Kamelessia Stories
ปก ชีวิตพัดพากลับไปที่นิยายชีวิตพัดพา
ตอนที่ 5

ความรักที่ต้องแย่งชิง

เสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีดังต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางดึก

ราตรีลืมตาตื่นเมื่อได้ยินเสียงย่าบุญมีไออยู่ข้าง ๆ

เด็กหญิงขยับตัวลุกขึ้นนั่ง มองผ่านความมืดไปยังร่างผอมบางของหญิงชราที่นอนอยู่บนฟูกเก่า

“ย่า”

ไม่มีเสียงตอบ

“ย่าจ๋า”

“หือ...”

“ย่าเป็นอะไร”

“เปล่า นอนเถอะ”

ราตรีขยับเข้าไปใกล้

เธอเอื้อมมือแตะหน้าผากย่าอย่างที่เคยเห็นผู้ใหญ่ทำเวลาเด็กไม่สบาย

ผิวของย่าร้อนกว่าปกติ

“ย่าตัวร้อน”

“เดี๋ยวก็หาย”

“ย่าพูดอย่างนี้ทุกที”

บุญมีลืมตาขึ้น

“แล้วจะให้ย่าพูดว่าอะไร”

“ก็บอกว่าไม่สบายสิ”

หญิงชราหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะไออีกหลายครั้ง

ราตรีรีบลุกไปตักน้ำจากโอ่งใส่ขัน

“กินน้ำก่อน”

“เอ็งไม่ต้องลุกมาดูย่าหรอก พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียน”

“หนูตื่นแล้ว”

“ยังไม่สว่างเลย”

“ก็ตื่นแล้วไง”

ย่าบุญมีรับขันน้ำมาดื่ม

ราตรีนั่งรอจนย่าวางขันลง ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้ถึงหน้าอก

“พรุ่งนี้ย่าไม่ต้องไปนา”

“ไม่ได้หรอก”

“ทำไมจะไม่ได้”

“ข้าวมันไม่รอคนป่วย”

ราตรีขมวดคิ้ว

“แล้วถ้าย่าตายล่ะ ข้าวจะมาช่วยย่าไหม”

“ราตรี!”

หญิงชราดุทันที

เด็กหญิงเม้มปาก

“ก็หนูพูดจริง”

บุญมีถอนหายใจ

เธอรู้ว่าหลานไม่ได้ตั้งใจพูดจาไม่ดี เพียงแต่เป็นเด็กที่เมื่อคิดอะไรก็พูดออกมาตรง ๆ โดยไม่รู้จักเลือกถ้อยคำ

“ย่ายังไม่ตายง่าย ๆ หรอก”

“ย่าต้องสัญญา”

“สัญญาอะไร”

“ว่าจะไม่ตาย”

บุญมีนิ่งไป

คำขอของเด็กหญิงทำให้เธอเจ็บแปลบในอก

คนแก่คนหนึ่งจะรับปากเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร

แต่เมื่อเห็นดวงตาของราตรีที่กำลังรอคำตอบ เธอก็ยื่นมือไปลูบศีรษะหลาน

“ย่าจะอยู่กับเอ็งให้นานที่สุด”

ราตรีไม่พอใจนัก

“นานที่สุดนี่นานแค่ไหน”

“จนกว่าเอ็งจะโต”

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ”

บุญมีไม่ตอบ

เธอดึงหลานเข้ามากอดแทน

ราตรีซุกหน้ากับไหล่ย่า

นอกบ้านฝนยังตกหนัก

เด็กหญิงหลับตาลง แต่ในใจกลับเกิดความกลัวที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

หากวันหนึ่งย่าไม่อยู่แล้ว เธอจะไปอยู่กับใคร

พ่อมีครอบครัวใหม่

แม่ก็มีครอบครัวใหม่

ส่วนสายฝน น้องสาวของเธอ อยู่กับแม่มาตั้งแต่ยังเล็ก

ราตรีนึกถึงภาพวาดที่น้องส่งมาให้

ภาพเด็กหญิงสองคนจับมือกัน

เธอเก็บมันไว้ในหีบเสื้อผ้าอย่างดี

บางคืนก็หยิบออกมาดู

แต่คืนนี้เธอไม่อยากเห็นภาพนั้น

เพราะมันทำให้คิดถึงคนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน

รุ่งเช้า บุญมียังมีไข้

ราตรีจึงตื่นมาหุงข้าวแทน

เธอจุดเตาถ่านอย่างทุลักทุเล ควันลอยเข้าตาจนต้องยกแขนขึ้นเช็ดน้ำตา

ข้าวในหม้อเดือดล้นออกมาเล็กน้อย

เด็กหญิงรีบใช้ผ้าจับหูหม้อ

“โอ๊ย!”

ความร้อนทะลุผ้าบาง ๆ จนเธอต้องปล่อยมือ

ฝาหม้อกระทบพื้นดังเคร้ง

“ราตรี!”

เสียงย่าดังมาจากบนบ้าน

“ทำอะไร!”

“หุงข้าว!”

“ระวังไฟด้วย!”

“รู้แล้ว!”

เธอตอบกลับไปเสียงดัง

ทั้งที่ความจริงยังไม่ค่อยรู้ว่าต้องทำอย่างไร

เมื่อข้าวสุก ราตรีตักใส่จานแล้วหยิบปลาร้าสับที่เหลือจากเมื่อวานออกมา

เธอจัดสำรับบนถาดไม้

ก่อนยกขึ้นไปหาย่า

“กินข้าว”

บุญมีมองสำรับ

“เอ็งทำเองหมดหรือ”

“อืม”

“ข้าวสุกไหม”

“สุกสิ”

ย่าตักข้าวเข้าปาก

เคี้ยวช้า ๆ

เมล็ดข้าวบางส่วนแข็งกว่าปกติ

แต่เธอไม่ได้พูดอะไร

“อร่อยไหม”

ราตรีถาม

บุญมีพยักหน้า

“อร่อย”

เด็กหญิงยิ้มกว้าง

“งั้นพรุ่งนี้หนูทำอีก”

“พรุ่งนี้ย่าคงหายแล้ว”

“ยังไงหนูก็จะทำ”

บุญมีมองหลานด้วยความเอ็นดู

เด็กหญิงคนนี้ไม่เคยรู้จักการทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ

ถ้ารักใครก็รักสุดหัวใจ

ถ้าโกรธใครก็โกรธจนไม่อยากเห็นหน้า

และถ้าคิดว่าตัวเองถูก ก็ยากที่ใครจะเปลี่ยนใจได้

บุญมีเคยเห็นนิสัยแบบนี้มาก่อน

ในตัวของลำดวน

แม่ของราตรีนั่นเอง

หลายวันต่อมา ลำดวนกลับไปเยี่ยมบ้านย่าพร้อมสายฝนและธนา

การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในแผน

แต่เมื่อได้รับข่าวว่าบุญมีไม่สบาย เธอจึงตัดสินใจหยุดขายอาหารหนึ่งวัน

ประสิทธิ์ไม่ได้มาด้วย เพราะต้องออกไปรับจ้างขับรถ

รถโดยสารประจำทางจอดที่ตลาดอำเภอในช่วงสาย

ลำดวนลงจากรถพร้อมกระเป๋าผ้าใบใหญ่

สายฝนเดินตามลงมา มือข้างหนึ่งจับชายเสื้อแม่ อีกข้างถือถุงขนม

ส่วนธนาอยู่ในอ้อมแขนลำดวน

“เดินดี ๆ นะฝน”

