Kamelessia Stories
ปก ชีวิตพัดพากลับไปที่นิยายชีวิตพัดพา
ตอนที่ 6

ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ถุงขนมยังวางอยู่บนแคร่ไม้

ตั้งแต่บ่ายจนถึงเย็น ไม่มีใครแตะต้องมัน

สมบัตินั่งอยู่ตรงนั้นนานเกือบชั่วโมง หลังจากลูกสาวเดินหนีขึ้นบ้าน เขาพยายามชวนแม่คุยเรื่องผลผลิตในนา เรื่องฝนที่ตกผิดฤดู และเรื่องราคาข้าวที่ปีนี้ไม่ค่อยดีนัก

แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปทางใด สายตาของเขาก็ยังเหลือบมองบันไดบ้านอยู่เป็นระยะ

“มันเป็นอย่างนี้มานานแล้วหรือแม่”

เขาถามในที่สุด

บุญมีที่กำลังเด็ดใบกะเพราใส่กระด้งเงยหน้า

“อย่างไหน”

“พูดจาแข็ง ๆ”

“เอ็งหมายถึงราตรี?”

“ก็มีอยู่คนเดียว”

บุญมีวางกิ่งกะเพราลง

“มันไม่ได้พูดกับทุกคนอย่างนั้น”

สมบัตินิ่งไป

“กับฉันคนเดียว?”

“กับคนที่มันโกรธ”

ชายวัยสามสิบกว่า ๆ ถอนหายใจ เขาเอนหลังพิงเสาบ้าน เหงื่อซึมอยู่ตามไรผม

“ฉันอุตส่าห์หาเวลามาเยี่ยม”

“แล้วเอ็งคิดว่ามันต้องดีใจทันทีหรือ”

“ฉันก็เป็นพ่อมัน”

บุญมีมองหน้าลูกชาย

“เอ็งรู้ว่าตัวเองเป็นพ่อมัน แล้วเอ็งรู้ไหมว่าลูกเอ็งเรียนอยู่ชั้นไหน”

สมบัติชะงัก

“ก็...ประถม”

“ประถมอะไร”

เขาไม่ตอบ

“ครูประจำชั้นชื่ออะไร”

“แม่จะถามทำไม”

“มันชอบกินอะไร”

“แม่!”

“รองเท้ามันขาดมากี่เดือนแล้ว เอ็งรู้ไหม”

สมบัติหันไปมองรองเท้าแตะคู่เก่าที่วางอยู่บนแคร่ สายรัดข้างหนึ่งถูกมัดด้วยลวดเส้นเล็ก

เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าครั้งสุดท้ายซื้อรองเท้าให้ลูกเมื่อไร

บุญมีพูดต่อโดยไม่ขึ้นเสียง

“เอ็งรู้ว่าตัวเองเป็นพ่อ แต่มันไม่รู้ว่าเวลามีเรื่องเดือดร้อนจะไปหาพ่อได้ที่ไหน”

สมบัติก้มหน้า

“ฉันก็มีภาระ”

“แม่รู้”

“ลูกอีกสองคนก็ยังเล็ก”

“แม่ก็รู้”

“แล้วแม่จะให้ฉันทำยังไง”

บุญมีถอนหายใจ

“แม่ไม่ได้ให้เอ็งทิ้งลูกคนอื่นมาดูแลราตรี แม่แค่อยากให้เอ็งนึกถึงมันบ้าง”

เสียงลมพัดใบมะขามแห้งปลิวผ่านลานบ้าน

สมบัติมองถุงขนมที่ตัวเองซื้อมา

ขนมถุงละไม่กี่บาท

เขาเคยคิดว่าเด็กเห็นขนมก็คงดีใจ

แต่วันนี้กลับพบว่าเด็กคนหนึ่งต้องการสิ่งที่หาซื้อจากร้านค้าไม่ได้

“มันถามฉันว่าทำไมจำได้แค่ลูกสองคน”

เขาพูดเบา ๆ

บุญมีพยักหน้า

“แม่ได้ยิน”

“ฉันไม่ได้ลืมมัน”

“ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้มันรู้”

สมบัติเงียบไปนาน

ก่อนถาม

“แล้วจะเริ่มยังไง”

บุญมีมองบันไดบ้าน

“เริ่มจากอยู่ให้มันเห็นบ่อยกว่านี้ ไม่ใช่มาแล้วหายไปอีกเป็นปี”

บนบ้าน ราตรีนั่งอยู่ข้างหีบไม้

เธอได้ยินเสียงพ่อกับย่าคุยกันเป็นบางคำ แต่ไม่ได้ตั้งใจฟังทั้งหมด

ในมือมีรองเท้าแตะอีกข้างหนึ่งที่ยังใช้การได้

เธอมองมันสลับกับประตู

พ่อกลับมาแล้ว

คนที่เธอเคยรอจนเผลอหลับอยู่หน้าบ้าน

คนที่เธอเคยถามย่าว่าเมื่อไรจะมา

คนที่เธอเคยวาดรูปให้ในวันพ่อ แม้ไม่รู้ว่าจะส่งไปที่ไหน

ตอนนี้เขานั่งอยู่ใต้ถุนบ้าน

อยู่ใกล้เพียงไม่กี่ก้าว

แต่ราตรีกลับไม่อยากลงไปหา

เธอโกรธ

โกรธที่เขามาช้า

โกรธที่เขามีลูกคนอื่น

โกรธที่เขาพูดเหมือนทุกอย่างยังเหมือนเดิม

แต่เหนือความโกรธนั้นยังมีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งซ่อนอยู่

เธออยากให้เขาเรียกชื่ออีกครั้ง

อยากให้เขาขึ้นมานั่งข้าง ๆ

อยากให้เขาถามว่าช่วงที่ผ่านมาเธอเป็นอย่างไร

เด็กหญิงนั่งรออยู่พักใหญ่

กระทั่งได้ยินเสียงจักรยานเคลื่อนออกจากลานบ้าน

เธอรีบลุกไปชะโงกมองทางหน้าต่าง

สมบัติกำลังจูงจักรยานออกไป

บุญมียืนส่งอยู่หน้าบ้าน

ราตรีจับขอบหน้าต่างแน่น

พ่อกำลังจะกลับแล้ว

เธออยากร้องเรียก

แต่ยังลังเล

ระหว่างนั้นสมบัติหยุดเดิน หันกลับมามองบ้าน

สายตาของทั้งคู่พบกัน

ราตรีสะดุ้งเล็กน้อย

สมบัติยิ้มให้

“พ่อกลับก่อนนะ!”

เด็กหญิงไม่ตอบ

“ไว้พ่อจะมาใหม่!”

ราตรียืนนิ่ง

จนเขาขึ้นจักรยานและปั่นออกไป

เธอจึงพึมพำเบา ๆ

“จะมาจริงหรือเปล่า”

ไม่มีใครได้ยินคำถามนั้น

เช้าวันต่อมา ราตรีพบรองเท้าแตะคู่ใหม่วางอยู่ข้างบันได

เป็นรองเท้ายางสีน้ำเงินเข้ม

สายรัดแข็งและยังมีกลิ่นยางใหม่

เด็กหญิงหยิบขึ้นมาดู

“ย่า!”

บุญมีที่กำลังล้างหม้ออยู่หลังบ้านตอบกลับมา

“อะไร”

“รองเท้าใคร”

“ของเอ็ง”

ราตรีขมวดคิ้ว

“ใครซื้อ”

“พ่อเอ็ง”

เด็กหญิงนิ่ง

“พ่อกลับมาอีกเหรอ”

“เปล่า เมื่อวานก่อนกลับเขาให้เงินย่าไว้ บอกให้ซื้อรองเท้าให้เอ็ง”

ราตรีมองรองเท้า

มันเป็นแบบธรรมดาที่ขายตามตลาด

ไม่ใช่คู่สวยที่สุด

แต่ดูแข็งแรงกว่าคู่เก่ามาก

เธอลองสวม

พอดีเท้า

เด็กหญิงเดินไปมาบนพื้นไม้

เสียงรองเท้าใหม่ดังแปะ ๆ

บุญมีเดินเข้ามาเห็น

“พอดีไหม”

“พอดี”

“ชอบหรือเปล่า”

ราตรีถอดรองเท้าออกทันที

“เฉย ๆ”

ย่าหัวเราะ

“เฉย ๆ แล้วลองเดินตั้งหลายรอบทำไม”

“ก็ดูว่ามันกัดเท้าหรือเปล่า”

“แล้วกัดไหม”

“ไม่”

“ก็ดีแล้ว”

ราตรีก้มมองรองเท้าอีกครั้ง

ก่อนถาม

“พ่อรู้ได้ยังไงว่าหนูใส่เบอร์อะไร”

“ย่าเป็นคนบอก”

เด็กหญิงพยักหน้า

ความดีใจเล็ก ๆ ลดลง

เธอเคยหวังว่าพ่อจะรู้เอง

แต่ก็รู้ดีว่าความหวังนั้นไม่ค่อยสมเหตุสมผล

เพราะแม้แต่ย่ายังต้องให้เธอลองรองเท้าทุกครั้งก่อนซื้อ

ราตรีจึงเก็บรองเท้าคู่ใหม่ไว้ข้างหีบ

ส่วนคู่เก่ายังสวมไปโรงเรียนตามเดิม

“ทำไมไม่ใส่คู่ใหม่”

อ้อย เพื่อนร่วมชั้นของราตรีถามขณะเดินกลับบ้าน

ราตรีก้มมองรองเท้าตัวเอง

“ยังไม่อยากใส่”

“คู่เก่าแกจะขาดแล้วนะ”

“ยังไม่ขาด”

“สายมันหลุดอีกแล้ว”

“เดี๋ยวซ่อม”

อ้อยส่ายหน้า

“ถ้ามีคู่ใหม่ ฉันใส่ตั้งแต่วันแรกแล้ว”

ราตรีไม่ตอบ

เธอรู้ว่าเพื่อนพูดถูก

แต่รองเท้าคู่ใหม่เป็นของที่พ่อซื้อให้

เธอยังไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกับมัน

ถ้าใส่ทันที ก็เหมือนเธอดีใจที่พ่อกลับมา

ถ้าไม่ใส่เลย ก็เสียดาย

สุดท้ายจึงตัดสินใจเก็บไว้ก่อน

เหมือนเสื้อสีชมพูที่แม่ซื้อให้

ของสองชิ้นจากคนสองคนที่ไม่ได้อยู่กับเธอ

ราตรีไม่รู้ว่าทำไมตัวเองจึงอยากรักษาของเหล่านั้นมากเป็นพิเศษ

ทั้งที่บางวันเธอโกรธเจ้าของมันจนไม่อยากเอ่ยชื่อ

ทางอีกด้านหนึ่งของจังหวัด สายฝนกำลังนั่งคัดลายมืออยู่ในห้องเรียน

วันนี้ครูมาลีให้เขียนประโยคจากคำศัพท์ที่กำหนด

หนึ่งในนั้นคือคำว่า ครอบครัว

เด็กหญิงจ้องคำนี้อยู่นาน

ก่อนเขียนลงไปว่า

ครอบครัวของฉันมีพ่อ แม่ น้องชาย และฉัน

เธออ่านทวน

แล้วหยุด

ปลายดินสอค้างอยู่เหนือกระดาษ

พี่ราตรีล่ะ

ย่าบุญมีล่ะ

ทั้งสองก็เป็นครอบครัวของเธอเหมือนกัน

สายฝนใช้ยางลบลบประโยคเดิม

แล้วเขียนใหม่

ครอบครัวของฉันมีหลายคน แต่ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน

เธอมองประโยคนั้นอย่างพอใจ

เมื่อครูมาลีเดินมาตรวจสมุดก็หยุดอ่าน

“สายฝน”

“คะ”

“ทำไมเขียนอย่างนี้”

“เพราะพี่สาวหนูอยู่กับย่าค่ะ”

“อ๋อ”

ครูพยักหน้า

“แล้วหนูคิดถึงพี่ไหม”

“คิดถึงค่ะ”

“ได้เจอกันบ่อยหรือเปล่า”

“ไม่บ่อยค่ะ”

ครูมาลีมองเด็กหญิง

“ถ้าคิดถึงก็เขียนจดหมายหากันสิ”

สายฝนยิ้ม

“เขียนอยู่ค่ะ”

“ดีแล้ว”

ครูเดินไปตรวจสมุดของเด็กคนอื่นต่อ

สายฝนก้มลงเขียนอีกประโยคหนึ่ง

ฉันอยากให้ทุกคนอยู่ด้วยกัน

แต่เมื่อเขียนเสร็จ เธอกลับรู้สึกไม่แน่ใจ

เพราะหากพี่ราตรีมาอยู่บ้านเดียวกันจริง ๆ พี่อาจทะเลาะกับพ่อเลี้ยง

แล้วถ้าทะเลาะกันทุกวันจะทำอย่างไร

เด็กหญิงนึกถึงวันที่พี่เถียงแม่

นึกถึงเสียงดัง

นึกถึงสีหน้าโกรธของผู้ใหญ่

เธอเริ่มเข้าใจว่าการอยู่ด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีความสุขเสมอไป

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากลอง

วันเสาร์ ลำดวนพาสายฝนไปช่วยขายอาหารที่ตลาด

ธนาอยู่กับประสิทธิ์ที่บ้าน

สายฝนดีใจเป็นพิเศษ เพราะนาน ๆ ครั้งจะได้ออกมากับแม่ตามลำพัง

ตลาดเช้าเต็มไปด้วยผู้คน

เสียงแม่ค้าร้องเรียกลูกค้าแข่งกัน

กลิ่นหมูทอด กระเทียมเจียว และข้าวเหนียวนึ่งลอยปะปนอยู่ในอากาศ

ลำดวนวางถาดอาหารบนโต๊ะพับ

“ฝน ช่วยแม่จัดถุงหน่อย”

“จ้ะ”

เด็กหญิงหยิบถุงพลาสติกเรียงเป็นตั้ง

จากนั้นช่วยวางช้อนและยางรัดไว้ข้าง ๆ

“เก่งมาก”

แม่ชม

สายฝนยิ้ม

เธอชอบเวลาที่ได้ช่วยแม่ขายของ

เพราะแม่มักพูดดีด้วยมากกว่าตอนอยู่บ้าน

ลูกค้าเดินเข้ามาซื้ออาหาร

“แกงถุงละเท่าไร”

“สิบบาทจ้ะ”

ลำดวนตอบ

“เอาสองถุง”

สายฝนรีบหยิบถุงให้แม่

ลูกค้ามองเด็กหญิงแล้วยิ้ม

“ลูกสาวเหรอ”

“จ้ะ”

“ขยันจัง”

ลำดวนหัวเราะ

“ช่วยได้เยอะเลยคนนี้”

สายฝนก้มหน้าอย่างเขินอาย

คำชมจากคนแปลกหน้าทำให้เธอรู้สึกภูมิใจ

ระหว่างนั้นหญิงอีกคนเดินเข้ามา

“ลำดวน!”

แม่เงยหน้า

“อ้าว พี่เพ็ญ!”

ทั้งสองทักทายกันอย่างสนิทสนม

หญิงคนนั้นมองสายฝน

“ลูกคนนี้หรือ”

“ใช่จ้ะ”

“โตแล้วนี่”

“โตจนช่วยขายของได้แล้ว”

พี่เพ็ญหัวเราะ

ก่อนถาม

“แล้วลูกคนโตล่ะ”

สายฝนเงยหน้าทันที

ลำดวนชะงักเล็กน้อย

“อยู่กับย่าเขา”

“ยังอยู่อีกหรือ”

“อืม”

“นึกว่าจะพามาอยู่ด้วยแล้ว”

ลำดวนยิ้มจาง ๆ

“บ้านแคบ”

“เด็กมันคงคิดถึงแม่น่าดู”

ลำดวนไม่ได้ตอบ

พี่เพ็ญเห็นสีหน้าแล้วจึงเปลี่ยนเรื่อง

“เอาแกงเผ็ดถุงหนึ่งแล้วกัน”

หลังลูกค้าเดินไป สายฝนก็ถาม

“แม่จ๋า”

“อะไร”

“พี่เพ็ญรู้จักพี่ราตรีด้วยเหรอ”

“รู้จักตั้งแต่ยังเล็ก”

“แล้วทำไมพี่เขาถามว่าพี่ราตรียังอยู่กับย่า”

ลำดวนกำลังนับเงินทอน

“ก็เขาไม่รู้”

“แล้วทำไมพี่ราตรีต้องอยู่กับย่าล่ะ”

มือแม่หยุด

“ฝน”

“จ๋า”

“ช่วยแม่ขายของก่อน”

เด็กหญิงก้มหน้า

“จ้ะ”

เธอรู้ว่าคำตอบแบบนี้หมายถึงไม่ควรถามต่อ

แต่คำถามไม่ได้หายไป

มันเพียงถูกเก็บไว้ในใจ

ตอนสาย ลูกค้าเริ่มบางตา

ลำดวนจึงนั่งพักบนเก้าอี้พลาสติก

สายฝนยื่นแก้วน้ำให้

“แม่กินน้ำ”

“ขอบใจลูก”

แม่รับไปดื่ม

เด็กหญิงนั่งลงข้าง ๆ

ครู่หนึ่งลำดวนก็พูดขึ้นเอง

“ฝน”

“จ๋า”

“หนูคิดถึงพี่มากหรือ”

สายฝนพยักหน้า

“มากจ้ะ”

“อยากให้พี่มาอยู่ด้วย?”

“จ้ะ”

ลำดวนถอนหายใจ

“มันไม่ง่ายนะลูก”

“ทำไมล่ะ”

“บ้านเรามีค่าใช้จ่ายเยอะ”

สายฝนพยายามทำความเข้าใจ

“ถ้าหนูกินน้อยลงล่ะ”

แม่หันมามอง

“อะไรนะ”

“หนูไม่กินขนมก็ได้”

“ไม่เกี่ยวกัน”

“ถ้าหนูช่วยดูน้องมากขึ้นล่ะ”

“ฝน”

“หนูช่วยซักผ้าด้วย”

ลำดวนวางแก้วน้ำ

“ไม่ใช่เรื่องที่หนูต้องคิด”

สายฝนเงียบ

เธอไม่เข้าใจ

ทุกครั้งที่บ้านมีงานมาก แม่บอกให้เธอช่วย

ทุกครั้งที่เงินไม่พอ แม่บอกให้ประหยัด

แต่พอเธอเสนอว่าจะช่วยเพื่อให้พี่มาอยู่ด้วย แม่กลับบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิด

“แล้วใครต้องคิดจ๊ะ”

เด็กหญิงถามเบา ๆ

ลำดวนมองลูกสาว

“ผู้ใหญ่”

สายฝนพยักหน้า

“จ้ะ”

เธอไม่ได้ถามอีก

แต่ในใจกลับรู้สึกผิดหวัง

เพราะถ้าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เธอก็คงทำอะไรไม่ได้เลย

หลังเก็บร้าน ลำดวนพาสายฝนเดินผ่านแผงขายเสื้อผ้า

เด็กหญิงหยุดมองกิ๊บติดผมรูปดอกไม้

เป็นกิ๊บพลาสติกสีเหลืองอ่อน มีดอกไม้เล็ก ๆ ติดอยู่ตรงกลาง

“ชอบเหรอ”

แม่ถาม

สายฝนรีบส่ายหน้า

“เปล่าจ้ะ”

“มองตั้งนาน”

“สวยดี”

ลำดวนหยิบขึ้นมาดู

“อันละเท่าไร”

แม่ค้าตอบ

“ห้าบาท”

ลำดวนมองลูกสาว

“เอาไหม”

สายฝนตาโต

“แม่จะซื้อให้เหรอ”

“อืม”

เด็กหญิงยิ้ม

แต่แล้วก็นึกถึงพี่สาว

“แม่จ๋า”

“อะไร”

“ซื้อสองอันได้ไหม”

ลำดวนขมวดคิ้ว

“ทำไมต้องสอง”

“หนูอยากให้พี่ราตรีอันหนึ่ง”

แม่มองกิ๊บในมือ

ก่อนถอนหายใจ

“ซื้ออันเดียวก่อน”

สายฝนพยักหน้า

“จ้ะ”

ลำดวนจ่ายเงิน

เด็กหญิงรับกิ๊บมาถือ

ระหว่างเดินกลับ เธอมองมันอยู่หลายครั้ง

แล้วตัดสินใจว่าจะไม่ใช้

จะเก็บไว้ให้พี่ราตรี

เพราะพี่สาวเคยให้เงินสองบาทกับเธอ

ส่วนเธอยังไม่เคยให้อะไรพี่เลย

เย็นวันนั้น ธนาเห็นกิ๊บติดผมวางอยู่บนโต๊ะ

เด็กชายหยิบขึ้นมาหมุนเล่น

สายฝนที่กำลังล้างจานหันมาเห็นพอดี

“ธนา!”

เด็กชายเงยหน้า

“อะไร”

“เอาคืนพี่นะ”

“ไม่!”

“อันนี้พี่จะเก็บไว้”

ธนาหัวเราะ

ก่อนวิ่งหนี

สายฝนรีบเดินตาม

“ธนา อย่าวิ่ง!”

เด็กชายวิ่งไปถึงหน้าบ้าน

สะดุดขอบประตูเล็กน้อย

กิ๊บหลุดจากมือกระแทกพื้น

เสียงพลาสติกแตกดังเป๊าะ

สายฝนหยุดกึก

เธอมองกิ๊บที่ตกอยู่

ดอกไม้พลาสติกหลุดออกจากตัวหนีบ

ธนายืนมองของที่แตก

ก่อนเบะปากร้องไห้

“แง้!”

ประสิทธิ์ที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่หันมา

“อะไรอีก!”

สายฝนก้มลงเก็บกิ๊บ

“น้องทำของหนูแตกจ้ะ”

“แล้วไปแย่งมันทำไม”

เด็กหญิงเงยหน้า

“หนูไม่ได้แย่ง”

“แล้วทำไมมันร้อง”

“น้องวิ่งแล้วทำตก”

ประสิทธิ์ลุกขึ้น

“ของแค่นี้เอง จะเอาอะไรนักหนา”

สายฝนมองกิ๊บในมือ

ดอกไม้สีเหลืองที่เคยสวยงามตอนอยู่ในร้านหลุดออกมาแล้ว

เธออยากร้องไห้

แต่ไม่กล้า

“หนูจะเก็บไว้ให้พี่ราตรี”

เธอพูดเบา ๆ

ประสิทธิ์ขมวดคิ้ว

“พี่แกอีกแล้วหรือ”

สายฝนเงยหน้า

“จ้ะ”

“ถ้าจะให้พี่ก็เก็บให้ดีสิ”

เด็กหญิงก้มหน้า

“จ้ะ”

“แล้วอย่าให้น้องเล่นของแตกอีก”

“จ้ะ”

ประสิทธิ์อุ้มธนาขึ้น

เด็กชายหยุดร้องแทบจะทันที

สายฝนยืนถือกิ๊บอยู่ตรงนั้น

เธอไม่ได้โกรธน้อง

ไม่ได้โกรธพ่อเลี้ยงอย่างชัดเจน

แต่รู้สึกเหมือนมีบางอย่างถูกแย่งไปอีกครั้ง

ไม่ใช่แค่กิ๊บติดผม

แต่เป็นความตั้งใจเล็ก ๆ ที่เธออยากทำเพื่อพี่สาว

คืนนั้นสายฝนนำกิ๊บที่แตกมาวางบนเสื่อ

เธอใช้กาวที่เหลือจากงานประดิษฐ์ของโรงเรียนทาตรงฐานดอกไม้

จากนั้นค่อย ๆ ประกบเข้ากับตัวหนีบ

รอจนกาวแห้ง

ลองขยับ

ดอกไม้ยังติดอยู่

แต่เอียงไปด้านหนึ่ง

สายฝนมองอย่างผิดหวัง

“ไม่สวยแล้ว”

เธอกระซิบ

ครู่หนึ่งจึงหยิบกระดาษเล็ก ๆ มาเขียนจดหมาย

ถึงพี่ราตรี

หนูซื้อกิ๊บมาให้พี่ แต่น้องทำตกแตก หนูซ่อมแล้ว พี่จะเอาไหม

เธออ่านทวน

ก่อนรีบลบคำว่า น้องทำตกแตก

แล้วเขียนใหม่

หนูซื้อกิ๊บมาให้พี่ แต่มันแตก หนูซ่อมแล้ว พี่จะเอาไหม

สายฝนมองจดหมาย

เธอไม่อยากให้พี่ราตรีโกรธธนา

เพราะครั้งก่อนพี่ก็ทะเลาะกับแม่เพราะเรื่องของเธอแล้ว

เด็กหญิงจึงเลือกไม่บอกว่าใครทำ

เธอพับจดหมายใส่ซองพร้อมกิ๊บ

แล้วเก็บไว้ในกระเป๋านักเรียน

รอวันที่แม่จะส่งจดหมายไปให้ย่า

ที่บ้านไม้กลางทุ่ง ราตรีเริ่มได้รับงานจากป้าสมพรเพิ่มขึ้น

หลังเลิกเรียนเธอช่วยเรียงสินค้า เช็ดขวดแก้ว และเก็บลังเปล่า

ค่าจ้างไม่มาก

แต่เธอพอใจ

เพราะกระป๋องเงินเก็บเริ่มหนักขึ้นทีละน้อย

วันหนึ่งป้าสมพรให้เธอช่วยติดป้ายราคาสินค้า

“เขียนเลขเป็นไหม”

“เป็นสิ”

“งั้นเขียนให้ป้าหน่อย”

ราตรีรับกระดาษกับดินสอ

เธอเขียนตัวเลขอย่างตั้งใจ

แต่ลายมือค่อนข้างใหญ่

ป้าสมพรมองแล้วหัวเราะ

“ตัวเลขเอ็งใหญ่เท่าหัวแม่มือ”

“ก็จะได้เห็นชัด”

“เออ จริงของเอ็ง”

ราตรียิ้ม

ระหว่างทำงาน เธอเห็นเด็กหญิงอีกคนเดินเข้ามาในร้านพร้อมพ่อ

เด็กคนนั้นอายุน้อยกว่าเธอเล็กน้อย

สวมชุดกระโปรงสีฟ้า

ผมถักเปียสองข้าง

“พ่อ หนูอยากได้อันนี้”

เด็กหญิงชี้ไปที่ขนมกระป๋อง

ชายผู้เป็นพ่อหยิบให้ทันที

“เอาสิ”

“แล้วอันนี้ด้วย”

“เอาไป”

ราตรีหยุดเขียนราคา

เธอมองพ่อลูกคู่นั้น

เด็กหญิงหัวเราะอย่างมีความสุข

พ่อเอื้อมมือไปจัดเปียที่หลุดให้

“กลับบ้านกัน เดี๋ยวแม่รอ”

ราตรีก้มหน้าลงทันที

ไม่รู้ทำไมภาพธรรมดาเช่นนั้นจึงทำให้รู้สึกเจ็บ

เธอไม่เคยอิจฉาคนมีขนมมากกว่า

ไม่เคยอิจฉาคนมีรองเท้าสวยกว่า

แต่เมื่อเห็นเด็กคนหนึ่งเดินจับมือพ่อ ความรู้สึกบางอย่างกลับเกิดขึ้นอย่างห้ามไม่ได้

ป้าสมพรสังเกตเห็น

“ราตรี”

“จ๊ะ”

“เป็นอะไร”

“เปล่า”

“เหนื่อยหรือ”

“ไม่”

ป้าสมพรมองเด็กหญิง

ก่อนหยิบขนมปังห่อหนึ่งจากชั้นวาง

“เอ้า กินเสียหน่อย”

ราตรีส่ายหน้า

“หนูยังทำงานไม่เสร็จ”

“กินก่อนก็ได้”

“ไม่เป็นไร”

“เอาเถอะ”

ราตรีรับมา

แต่ไม่ได้แกะกิน

เธอเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ

เพราะตั้งใจจะนำกลับไปให้ย่า

ช่วงเย็น บุญมีนั่งซ่อมมุ้งอยู่บนบ้าน

ราตรีเดินเข้ามาพร้อมขนมปัง

“ย่า”

“อะไร”

“เอาขนมมาให้”

บุญมีเงยหน้า

“อีกแล้วหรือ”

“ป้าสมพรให้”

“เอ็งกินหรือยัง”

“ยัง”

“ทำไมไม่กิน”

“เอามากินด้วยกัน”

ย่ารับขนมมาแบ่งครึ่ง

ส่งชิ้นหนึ่งให้หลาน

ทั้งสองนั่งกินเงียบ ๆ

ครู่หนึ่งราตรีก็ถาม

“ย่า”

“หือ”

“ตอนพ่อยังอยู่กับแม่ เขารักหนูไหม”

บุญมีหยุดเคี้ยว

“ทำไมถามอย่างนั้น”

“อยากรู้”

“รักสิ”

“แล้วทำไมเขาไป”

บุญมีมองหลาน

“พ่อกับแม่เอ็งอยู่ด้วยกันไม่ได้”

“เพราะหนูหรือ”

หญิงชราวางขนมลงทันที

“ใครบอกเอ็ง”

“ไม่มี”

“แล้วทำไมคิดอย่างนั้น”

ราตรีก้มหน้า

“ถ้าหนูไม่ดื้อ แม่อาจไม่ไป”

บุญมีรู้สึกใจหาย

เธอเคยได้ยินลูกสะใภ้บ่นว่าราตรีดื้อ

เคยเห็นลำดวนหงุดหงิดเวลาลูกไม่ยอมเชื่อฟัง

แต่ไม่เคยคิดว่าเด็กหญิงจะนำเรื่องเหล่านั้นมาเชื่อมกับการแยกทางของพ่อแม่

“ฟังย่านะ”

บุญมีจับมือหลาน

“พ่อกับแม่เลิกอยู่ด้วยกันเพราะเรื่องของผู้ใหญ่ ไม่ใช่เพราะเอ็ง”

ราตรีเงยหน้า

“จริงเหรอ”

“จริง”

“แล้วทำไมแม่เอาฝนไป”

บุญมีนิ่งไป

“ตอนนั้นมันมีเรื่องหลายอย่าง”

“เรื่องอะไร”

หญิงชราถอนหายใจ

เธอไม่อยากโกหก

แต่ก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายการตัดสินใจที่ซับซ้อนของผู้ใหญ่ให้เด็กแปดขวบเข้าใจอย่างไร

“แม่เอ็งคิดว่าที่นี่จะมีคนดูแลเอ็งได้”

“แล้วฝนล่ะ”

“ฝนยังเล็ก”

ราตรีขมวดคิ้ว

“ตอนนั้นหนูก็เล็ก”

บุญมีไม่ตอบทันที

เพราะหลานพูดถูก

เด็กอายุสี่ขวบก็ยังเล็กมาก

เล็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าทำไมต้องเปลี่ยนบ้าน

เปลี่ยนคนดูแล

และเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตภายในเวลาไม่กี่วัน

“ใช่”

บุญมีตอบในที่สุด

“เอ็งก็ยังเล็ก”

ราตรีมองย่า

นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้ใหญ่ยอมรับว่าเธอเองก็ยังเล็กในวันที่แม่จากไป

เด็กหญิงรู้สึกเหมือนมีอะไรคลายออกจากอกเล็กน้อย

แต่ความสงสัยยังอยู่

“แล้วทำไมไม่มีใครถามหนูเลยว่าอยากอยู่กับใคร”

บุญมีก้มหน้า

คำถามนั้นไม่มีคำตอบที่ดีพอ

เธอจึงพูดตามความจริง

“ตอนนั้นผู้ใหญ่ไม่ได้คิดจะถาม”

ราตรีเงียบ

ก่อนพึมพำ

“แต่หนูก็อยากเลือก”

บุญมีบีบมือหลานเบา ๆ

“ย่ารู้แล้วลูก”

ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ จดหมายจากสายฝนก็มาถึง

ราตรีรีบเปิดซอง

ข้างในมีกิ๊บติดผมสีเหลืองอ่อน

ดอกไม้ตรงกลางเอียงไปด้านหนึ่ง

เธอหยิบขึ้นมาดูอย่างสงสัย

ก่อนคลี่จดหมายอ่าน

ถึงพี่ราตรี

หนูซื้อกิ๊บมาให้พี่ แต่มันแตก หนูซ่อมแล้ว พี่จะเอาไหม

หนูคิดถึงพี่มาก

หนูอยากให้พี่มาอยู่ด้วย

จากสายฝน

ราตรีอ่านจบแล้วหัวเราะ

“ไอ้เด็กบ้า”

บุญมีหันมามอง

“อะไร”

“ฝนส่งกิ๊บมาให้”

“ไหนดูซิ”

ราตรียื่นให้

บุญมีมองดอกไม้ที่ติดเอียง

“สวยดี”

“มันแตกแล้ว”

“ก็ยังใช้ได้”

ราตรีลองหนีบกับผมตัวเอง

แต่ผมเธอสั้นเกินกว่าจะติดได้ถนัด

เธอจึงถอดออก

“ย่า”

“อะไร”

“หนูจะเก็บไว้”

บุญมียิ้ม

“เอาสิ”

ราตรีนำกิ๊บไปใส่หีบไม้

วางไว้ข้างเสื้อสีชมพู

จากนั้นหยิบกระดาษมาเขียนตอบ

เธอคิดอยู่นานว่าจะเขียนอะไร

ในที่สุดก็เขียนว่า

ถึงฝน

กิ๊บสวยดี ฉันชอบ

แกไม่ต้องซื้อของให้ฉันอีก เก็บเงินไว้กินข้าว

ถ้ามีใครแย่งของแก ก็อย่ายอมทุกครั้ง

ฉันสบายดี ย่าก็สบายดี

จากพี่ราตรี

ราตรีอ่านทวน

ก่อนหยุด

เธออยากเขียนอีกประโยคหนึ่ง

ฉันก็อยากไปอยู่กับแก

แต่เมื่อคิดถึงคำพูดของแม่ในคืนนั้น เธอก็เปลี่ยนใจ

เธอพับจดหมายใส่ซอง

โดยไม่เขียนประโยคนั้นลงไป

วันเวลาค่อย ๆ ผ่านเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว

ทุ่งนารอบหมู่บ้านเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองทอง

ราตรีเริ่มช่วยย่าเก็บรวงข้าวที่ตกหล่นหลังคนงานเกี่ยวเสร็จ

บางวันกลับบ้านพร้อมฟางติดผม

บางวันเท้าเปื้อนโคลนจนต้องล้างอยู่หลายรอบ

เธอเริ่มคุ้นเคยกับการทำงานมากขึ้น

และเริ่มคุ้นเคยกับการไม่รอใคร

หากต้องการอะไร เธอจะพยายามหาวิธีให้ได้มาด้วยตัวเอง

หากมีคนดูถูกว่าเด็กผู้หญิงทำไม่ได้ เธอจะยิ่งอยากพิสูจน์

แต่บางคืนก่อนนอน เธอยังหยิบเสื้อสีชมพูออกมาดู

แล้วถามย่าเหมือนเดิม

“แม่จะมาอีกเมื่อไร”

บุญมีมักตอบว่า

“เมื่อมีโอกาส”

ราตรีไม่ชอบคำตอบนี้

เพราะคำว่า เมื่อมีโอกาส ไม่ใช่วันจันทร์

ไม่ใช่วันอาทิตย์

ไม่ใช่วันขึ้นปีใหม่

และไม่ใช่วันที่เธอสามารถนับรอได้

มันเป็นวันที่ไม่มีใครรู้

เธอจึงค่อย ๆ เลิกถาม

ไม่ใช่เพราะเลิกคิดถึง

แต่เพราะเริ่มเหนื่อยกับการรอคำตอบเดิม

ส่วนสายฝนเริ่มเรียนชั้นประถมปีที่สอง

เธออ่านหนังสือคล่องขึ้น

ลายมือสวยขึ้น

และทำงานบ้านได้มากขึ้น

ลำดวนเริ่มไว้วางใจให้เธอดูแลธนาตามลำพังในช่วงสั้น ๆ

บางวันแม่ออกไปซื้อของ

บางวันพ่อเลี้ยงไปทำงาน

สายฝนจึงอยู่บ้านกับน้องสองคน

ธนาเริ่มพูดเก่ง

ชอบถามคำถาม

ชอบรื้อของ

และชอบเดินตามพี่สาว

“พี่ฝน!”

“จ๋า”

“หิว!”

“เดี๋ยวพี่เอาข้าวให้”

“ไม่เอาข้าว!”

“แล้วเอาอะไร”

“ขนม!”

สายฝนมองขนมบนชั้น

แม่เก็บไว้ให้ธนากินหลังอาหาร

“กินข้าวก่อนนะ”

เด็กชายส่ายหน้า

“ขนม!”

“แม่บอกให้กินข้าวก่อน”

ธนาเริ่มเบะปาก

สายฝนรีบพูด

“พี่เล่านิทานให้ฟังไหม”

เด็กชายหยุดร้อง

“นิทานอะไร”

“เรื่องกระต่ายกับเต่า”

“ไม่เอา!”

“งั้นเรื่องช้าง”

“เอาช้าง!”

สายฝนหัวเราะ

เธอนั่งลงข้างน้อง

เริ่มเล่านิทานตามที่จำได้จากหนังสือเรียน

ธนานั่งฟังอย่างตั้งใจ

บางครั้งถามแทรก

บางครั้งหัวเราะ

และบางครั้งขอให้เล่าใหม่

ในช่วงเวลาเช่นนี้ สายฝนรู้สึกว่าการดูแลน้องไม่ได้มีแต่ความเหนื่อย

เธอรักธนา

รักเวลาที่เขาหัวเราะ

รักเวลาที่เขาเรียกชื่อเธอ

และรักเวลาที่เขาหลับซบตัก

แต่ความรักนั้นไม่ได้ทำให้เธอมีเวลาสำหรับตัวเองมากขึ้น

ตรงกันข้าม ยิ่งดูแลน้องได้ดี ผู้ใหญ่ก็ยิ่งมอบหน้าที่ให้มากขึ้น

เย็นวันหนึ่งลำดวนกลับจากตลาดช้ากว่าปกติ

สายฝนกำลังนั่งทำการบ้านอยู่บนพื้น

ธนาหลับบนเสื่อ

เมื่อแม่เดินเข้ามา เธอรีบลุกขึ้น

“แม่กลับมาแล้ว!”

ลำดวนวางตะกร้าลง

“เหนื่อยจริง ๆ”

สายฝนรีบไปตักน้ำ

“แม่กินน้ำก่อน”

“ขอบใจ”

แม่ดื่มน้ำแล้วนั่งลง

เด็กหญิงมองหน้าแม่

“วันนี้ขายดีไหม”

ลำดวนยิ้ม

“ดีขึ้นหน่อย”

“จริงเหรอ”

“อืม”

สายฝนดีใจ

“งั้นแม่ไม่ต้องกังวลแล้วสิ”

ลำดวนหัวเราะเบา ๆ

“ยังหรอกลูก”

“ทำไม”

“เงินที่ได้มาก็ต้องจ่ายอย่างอื่น”

สายฝนพยักหน้า

เธอเริ่มคุ้นเคยกับคำตอบนี้

เงินที่ได้มาไม่เคยอยู่ครบ

ต้องซื้อของ

จ่ายค่าเช่า

ซื้ออาหาร

ซื้อของให้น้อง

และจ่ายเรื่องอื่น ๆ ที่เธอไม่เข้าใจ

แต่วันนั้นลำดวนหยิบถุงกระดาษเล็ก ๆ ออกจากตะกร้า

“แม่ซื้ออะไรมาให้”

สายฝนตาโต

“ให้หนูเหรอ”

“อืม”

เด็กหญิงรับมาเปิด

ข้างในเป็นสมุดวาดรูปเล่มเล็ก

หน้าปกมีรูปบ้านสีแดงกับต้นไม้สีเขียว

“สวยจัง!”

เธอร้องอย่างดีใจ

“ชอบไหม”

“ชอบมากจ้ะ!”

สายฝนกอดสมุดแนบอก

ลำดวนยิ้ม

“เห็นหนูชอบวาดรูป”

เด็กหญิงเงยหน้ามองแม่

“แม่จำได้ด้วยเหรอ”

ลำดวนชะงัก

“ทำไมจะจำไม่ได้”

สายฝนยิ้มกว้าง

เธอรู้สึกดีใจมากกว่าตอนที่ได้สมุดเล่มใหม่จากครูเสียอีก

เพราะครั้งนี้แม่เป็นคนสังเกตว่าเธอชอบอะไร

ไม่ได้ซื้อเพราะเธอขอ

ไม่ได้ซื้อเพราะจำเป็นต้องใช้เรียน

แต่ซื้อเพราะนึกถึงเธอ

คืนนั้นสายฝนเปิดสมุดวาดรูปหน้าแรก

เธอวาดบ้านหลังหนึ่ง

มีหลังคาสีแดง

หน้าต่างสองบาน

ประตูสีน้ำตาล

ข้างบ้านมีต้นไม้ใหญ่

ใต้ต้นไม้มีเด็กหญิงสองคนยืนจับมือกัน

เธอวาดผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าบ้าน

และวาดหญิงชราอีกคนอยู่ข้าง ๆ

จากนั้นหยุดคิด

ธนาล่ะ

พ่อเลี้ยงล่ะ

พ่อแท้ ๆ ล่ะ

สายฝนมองพื้นที่ว่างบนกระดาษ

เธอไม่รู้ว่าจะวางทุกคนไว้ตรงไหน

เพราะในชีวิตจริง คนเหล่านั้นไม่ได้อยู่ด้วยกัน

สุดท้ายจึงวาดเด็กชายตัวเล็กเพิ่มอีกคน

แล้วเขียนชื่อใต้ภาพ

บ้านของเรา

เธอมองภาพอยู่นาน

ก่อนปิดสมุด

เก็บไว้ใต้หมอน

คืนนั้นฝนตกหนักอีกครั้ง

สายฝนนอนฟังเสียงฝนกระทบหลังคา

เธอนึกถึงพี่ราตรี

ไม่รู้ว่าที่บ้านย่าฝนตกหรือเปล่า

ไม่รู้ว่าพี่จะหนาวไหม

ไม่รู้ว่าพี่มีผ้าห่มพอหรือไม่

เธออยากส่งสมุดวาดรูปไปให้พี่ดู

แต่ก็กลัวว่าจะหายระหว่างทาง

จึงตัดสินใจรอจนกว่าจะได้พบกันอีก

เด็กหญิงหลับตา

ในความคิด เธอเห็นบ้านหลังที่วาดไว้

บ้านที่มีทุกคนอยู่ด้วยกัน

ไม่มีใครทะเลาะ

ไม่มีใครต้องจากไป

และไม่มีใครต้องแย่งความรักจากใคร

เธอไม่รู้ว่าบ้านเช่นนั้นมีอยู่จริงหรือไม่

แต่สำหรับเด็กวัยเจ็ดขวบ การวาดมันลงบนกระดาษก็ทำให้รู้สึกว่าอย่างน้อยความฝันนั้นยังเป็นไปได้

หลายสัปดาห์ต่อมา สมบัติกลับมาเยี่ยมราตรีอีกครั้ง

คราวนี้เขาไม่ได้ซื้อขนมมากมาย

มีเพียงถุงผลไม้กับหนังสือเรียนเก่าสองเล่มที่ได้มาจากลูกของเพื่อน

ราตรีกำลังนั่งทำการบ้านอยู่บนแคร่

เมื่อเห็นพ่อเดินเข้ามาก็เงยหน้า

“มาอีกแล้วเหรอ”

สมบัติยิ้มเจื่อน ๆ

“มาไม่ได้หรือ”

ราตรีไม่ตอบ

เขาวางถุงลง

“เอาหนังสือมาให้”

เด็กหญิงมอง

“หนังสืออะไร”

“ภาษาไทยกับเลข”

ราตรีหยิบขึ้นมาเปิด

บางหน้ามีรอยดินสอ

บางหน้ามีชื่อเจ้าของเดิมเขียนอยู่

แต่เนื้อหายังครบ

“ของเก่าเหรอ”

“อืม”

“ทำไมไม่ซื้อใหม่”

สมบัติชะงัก

ก่อนตอบตามตรง

“พ่อมีเงินไม่พอ”

ราตรีมองหน้าเขา

เป็นครั้งแรกที่พ่อพูดเรื่องเงินกับเธออย่างตรงไปตรงมา

ไม่ได้บอกว่าลืม

ไม่ได้บอกว่าไม่มีเวลา

ไม่ได้พูดเลี่ยงไปเรื่องอื่น

เด็กหญิงก้มมองหนังสือ

“หนูอ่านได้”

สมบัติยิ้ม

“ดีแล้ว”

ราตรีเปิดหนังสืออีกครั้ง

ก่อนถาม

“พ่อจะกลับเมื่อไร”

สมบัติมองท้องฟ้า

“เย็น ๆ”

“วันนี้ไม่รีบเหรอ”

“ไม่รีบ”

ราตรีนิ่ง

เธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ

ครู่หนึ่งจึงหยิบสมุดการบ้านออกมา

“งั้นพ่อช่วยหนูทำเลขหน่อย”

สมบัติเลิกคิ้ว

“เลขอะไร”

“หาร”

เขาหัวเราะ

“เอามาดูสิ”

ราตรีขยับที่นั่งให้

สมบัตินั่งลงข้างลูกสาว

เด็กหญิงเปิดหน้าที่มีโจทย์

ทั้งสองก้มหน้าดูตัวเลขด้วยกัน

ช่วงแรกสมบัติอธิบายเร็วเกินไป

ราตรีจึงขัด

“ช้า ๆ สิ!”

เขาหยุด

ก่อนหัวเราะ

“เออ ช้า ๆ ก็ได้”

เด็กหญิงชี้ตัวเลข

“ตรงนี้ทำไมต้องเอามาลบ”

สมบัติอธิบายใหม่

คราวนี้ช้าลง

ราตรีฟัง

ลองทำ

ผิด

ลบ

แล้วทำอีกครั้ง

จนได้คำตอบถูกต้อง

“เห็นไหม!”

เธอร้องอย่างดีใจ

สมบัติยิ้ม

“เก่งนี่”

ราตรีหันมามองพ่อ

คำชมธรรมดานั้นทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

เธอรีบก้มหน้า

ไม่อยากให้พ่อเห็นว่ากำลังยิ้ม

เมื่อถึงเวลาเย็น สมบัติลุกขึ้นเตรียมกลับ

ราตรีเดินตามไปที่จักรยาน

“พ่อ”

“หือ”

“คราวหน้าจะมาอีกไหม”

สมบัติหยุด

เขามองลูกสาว

ครั้งก่อนเธอถามด้วยความโกรธ

แต่ครั้งนี้น้ำเสียงแตกต่างออกไป

มีความหวังปนอยู่

เขาอยากตอบว่าจะมาเร็ว ๆ นี้

แต่ก็รู้ว่าตัวเองยังมีงานและภาระอีกมาก

จึงพูดว่า

“พ่อจะพยายามมา”

ราตรีขมวดคิ้ว

“พยายามคืออะไร”

สมบัติถอนหายใจ

“ถ้าพ่อว่าง พ่อจะมา”

เด็กหญิงมองเขา

ก่อนถาม

“แล้วถ้าไม่ว่างล่ะ”

“ก็ต้องรอหน่อย”

ราตรีเงียบ

คำตอบนี้ไม่ต่างจากคำว่า เมื่อมีโอกาส ของแม่

เธอเริ่มไม่ชอบมันขึ้นมาอีกครั้ง

สมบัติเห็นสีหน้าลูกจึงย่อตัวลง

“ราตรี”

“อะไร”

“พ่อไม่ได้ลืมเอ็งนะ”

เด็กหญิงมองหน้าเขา

“จริงเหรอ”

“จริง”

“แล้วทำไมไม่มา”

สมบัติอ้าปาก

แต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร

เขามีเหตุผลมากมาย

งาน

เงิน

ลูกเล็ก

ระยะทาง

ความเหนื่อย

แต่เมื่อมองเด็กหญิงตรงหน้า เหตุผลเหล่านั้นกลับฟังดูไม่เพียงพอ

สุดท้ายเขาจึงพูดเบา ๆ

“พ่อทำไม่ดีเอง”

ราตรีชะงัก

เธอไม่เคยได้ยินพ่อพูดเช่นนี้

สมบัติพูดต่อ

“พ่อขอโทษ”

เด็กหญิงยืนนิ่ง

เธอเคยคิดว่าหากพ่อขอโทษ เธอจะพูดอะไรหลายอย่าง

จะถามว่าทำไมทิ้งเธอ

จะถามว่าทำไมไม่ส่งเงิน

จะถามว่าทำไมไม่มาในวันที่เธอป่วย

แต่เมื่อคำขอโทษมาถึงจริง ๆ เธอกลับพูดไม่ออก

สมบัติยื่นมือมาลูบศีรษะลูก

ราตรีไม่ได้หลบ

เธอปล่อยให้พ่อสัมผัสอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนถามเบา ๆ

“พ่อจะกลับมาอีกใช่ไหม”

สมบัติพยักหน้า

“พ่อจะมา”

เด็กหญิงมองเขา

คราวนี้เธอไม่ได้ยิ้ม

เพียงตอบว่า

“หนูจะรอ”

หลังพ่อกลับไป ราตรีเดินขึ้นบ้านพร้อมหนังสือสองเล่ม

บุญมีเห็นหลานยิ้มก็ถาม

“วันนี้อารมณ์ดีหรือ”

ราตรีรีบทำหน้าปกติ

“เปล่า”

“แล้วทำไมยิ้ม”

“หนูทำเลขถูก”

ย่าหัวเราะ

“แค่นั้นเองหรือ”

“อืม”

ราตรีเดินไปนั่งข้างหีบไม้

เธอเปิดหนังสือเก่า

มองลายมือเจ้าของเดิม

ก่อนหยิบดินสอเขียนชื่อตัวเองลงบนหน้าปกด้านใน

ราตรี

ตัวหนังสือใหญ่และเอียงเล็กน้อย

เธอมองมันอย่างภูมิใจ

หนังสืออาจเป็นของเก่า

แต่ตอนนี้เป็นของเธอแล้ว

และเป็นสิ่งที่พ่อนำมาให้

คืนนั้นราตรีวางหนังสือไว้ข้างหมอน

แทนที่จะเก็บลงหีบ

เพราะตั้งใจว่าจะอ่านให้จบ

เผื่อครั้งหน้าพ่อมา เธอจะได้บอกว่าอ่านหมดแล้ว

แต่เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน

สมบัติไม่มา

สองเดือน

เขาก็ยังไม่มา

ราตรีเริ่มถามย่า

“พ่อส่งข่าวไหม”

บุญมีส่ายหน้า

“ยัง”

“เขาบอกว่าจะมา”

“ย่ารู้”

“แล้วทำไมไม่มา”

บุญมีไม่ตอบ

เดือนที่สาม ราตรีเลิกถาม

เธอเก็บหนังสือทั้งสองเล่มลงหีบ

วางไว้ข้างเสื้อสีชมพูและกิ๊บสีเหลือง

ก่อนปิดฝา

เสียงไม้กระทบกันดังเบา ๆ

ราตรีนั่งมองหีบอยู่ครู่หนึ่ง

แล้วลุกไปช่วยย่าหุงข้าว

เธอไม่ได้ร้องไห้

ไม่ได้โวยวาย

ไม่ได้พูดว่าเกลียดพ่อ

เพียงแต่เริ่มเข้าใจว่า คำสัญญาของผู้ใหญ่บางครั้งก็เป็นเพียงคำพูดที่ทำให้เด็กหยุดถามในวันนั้น

ส่วนวันต่อมา เด็กต้องจัดการความผิดหวังด้วยตัวเอง

ฤดูฝนสิ้นสุดลง

ลมเย็นเริ่มพัดผ่านทุ่งนา

วันหนึ่งราตรีได้รับจดหมายจากสายฝนอีกฉบับ

ข้างในมีภาพวาดบ้านหลังหนึ่ง

หลังคาสีแดง

ต้นไม้ใหญ่

เด็กหญิงสองคนจับมือกัน

ราตรีมองภาพอยู่นาน

ใต้ภาพมีข้อความว่า

พี่ราตรี

หนูวาดบ้านของเรา

วันหนึ่งเราจะอยู่ด้วยกันนะ

ราตรีอ่านแล้วเงียบ

เธอมองเด็กหญิงสองคนในภาพ

คนหนึ่งตัวสูง

อีกคนตัวเล็ก

ทั้งสองยิ้มกว้าง

ไม่มีพ่อ

ไม่มีแม่

ไม่มีพ่อเลี้ยง

ไม่มีใครอื่นอยู่ใกล้

มีเพียงเด็กหญิงสองคนจับมือกันหน้าบ้าน

ราตรีไม่รู้ว่าสายฝนตั้งใจวาดเช่นนั้นหรือไม่

แต่ภาพนี้ทำให้เธอรู้สึกดี

เธอหยิบดินสอมาเขียนตอบหลังภาพ

ฝน

ถ้าโตขึ้น ฉันจะไปหาแก

ถ้าแกไม่มีที่อยู่ ก็มาอยู่กับฉัน

ฉันจะหาเงินเอง

ไม่ต้องรอให้ใครอนุญาต

เธอหยุดคิด

ก่อนเขียนเพิ่มอีกประโยค

ฉันจะไม่ทิ้งแก

ราตรีอ่านทวน

คราวนี้เธอไม่ได้ลบ

ไม่ได้แก้

และไม่ได้กลัวว่าใครจะเห็น

เพราะเป็นคำสัญญาที่เธอตั้งใจจะรักษา

หลายปีหลังจากนั้น เมื่อราตรีต้องออกจากหมู่บ้านไปทำงานในกรุงเทพฯ เธอจะนึกถึงจดหมายฉบับนี้อีกครั้ง

ตอนนั้นเธอจะยังไม่รู้ว่าชีวิตคนทำงานในเมืองใหญ่ยากลำบากเพียงใด

ไม่รู้ว่าค่าเช่าห้อง ค่าอาหาร และค่าเดินทางจะกินเงินเดือนเกือบหมด

ไม่รู้ว่าการมีงานทำไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินเหลือ

และไม่รู้ว่าการพาน้องสาวมาอยู่ด้วยจะทำให้ห้องเช่าเล็ก ๆ แออัดยิ่งกว่าเดิม

แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็จะทำตามคำสัญญา

เพราะสำหรับราตรี การเป็นพี่ไม่ได้หมายถึงการมีอายุมากกว่าเพียงสองปี

มันหมายถึงการต้องยืนอยู่ข้างหน้าน้อง

แม้บางครั้งตัวเองจะยังไม่รู้ว่าควรเดินไปทางไหน

ส่วนสายฝนจะเติบโตขึ้นพร้อมความเชื่ออีกอย่างหนึ่ง

เธอจะเชื่อว่าหากรักใครมากพอ

อดทนมากพอ

และทำทุกอย่างให้ดีพอ

คนคนนั้นจะไม่จากไป

ความเชื่อนี้จะทำให้เธอเป็นคนอ่อนโยน

แต่ก็จะทำให้เธอเจ็บปวดอย่างหนักในวันข้างหน้า

เพราะความรักไม่ใช่สิ่งที่สามารถรักษาไว้ได้ด้วยความพยายามของคนเพียงฝ่ายเดียว

ค่ำวันหนึ่ง บุญมีนั่งเย็บเสื้ออยู่ใต้แสงตะเกียง

ราตรีนอนคว่ำอ่านหนังสือบนฟูก

เสียงจิ้งหรีดดังจากนอกบ้าน

“ย่า”

“หือ”

“ถ้าหนูโต หนูไปทำงานกรุงเทพฯ ได้ไหม”

บุญมีหยุดเย็บ

“ทำไมอยากไป”

“เขาว่าที่นั่นมีโรงงานเยอะ”

“ใครบอก”

“ป้าสมพร”

“เอ็งยังเรียนไม่จบเลย”

“หนูถามไว้ก่อน”

บุญมีมองหลาน

“ทำไมไม่อยากอยู่บ้าน”

ราตรีพลิกตัวนอนหงาย

มองเพดานไม้

“อยากหาเงิน”

“หาเงินทำไม”

“ซื้อบ้าน”

ย่าหัวเราะ

“บ้านหลังนี้ก็มี”

“ไม่เอา”

“แล้วอยากได้แบบไหน”

ราตรีคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“บ้านที่มีห้องให้ย่า”

บุญมีนิ่ง

“แล้วก็ห้องให้ฝน”

เด็กหญิงพูดต่อ

“แล้วก็ห้องให้หนู”

“สามห้องเลยหรือ”

“อืม”

“บ้านใหญ่เชียว”

ราตรีพยักหน้า

“แล้วหนูจะซื้อพัดลมให้ย่าด้วย”

บุญมีหัวเราะ

“ทำไมต้องพัดลม”

“ย่าบ่นว่าร้อน”

“ก็ร้อนจริง”

“หนูจะซื้อเครื่องใหญ่ ๆ”

หญิงชรายิ้ม

“เอ็งคิดไกลจริง ๆ”

ราตรีหันมามองย่า

“ย่า”

“อะไร”

“ถ้าหนูมีบ้าน ย่าจะไปอยู่ด้วยไหม”

บุญมีมองใบหน้าหลาน

ก่อนตอบ

“ถ้าเอ็งยังอยากให้ย่าไป ย่าก็จะไป”

ราตรีรีบพูด

“อยากสิ!”

“เออ”

“ย่าต้องไปนะ”

“จ้ะ”

เด็กหญิงยิ้ม

เธอพลิกตัวกลับไปอ่านหนังสือ

ในหัวเริ่มจินตนาการถึงบ้านหลังใหญ่

บ้านที่เธอจะเป็นคนหาเงินซื้อเอง

บ้านที่ไม่มีใครสั่งให้เธอออกไป

และบ้านที่คนที่เธอรักจะอยู่ด้วยกันได้

แต่สิ่งหนึ่งที่ราตรียังไม่รู้คือ การสร้างบ้านอาจใช้เงินซื้ออิฐ ไม้ และหลังคาได้

ทว่าการทำให้คนหลายคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนั้น ต้องอาศัยสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

และบางครั้งคนที่เราตั้งใจสร้างบ้านไว้ให้ อาจไม่ได้เดินเข้ามาอยู่ในวันที่เราพร้อมเสียแล้ว

คืนเดียวกันนั้น สายฝนกำลังนั่งวาดรูปอยู่ที่บ้านอีกหลัง

เธอใช้ดินสอสีแดงระบายหลังคา

สีเขียวระบายต้นไม้

และสีเหลืองระบายดวงอาทิตย์

ธนาเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ

“พี่ฝน”

“จ๋า”

“วาดอะไร”

“บ้าน”

เด็กชายมองภาพ

“บ้านเราเหรอ”

สายฝนพยักหน้า

“บ้านของพี่”

ธนาชี้รูปเด็กหญิงสองคน

“ใคร”

“พี่กับพี่ราตรี”

“แล้วธนาล่ะ”

สายฝนชะงัก

เธอมองภาพ

ก่อนหยิบดินสออีกแท่ง

วาดเด็กชายตัวเล็กเพิ่มเข้าไป

“นี่ไง”

ธนายิ้มกว้าง

“ธนา!”

“ใช่”

เด็กชายหัวเราะ

ก่อนหยิบดินสอสีฟ้ามาขีดเส้นยาวผ่านหลังคาบ้าน

สายฝนตกใจ

“ธนา!”

เด็กชายหยุด

เธอมองเส้นสีฟ้าที่พาดผ่านภาพ

ภาพวาดที่ตั้งใจทำมาทั้งเย็นเสียรูปไปแล้ว

สายฝนสูดหายใจ

เธอเกือบจะดุน้อง

แต่เมื่อเห็นเด็กชายมองอย่างไม่เข้าใจ ก็หยุด

“ทำไมขีดตรงนี้”

เธอถาม

ธนาชี้เส้นสีฟ้า

“ฝนตก!”

สายฝนชะงัก

“ฝนตกเหรอ”

เด็กชายพยักหน้า

“ฝนตกบ้าน!”

เธอมองภาพอีกครั้ง

เส้นสีฟ้าที่พาดผ่านหลังคาดูเหมือนสายฝนจริง ๆ

เด็กหญิงหัวเราะออกมา

“อ๋อ ฝนตก”

ธนายิ้มอย่างภูมิใจ

“ใช่!”

สายฝนหยิบดินสอสีฟ้าอีกแท่ง

วาดเมฆเพิ่มบนท้องฟ้า

แล้วขีดเส้นฝนลงมาอีกหลายเส้น

ธนาหัวเราะ

ทั้งสองช่วยกันวาดจนเต็มหน้า

เมื่อเสร็จแล้ว สายฝนมองภาพ

บ้านหลังเดิมยังอยู่

แต่มีฝนตกหนัก

เด็กหญิงสองคนกับเด็กชายหนึ่งคนยืนอยู่หน้าบ้าน

เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนวาดร่มคันใหญ่คลุมทุกคนไว้

“เสร็จแล้ว”

ธนาปรบมือ

“สวย!”

สายฝนยิ้ม

เธอมองร่มในภาพ

แล้วพูดเบา ๆ

“ถ้าฝนตก เราก็อยู่ใต้ร่มด้วยกัน”

ธนาไม่เข้าใจความหมาย

เขาเพียงหัวเราะและชี้รูปตัวเอง

แต่สำหรับสายฝน ภาพนั้นมีความหมายมากกว่าที่เด็กชายรู้

เพราะเธออยากให้ทุกคนมีที่หลบฝน

แม้ตัวเองจะต้องเป็นคนถือร่มก็ตาม

ก่อนนอน สายฝนฉีกภาพออกจากสมุดอย่างระมัดระวัง

เธอพับใส่ซองจดหมาย

ตั้งใจจะส่งให้ราตรี

แต่ก่อนปิดซอง เธอหยิบภาพออกมาดูอีกครั้ง

ร่มคันใหญ่คลุมเด็กทั้งสามคน

เธอยิ้ม

แล้วเขียนข้อความใต้ภาพว่า

พี่ราตรี

คราวนี้ธนาช่วยหนูวาดด้วย

ถ้าพี่มาอยู่กับเรา หนูจะให้พี่นอนข้างหนู

หนูคิดถึงพี่

เธอพับกระดาษอีกครั้ง

ใส่ซอง

แล้ววางไว้ข้างกระเป๋านักเรียน

นอกหน้าต่าง ลมกลางคืนพัดใบไม้ไหว

สายฝนล้มตัวลงนอน

ไม่รู้เลยว่าในอนาคต เธอจะเป็นคนที่พยายามถือร่มให้คนอื่นอยู่เสมอ

แม้ในวันที่ตัวเองเปียกฝนจนหนาวสั่น

ส่วนราตรีจะเป็นคนที่พยายามสร้างหลังคาให้ทุกคน

แม้บางครั้งต้องใช้กำลังมากเกินกว่าตัวเองมี

สองพี่น้องยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่า ความรักไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยการเสียสละจนหมดตัว

และไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยการแบกรับทุกอย่างเพียงลำพัง

แต่ชีวิตกำลังสอนบทเรียนเหล่านั้นให้พวกเธอทีละน้อย

ผ่านความผิดหวัง

ผ่านคำสัญญา

ผ่านการรอคอย

และผ่านความรักที่ทั้งสองยังไม่รู้จักวิธีรักษา

โดยไม่ทำร้ายตัวเอง

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต