่งริมผนัง
กว่าจะได้คุยกัน หม้อแกงสองใบก็พร่องลงเกือบครึ่งร้าน
เจ๊เพ็ญเช็ดมือ เปิดสมุดของตัวเอง
“เคยทำครัวร้านไหม”
“ยังค่ะ ทำกินที่บ้าน”
“ทำกินที่บ้านสิบคน กับขายให้คนเป็นร้อยมันคนละอย่าง”
ลำดวนพยักหน้า
“ตอนนี้ทำอะไรอยู่”
“โรงงานค่ะ ยังไม่ได้ออก”
“ดีแล้ว อย่าเพิ่งออก ที่นี่ต้องลองงานก่อน ฉันไม่รับปากจนเห็นว่าทำได้”
เธอถามตามที่จดมา เจ๊เพ็ญตอบทีละข้อ ทั้งค่าแรง เวลา และวันที่หยุดได้ จากนั้นชี้ให้ดูจำนวนเงินที่จะจ่ายสำหรับวันลองงาน
“ลองแล้วไม่ได้รับ ก็ได้เงินวันที่ทำ อย่าเข้าใจว่าต้องมาทำฟรี”
ลำดวนมองตัวเลขอยู่ครู่หนึ่ง
เจ๊เพ็ญเลิกคิ้ว
“น้อยไปหรือ”
“เปล่าค่ะ”
เธอไม่ได้เล่าว่าครั้งหนึ่งตนเคยยืนหน้าโต๊ะค่าแรงแล้วพบว่าสองวันที่จำได้ ไม่มีอยู่ในกระดาษ
วันลองงาน ลำดวนทำถุงแกงรั่วสองถุง ทอนเงินผิดหนึ่งครั้ง และถูกเจ๊เพ็ญห้ามตักข้าวด้วยมือข้างที่เพิ่งรับธนบัตร
ถึงตอนเย็น เธอคิดว่าคงไม่ได้งาน
เจ๊เพ็ญกลับวางเงินลงตรงหน้า
“เรื่องถุง ฝึกได้ เรื่องเงิน ต้องนับก่อนส่ง อย่ารีบตามเสียงลูกค้า”
“แล้วหนู…”
“ถ้าจะมา บอกโรงงานให้เรียบร้อย ฉันรอได้เท่านี้”
เจ๊เพ็ญระบุวันให้
ลำดวนกลับไปคำนวณรายได้กับค่าเดินทาง งานใหม่เริ่มเช้ากว่าเดิม เลิกเป็นเวลาไม่แน่นอน แต่มีอาหารให้กินสองมื้อ และเธออยากรู้ว่าร้านหนึ่งตั้งอยู่ได้อย่างไร
เธอแจ้งออก รอรับค่าแรงรอบสุดท้าย แล้วจึงย้ายงาน
ไม่ได้ย้ายห้อง
พิณยังนอนบนเสื่อข้าง ๆ ยังแซวว่าเพื่อนตื่นเหมือนไก่ และยังยืมกรรไกรเล็กของเธอโดยลืมคืน
“ไปอยู่ร้านข้าวแล้วอย่าทำเสียงเหมือนเจ๊นะ”
“เสียงแบบไหน”
พิณยกมือเท้าเอว
“ผัดผักแค่นี้จะเอาเกลือหมดตลาดหรือไง!”
ลำดวนหัวเราะ
วันต่อมาเธอได้ยินเจ๊เพ็ญพูดประโยคนั้นจริง ๆ
งานร้านข้าวทำให้มือของลำดวนหยาบคนละแบบ
เมื่อก่อนปลายนิ้วมีรอยเข็มกับเสี้ยนผ้า ตอนนี้มีแผลเล็ก ๆ จากมีด ความร้อน และน้ำล้างจาน
เธอหั่นหอมช้า ตักแกงมากเกินไปจนหม้อหมดก่อนข้าว และเคยหุงข้าวแฉะเพราะเทน้ำตามความเคยชินของหม้อที่บ้าน
เจ๊เพ็ญให้เธอจด
ข้าวเท่านี้ น้ำเท่านี้ คนซื้อวันนี้กี่คน เหลือเท่าไหร่
“อาหารอร่อยแล้วขาดทุน ร้านก็ปิดได้”
ลำดวนจดทุกอย่าง
ตอนเย็น หากมีของเหลือ เธอมักขอเอากลับ เจ๊เพ็ญให้เฉพาะที่ยังเก็บได้ และสอนว่าอะไรควรรีบกิน อะไรไม่ควรฝืน
ครั้งหนึ่งลำดวนจะเอาแกงที่วางอยู่นานแล้วใส่ถุง เจ๊เพ็ญยกหม้อหนี
“อันนี้ไม่เอา”
“ยังไม่เหม็นเลยค่ะ”
“ฉันรู้ว่าเธอเสียดาย แต่ถ้าป่วย พรุ่งนี้ใครมาทำงาน”
ลำดวนเม้มปาก
เธอเกือบตอบว่าเคยกินแย่กว่านี้มาแล้ว
แต่สุดท้ายยอมปล่อยมือจากถุง
คืนนั้นเธอกินข้าวกับไข่ต้มที่เจ๊เพ็ญแบ่งให้ และบ่นเรื่องแกงที่ต้องทิ้งกับพิณอยู่นาน
เธอยังไม่เข้าใจทุกอย่างที่เจ๊เพ็ญสอน บางเรื่องทำตามได้ก่อน ใจจึงค่อยตามมาทีหลัง
เวลาผ่านไป เธอเริ่มจำได้ว่าลูกค้าคนไหนไม่กินหนังไก่ คนไหนขอข้าวน้อยแต่ต้องมีน้ำแกง และคนไหนพูดว่าไม่มีเงินทอนทั้งที่ถือธนบัตรใบใหญ่ทุกวัน
เธอเริ่มต่อราคาเป็น
เริ่มรู้ว่าตัวเองชอบครัวที่มีเสียงคนกินมากกว่าห้องทำงานที่ได้ยินแต่เครื่องจักร
เงินซื้อจักรยังอยู่ในสมุด
แต่หน้าถัด ๆ ไปเริ่มมีรายการหม้อ เตา และโต๊ะไม้เพิ่มขึ้นมา
ปีที่ลำดวนอายุยี่สิบเอ็ด พัดลมในร้านเสียตอนใกล้เที่ยง
อากาศร้อนจนลูกค้าหยิบกระดาษหนังสือพิมพ์ขึ้นพัด เจ๊เพ็ญส่งเด็กข้างร้านไปเรียกช่างจากอู่ท้ายซอย
ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกล่องเครื่องมือ
เสื้อเขาเปื้อนคราบตรงบ่า รองเท้าข้างหนึ่งมีรอยเย็บ และบนข้อมือมีแผลถลอกที่ยังไม่ตกสะเก็ดดี
“ให้ดูพัดลมหรือครับ”
“ถ้าดูแล้วหมุนได้ก็ดี” เจ๊เพ็ญตอบ “แต่ถ้าจะยืนดูเฉย ๆ ฉันทำเองได้”
เขาหัวเราะ ยกพัดลมลงจากขาแขวน
ลำดวนขยับหม้อให้พ้นเศษฝุ่น ถามราคาก่อนที่เขาจะถอดอะไร
ชายหนุ่มหันมองเจ๊เพ็ญ
“คนนี้เป็นเจ้าของร้านอีกคนหรือครับ”
“ยัง อีกหน่อยไม่แน่ ถามเก่งกว่าฉันแล้ว”
ลำดวนหน้าร้อน
เขาบอกว่าต้องตรวจดูก่อน หากต้องซื้ออะไหล่จะบอกราคา แล้วหันกลับไปทำงาน
ไม่นานพัดลมก็หมุน
เขาเก็บเครื่องมือ เช็ดพื้นตรงที่มีฝุ่นตก แล้วบอกค่าแรง
เจ๊เพ็ญจ่ายเงิน ก่อนถามกินข้าวไหม
“เอาครับ แต่ไม่ต้องแถม ผมคิดค่าซ่อมแล้ว”
ลำดวนตักข้าวให้
เขายกจานไปนั่งตรงโต๊ะมุมร้าน กินเร็วแต่ไม่เลอะ พอกินหมดก็เอาจานมาวางในอ่าง
“วางตรงโต๊ะก็ได้ค่ะ”
“เดินผ่านพอดี”
เธอรับจาน โดยไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ
ชื่อของเขาคือประเสริฐ
เธอมารู้ในอีกหลายวันต่อมา เมื่อเจ๊เพ็ญเรียกให้ไปตาม “เสริฐที่อู่” มาดูขาโต๊ะที่โยก
ประเสริฐมากินข้าวเกือบทุกวัน
บางวันมีเพื่อนจากอู่มาด้วย บางวันถือหนังสือพิมพ์เก่ามานั่งอ่านระหว่างรออาหาร เขาพูดไม่มาก แต่ชอบเถียงเรื่องฟุตบอลกับคนขับรถที่กินโต๊ะข้างกัน
ลำดวนไม่ได้มองเขาเป็นคนเงียบสงบตลอดเวลา เพราะเคยเห็นเขาหงุดหงิดเมื่อเพื่อนยืมประแจแล้วไม่คืน และเคยได้ยินเขาบ่นเรื่องลูกค้าค้างค่าซ่อมยาวจนข้าวเย็น
เขามักสั่งแกงจืดกับผัดเผ็ด
เวลาเงินเหลือน้อยจะสั่งอย่างเดียว
ไม่เคยบอกว่าเดี๋ยวมีเงินก้อนใหญ่แล้วค่อยจ่าย
วันหนึ่งเขาขอให้เธอเย็บกระเป๋าเสื้อที่ขาด
ลำดวนมองเสื้อในมือเขา
“ต้องคิดเงินนะคะ”
“ครับ คิดเท่าไหร่”
เธอบอกราคา เขาพยักหน้า ฝากเสื้อไว้ และกลับมารับตามวันนัด
เมื่อจ่ายเงิน เขานับลงบนโต๊ะครบจำนวน
ลำดวนเผลอนับซ้ำ
ประเสริฐมองอยู่ แต่ไม่ได้ถามว่าไม่เชื่อใจกันหรือ
“กระเป๋านี้จะขาดอีกไหมครับ”
เธอพลิกดูรอยเย็บ
“ถ้ายังยัดนอตกับไขควงลงไป ก็ขาดอีกค่ะ”
เขาล้วงกระเป๋าเสื้อที่ใส่อยู่ หยิบนอตสองตัวออกมา วางลงอย่างยอมจำนน
เจ๊เพ็ญหัวเราะเสียงดังจากหน้าเตา
ลำดวนยิ้ม ก่อนเก็บเงินลงกระป๋องของตัวเอง
เธอจำเหตุการณ์นั้นได้เพราะมันเล็กมาก
ไม่มีคำสัญญา ไม่มีมือที่เอื้อมมาจับ
มีเพียงงานที่ตกลงราคาไว้ และคนที่ทำตามข้อตกลง
หลายเดือนหลังจากนั้น ประเสริฐชวนเธอไปเดินตลาดในวันหยุด
ลำดวนตอบว่าไม่ว่าง
เขาพยักหน้า แล้วถามเรื่องกับข้าวต่อ
สัปดาห์ถัดมาเธอเป็นคนถามเองว่า เขาจะไปซื้ออะไร
“รองเท้า คู่นี้เริ่มพูดได้แล้ว”
เขายกเท้าให้ดู พื้นตรงส้นอ้าออกจากหนัง
ลำดวนหัวเราะ แล้วนึกถึงรองเท้าคู่แรกที่เธอซื้อด้วยค่าแรง
เธอไปกับเขา แต่เดินทางไปพบกันที่ตลาด ไม่ให้มารับที่ห้อง
ประเสริฐมาถึงก่อน ยืนถือถุงถั่วคั่วอยู่ข้างร้านขายร่ม
“กินไหมครับ”
“เท่าไหร่”
เขามองถุงในมือ ก่อนเข้าใจ
“ถุงนี้ผมซื้อกินเอง ชวนแบ่งเฉย ๆ”
ลำดวนหยิบมาสองเม็ด
พวกเขาใช้เวลาเกือบชั่วโมงเลือกรองเท้า เพราะประเสริฐอยากได้คู่ที่ถูกที่สุด ส่วนเธอดูแล้วคิดว่าหนังบางเกินไป
สุดท้ายเขาเลือกคู่แพงขึ้นเล็กน้อยและบ่นว่าเงินเดือนหายไปกับเท้า
“ก็ดีกว่าเท้าหายไปกับรองเท้า” เธอตอบ
เขาหัวเราะ
ขากลับ เขาชวนกินก๋วยเตี๋ยว ลำดวนจ่ายของตัวเอง ประเสริฐยอมโดยง่าย แต่เธอกลับรู้สึกเหนื่อยกับการเฝ้าดูทุกท่าทีของเขา
เมื่อเดินถึงป้ายรถเมล์ เขาถาม
“ผมทำอะไรให้คุณไม่สบายใจหรือเปล่า”
ลำดวนกำสายถุงผ้า
“เปล่าค่ะ”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
“ถ้ามี บอกได้ ผมเดาไม่ค่อยเก่ง”
รถของเธอมาถึงพอดี
ลำดวนขึ้นรถโดยไม่ได้ตอบ
คืนนั้นเธอบอกพิณว่าอาจเลิกไปไหนกับเขา
เพื่อนวางผ้าที่กำลังเย็บลง
“เพราะอะไร”
“ฉันไม่อยากเจอแบบเดิม”
พิณพยักหน้า
“เข้าใจ แต่เสริฐเขาทำอะไรแล้วหรือ”
“ยัง”
“งั้นเธอต้องเลือกเองว่าจะรู้จักเขาต่อไหม ฉันบอกไม่ได้ว่าคนนี้จะไม่ทำให้เสียใจ”
ลำดวนมองหน้าเพื่อน
คำตอบนั้นไม่ช่วยให้สบายใจนัก แต่เธอเชื่อพิณมากกว่าคำรับรองใด ๆ
วันที่เธอเล่าเรื่องชัยให้ประเสริฐฟัง ร้านปิดแล้ว
เจ๊เพ็ญไปซื้อของ ลำดวนรออยู่หน้าโต๊ะ เพราะเธอเป็นคนขอให้เขาแวะมา
เธอเล่าเรื่องเงินก่อน เรื่องความรักทีหลัง และหยุดกลางประโยคหลายครั้ง
ประเสริฐฟังโดยไม่หยิบอะไรขึ้นมาเล่น
เมื่อเธอเล่าจบ เขามองซองเอกสารที่เธอวางไว้
“ยังเก็บอยู่หรือครับ”
ลำดวนดึงซองเข้าหาตัว
“คุณจะบอกให้ทิ้งหรือ”
“เปล่า ผมถามเฉย ๆ”
เธอคลายมือช้า ๆ
“ฉันยังไม่อยากทิ้ง”
“ก็เก็บไว้”
“ฉันอาจถามคุณเรื่องเงินมากหน่อย”
ประเสริฐพยักหน้า
“ถามได้ครับ แต่ถ้าผมไม่รู้ ผมก็บอกไม่รู้”
ลำดวนมองเขา
เขาไม่ได้สัญญาว่าจะหาเงินให้เธอ ไม่ได้พูดว่าตัวเองต่างจากชัย และไม่ได้ถามว่าความเสียใจเก่าจะหมดไปเมื่อไหร่
ก่อนกลับ เขาถามว่าเธออยากไปตลาดอีกไหม
เธอใช้เวลาคิดนานพอที่เขาจะต้องเปลี่ยนข้างถือกล่องเครื่องมือ
“ไปค่ะ”
เสียงของเธอเบา
แต่ครั้งนี้เธอพูดออกมาเอง
“แล้วตาจีบยายยังไงครับ”
ธันวาถาม
ยายยืนผัดกะเพราอยู่หน้าเตา ชะงักทัพพีเล็กน้อยก่อนหัวเราะ
“ก็อย่างที่เล่า”
“แค่นั้นเอง?”
“เอ็งจะให้มีดนตรีด้วยหรือ”
ธันวาหัวเราะตาม ยื่นจานให้
ลำดวนตักอาหารลงจาน กลิ่นกระเทียมลอยขึ้นมาจนเขาเริ่มหิวทั้งที่เพิ่งกินข้าวเช้าไปไม่นาน
โทรศัพท์สั่นอยู่ข้างสมุด
กฤตตอบมาแล้ว
สองทุ่มได้ เดี๋ยวเราส่งรายการที่มีให้ก่อน นายก็ส่งของนายมา จะได้เทียบกัน
ธันวาอ่านสองครั้ง
“กฤตจะคุยคืนนี้ครับ”
“อือ”
เขายังมองหน้าจอ
ข้อความไม่ได้มีคำขอโทษ ไม่มีคำกล่าวหาว่าเขาหนี และไม่มีคำรับรองว่าจะช่วยออกเงินอีก
มีแค่เวลานัดกับรายการที่จะต้องตรวจ
ธันวาพิมพ์ตอบว่าตกลง
จากนั้นจึงหันกลับมาหายาย
“ยายไม่กลัวตอนคบตาหรือ”
“กลัวสิ”
“แล้วรู้ได้ยังไงว่าไว้ใจได้”
ลำดวนวางกระทะลง
“รู้ทีละเรื่อง ไม่ได้รู้ทั้งหมดในวันเดียว”
เธอหยิบจานอีกใบ
“เรื่องไหนเขาทำตามที่พูด ยายก็เห็น เรื่องไหนเขาไม่ทำ ยายก็ต้องถาม ไม่ใช่พอรักแล้วจะเลิกถามได้”
ธันวาช่วยยกอาหารไปวางบนโต๊ะ
เขานึกถึงเรื่องที่ตนไม่อยากให้กฤตถาม แล้วดึงสมุดกลับมาเปิดอีกครั้ง
ประเสริฐไม่ได้รู้จักลำดวนเฉพาะวันที่เธอยิ้ม
เขาเห็นเธอตำหนิลูกค้าที่ทิ้งข้าวเกือบทั้งจาน ได้ยินเธอบ่นว่าคนบางคนซื้อของไม่ดูราคา และเคยถูกเธอถามจนหน้าเสียเพราะซื้อวิทยุเก่ามาโดยยังไม่รู้ว่าเสียตรงไหน
“ถ้าซ่อมไม่ได้ ก็เสียเงินฟรี”
“ผมอยากลองซ่อม”
“ของคนอื่นที่อู่มีให้ซ่อมตั้งเยอะ”
เขาเงียบไป แล้วเก็บวิทยุลงกล่อง
ลำดวนเห็นท่าทางนั้นก็ยังคิดว่าตนพูดถูก จนคืนหนึ่งเขาบอกขณะนั่งรอเธอเก็บร้าน
“ผมเข้าใจว่าคุณกลัวเงินหมด แต่ผมไม่ได้ซื้อทุกอย่างมาเพื่อขายต่อ”
เธอหยุดเช็ดโต๊ะ
“ฉันแค่เสียดาย”
“ครับ แต่ผมก็อยากมีของที่ตัวเองชอบบ้าง”
ลำดวนไม่ตอบทันที
วิทยุราคาไม่ได้มากเท่าที่เธอทำเสียงให้ดู แต่ในใจเธอ เงินทุกจำนวนยังมีหน้าที่สำคัญรออยู่เสมอ
เธอถามว่าเขาซ่อมได้หรือยัง
“ได้แล้วครับ”
“เปิดให้ฟังหน่อยสิ”
ประเสริฐเงยหน้า
วันต่อมาเขาเอาวิทยุมาวางในร้าน เสียงเพลงขาด ๆ หาย ๆ อยู่สองครั้งก่อนจับคลื่นได้ เจ๊เพ็ญบ่นว่าอย่าเปิดดังจนลูกค้าสั่งข้าวไม่รู้เรื่อง
ลำดวนไม่ได้ขอโทษด้วยถ้อยคำยาว ๆ
แต่เมื่อเพลงจบ เธอถามว่าปุ่มไหนใช้หาสถานี
ประเสริฐเลื่อนวิทยุมาให้
ปลายปีนั้น ประเสริฐชวนลำดวนไปดูห้องเช่า
คราวนี้เธอเป็นฝ่ายหยุดเดิน
“ดูทำไมคะ”
เขายกมือเกาท้ายทอย
“ผมคิดว่า ถ้าเราแต่งงานกัน…”
เขาพูดไม่จบ ลำดวนก็ถามค่าเช่า
ประเสริฐหัวเราะอย่างโล่งใจปนเก้อ
“ผมยังไม่ได้ขอเลย”
“ก็ถ้าแพง ฉันจะได้ไม่ต้องเดินไป”
ห้องอยู่ท้ายซอย มีหน้าต่างบานเดียว พื้นปูนขรุขระ และรอยน้ำเก่าตรงผนัง แต่มีที่วางเตาเล็ก ๆ นอกประตู ไม่ต้องทำกับข้าวใกล้ที่นอน
ลำดวนเดินวัดระยะด้วยเท้า
“วางโต๊ะตรงนี้ได้”
“ครับ”
“ถ้าเก็บของใต้โต๊ะ ต้องมีผ้าคลุม ฝุ่นเยอะ”
ประเสริฐพยักหน้า
เจ้าของห้องบอกราคาและเงินประกัน ลำดวนจดลงสมุด ถามเรื่องน้ำ เรื่องไฟ และหลังคาที่มีรอยปะ
ก่อนกลับ ประเสริฐพาเธอไปกินข้าวร้านริมถนน
คราวนี้เธอเลื่อนสมุดมาตรงกลางโต๊ะ
“ถ้าจะอยู่ด้วยกัน ต้องคุยเรื่องเงินก่อน”
“ครับ”
เธอบอกว่าจะส่งเงินให้แม่ต่อ เขาบอกว่ามีเงินที่ต้องส่งให้ทางบ้านเหมือนกัน พวกเขาจดรายได้ ค่าเช่า ค่ากิน และจำนวนที่จะเก็บ
พอรวมแล้วเงินเหลือไม่มาก
ลำดวนมองตัวเลขอยู่นาน
“ยังซื้อบ้านไม่ได้”
ประเสริฐก้มดู
“ตอนนี้แค่เช่าห้องก็เกือบหมดแล้วครับ”
เธอหลุดยิ้ม เพราะเขาพูดตามที่เห็น
“ฉันอยากมีบ้านของตัวเองสักวัน”
“แบบไหน”
คำถามนั้นทำให้เธอเงียบ
เมื่อก่อนเธอนึกถึงบ้านเป็นสิ่งที่ต้องซื้อให้ได้ แต่ไม่เคยคิดว่าข้างในควรเป็นอย่างไร
“มีที่เก็บข้าวไม่โดนฝน” เธอตอบในที่สุด “มีครัว แล้วก็มีห้องให้คนในบ้านนอน ไม่ต้องรอใครหลับถึงจะกางที่นอนของตัวเองได้”
ประเสริฐฟัง
“ผมอยากมีที่วางเครื่องมือ จะได้ไม่โดนบ่นว่าเอานอตมาวางปนช้อน”
“ถึงมีบ้านก็ห้ามวางปนค่ะ”
เขาหัวเราะ ยอมรับเงื่อนไขนั้นทันที
บนหน้าสมุด ลำดวนเขียนคำว่า บ้าน ไว้ใต้ยอดเงินเก็บ
ครั้งนี้เธอไม่ได้เขียนชื่อใครเป็นลูกหนี้
พวกเขาไปหาแม่ในต้นปีถัดมา
ประเสริฐใส่เสื้อสะอาดที่สุดที่มี แต่ลำดวนต้องดึงป้ายราคาด้ายที่ติดหลังเสื้อออกก่อนขึ้นรถ เพราะเขาไม่ทันเห็นหลังรับเสื้อจากร้านซัก
ชายพาเขาไปคุยเรื่องเครื่องสูบน้ำจนแม่ต้องเรียกมากินข้าวถึงสองครั้ง
บุญเรือนถามเรื่องงาน รายได้ และที่ที่จะอยู่ เธอไม่ได้ยิ้มให้ทุกคำตอบ แต่ฟังจนจบ
พ่อกลับมาบ้านในเย็นวันนั้น
สง่านั่งอยู่ตรงประตู ถามประเสริฐว่าซ่อมรถชนิดไหนเป็นบ้าง ก่อนคุยเรื่องงานที่ตนเคยรับ
ลำดวนนั่งฟังห่างออกมา
พ่อยังไม่ได้พูดเรื่องเงินจักร และเธอยังไม่พร้อมถาม
การมีประเสริฐอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้ทำให้เรื่องเก่าในบ้านหายไป แต่ทำให้เธอไม่ต้องนั่งกับมันตามลำพังทุกนาที
ก่อนกลับ แม่ช่วยพับเสื้อใส่กระเป๋า
“คิดดีแล้วหรือ”
“คิดแล้วค่ะ”
บุญเรือนลูบตะเข็บแขนเสื้อ
“มีอะไร ก็ยังกลับมาได้เหมือนเดิมนะ”
ลำดวนก้มหน้าพยัก
เธอไม่รู้ว่าจะต้องได้ยินประโยคนี้อีกกี่ครั้ง จึงจะเลิกคิดว่าคนกลับบ้านต้องถือความสำเร็จมาด้วย
ตอนแต่งงาน พวกเขาไม่มีงานเลี้ยงใหญ่
มีอาหารที่ช่วยกันทำ คนรู้จักไม่กี่คน และรูปถ่ายที่ประเสริฐยืนแข็งเสียจนพิณต้องบอกว่าอย่าเกร็งเหมือนกำลังถูกตรวจเครื่องยนต์
เจ๊เพ็ญให้หม้อใบหนึ่งกับทัพพีสองอัน
“หม้อเก่าร้าน ล้างแล้ว ใช้ได้อีกนาน”
ลำดวนรับไว้ด้วยสองมือ
พิณให้ปลอกหมอนที่เย็บเอง ลายสองข้างไม่เหมือนกันเพราะผ้าไม่พอ
“ข้างหนึ่งของเธอ ข้างหนึ่งของเขา จะได้ไม่แย่ง”
“แย่งปลอกหมอนทำไม”
“ฉันก็ไม่รู้ คนมีผัวแล้วคงมีเรื่องแปลก ๆ”
ลำดวนหัวเราะ ก่อนกอดเพื่อนแน่นกว่าที่ตั้งใจ
พวกเขาย้ายเข้าห้องเช่าท้ายซอยหลังนั้น
วันแรก ลำดวนเช็ดพื้นจนมือเปื่อย ประเสริฐซ่อมบานหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท และทำชั้นเล็ก ๆ จากไม้เหลือให้อยู่เหนือพื้น
เธอเอาถุงข้าวขึ้นวางเป็นอย่างแรก
คืนนั้นมีไข่เจียวกับผัดผัก ทั้งสองนั่งกินบนเสื่อ โต๊ะที่ประเสริฐรับปากว่าจะทำยังเป็นแค่ไม้พิงอยู่ข้างฝา
เสียงวิทยุเบา ๆ ดังจากมุมห้อง
ลำดวนเงยหน้ามองหน้าต่าง ชั้นข้าว และเสื้อทำงานสองตัวที่แขวนอยู่บนเชือก
ห้องยังไม่ใช่ของพวกเขา หลังคายังต้องรอฝนแรกจึงจะรู้ว่าซ่อมดีหรือไม่ เงินในสมุดก็มีอยู่เท่าเดิม
แต่เธอไม่ต้องคอยดูว่าใครจะตักข้าวก่อน
ประเสริฐเลื่อนจานไข่มาตรงกลาง
“พรุ่งนี้คุณเข้างานกี่โมง”
“ตีห้าค่ะ”
“งั้นผมนอนก่อนนะ ถ้าคุยต่อผมตื่นไม่ไหวแน่”
เธอหัวเราะ
ชีวิตคู่คืนแรกจบลงอย่างนั้น ไม่มีคำพูดงดงามกว่าการถามเวลางาน แล้วต่างคนต่างเตรียมของสำหรับวันพรุ่งนี้
เช้าวันหยุดแรก ลำดวนตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงกวาดพื้น
ประเสริฐยืนอยู่หน้าประตู ฝนเมื่อคืนทิ้งแอ่งน้ำไว้ในซอย แต่ในห้องแห้ง
เธอเดินไปแตะผนังตรงรอยน้ำเก่า
ไม่เปียก
“หลังคาใช้ได้” เขาบอก
ลำดวนพยักหน้า เปิดหม้อดูข้าวที่เหลือ แล้วคิดว่าจะทำข้าวผัด
ประเสริฐวางไม้กวาด
“วันนี้ไปกินข้างนอกไหม”
เธอตอบแทบทันที
“มีข้าวอยู่ จะเสียเงินทำไม”
เขามองหม้อ แล้วมองเธอ
“ผมอยากพาคุณไปเดินเล่นด้วย ไม่ได้จะไปกินอย่างเดียว”
ลำดวนเงียบ
เธอเพิ่งมีห้องที่ไม่ต้องกลัวน้ำฝน เพิ่งมีคนแบ่งค่าเช่า และเพิ่งเขียนคำว่าบ้านลงในสมุดอีกครั้ง
แต่ความกลัวว่าเงินจะไม่พอ ยังตื่นเร็วกว่าความสุขของเธอทุกเช้า
ประเสริฐไม่ได้เร่ง เขาล้างมือแล้วกลับไปเก็บเครื่องมือ
ลำดวนมองข้าวในหม้ออยู่ครู่หนึ่ง
“กินข้าวผัดก่อนก็ได้ไหมคะ”
เขาหันมา
“แล้วค่อยไปเดิน”
“ได้ครับ”
เธอหยิบกระทะ
เมื่อหันกลับไปอีกครั้ง ประเสริฐกำลังวางรองเท้าของทั้งสองคนไว้ข้างประตู
ลำดวนมองรองเท้าคู่นั้น แล้วลดข้าวที่จะตักลงกระทะให้พอกินเพียงสองคน
วันนี้เธออยากเก็บเวลาไว้สำหรับอย่างอื่นด้วย
© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต
ความคิดเห็น
0