“จ้ะ”

“อย่าทำถุงขนมหล่น”

“จ้ะ”

เด็กหญิงมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น

เธอจำตลาดแห่งนี้ได้เพียงเลือนราง

ร้านขายของชำตั้งเรียงรายอยู่ริมถนน

มีรถจักรยานหลายคันจอดอยู่ใต้ต้นไม้

กลิ่นดินเปียกฝนลอยมาตามลม

ทุกอย่างดูแตกต่างจากที่เธอคุ้นเคย

“แม่จ๋า”

“อะไร”

“พี่ราตรีอยู่ที่นี่เหรอ”

“อยู่หมู่บ้านข้างใน”

“ไกลไหม”

“อีกหน่อยเดียว”

สายฝนยิ้ม

เธอไม่ได้พบพี่สาวมานาน

นานจนจำใบหน้าแทบไม่ได้

แต่ยังจำได้ว่าพี่ชอบพูดเสียงดัง

และเคยจับมือเธอเวลาเดินลงบันได

เด็กหญิงกำถุงขนมแน่นขึ้น

ข้างในมีขนมปังสองห่อที่แม่ซื้อจากตลาด

เธอตั้งใจเก็บไว้แบ่งพี่

ราตรีกำลังกวาดลานบ้านเมื่อได้ยินเสียงคนเรียกจากทางเดิน

“ราตรี!”

เธอเงยหน้า

หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมเด็กสองคน

ราตรีหยุดกวาด

ไม้กวาดในมือค้างอยู่กลางอากาศ

เธอจำเสียงนั้นได้

แม้จะไม่ได้ยินมานาน

“แม่...”

ลำดวนยิ้ม

“เป็นยังไงบ้างลูก”

ราตรีไม่ตอบ

เธอมองแม่ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

แม่ดูผอมลงเล็กน้อย

สวมเสื้อคอกระเช้ากับผ้าถุงลายดอก

ในอ้อมแขนมีเด็กชายตัวอ้วนกลม

ข้างตัวมีเด็กหญิงผมยาวที่กำลังมองเธออย่างประหม่า

“นี่สายฝนไง”

ลำดวนบอก

“จำได้ไหม”

ราตรีมองน้องสาว

สายฝนยิ้มก่อนยกมือไหว้

“พี่ราตรี”

ราตรีไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร

เธออยากวิ่งเข้าไปกอดน้อง

อยากถามว่าโตขึ้นมากแค่ไหนแล้ว

อยากเล่าว่าตัวเองเก็บหอยได้เก่งเพียงใด

แต่เมื่อเห็นแม่อุ้มเด็กชายอีกคน ความรู้สึกบางอย่างกลับทำให้เธอพูดไม่ออก

“นี่ธนา”

ลำดวนพูดต่อ

“น้องชายเรา”

ราตรีมองเด็กชาย

ธนาซบไหล่แม่อย่างงัวเงีย

มือเล็ก ๆ กำคอเสื้อแม่ไว้แน่น

“ลูกแม่เหรอ”

ราตรีถาม

ลำดวนชะงัก

“ก็ลูกแม่สิ”

“แล้วพ่อมันล่ะ”

“พ่อประสิทธิ์”

ราตรีพยักหน้า

ก่อนถามอีก

“แล้วหนูล่ะ”

ลำดวนขมวดคิ้ว

“อะไร”

“หนูเป็นลูกใคร”

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ

สายฝนมองพี่สาวอย่างไม่เข้าใจ

ลำดวนถอนหายใจ

“พูดอะไรของแก ก็ลูกแม่เหมือนกัน”

ราตรีมองหน้าแม่

“แล้วทำไมหนูไม่ได้อยู่ด้วย”

ลำดวนหน้าตึงทันที

“นี่แม่เพิ่งมาถึงนะ”

“หนูถามเฉย ๆ”

“ถามอะไรอย่างนี้”

“ก็อยากรู้”

“ราตรี!”

เสียงแม่ดังขึ้น

เด็กหญิงเม้มปาก

ความดีใจที่ได้พบแม่เมื่อครู่หายไปอย่างรวดเร็ว

เธอก้มลงหยิบไม้กวาด

ก่อนพูดเบา ๆ

“ไม่ต้องตอบก็ได้”

แล้วเดินไปกวาดลานบ้านต่อ

บุญมีออกมาต้อนรับลูกสะใภ้เก่า

แม้ลำดวนกับลูกชายของเธอจะแยกทางกันไปนานแล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงทั้งสองไม่ได้ขาดสะบั้น

อย่างน้อยพวกเธอก็ยังมีเด็กหญิงสองคนเป็นสายใยเชื่อมอยู่

“แม่หายดีหรือยัง”

ลำดวนถาม

“ดีขึ้นแล้ว”

“เห็นเขาบอกว่าเป็นไข้หลายวัน”

“แก่แล้วก็อย่างนี้แหละ”

บุญมีรับธนามาอุ้ม

เด็กชายมองหน้าหญิงชราอย่างไม่คุ้นเคย

ก่อนเริ่มเบะปาก

“โอ๋ ๆ”

บุญมีโยกตัวเบา ๆ

ลำดวนหันไปมองราตรีที่ยังคงกวาดลานบ้าน

“ลูกคนนี้ยังดื้อเหมือนเดิม”

บุญมีมองตาม

“มันก็เป็นอย่างนี้แหละ”

“พูดอะไรไม่รู้จักคิด”

“เด็กมันคิดถึงแม่”

ลำดวนเงียบไป

บุญมีพูดต่อ

“มันถามถึงเอ็งอยู่บ่อย ๆ”

“แล้วทำไมพอเจอหน้าถึงพูดจาอย่างนั้น”

“เพราะมันไม่รู้จะพูดอะไร”

ลำดวนมองลูกสาว

ราตรีกำลังกวาดใบไม้แรง ๆ

เหมือนกำลังระบายอารมณ์ลงกับพื้นดิน

บุญมีถอนหายใจ

“เอ็งก็อย่าไปถือสามันนักเลย”

ลำดวนไม่ตอบ

เธอรู้ว่าตัวเองควรเข้าไปพูดกับลูก

แต่ความเหนื่อยจากการเดินทางและความหงุดหงิดที่ถูกตั้งคำถามตั้งแต่ยังไม่ทันนั่งพัก ทำให้เธอเลือกปล่อยไว้ก่อน

สายฝนเดินเข้าไปหาราตรีอย่างระมัดระวัง

“พี่”

ราตรีไม่หัน

“อะไร”

“หนูเอาขนมมาให้”

เด็กหญิงยื่นถุงกระดาษออกไป

ราตรีหยุดกวาด

“ขนมอะไร”

“ขนมปัง”

“ใครซื้อ”

“แม่ซื้อ”

ราตรีมองถุงขนม

ก่อนถาม

“ซื้อให้ใคร”

สายฝนชะงัก

“ให้พี่กับหนู”

“แล้วไอ้เด็กนั่นล่ะ”

“ธนาเหรอ”

“อืม”

“น้องกินขนมอีกอย่าง”

ราตรีเงียบไป

สายฝนยื่นถุงให้ใกล้ขึ้น

“พี่กินสิ”

ราตรีรับมา

เธอเปิดดู

ขนมปังสองห่อวางอยู่ข้างใน

“แกกินหรือยัง”

“ยัง”

“ทำไมไม่กิน”

“รอพี่”

ราตรีเงยหน้ามองน้องสาว

สายฝนยิ้ม

เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความระแวง

ไม่มีความโกรธ

ไม่มีคำถามว่าทำไมพี่จึงพูดจาห้วน ๆ

ราตรีรู้สึกบางอย่างอ่อนลงในอก

เธอหยิบขนมออกมาหนึ่งห่อ

แล้วยื่นอีกห่อให้น้อง

“เอ้า”

สายฝนรับมา

“ขอบใจจ้ะ”

“ไม่ต้องขอบใจ”

“ทำไมล่ะ”

“ก็มันของแก”

สายฝนหัวเราะเบา ๆ

ราตรีมองน้องอีกครั้ง

“แกโตขึ้นเยอะเลย”

“พี่ก็โต”

“แน่สิ”

“พี่สูงกว่าหนูตั้งเยอะ”

ราตรียืดตัวอย่างภูมิใจ

“ก็ฉันเป็นพี่”

สายฝนหัวเราะ

เป็นครั้งแรกในวันนั้นที่ราตรียิ้มอย่างเต็มใจ

ช่วงบ่าย สองพี่น้องเดินออกไปเล่นบริเวณทุ่งนาหลังบ้าน

ราตรีพาน้องไปดูบ่อปลาข้างคันนา

“ตรงนี้มีปลาหมอ”

เธอชี้ลงไปในน้ำ

สายฝนก้มมอง

“ไหน”

“นั่นไง”

“ไม่เห็นเลย”

“แกต้องมองดี ๆ”

สายฝนก้มลงใกล้อีก

ทันใดนั้นกบตัวหนึ่งกระโดดลงน้ำ

ตูม!

เด็กหญิงสะดุ้งจนเกือบเสียหลัก

ราตรีรีบคว้าแขนไว้

“ระวัง!”

สายฝนหัวเราะทั้งตกใจ

“หนูนึกว่าปลา!”

ราตรีหัวเราะเสียงดัง

“กบต่างหาก!”

ทั้งสองหัวเราะจนเหนื่อย

ก่อนเดินไปนั่งใต้ต้นมะขาม

ลมบ่ายพัดเย็น

เสียงนกดังมาจากแนวต้นไผ่

สายฝนหยิบขนมปังที่เหลือออกมากิน

ราตรีนั่งใช้ไม้เขี่ยดินเล่น

ครู่หนึ่งเธอก็ถาม

“ฝน”

“จ๋า”

“อยู่กับแม่ดีไหม”

สายฝนหันมองพี่

“ดีสิ”

ราตรีพยักหน้า

“แม่ดุไหม”

“บางที”

“พ่อใหม่ล่ะ”

สายฝนเงียบไป

“ก็ดุ”

“ตีแกไหม”

เด็กหญิงก้มมองขนมในมือ

“บางครั้ง”

ราตรีหยุดเขี่ยดิน

“ตีทำไม”

“หนูทำผิด”

“ผิดอะไร”

“ดูน้องไม่ดีบ้าง ทำของหกบ้าง”

ราตรีขมวดคิ้ว

“แล้วน้องทำผิดไหม”

“ทำ”

“โดนตีไหม”

สายฝนส่ายหน้า

“น้องยังเล็ก”

ราตรีมองน้องสาว

“แล้วแกไม่เล็กหรือไง”

สายฝนชะงัก

เธอไม่เคยคิดถึงคำถามนี้

ทุกคนบอกว่าเธอเป็นพี่

ต้องดูแลน้อง

ต้องเสียสละ

ต้องอดทน

แต่เมื่อราตรีถามว่าเธอไม่เล็กหรืออย่างไร เด็กหญิงกลับตอบไม่ได้

“หนูโตแล้ว”

เธอพูดในที่สุด

ราตรีหัวเราะหยัน

“โตอะไร แกเพิ่งหกขวบ”

“ก็เป็นพี่ธนาแล้ว”

“เป็นพี่แล้วไง”

สายฝนเงียบ

ราตรีหันไปมองทุ่งนา

ก่อนพูดเสียงแข็ง

“ถ้ามันแย่งของแก ก็แย่งคืนสิ”

“ไม่ได้”

“ทำไม”

“เดี๋ยวน้องร้อง”

“ร้องก็ร้องไป”

“พ่อจะโกรธ”

ราตรีหันขวับ

“แล้วไง”

สายฝนมองพี่สาวอย่างตกใจ

สำหรับเธอ คำว่า พ่อจะโกรธ เป็นเหตุผลที่เพียงพอให้หยุดทำทุกอย่าง

แต่ราตรีกลับถามว่า แล้วไง

ราวกับความโกรธของผู้ใหญ่ไม่ใช่สิ่งน่ากลัว

“พี่ไม่กลัวเหรอ”

สายฝนถาม

ราตรีนิ่งไปเล็กน้อย

“กลัวอะไร”

“ผู้ใหญ่โกรธ”

เด็กหญิงคนพี่เงียบ

เธอเคยถูกย่าดุ

เคยถูกครูตีมือ

เคยถูกเพื่อนผู้ชายตัวโตกว่าผลักล้ม

เธอกลัวเหมือนกัน

แต่ไม่ชอบให้ใครรู้

“กลัวก็ต้องสู้”

ราตรีตอบ

สายฝนมองพี่สาวอย่างทึ่ง

“พี่เก่งจัง”

ราตรีเชิดหน้า

“แน่นอน”

แต่เมื่อเห็นสายตาชื่นชมของน้อง เธอกลับรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย

เพราะความจริงแล้วเธอไม่ได้เก่งอย่างที่พูด

เธอเพียงไม่อยากให้ใครเห็นว่าตัวเองอ่อนแอ

ระหว่างเดินกลับบ้าน สายฝนสะดุดรากไม้จนล้ม

หัวเข่ากระแทกพื้นดิน

“โอ๊ย!”

ราตรีรีบหันกลับมา

“เป็นอะไร!”

สายฝนนั่งกุมเข่า

เลือดซึมออกจากรอยถลอก

น้ำตาคลอทันที

“เจ็บ...”

ราตรีนั่งลงข้าง ๆ

“ไหนดูซิ”

เธอจับขาน้องอย่างระมัดระวัง

“ถลอกนิดเดียว”

สายฝนกัดริมฝีปาก

ราตรีมองหน้า

“ร้องก็ได้นะ”

เด็กหญิงส่ายหน้า

“ไม่ร้อง”

“ทำไม”

“เดี๋ยวแม่ดุ”

ราตรีขมวดคิ้ว

“แม่จะดุทำไม”

“แม่บอกว่าต้องระวัง”

ราตรีถอนหายใจ

ก่อนพูดเสียงดัง

“เจ็บก็คือเจ็บสิ!”

สายฝนสะดุ้ง

ราตรีรีบลดเสียงลง

“ฉันไม่ได้ดุแก”

เด็กหญิงพยักหน้า

“จ้ะ”

ราตรีมองน้ำตาที่คลออยู่ในดวงตาน้อง

ก่อนยื่นมือไปเช็ดให้

“ร้องเถอะ”

สายฝนมองพี่

“ได้เหรอ”

“ได้สิ”

“พี่ไม่ว่าเหรอ”

“ไม่ว่า”

คำตอบนั้นทำให้บางอย่างในใจสายฝนพังทลาย

เด็กหญิงเริ่มร้องไห้

ตอนแรกเพียงสะอื้นเบา ๆ

แต่ไม่นานเสียงร้องกลับดังขึ้น

ราตรีตกใจ

“เฮ้ย! เจ็บมากขนาดนั้นเลยเหรอ”

สายฝนส่ายหน้า

แต่ยังร้องไห้

ราตรีไม่รู้จะทำอย่างไร

เธอจึงนั่งลงข้างน้อง

ปล่อยให้สายฝนร้องอยู่พักใหญ่

ก่อนพูดเบา ๆ

“เอ้า ร้องให้พอ”

สายฝนสะอื้น

“พี่...”

“อะไร”

“หนูคิดถึงพี่”

ราตรีนิ่ง

เด็กหญิงคนเล็กพูดต่อทั้งน้ำตา

“หนูอยากอยู่กับพี่”

ราตรีรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ในลำคอ

เธออยากตอบว่าเหมือนกัน

อยากบอกว่าเธอก็คิดถึงน้อง

อยากบอกว่าหลายคืนเธอนอนมองภาพวาดของสายฝนจนหลับไป

แต่คำพูดเหล่านั้นไม่ยอมออกจากปาก

สุดท้ายเธอจึงพูดเพียงว่า

“ลุกไหวไหม”

สายฝนพยักหน้า

ราตรีช่วยพยุงน้องขึ้น

ก่อนยื่นมือให้

“จับไว้”

สายฝนจับมือพี่สาว

มือของราตรีหยาบกว่ามือเด็กทั่วไปเล็กน้อย

เพราะช่วยงานนาและงานร้านค้า

แต่สำหรับสายฝน มือนั้นกลับให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด

ทั้งสองเดินกลับบ้านด้วยกัน

ช้า ๆ

โดยไม่มีใครปล่อยมือ

เมื่อถึงบ้าน ลำดวนเห็นแผลที่เข่าสายฝนก็รีบถาม

“ไปทำอะไรกันมา!”

สายฝนสะดุ้ง

“หนู...”

ราตรีพูดแทรกทันที

“หนูพาไปเล่นเอง”

ลำดวนหันมองลูกสาวคนโต

“แล้วทำไมน้องเจ็บ”

“สะดุดรากไม้”

“แกดูน้องยังไง”

ราตรีขมวดคิ้ว

“ก็มันสะดุดเอง”

“ราตรี!”

“อะไร!”

“พูดกับแม่ดี ๆ!”

ราตรีเม้มปาก

สายฝนรีบจับแขนพี่

“แม่จ๋า หนูไม่ระวังเอง”

ลำดวนหันมาหาเธอ

“เห็นไหม แม่บอกแล้วว่าอย่าไปวิ่งเล่นซน ๆ”

สายฝนก้มหน้า

“จ้ะ”

ราตรีมองน้องสาว

เธอรู้ว่าสายฝนไม่ได้วิ่งเล่นซน

เพียงเดินตามเธอมาตามทาง

แต่เมื่อเห็นน้องรับผิดทั้งหมด ราตรีกลับรู้สึกหงุดหงิด

“แม่!”

ลำดวนหันขวับ

“อะไรอีก!”

“ทำไมต้องดุฝนด้วย!”

“แกอย่ามาสอนแม่!”

“ก็ฝนเจ็บอยู่!”

“ราตรี!”

เสียงลำดวนดังขึ้นจนธนาที่นั่งอยู่บนเสื่อเริ่มร้องไห้

บุญมีรีบเดินออกมาจากในบ้าน

“อะไรกันอีก!”

ลำดวนหันไปหา

“แม่ดูสิ ลูกคนนี้พูดจาไม่รู้เรื่อง”

ราตรีตะโกนกลับ

“แม่ก็ไม่ฟังหนูเหมือนกัน!”

“ราตรี!”

บุญมีดุ

เด็กหญิงกัดริมฝีปากแน่น

ก่อนหันหลังวิ่งออกจากบ้าน

สายฝนตกใจ

“พี่!”

เธอจะวิ่งตาม แต่ลำดวนจับแขนไว้

“อย่าไป!”

“แต่พี่...”

“ปล่อยมันไป เดี๋ยวก็กลับมา”

สายฝนมองทางที่พี่สาววิ่งหายไป

หัวใจเต้นแรง

เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องเล็ก ๆ จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่

และไม่เข้าใจว่าทำไมทุกครั้งที่พี่สาวพูดสิ่งที่เธอไม่กล้าพูด ผู้ใหญ่จึงโกรธ

ราตรีวิ่งไปจนถึงต้นมะขามหลังนา

เธอนั่งลงบนรากไม้ใหญ่

ใช้หลังมือปาดน้ำตาอย่างแรง

“บ้าเอ๊ย!”

เด็กหญิงเตะก้อนดิน

เธอไม่ได้ตั้งใจจะทะเลาะกับแม่

ตอนเห็นแม่เดินเข้ามาในบ้าน เธอดีใจจนแทบอยากวิ่งไปกอด

แต่เมื่อแม่อุ้มธนา

เมื่อแม่ดุเธอ

เมื่อแม่ไม่ฟังคำอธิบาย

ความดีใจทั้งหมดกลับกลายเป็นความโกรธ

ราตรีไม่เข้าใจตัวเอง

เธออยากให้แม่รัก

แต่พอแม่เข้ามาใกล้ เธอกลับพูดจาไม่ดี

อยากให้แม่กอด

แต่กลับยืนกอดอก

อยากบอกว่าคิดถึง

แต่สิ่งที่พูดออกมากลับเป็นคำถามว่าเหตุใดแม่จึงไม่พาเธอไปอยู่ด้วย

เด็กหญิงก้มหน้าลงบนเข่า

น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง

“แม่ไม่รักหนู...”

เธอกระซิบ

คำพูดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครสอน

ไม่มีใครบอกเธอว่าแม่ไม่รัก

แต่เธอเป็นคนสรุปมันขึ้นมาเองจากสิ่งที่เห็น

แม่พาสายฝนไปอยู่ด้วย

แม่มีลูกชายอีกคน

แม่กลับมาเยี่ยมพร้อมลูกทั้งสอง

แล้วเธอล่ะ

เธออยู่กับย่า

อยู่กับทุ่งนา

อยู่กับบ้านไม้เก่า

และรอวันที่แม่จะกลับมา

ราตรีหยิบก้อนดินขึ้นมาโยนลงท้องนา

“ไม่รักก็ไม่ต้องรัก!”

เธอตะโกนออกไป

แต่ทันทีที่พูดจบ น้ำตากลับไหลหนักกว่าเดิม

เพราะลึกลงไปในใจ เธอไม่ได้ต้องการให้แม่เลิกรัก

เธอเพียงอยากให้แม่พิสูจน์ว่าตัวเองยังเป็นลูกคนหนึ่ง

สายฝนแอบเดินออกจากบ้านหลังจากแม่พาธนาเข้านอน

เธอเดินตามทางดินไปยังต้นมะขาม

หัวเข่ายังเจ็บ

แต่เธอไม่สนใจ

เมื่อเห็นราตรีนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ก็รีบเดินเข้าไปหา

“พี่”

ราตรีเงยหน้า

ดวงตาแดงก่ำ

“แกมาทำไม”

“มาตามพี่”

“ใครใช้มา”

“ไม่มี”

“แล้วมาทำไม”

สายฝนเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ

“หนูกลัวพี่ไม่กลับบ้าน”

ราตรีหันหน้าหนี

“ฉันจะไปไหนได้”

สายฝนเงียบ

ครู่หนึ่งเธอก็พูด

“พี่โกรธแม่เหรอ”

“อืม”

“ทำไม”

ราตรีหันมามอง

“แกไม่รู้จริง ๆ เหรอ”

สายฝนส่ายหน้า

ราตรีถอนหายใจ

“ช่างเถอะ”

เด็กหญิงทั้งสองนั่งเงียบอยู่พักหนึ่ง

ก่อนสายฝนจะถามเบา ๆ

“พี่อยากไปอยู่กับแม่ไหม”

ราตรีนิ่ง

“ทำไม”

“ถ้าพี่ไปอยู่ด้วย เราจะได้อยู่ด้วยกัน”

ราตรีมองน้อง

“แล้วแกอยากให้ฉันไปเหรอ”

สายฝนพยักหน้าแรง ๆ

“อยาก”

“จริงนะ”

“จริง”

ราตรีก้มหน้า

ความหวังเล็ก ๆ ผุดขึ้นมาในใจ

บางทีถ้าสายฝนขอแม่

แม่อาจยอม

บางทีถ้าเธอสัญญาว่าจะไม่ดื้อ

แม่อาจพากลับไปด้วย

บางที...

“ฝน”

“จ๋า”

“ถ้าฉันไปอยู่ด้วย แกจะให้ฉันนอนข้างแกไหม”

สายฝนยิ้ม

“ให้สิ”

“แล้วถ้าน้องแกแย่งของฉัน”

“หนูจะช่วยพี่”

ราตรีหัวเราะเบา ๆ

“แกจะช่วยยังไง”

สายฝนคิด

ก่อนตอบอย่างจริงจัง

“หนูจะขอแม่”

ราตรีส่ายหน้า

“แค่นั้นเอง”

สายฝนหัวเราะเขิน

ราตรีมองน้องสาว

ก่อนพูดเบา ๆ

“ฉันอยากไป”

สายฝนตาโต

“จริงเหรอ”

“อืม”

“งั้นเราไปขอแม่กัน!”

เธอรีบลุกขึ้น

แต่ราตรีจับแขนไว้

“เดี๋ยว”

“อะไร”

“อย่าเพิ่ง”

“ทำไม”

ราตรีมองไปทางบ้าน

เธอจำสีหน้าแม่ตอนทะเลาะกันได้

จำเสียงที่แม่เรียกชื่อเธออย่างหงุดหงิดได้

ความหวังเมื่อครู่เริ่มสั่นคลอน

“ไว้พรุ่งนี้”

สายฝนพยักหน้า

“ก็ได้”

เธอยื่นมือให้พี่สาว

“กลับบ้านกัน”

ราตรีมองมือนั้น

ก่อนจับไว้

ทั้งสองเดินกลับบ้านด้วยกันอีกครั้ง

คืนนั้น ราตรีนอนไม่หลับ

เธอนอนฟังเสียงผู้ใหญ่คุยกันจากอีกมุมของบ้าน

ลำดวนกำลังพูดกับบุญมี

“ถ้าจะให้พาราตรีไปด้วย คงลำบาก”

หัวใจเด็กหญิงกระตุก

เธอรีบหลับตา

ทำเหมือนหลับ

บุญมีถาม

“ทำไมล่ะ”

“ห้องก็แคบ เงินก็ไม่พอ ธนายังเล็ก”

“ราตรีมันช่วยงานได้”

“ช่วยก็จริง แต่แม่ก็เห็นนิสัยมัน”

ราตรีกำผ้าห่มแน่น

ลำดวนพูดต่อ

“พูดอะไรไม่เคยฟัง เถียงทุกคำ”

บุญมีถอนหายใจ

“มันก็แค่อยากให้เอ็งสนใจ”

“ฉันมีลูกต้องดูแลอีกสองคน”

ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่ง

ก่อนลำดวนพูดเบาลง

“อยู่กับแม่ที่นี่ก็ดีแล้ว”

ราตรีรู้สึกเหมือนมีใครเอามือมาบีบหัวใจ

เธอไม่ได้ยินคำพูดหลังจากนั้นอีก

เพราะเสียงในหัวดังกลบทุกอย่าง

อยู่กับแม่ที่นี่ก็ดีแล้ว

แม่ไม่อยากพาเธอไป

ไม่ใช่เพราะไม่มีรถ

ไม่ใช่เพราะยังไม่มีเวลา

แต่เพราะแม่คิดว่าเธออยู่ที่นี่ก็ดีแล้ว

ราตรีพลิกตัวหันเข้าหาผนัง

กัดผ้าห่มไว้เพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดออกมา

เธอร้องไห้อย่างเงียบ ๆ

เป็นครั้งแรกที่เด็กหญิงซึ่งไม่เคยยอมใครพยายามไม่ให้ใครรู้ว่าตัวเองเสียใจ

เช้าวันรุ่งขึ้น ลำดวนเตรียมตัวกลับ

สายฝนยืนอยู่ข้างกระเป๋าเดินทาง

เธอมองหาพี่สาว

“แม่จ๋า”

“อะไร”

“พี่ราตรีล่ะ”

“คงไปเล่น”

“หนูอยากลาพี่”

“เดี๋ยวก็มา”

แต่ราตรีไม่มา

เด็กหญิงคนพี่ออกไปนั่งอยู่หลังยุ้งข้าวตั้งแต่เช้า

เธอเห็นแม่เก็บกระเป๋า

เห็นสายฝนเดินไปเดินมา

เห็นบุญมีอุ้มธนา

แต่ไม่ยอมออกไป

เพราะไม่อยากให้แม่เห็นว่าเธอร้องไห้จนตาบวม

และไม่อยากฟังคำว่า ไว้แม่จะมาใหม่

อีกแล้ว

เมื่อรถรับจ้างที่มาส่งถึงหน้าบ้าน ลำดวนหันมาถาม

“ราตรีไปไหน”

บุญมีมองไปรอบ ๆ

“เมื่อกี้ยังเห็นอยู่”

ลำดวนถอนหายใจ

“คงงอนอีกตามเคย”

สายฝนรีบพูด

“หนูไปตามพี่ได้ไหม”

“ไม่ทันแล้วลูก”

“แต่หนูยังไม่ได้ลาพี่”

“เดี๋ยวค่อยมาใหม่”

สายฝนมองทางหลังบ้าน

เธออยากวิ่งไปหา

แต่แม่กำลังอุ้มธนาและเรียกให้ขึ้นรถ

เด็กหญิงจึงจำใจเดินตาม

ก่อนขึ้นรถ เธอหันกลับไปมองบ้านไม้หลังเก่าอีกครั้ง

“พี่ราตรี!”

เธอตะโกน

ไม่มีเสียงตอบ

“หนูไปก่อนนะ!”

หลังยุ้งข้าว ราตรีได้ยินชัดทุกคำ

เธอยกมือปิดปาก

น้ำตาไหลลงมาอีก

อยากวิ่งออกไป

อยากกอดน้อง

อยากขอแม่ไปด้วย

แต่ขากลับไม่ยอมขยับ

เธอได้แต่นั่งฟังเสียงรถค่อย ๆ ห่างออกไป

จนทุกอย่างกลับมาเงียบสงบ

สายฝนนั่งอยู่บนรถโดยสาร

เธอมองถนนที่ทอดยาวออกไป

ในมือกำถุงกระดาษใบเล็ก

ข้างในมีของชิ้นหนึ่งที่ราตรีแอบใส่ไว้ให้เมื่อคืน

เป็นเหรียญบาทเก่าสองเหรียญ

กับกระดาษพับเล็ก ๆ

สายฝนคลี่กระดาษออก

ลายมือของราตรีโย้เย้ไม่เป็นระเบียบ

แต่ยังพออ่านได้

ฝน เก็บเงินไว้ซื้อขนม อย่าให้ใครเอาไปหมด

สายฝนอ่านซ้ำ

ก่อนยิ้มทั้งน้ำตา

เธอไม่รู้ว่าพี่สาวเก็บเงินสองบาทนั้นมานานแค่ไหน

ไม่รู้ว่าราตรีตั้งใจซื้ออะไรด้วยเงินนั้น

แต่เธอรู้ว่าพี่สาวให้สิ่งสำคัญกับเธอ

เด็กหญิงพับกระดาษเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ

แล้วหันไปมองแม่

“แม่จ๋า”

“อะไรลูก”

“คราวหน้าเราพาพี่มาอยู่ด้วยได้ไหม”

ลำดวนชะงัก

เธอมองลูกสาวคนเล็ก

ก่อนตอบ

“ไว้ค่อยว่ากัน”

สายฝนพยักหน้า

“จ้ะ”

เธอไม่ได้ถามต่อ

แต่ในใจเริ่มวางแผนว่าเมื่อกลับถึงบ้านจะช่วยแม่ทำงานให้มากขึ้น

ถ้าแม่เหนื่อยน้อยลง

ถ้าเธอดูแลธนาได้ดีขึ้น

ถ้าเธอไม่ทำให้ใครโกรธ

บางทีแม่อาจมีเวลาพาพี่ราตรีมาอยู่ด้วย

สายฝนคิดเช่นนั้นด้วยความหวังของเด็กหญิงวัยหกขวบ

โดยไม่รู้เลยว่าเรื่องบางเรื่องไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเป็นเด็กดี

หลังรถออกไปแล้ว ราตรีจึงเดินกลับเข้าบ้าน

บุญมีกำลังเก็บเสื่อ

เมื่อเห็นหลานก็หยุดมือ

“ไปไหนมา”

“หลังยุ้ง”

“ทำไมไม่ออกมาลาแม่”

ราตรีไม่ตอบ

ย่ามองดวงตาบวมแดง

“ร้องไห้เหรอ”

“เปล่า”

“แล้วตาแดงทำไม”

“ฝุ่นเข้าตา”

บุญมีถอนหายใจ

“ราตรี”

“อะไร”

“คิดถึงแม่ก็พูดว่าคิดถึง”

เด็กหญิงเม้มปาก

“ไม่คิดถึง”

“แน่ใจหรือ”

“แน่ใจ!”

บุญมีไม่เถียง

เธอเดินเข้ามาใกล้

ก่อนยื่นมือไปจับไหล่หลาน

“ย่ารู้นะว่าเอ็งเสียใจ”

ราตรีสะบัดไหล่ออก

“หนูไม่เสียใจ!”

“ราตรี...”

“แม่ไม่อยากได้หนู!”

คำพูดนั้นหลุดออกมาอย่างแรง

บุญมีชะงัก

ราตรีเริ่มร้องไห้

“แม่มีฝนแล้ว!”

เสียงของเธอสั่น

“มีธนาแล้ว!”

น้ำตาไหลไม่หยุด

“แม่ไม่ต้องการหนูแล้ว!”

บุญมีรีบดึงหลานเข้ามากอด

ราตรีดิ้น

“ปล่อย!”

“ราตรี!”

“หนูเกลียดแม่!”

เธอตะโกน

“หนูเกลียดแม่!”

บุญมีกอดแน่นขึ้น

“เอ็งไม่ต้องเกลียดใครหรอกลูก”

ราตรีร้องไห้จนตัวสั่น

“ทำไมแม่ไม่เอาหนูไปด้วย!”

หญิงชราหลับตา

เธอไม่มีคำตอบที่จะทำให้เด็กหญิงเข้าใจเรื่องเงิน ความจำเป็น หรือความสัมพันธ์ที่แตกสลายของผู้ใหญ่ได้

และเธอรู้ดีว่าคำอธิบายเหล่านั้นอาจไม่มีความหมายสำหรับเด็กที่ต้องการเพียงอยู่กับแม่

บุญมีจึงพูดได้เพียงว่า

“ย่ายังอยู่ตรงนี้”

ราตรีสะอื้น

“แต่ย่าไม่ใช่แม่!”

คำพูดนั้นทำให้หญิงชรานิ่งไป

ราตรีเองก็ชะงัก

เธอเงยหน้ามองย่า

เห็นดวงตาที่หม่นลง

เห็นริมฝีปากที่เม้มแน่น

แล้วความเสียใจก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกผิดทันที

“ย่า...”

บุญมีฝืนยิ้ม

“ย่ารู้”

ราตรีส่ายหน้า

“หนูไม่ได้หมายความอย่างนั้น”

“ย่ารู้ลูก”

“หนูรักย่า”

หญิงชราพยักหน้า

“ย่าก็รักเอ็ง”

ราตรีโผเข้ากอด

คราวนี้ไม่ดิ้นอีก

เธอร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนย่าจนเหนื่อย

ก่อนหลับไปทั้งน้ำตา

เย็นวันนั้น ราตรีตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนฟูก

ย่าบุญมีกำลังนั่งสานตะกร้าอยู่ใกล้ ๆ

เด็กหญิงลุกขึ้นนั่ง

“ย่า”

“ตื่นแล้วหรือ”

“อืม”

“หิวไหม”

ราตรีส่ายหน้า

บุญมีวางตะกร้า

“มานี่สิ”

เด็กหญิงคลานเข้าไปหา

ย่าหยิบห่อผ้าเล็ก ๆ ออกมาจากข้างตัว

“แม่เอ็งฝากไว้”

ราตรีชะงัก

“อะไร”

“เปิดดูสิ”

เด็กหญิงรับห่อผ้ามา

ข้างในเป็นเสื้อสีชมพูอ่อนตัวหนึ่ง

มีลายดอกไม้เล็ก ๆ ตรงอก

ราตรีมองเสื้อ

มันใหม่

ยังมีกลิ่นผ้าจากร้าน

เธอใช้นิ้วลูบเนื้อผ้าเบา ๆ

“แม่ซื้อให้หนูเหรอ”

“อืม”

“แล้วทำไมไม่ให้เอง”

บุญมีถอนหายใจ

“แม่เอ็งฝากย่าไว้ตั้งแต่เมื่อคืน”

ราตรีเงียบ

เธอมองเสื้ออีกครั้ง

ก่อนถาม

“ฝนได้ไหม”

“คงได้เหมือนกัน”

“ธนาล่ะ”

“ย่าไม่รู้”

ราตรีก้มหน้า

ความดีใจที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ลดลงเล็กน้อย

เธออยากให้เสื้อตัวนี้เป็นหลักฐานว่าแม่ยังนึกถึงเธอ

แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าแม่อาจซื้อให้ลูกทุกคน

บุญมีมองหลาน

“ลองใส่สิ”

ราตรีส่ายหน้า

“เดี๋ยวเปื้อน”

“เสื้อก็ซื้อมาให้ใส่”

“หนูจะเก็บไว้ก่อน”

“เก็บไว้ทำไม”

เด็กหญิงไม่ตอบ

เธอพับเสื้ออย่างระมัดระวัง

ก่อนนำไปวางในหีบไม้

ข้างภาพวาดของสายฝน

ราตรีมองของสองชิ้นนั้นอยู่นาน

ภาพวาดจากน้องสาว

เสื้อจากแม่

สิ่งของเล็ก ๆ ที่เดินทางมาจากบ้านอีกหลังหนึ่ง

บ้านที่เธอไม่มีสิทธิ์เข้าไปอยู่

หลายปีต่อมา ราตรีจะจำเสื้อตัวนั้นได้แม่นยำ

ไม่ใช่เพราะมันสวย

ไม่ใช่เพราะราคาแพง

แต่เพราะเป็นหนึ่งในสิ่งของไม่กี่ชิ้นที่แม่ซื้อให้โดยเฉพาะ

เธอจะเก็บมันไว้นานจนใส่ไม่ได้

และทุกครั้งที่ทะเลาะกับแม่ในอนาคต ความทรงจำเกี่ยวกับเสื้อตัวนั้นจะย้อนกลับมา

ทำให้เธอสับสนอยู่เสมอ

หากแม่ไม่รัก ทำไมจึงซื้อเสื้อให้

แต่หากแม่รัก ทำไมจึงไม่พาเธอไปอยู่ด้วย

คำถามสองข้อนี้จะติดอยู่ในใจราตรีไปอีกนาน

นานจนเธอเติบโต

แต่งงาน

มีลูก

และเริ่มเข้าใจว่าความรักของผู้ใหญ่บางครั้งก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

คนคนหนึ่งอาจรักลูก

แต่ไม่มีความสามารถจะดูแลลูกได้อย่างที่ควร

อาจคิดถึง

แต่ไม่รู้จักแสดงออก

อาจเสียใจ

แต่กลับพูดจาทำร้ายกัน

อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจเหล่านั้นจะไม่ได้ลบความเจ็บปวดในวัยเด็กออกไปง่าย ๆ

คืนนั้น สายฝนกลับถึงบ้านพร้อมแม่และน้องชาย

หลังช่วยเก็บของ เธอเดินไปหยิบกระเป๋านักเรียน

เปิดช่องเล็กด้านใน

นำเหรียญสองบาทกับกระดาษของราตรีออกมา

เธอวางมันข้างกระป๋องเงินเก็บ

จากนั้นนับเงินทั้งหมด

สามบาทห้าสิบสตางค์ของตัวเอง

บวกกับสองบาทของพี่สาว

รวมเป็นห้าบาทห้าสิบสตางค์

สายฝนยิ้ม

เงินเพิ่มขึ้นแล้ว

เธอคิดว่าหากเก็บไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งอาจมีมากพอซื้อของขวัญให้พี่

บางทีอาจเป็นกิ๊บติดผม

หรือสมุดวาดรูป

หรือขนมถุงใหญ่ที่กินด้วยกันได้หลายวัน

เด็กหญิงเก็บเหรียญลงกระป๋อง

ก่อนหยิบกระดาษของราตรีขึ้นมาอ่านอีกครั้ง

อย่าให้ใครเอาไปหมด

เธอหัวเราะเบา ๆ

พี่ราตรีชอบพูดอะไรแปลก ๆ

แต่สายฝนก็พับกระดาษเก็บไว้อย่างดี

เพราะเป็นครั้งแรกที่มีใครบางคนบอกให้เธอเก็บสิ่งของไว้เพื่อตัวเอง

ไม่ใช่เพื่อแม่

ไม่ใช่เพื่อน้อง

ไม่ใช่เพื่อใครอื่น

แต่เพื่อตัวเธอเอง

เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน

สายฝนกลับเข้าสู่ชีวิตประจำวัน

ช่วยแม่ขายอาหาร

ดูแลธนา

ไปโรงเรียน

ทำการบ้าน

และพยายามเป็นเด็กดี

ส่วนราตรียังคงใช้ชีวิตอยู่กับย่า

เรียนหนังสือ

ช่วยงานนา

และรับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเก็บเงิน

ทั้งสองไม่ได้พบกันบ่อยนัก

แต่เริ่มมีจดหมายถึงกัน

ส่วนใหญ่เป็นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนด้วยลายมือเด็ก

สายฝนมักเขียนเล่าเรื่องโรงเรียน

เรื่องครู

เรื่องเพื่อน

และเรื่องขนมที่อยากกิน

ส่วนราตรีมักเขียนเล่าเรื่องทุ่งนา

เรื่องย่า

เรื่องงานที่ทำ

และเรื่องเงินที่เก็บได้

บางครั้งราตรีเขียนคำสั่งสั้น ๆ มาด้วย

อย่าให้น้องทำสมุดพังอีก

สายฝนอ่านแล้วหัวเราะ

ก่อนตอบกลับว่า

หนูจะพยายาม

แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองไม่เคยเขียนถึงกันตรง ๆ คือความเหงา

ราตรีไม่เคยเขียนว่าเธอร้องไห้คิดถึงแม่

สายฝนไม่เคยเขียนว่าเธอกลัวพ่อเลี้ยง

ทั้งสองต่างเลือกเล่าเรื่องที่คิดว่าอีกฝ่ายอยากฟัง

โดยไม่รู้เลยว่าความทุกข์ของตัวเองอาจเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายเข้าใจได้ดีที่สุด

วันหนึ่งหลังจากกลับจากโรงเรียน ราตรีพบว่าบุญมีกำลังนั่งคุยกับเพื่อนบ้านอยู่ใต้ถุน

เมื่อเห็นหลานเดินมา หญิงทั้งสองก็หยุดพูด

ราตรีชะงัก

“คุยอะไรกัน”

บุญมีตอบ

“เรื่องผู้ใหญ่”

“เรื่องอะไร”

“ไม่มีอะไร”

ราตรีมองเพื่อนบ้านที่รีบลุกขึ้น

“ไปก่อนนะพี่บุญมี”

“เออ”

เมื่อหญิงคนนั้นเดินจากไป ราตรีจึงถามอีก

“มีอะไร”

บุญมีถอนหายใจ

“พ่อเอ็งจะกลับมา”

ราตรีนิ่ง

เธอไม่ได้พบพ่อมานาน

นานจนจำเสียงแทบไม่ได้

“กลับมาทำไม”

“เขาบอกว่าจะมาเยี่ยม”

เด็กหญิงมองย่า

“มาเยี่ยมใคร”

“ก็มาเยี่ยมเอ็ง”

ราตรีหัวเราะสั้น ๆ

“เพิ่งนึกได้เหรอว่ามีลูก”

บุญมีขมวดคิ้ว

“อย่าพูดอย่างนั้น”

“ก็จริงนี่”

“ราตรี”

เด็กหญิงกอดอก

“หนูไม่อยากเจอ”

“เขาเป็นพ่อเอ็งนะ”

“แล้วไง”

บุญมีมองหลาน

คำตอบนั้นเหมือนเสียงสะท้อนจากวันที่ราตรีเถียงแม่

แต่คราวนี้เธอไม่ดุ

เพียงพูดว่า

“อย่างน้อยก็ฟังเขาก่อน”

ราตรีไม่ตอบ

เธอเดินขึ้นบ้าน

ก่อนเปิดหีบไม้

หยิบเสื้อสีชมพูที่แม่ซื้อให้ขึ้นมา

มองมันอยู่นาน

แล้วพับเก็บกลับไป

เด็กหญิงไม่รู้ว่าพ่อจะมาจริงหรือไม่

ไม่รู้ว่าเขาจะพูดอะไร

แต่เธอตัดสินใจไว้แล้วว่า หากพ่อถามว่าอยู่กับย่าสบายดีไหม เธอจะตอบว่าสบายดี

หากพ่อถามว่าอยากได้อะไร เธอจะตอบว่าไม่อยากได้

และหากพ่อถามว่าคิดถึงไหม...

เธอจะตอบว่าไม่คิดถึง

แม้ความจริงอาจไม่ใช่เช่นนั้นก็ตาม

เพราะราตรีเริ่มเรียนรู้วิธีปกป้องหัวใจตัวเองแล้ว

ไม่ใช่ด้วยความเงียบแบบสายฝน

แต่ด้วยคำพูดแข็งกร้าวที่ผลักทุกคนให้ออกห่าง

ก่อนที่ใครจะมีโอกาสทอดทิ้งเธออีกครั้ง

สามวันต่อมา ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในลานบ้านพร้อมจักรยานเก่า

ราตรีกำลังนั่งซ่อมรองเท้าแตะอยู่บนแคร่ไม้

เธอเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงจักรยานหยุด

ชายคนนั้นสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีซีด

กางเกงขายาวเก่า

ใบหน้าคล้ำแดด

เขามองเด็กหญิงอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนยิ้ม

“ราตรี”

เด็กหญิงไม่ตอบ

ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้

“จำพ่อได้ไหม”

ราตรีมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

เธอจำใบหน้าได้เลือนราง

แต่จำความรู้สึกได้ชัดเจน

ความรู้สึกของการรอ

รอคนที่ไม่เคยกลับมา

“จำได้”

เธอตอบ

ชายคนนั้นยิ้มกว้างขึ้น

“โตเป็นสาวแล้วนี่”

ราตรีไม่ยิ้มตอบ

“มาทำไม”

ชายคนนั้นชะงัก

“พ่อมาเยี่ยม”

“เยี่ยมใคร”

“ก็เยี่ยมลูกไง”

ราตรีก้มลงซ่อมรองเท้าต่อ

ก่อนพูดโดยไม่เงยหน้า

“หนูยังไม่ตาย”

ชายคนนั้นนิ่งไป

บุญมีที่เพิ่งเดินออกมาจากครัวได้ยินพอดี

“ราตรี!”

เด็กหญิงไม่ตอบ

เธอยังคงใช้ลวดเส้นเล็กมัดสายรองเท้า

มือสั่นเล็กน้อย

แต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย

ชายผู้เป็นพ่อยืนมองลูกสาว

ก่อนค่อย ๆ วางถุงพลาสติกที่ถือมาลงบนแคร่

“พ่อซื้อขนมมาฝาก”

ราตรีมองถุงนั้น

ข้างในมีขนมหลายห่อ

เธอจำได้ว่าเมื่อยังเล็ก เคยเฝ้ารอขนมจากพ่อ

รอเสียงจักรยาน

รอเสียงเรียกชื่อ

รอให้เขาอุ้มขึ้นนั่งบนตัก

แต่วันนี้เมื่อทุกอย่างมาถึงตรงหน้า เธอกลับไม่รู้สึกดีใจอย่างที่เคยจินตนาการ

ราตรีเงยหน้าขึ้น

มองชายผู้เป็นพ่อ

แล้วถามคำถามที่เก็บไว้ในใจมานาน

“พ่อมีลูกใหม่กี่คนแล้ว”

ชายคนนั้นชะงัก

บุญมีรีบพูด

“ราตรี อย่าเสียมารยาท”

แต่เด็กหญิงไม่สนใจ

เธอถามซ้ำ

“กี่คน”

พ่อเงียบไปครู่หนึ่ง

ก่อนตอบ

“สองคน”

ราตรีพยักหน้า

“อ๋อ”

เธอก้มมองรองเท้าในมือ

ก่อนพูดเบา ๆ

“งั้นพ่อก็มีลูกตั้งสามคน”

ชายคนนั้นไม่ตอบ

ราตรีเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

ดวงตาเริ่มแดง

“แต่ทำไมพ่อจำได้แค่สองคน”

ความเงียบปกคลุมลานบ้าน

บุญมีหลับตาลง

ส่วนชายผู้เป็นพ่อยืนนิ่ง

ไม่มีคำตอบใดหลุดออกมาจากปาก

ราตรีมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนลุกขึ้นเดินเข้าบ้าน

ทิ้งรองเท้าแตะที่ยังซ่อมไม่เสร็จไว้บนแคร่

พร้อมถุงขนมที่เธอไม่ยอมแตะต้อง

ในวันนั้น ราตรีไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองชนะการโต้เถียง

เธอเพียงรู้ว่าในที่สุดก็ได้ถามคำถามที่อยากถาม

แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นความเงียบ

และความเงียบนั้นเจ็บยิ่งกว่าคำโกหกเสียอีก

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต