ไม่มีสิทธิ์เลือก
เสียงไม้เรียวกระทบขอบโต๊ะดังเพียะ!
เด็กนักเรียนทั้งห้องสะดุ้งพร้อมกัน
“ใครเป็นคนทำ!”
ครูมาลียืนอยู่หน้าห้องเรียน ในมือมีสมุดแบบฝึกหัดเล่มหนึ่งที่หน้ากระดาษถูกฉีกจนขาด
ไม่มีใครตอบ
สายฝนนั่งตัวตรงอยู่แถวที่สอง มือทั้งสองวางบนตัก ดวงตาจับอยู่ที่สมุดในมือครู
เธอจำสมุดเล่มนั้นได้
มันเป็นของมานี เด็กหญิงที่นั่งโต๊ะติดกัน
เมื่อเช้ามานีร้องไห้เพราะสมุดถูกฉีก แต่ไม่รู้ว่าใครทำ
“ครูถามว่าใครทำ”
เสียงครูดังขึ้นอีกครั้ง
เด็กชายคนหนึ่งที่นั่งหลังห้องก้มหน้า
สายฝนเห็นเขาขยับตัวอย่างกระวนกระวาย
เธอรู้ว่าเขาชื่อแดง
ก่อนเข้าเรียน แดงกับเพื่อนอีกสองคนเล่นไล่จับกันในห้อง ระหว่างนั้นเขาชนโต๊ะมานีจนสมุดตกลงพื้น แล้วเผลอเหยียบกระดาษที่เปิดค้างอยู่
สายฝนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
แต่ตอนนั้นแดงหันมาทำท่าขอร้องไม่ให้เธอพูด
เธอจึงเงียบ
“ถ้าไม่มีใครยอมรับ ครูจะให้ทุกคนอยู่ต่อหลังเลิกเรียน”
เสียงบ่นเบา ๆ ดังขึ้นทั่วห้อง
มานีเริ่มร้องไห้อีกครั้ง
สายฝนก้มมองมือของตัวเอง
เธอไม่ชอบเวลามีคนทะเลาะกัน
ไม่ชอบเสียงดุ
และไม่อยากให้ใครต้องถูกตี
แต่ตอนนี้เพื่อนทั้งห้องกำลังจะถูกลงโทษเพราะเธอไม่ยอมพูดความจริง
เด็กหญิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนค่อย ๆ ยกมือ
“ครูคะ”
ครูมาลีหันมา
“ว่าไงสายฝน”
“หนูเห็นค่ะ”
ทุกคนหันมองเธอ
แดงเงยหน้าขึ้นทันที
สายฝนรู้สึกหัวใจเต้นแรง
“แดงทำสมุดตก แล้วเหยียบค่ะ”
ห้องเรียนเงียบลง
ครูมาลีหันไปมองเด็กชาย
“จริงไหม”
แดงก้มหน้า
“จริงครับ”
“แล้วทำไมไม่บอกครู”
“ผมกลัวครับ”
ครูถอนหายใจ
“ทำผิดแล้วต้องกล้ายอมรับ ไม่ใช่ปล่อยให้เพื่อนเดือดร้อน”
แดงถูกเรียกออกไปหน้าห้อง
สายฝนก้มหน้าลงทันที
เธอไม่ได้รู้สึกดีใจที่พูดความจริง
กลับรู้สึกกลัวมากกว่า
เพราะก่อนเดินออกไป แดงหันมามองเธอด้วยสายตาโกรธจัด
หลังเลิกเรียน สายฝนกำลังเก็บสมุดใส่กระเป๋า
มานีเดินเข้ามาหา
“ฝน”
“จ๋า”
“ขอบใจนะ”
สายฝนเงยหน้า
“เรื่องอะไร”
“ที่บอกครู”
“ไม่เป็นไร”
มานียิ้ม
“ถ้าแกไม่พูด ฉันคงต้องซื้อสมุดใหม่เอง”
สายฝนพยักหน้า
“อืม”
ทั้งสองเดินออกจากห้องพร้อมกัน
แต่เมื่อถึงบันไดอาคารเรียน แดงกับเพื่อนอีกคนกลับยืนขวางทาง
“สายฝน”
เด็กหญิงหยุด
“อะไร”
แดงกอดอก
“แกไปฟ้องครูทำไม”
สายฝนเม้มปาก
“ครูถาม”
“แล้วทำไมต้องบอกชื่อฉัน”
“ก็แดงเป็นคนทำ”
เด็กชายหน้าตึง
“แกนี่มันขี้ฟ้อง”
มานีรีบพูด
“แต่แกทำสมุดฉันขาดจริง ๆ”
“เงียบไปเลย!”
แดงตะคอก
มานีสะดุ้ง
สายฝนจับแขนเพื่อนเบา ๆ
“ไปกันเถอะ”
เธอพยายามเดินผ่าน
แต่แดงยื่นมือมาดึงสายกระเป๋านักเรียน
“เดี๋ยวก่อน!”
สายฝนเสียหลักเล็กน้อย
“ปล่อยนะ”
“ทีหลังอย่ามายุ่งเรื่องคนอื่น!”
เด็กชายผลักกระเป๋าคืน
สายฝนถอยหลังไปหนึ่งก้าว
มานีรีบดึงเธอออกมา
ทั้งสองเดินหนีอย่างรวดเร็ว
เมื่อพ้นอาคารเรียน มานีก็พูดขึ้น
“แกไม่ต้องกลัวแดงหรอก”
สายฝนพยักหน้า
แต่ไม่ได้ตอบ
เธอกลัว
และไม่เข้าใจว่าทำไมการพูดความจริงจึงทำให้คนอื่นโกรธ
ระหว่างเดินกลับบ้าน สายฝนคิดถึงพี่ราตรี
ถ้าพี่อยู่ด้วย พี่คงไม่ยอมให้แดงมาดึงกระเป๋าอย่างนั้น
พี่อาจตะโกนกลับ
อาจเดินเข้าไปถามว่ามีปัญหาอะไร
หรืออาจทะเลาะกันจนผู้ใหญ่ต้องเข้ามาห้าม
สายฝนถอนหายใจ
เธออยากกล้าหาญเหมือนพี่
แต่ไม่อยากทะเลาะกับใคร
เมื่อถึงบ้าน ธนากำลังนั่งเล่นรถของเล่นอยู่หน้าประตู
“พี่ฝน!”
เด็กชายวิ่งเข้ามา
“จ๋า”
“ดูรถ!”
เขายกรถพลาสติกสีแดงขึ้นอวด
สายฝนยิ้ม
“สวยจัง”
“พ่อซื้อให้!”
“เหรอ”
“มีเสียงด้วย!”
ธนากดปุ่มบนหลังคารถ
เสียงดนตรีดังแหลมออกมา
เด็กชายหัวเราะอย่างชอบใจ
สายฝนยืนมอง
เธอไม่ได้อยากได้รถของเล่น
แต่รู้สึกแปลก ๆ เมื่อเห็นว่าน้องมีของใหม่อีกแล้ว
เมื่อวานเป็นลูกบอล
สัปดาห์ก่อนเป็นรองเท้า
ก่อนหน้านั้นเป็นขนมกล่องใหญ่
ส่วนเธอไม่ได้ขออะไร เพราะรู้ว่าแม่ต้องเก็บเงินไว้ซื้อของขาย
“พี่ฝน เล่นด้วยกัน”
ธนายื่นรถให้
สายฝนส่ายหน้า
“พี่ต้องทำการบ้านก่อน”
“ไม่เอา!”
“เดี๋ยวทำเสร็จแล้วมาเล่น”
ธนาเริ่มเบะปาก
สายฝนรีบย่อตัวลง
“พี่ทำไม่นาน”
เด็กชายไม่ยอม
เขาจับชายเสื้อพี่สาวแล้วดึง
“เล่นเดี๋ยวนี้!”
สายฝนมองประตูบ้าน
แม่ยังไม่กลับ
พ่อเลี้ยงน่าจะอยู่หลังบ้าน
เธอจึงวางกระเป๋าลง
“ก็ได้ เล่นก่อนนิดหนึ่ง”
ธนายิ้มทันที
ส่วนการบ้านของสายฝนยังคงอยู่ในกระเป๋า
คืนนั้น หลังช่วยแม่ล้างจานและอาบน้ำให้ธนา สายฝนจึงได้เปิดสมุดการบ้าน
นาฬิกาแขวนผนังบอกเวลาเกือบสามทุ่ม
เธอหาว
ใช้มือขยี้ตา
โจทย์คณิตศาสตร์บนหน้ากระดาษดูยากกว่าตอนอยู่ในห้องเรียน
เด็กหญิงพยายามนับนิ้ว
เขียนคำตอบ
ลบ
แล้วเขียนใหม่
ลำดวนเดินผ่านมาพอดี
“ยังไม่นอนอีกหรือ”
“การบ้านยังไม่เสร็จจ้ะ”
“ทำไมไม่ทำตั้งแต่เย็น”
สายฝนชะงัก
“หนูเล่นกับน้อง”
แม่ขมวดคิ้ว
“เล่นจนไม่รู้เวลาหรือ”
“น้องอยากให้เล่น”
“แล้วหนูเป็นพี่ ทำไมไม่รู้จักแบ่งเวลา”
เด็กหญิงก้มหน้า
“จ้ะ”
“รีบทำแล้วนอน พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า”
ลำดวนเดินเข้าห้องไป
สายฝนนั่งนิ่ง
เธออยากอธิบายว่าตั้งใจจะทำการบ้านตั้งแต่กลับถึงบ้านแล้ว
แต่ธนาไม่ยอม
จากนั้นแม่ก็ให้ช่วยงาน
พอทำทุกอย่างเสร็จก็มืด
แต่เธอไม่ได้พูด
เพราะแม่เหนื่อย
และเธอไม่อยากทำให้แม่หงุดหงิดอีก
สายฝนก้มหน้าทำการบ้านต่อ
น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนกระดาษ
เธอรีบใช้หลังมือเช็ด
แล้วเขียนตัวเลขต่อจนเสร็จ
เช้าวันต่อมา ครูมาลีตรวจการบ้าน
เมื่อเปิดสมุดของสายฝนก็ขมวดคิ้ว
“ทำไมผิดหลายข้อจัง”
สายฝนก้มหน้า
“หนูทำไม่เป็นค่ะ”
“เมื่อวานครูสอนแล้วนี่”
“ค่ะ”
“ไม่เข้าใจตรงไหน ทำไมไม่ถาม”
เด็กหญิงเงียบ
ครูมาลีมองใบหน้าอิดโรยของนักเรียน
“เมื่อคืนได้นอนกี่โมง”
สายฝนตอบเบา ๆ
“ไม่รู้ค่ะ”
“ทำการบ้านดึกหรือ”
“ค่ะ”
“ทำไม”
เด็กหญิงลังเล
ก่อนตอบ
“หนูช่วยแม่ทำงานบ้านค่ะ”
ครูมาลีนิ่งไปเล็กน้อย
“ช่วยอะไรบ้าง”
“ล้างจาน กวาดบ้าน ดูน้อง แล้วก็ช่วยแม่เตรียมของขายค่ะ”
“ทำทุกวันหรือ”
สายฝนพยักหน้า
ครูมองเด็กหญิงตรงหน้า
เธอรู้ว่านักเรียนหลายคนต้องช่วยครอบครัวทำงาน แต่ไม่เคยรู้ว่าสายฝนมีหน้าที่มากถึงเพียงนี้
“แล้วมีเวลาเล่นไหม”
สายฝนคิด
“บางวันค่ะ”
ครูมาลีถอนหายใจเบา ๆ
ก่อนดึงเก้าอี้มานั่งข้างเด็กหญิง
“เอาละ ครูจะสอนข้อนี้ใหม่นะ”
สายฝนเงยหน้า
“ค่ะ”
“ถ้าไม่เข้าใจ ให้ถาม อย่าเดาสุ่ม”
“ค่ะ”
ครูค่อย ๆ อธิบายทีละขั้น
สายฝนตั้งใจฟัง
เมื่อทำได้ถูกต้อง เธอก็ยิ้มออกมา
“เห็นไหม ทำได้แล้ว”
ครูพูด
เด็กหญิงพยักหน้า
“ขอบคุณค่ะ”
ครูมาลีลูบศีรษะเธอ
“สายฝน หนูไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้ได้ด้วยตัวเองนะ”
เด็กหญิงมองครูอย่างสงสัย
ประโยคนี้แตกต่างจากสิ่งที่เธอได้ยินที่บ้าน
ที่บ้าน ผู้ใหญ่ชอบบอกว่าเธอโตแล้ว
ต้องช่วยงาน
ต้องรู้จักดูแลน้อง
ต้องไม่ทำให้แม่เหนื่อย
แต่ครูกลับบอกว่าไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเอง
สายฝนจึงถามเบา ๆ
“แล้วถ้าหนูทำไม่ได้ ใครจะทำคะ”
ครูมาลีนิ่งไป
ก่อนตอบ
“บางเรื่องก็เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่จ้ะ”
เด็กหญิงพยักหน้า
แต่ยังไม่เข้าใจนัก
ในเวลาใกล้เคียงกัน ราตรีกำลังยืนอยู่หน้าห้องพักครูของโรงเรียนอีกแห่งหนึ่ง
เธอถูกเรียกมาพบเพราะมีเรื่องกับเพื่อนร่วมชั้น
ครูประจำชั้นนั่งอยู่หลังโต๊ะ
“ราตรี”
“ค่ะ”
“เมื่อเช้าทำไมไปผลักวิทยา”
เด็กหญิงกอดอก
“เขาผลักหนูก่อน”
“แล้วทำไมไม่มาบอกครู”
“ก็มันผลักหนูต่อหน้า”
“ครูถามว่าทำไมไม่มาบอก”
ราตรีเม้มปาก
“หนูไม่ทันคิด”
ครูถอนหายใจ
“แล้วต้องใช้กำลังหรือ”
“เขาดึงผมหนู”
“ก็ต้องบอกครู”
“กว่าครูจะมา หนูก็เจ็บแล้วสิคะ”
ครูมองเด็กหญิง
ราตรีไม่ได้พูดประชด
เธอถามอย่างจริงจัง
สำหรับเธอ เมื่อมีคนทำร้าย การป้องกันตัวทันทีเป็นเรื่องธรรมดา
“ครูไม่ได้บอกให้ยอมให้ใครทำร้าย” ครูพูด “แต่หนูต้องรู้ว่าตอนไหนควรถอย แล้วไปขอความช่วยเหลือ”
ราตรีก้มหน้า
“ค่ะ”
“เข้าใจไหม”
“เข้าใจค่ะ”
“แล้วจะทำอีกไหม”
เด็กหญิงเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“ถ้าเขาไม่ทำหนูก่อน หนูก็ไม่ทำค่ะ”
ครูหลับตาลงอย่างเหนื่อยใจ
“ราตรี...”
เด็กหญิงรีบพูด
“หนูไม่ได้อยากมีเรื่องนะคะ”
ครูมองเธอ
“แล้วอยากได้อะไร”
ราตรีตอบทันที
“อยากให้เขาเลิกแกล้งหนู”
คำตอบนั้นทำให้ครูเงียบ
หลังจากซักถามต่อ จึงทราบว่าวิทยาชอบล้อราตรีว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อแม่เลี้ยง
บางครั้งเรียกเธอว่าเด็กกำพร้า
ทั้งที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่
ครูจึงเรียกวิทยามาพูดคุยด้วย
เมื่อเรื่องทั้งหมดจบลง ราตรีเดินออกจากห้องพักครู
เธอไม่ได้ถูกตี
แต่ถูกสั่งให้ขอโทษเพื่อนเรื่องผลัก
ส่วนวิทยาก็ต้องขอโทษเธอเรื่องล้อเลียนและดึงผม
ทั้งสองยืนมองหน้ากันอย่างไม่เต็มใจ
“ขอโทษ”
วิทยาพูด
ราตรีตอบ
“ขอโทษเหมือนกัน”
แล้วเดินจากมา
เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแพ้
แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าชนะ
เพียงโล่งใจที่อย่างน้อยครูได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ
หลังเลิกเรียน อ้อยเดินมาหาราตรี
“วันนี้แกเกือบโดนตีแล้วนะ”
“รู้”
“แล้วทำไมยังเถียงครู”
“ก็ครูถาม”
“แกตอบดี ๆ ไม่เป็นหรือ”
ราตรีหันมองเพื่อน
“ฉันตอบไม่ดีตรงไหน”
อ้อยหัวเราะ
“ก็ทุกตรงนั่นแหละ”
ราตรีหัวเราะตาม
ทั้งสองเดินผ่านร้านขายน้ำแข็งไสหน้าโรงเรียน
อ้อยหยุดมอง
“อยากกินจัง”
ราตรีล้วงกระเป๋า
มีเหรียญอยู่ไม่กี่บาท
เธอคิดถึงเงินที่เก็บไว้
ก่อนถาม
“แกมีเท่าไร”
“บาทเดียว”
“ฉันมีสามบาท”
“ซื้อถ้วยเดียวแบ่งกันไหม”
ราตรีคิด
แล้วพยักหน้า
“เอาสิ”
ทั้งสองซื้อน้ำแข็งไสถ้วยหนึ่ง
ใส่น้ำแดงกับนมข้นหวาน
ผลัดกันตักคนละคำ
อ้อยกินแล้วหัวเราะ
“หวานมาก!”
ราตรีตักเข้าปาก
“ก็อร่อยดี”
“คราวหน้าใส่น้ำเขียวบ้าง”
“เออ”
เด็กหญิงสองคนเดินไปกินไป
คุยเรื่องครู
เรื่องเพื่อน
เรื่องการบ้าน
โดยไม่รู้ว่าช่วงเวลาธรรมดาเช่นนี้จะกลายเป็นความทรงจำที่มีค่าเมื่อโตขึ้น
เพราะในชีวิตวัยเด็กของราตรี ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก
แต่เมื่อเกิดขึ้น มันมักเรียบง่าย
เป็นน้ำแข็งไสถ้วยเดียว
เป็นเสียงหัวเราะของเพื่อน
หรือเป็นวันที่กลับบ้านแล้วพบว่าย่ายังนั่งรออยู่ตรงเดิม
เย็นนั้นราตรีกลับถึงบ้านพร้อมเหงื่อเต็มตัว
บุญมีกำลังนั่งคัดถั่วเขียวอยู่บนเสื่อ
“ไปไหนมา”
“กินน้ำแข็งไสกับอ้อย”
“มีเงินหรือ”
“มี”
“อย่าใช้หมดล่ะ”
“ไม่หมดหรอก”
ราตรีวางกระเป๋า
ก่อนนั่งลงช่วยคัดถั่ว
บุญมีเหลือบมองหลาน
“วันนี้ครูให้คนมาบอกว่าเอ็งมีเรื่องกับเพื่อน”
ราตรีชะงัก
“ครูบอกย่าแล้วเหรอ”
“อืม”
“หนูไม่ได้เริ่มก่อน”
“ย่ารู้”
ราตรีเงยหน้า
“ย่ารู้ได้ไง”
“ครูเล่าให้ฟัง”
เด็กหญิงก้มลงคัดถั่วต่อ
บุญมีพูดเบา ๆ
“แต่ต่อให้คนอื่นเริ่มก่อน เอ็งก็ต้องระวังตัว”
“หนูรู้”
“ถ้าเจอคนตัวใหญ่กว่าเอ็งมาก ๆ จะทำยังไง”
ราตรีคิด
“วิ่ง”
บุญมีหัวเราะ
“เออ อย่างน้อยก็รู้จักวิ่ง”
ราตรียิ้ม
“หนูไม่ได้โง่นะ”
“ย่าไม่ได้ว่าเอ็งโง่”
“ย่าชอบบ่น”
“ก็เอ็งชอบทำให้ย่าบ่น”
ทั้งสองหัวเราะ
ราตรีก้มหน้าคัดถั่วต่อ
ก่อนถามขึ้นมา
“ย่า”
“อะไร”
“ถ้าหนูไม่เถียงใครเลย เขาจะรักหนูมากขึ้นไหม”
บุญมีหยุดมือ
“ใครบอกเอ็ง”
“ไม่มี”
“แล้วทำไมถาม”
ราตรีมองเมล็ดถั่วในมือ
“หนูเห็นฝนไม่ค่อยเถียงใคร”
“อืม”
“แม่ก็ชอบฝน”
บุญมีนิ่งไป
ราตรีพูดต่อ
“ถ้าหนูเป็นแบบฝน แม่จะพาหนูไปอยู่ด้วยไหม”
หญิงชรารู้สึกเจ็บในอก
เธอวางกระด้งลง
“ราตรี”
เด็กหญิงเงยหน้า
“เอ็งไม่ต้องเปลี่ยนเป็นคนอื่นเพื่อให้แม่รักหรอก”
“แต่แม่ไม่ชอบหนู”
“แม่เอ็งอาจไม่ชอบเวลาที่เอ็งเถียง แต่ไม่ได้หมายความว่าเอ็งต้องเป็นเหมือนฝน”
ราตรีก้มหน้า
“แล้วหนูควรเป็นยังไง”
บุญมีคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เป็นราตรีที่รู้จักฟังคนอื่นบ้าง”
เด็กหญิงหัวเราะ
“ย่าก็ยังจะให้หนูเลิกเถียงอยู่ดี”
“ก็เอ็งเถียงเก่งจริง ๆ”
ราตรียิ้ม
แต่คำถามในใจยังไม่หายไป
ถ้าการเป็นตัวเองทำให้แม่ไม่อยากอยู่ด้วย
แล้วการเป็นตัวเองมีดีตรงไหน
หลายวันต่อมา โรงเรียนของสายฝนจัดกิจกรรมวันแม่
ครูให้นักเรียนทำการ์ดและเขียนข้อความถึงแม่
เด็กหลายคนวาดรูปหัวใจ
บางคนวาดดอกมะลิ
บางคนเขียนคำว่า รักแม่ที่สุดในโลก
สายฝนมองกระดาษสีชมพูตรงหน้า
เธอหยิบดินสอขึ้นมา
เริ่มวาดรูปแม่กำลังยืนขายอาหาร
ข้าง ๆ มีตัวเธอช่วยถือถุง
ส่วนธนานั่งอยู่บนเก้าอี้
เธอระบายสีอย่างตั้งใจ
ก่อนเขียนว่า
แม่เหนื่อยทุกวัน หนูจะช่วยแม่ให้มากที่สุด
ครูมาลีเดินผ่านมาเห็น
“วาดสวยจัง”
สายฝนยิ้ม
“ขอบคุณค่ะ”
ครูอ่านข้อความ
ก่อนถาม
“ทำไมไม่เขียนว่าอยากให้แม่ทำอะไรให้หนูบ้าง”
สายฝนทำหน้างง
“อะไรคะ”
“เช่น อยากให้แม่พาไปเที่ยว อยากให้แม่กอด หรืออยากให้แม่อ่านนิทานให้ฟัง”
เด็กหญิงนิ่ง
เธอไม่เคยคิดจะขอสิ่งเหล่านี้
เพราะแม่เหนื่อย
และเธอรู้สึกว่าการขออะไรเพิ่มจะทำให้แม่เหนื่อยกว่าเดิม
“หนูไม่อยากให้แม่ลำบากค่ะ”
ครูมาลีมองเธอ
“แต่การอยากให้แม่กอด ไม่ใช่การทำให้แม่ลำบากนะ”
สายฝนก้มมองการ์ด
ครู่หนึ่งจึงถามเบา ๆ
“จริงเหรอคะ”
“จริงสิ”
เด็กหญิงเงียบ
ก่อนค่อย ๆ เขียนเพิ่มอีกบรรทัด
หนูอยากให้แม่กอดหนูบ้าง
เธอมองข้อความนั้น
รู้สึกเขินอย่างประหลาด
เหมือนกำลังขอของแพง
ทั้งที่เป็นเพียงอ้อมกอด
วันจัดกิจกรรม ลำดวนมาถึงโรงเรียนช้ากว่าผู้ปกครองคนอื่นเล็กน้อย
เธอสวมเสื้อสีขาวเรียบ ๆ กับผ้าถุง
ใบหน้ามีรอยเหนื่อยจากการตื่นเตรียมอาหารตั้งแต่เช้ามืด
สายฝนเห็นแม่เดินเข้ามาก็ยิ้มกว้าง
“แม่!”
ลำดวนหันมา
“ฝน”
เด็กหญิงรีบเดินเข้าไปหา
“แม่มาแล้ว”
“ก็แม่บอกว่าจะมา”
“หนูนึกว่าแม่จะขายของไม่ทัน”
“วันนี้ฝากพี่เพ็ญช่วย”
สายฝนพยักหน้า
เธอดีใจจนพูดไม่ออก
เมื่อถึงช่วงมอบการ์ด นักเรียนทยอยเดินไปหาแม่ของตัวเอง
บางคนก้มกราบตัก
บางคนร้องไห้
บางคนกอดแม่แน่น
สายฝนถือการ์ดเดินไปหาลำดวน
เธอคุกเข่าลงอย่างระมัดระวัง
ยื่นการ์ดให้
“หนูทำให้แม่จ้ะ”
ลำดวนรับมาเปิดอ่าน
ตอนแรกยิ้ม
แต่เมื่ออ่านถึงบรรทัดสุดท้าย รอยยิ้มก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
หนูอยากให้แม่กอดหนูบ้าง
ลำดวนเงยหน้ามองลูกสาว
สายฝนก้มหน้า
มือทั้งสองประสานกันแน่น
แม่วางการ์ดลงบนตัก
ก่อนยื่นแขนออกมา
“มานี่สิลูก”
สายฝนเงยหน้า
“จ้ะ?”
“มากอดแม่”
เด็กหญิงขยับเข้าไป
ลำดวนดึงลูกสาวเข้ามากอด
เป็นอ้อมกอดที่แน่นกว่าปกติ
สายฝนหลับตา
เธอได้กลิ่นแป้งฝุ่นจาง ๆ บนเสื้อแม่
ได้ยินเสียงหัวใจเต้นอยู่ใกล้หู
และรู้สึกถึงมือที่ลูบหลังอย่างอ่อนโยน
“แม่รักหนูนะ”
ลำดวนกระซิบ
สายฝนรู้สึกน้ำตารื้น
“หนูก็รักแม่”
เธอกอดแม่แน่นขึ้น
ไม่อยากปล่อย
ในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น เด็กหญิงไม่ได้คิดถึงงานบ้าน
ไม่ได้คิดถึงธนา
ไม่ได้คิดถึงการบ้าน
เธอเป็นเพียงลูกสาวคนหนึ่งที่กำลังได้รับความรักจากแม่
โดยไม่ต้องทำอะไรแลกเปลี่ยน
หลังจบกิจกรรม ลำดวนพาสายฝนเดินกลับบ้าน
ระหว่างทางเด็กหญิงจับมือแม่ไว้ตลอด
ลำดวนหันมอง
“วันนี้มีความสุขไหม”
“มากจ้ะ”
“เพราะอะไร”
“เพราะแม่มา”
ลำดวนยิ้ม
“แม่ก็อยากมาอยู่แล้ว”
สายฝนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนถาม
“แม่จ๋า”
“อะไร”
“ตอนพี่ราตรียังเล็ก แม่เคยไปงานวันแม่ที่โรงเรียนพี่ไหม”
ลำดวนชะงัก
มือที่จับลูกสาวกระชับขึ้นเล็กน้อย
“ตอนนั้นพี่ยังเล็กมาก”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
“ตอนนี้พี่อยู่กับย่า”
“ถ้าโรงเรียนพี่มีงานวันแม่ ใครจะไปล่ะ”
ลำดวนไม่ตอบทันที
สายฝนมองหน้าแม่
“ย่าไปแทนได้ไหม”
“ก็คงได้”
เด็กหญิงพยักหน้า
แต่ยังรู้สึกไม่สบายใจ
เธอเพิ่งได้รับอ้อมกอดที่ทำให้มีความสุขมาก
แล้วพี่ราตรีล่ะ
พี่ได้กอดแม่แบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไร
ในวันเดียวกัน โรงเรียนของราตรีก็มีกิจกรรมวันแม่
บุญมีสวมเสื้อสีขาวที่ซักรีดอย่างดีมานั่งร่วมงาน
ราตรีเดินถือพวงมาลัยดอกมะลิเข้าไปหา
เธอมองเด็กคนอื่นที่นั่งอยู่กับแม่
บางคนมีแม่แต่งตัวสวย
บางคนมีแม่อุ้มน้องเล็กมาด้วย
ส่วนเธอมีหญิงชราผมสีดอกเลา
มือหยาบจากการทำงาน
และหลังที่เริ่มงอเล็กน้อย
ราตรีคุกเข่าลง
ยื่นพวงมาลัยให้
“ย่า”
บุญมียิ้ม
“จ้ะ”
“หนูให้”
หญิงชรารับพวงมาลัย
ราตรีก้มกราบตัก
บุญมีลูบศีรษะหลาน
“ขอให้เป็นเด็กดีนะลูก”
ราตรีเงยหน้า
“หนูก็ดีอยู่แล้ว”
บุญมีหัวเราะ
“จ้ะ ดีมาก”
เด็กหญิงยิ้ม
แต่เมื่อหันไปเห็นเพื่อนคนหนึ่งกอดแม่พร้อมร้องไห้ ความรู้สึกบางอย่างก็เกิดขึ้นในอก
เธอรีบหันกลับมา
ก่อนโผเข้ากอดย่าแน่น
บุญมีตกใจเล็กน้อย
“เป็นอะไร”
ราตรีส่ายหน้า
“เปล่า”
“แล้วกอดย่าทำไม”
เด็กหญิงซบหน้า
“อยากกอด”
บุญมีลูบหลัง
“ก็กอดสิ”
ราตรีหลับตา
เธอรักย่า
รักมาก
แต่ในวันนั้นเธอก็ยังคิดถึงแม่
ความรักสองอย่างไม่ได้หักล้างกัน
และความคิดถึงแม่ก็ไม่ได้ทำให้ความรักที่มีต่อย่าน้อยลง
เพียงแต่เด็กหญิงยังไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกทั้งหมดอย่างไร
หลังงานเลิก บุญมีกับราตรีเดินกลับบ้านด้วยกัน
แดดบ่ายร้อนจัด
ทั้งสองหยุดพักใต้ต้นไม้ริมทาง
ราตรีหยิบขวดน้ำออกมา
ยื่นให้ย่าก่อน
“กินน้ำ”
บุญมีรับไปดื่ม
“ขอบใจ”
ราตรีนั่งลงบนรากไม้
ครู่หนึ่งก็ถาม
“ย่า”
“หือ”
“ถ้าหนูมีแม่สองคนได้ไหม”
บุญมีมองหลาน
“หมายความว่ายังไง”
“ก็มีแม่ลำดวน แล้วก็มีย่าเป็นแม่อีกคน”
หญิงชรานิ่งไป
ราตรีรีบพูดต่อ
“แต่หนูยังเรียกย่าว่าย่านะ”
บุญมีหัวเราะเบา ๆ
“เอ็งจะเรียกอะไรก็เรียกเถอะ”
“ได้เหรอ”
“ได้สิ”
ราตรียิ้ม
ก่อนเอนศีรษะพิงไหล่ย่า
“งั้นหนูมีแม่สองคน”
บุญมีลูบผมหลาน
“จ้ะ”
ราตรีมองท้องฟ้า
เธอรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
เพราะอย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ไม่มีใคร
แต่ลึกลงไปยังมีความปรารถนาอีกอย่างที่ไม่กล้าพูด
เธออยากให้แม่ลำดวนมานั่งอยู่ตรงนี้ด้วย
อยากให้แม่เห็นว่าเธอโตขึ้นแล้ว
อยากให้แม่รู้ว่าเธออ่านหนังสือเก่งขึ้น
ทำเลขเก่งขึ้น
และช่วยย่าทำงานได้มากขึ้น
บางทีถ้าแม่เห็นทั้งหมดนี้ แม่อาจเปลี่ยนใจ
เย็นวันนั้น ราตรีเปิดหีบไม้
หยิบเสื้อสีชมพูออกมา
เธอลองสวม
เสื้อเริ่มคับบริเวณไหล่
แขนสั้นกว่าตอนแรก
ราตรียืนมองตัวเองในกระจกบานเล็ก
ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ใส่ไม่ได้แล้ว”
บุญมีเดินผ่านมาเห็น
“ทำไมไม่ใส่ตั้งแต่ซื้อมา”
ราตรีก้มมองเสื้อ
“กลัวเปื้อน”
“เห็นไหม เก็บจนคับ”
เด็กหญิงถอดออก
พับอย่างระมัดระวัง
ก่อนวางกลับลงในหีบ
“หนูจะเก็บไว้”
“เก็บไว้ทำไม”
ราตรีเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“ไว้จำว่าแม่เคยซื้อให้”
บุญมีมองหลาน
ไม่ได้พูดอะไร
เธอเพียงเดินเข้ามาช่วยพับแขนเสื้อให้เรียบร้อย
จากนั้นปิดฝาหีบเบา ๆ
หลายเดือนต่อมา ข่าวจากกรุงเทพฯ เริ่มเข้ามาในหมู่บ้านมากขึ้น
คนหนุ่มสาวหลายคนเดินทางไปทำงานโรงงาน
บางคนส่งเงินกลับมาสร้างบ้าน
บางคนซื้อโทรทัศน์
บางคนกลับมาในช่วงสงกรานต์พร้อมเสื้อผ้าสวย ๆ
ราตรีฟังเรื่องเหล่านั้นอย่างสนใจ
เธอเริ่มถามป้าสมพรบ่อยขึ้น
“โรงงานเขารับเด็กอายุเท่าไร”
“ต้องโตกว่านี้”
“จบ ป.6 ไปได้ไหม”
“บางที่ก็รับ แต่ต้องดูงานด้วย”
“ได้เงินเดือนเท่าไร”
ป้าสมพรหัวเราะ
“เอ็งจะรีบไปไหน”
“อยากหาเงิน”
“ตอนนี้ก็ช่วยป้าอยู่”
“มันได้น้อย”
“แล้วอยากได้มากเท่าไร”
ราตรีคิด
“มากพอซื้อบ้าน”
ป้าสมพรหัวเราะเสียงดัง
“เอ็งนี่ฝันใหญ่จริง ๆ”
ราตรีไม่หัวเราะตาม
เพราะเธอไม่ได้พูดเล่น
เธออยากมีบ้านจริง ๆ
บ้านที่ไม่ต้องรอให้พ่อหรือแม่เป็นคนจัดหา
บ้านที่เธอจะเลือกได้เองว่าใครควรอยู่
และบ้านที่เธอจะไม่ต้องกลัวว่าวันหนึ่งใครจะบอกให้ย้ายออก
วันหนึ่งหลังเลิกเรียน ราตรีเดินผ่านบ้านของเพื่อนบ้านที่กำลังเตรียมงานแต่งลูกสาว
ผู้คนช่วยกันกางเต็นท์
ยกโต๊ะ
จัดเก้าอี้
เสียงเพลงดังออกมาจากเครื่องขยายเสียง
ราตรีหยุดมอง
หญิงสาวเจ้าของงานสวมเสื้อสีสด กำลังหัวเราะกับเพื่อน
ป้าคนหนึ่งเห็นราตรีจึงเรียก
“ราตรี!”
“จ๊ะ”
“มาช่วยยกเก้าอี้หน่อย”
เด็กหญิงรีบเดินเข้าไป
เธอช่วยยกเก้าอี้พลาสติกทีละสองตัว
ทำงานจนเหงื่อออก
เมื่อเสร็จ ป้าคนนั้นยื่นขนมให้
“เอ้า กินเสีย”
ราตรีรับมา
“ขอบใจจ้ะ”
ระหว่างนั่งพัก เธอได้ยินผู้หญิงสองคนคุยกัน
“ลูกสาวบ้านนี้โชคดีนะ ได้ผัวมีงานทำ”
“ใช่ จะได้ไม่ลำบาก”
“ผู้หญิงเรา ถ้าได้ผัวดี ชีวิตก็สบาย”
ราตรีนั่งฟัง
ก่อนถามขึ้นมา
“แล้วถ้าไม่ได้ผัวล่ะ”
หญิงทั้งสองหันมอง
คนหนึ่งหัวเราะ
“ก็ต้องทำงานเลี้ยงตัวเองสิ”
“แล้วถ้าทำงานเลี้ยงตัวเองได้ ทำไมต้องมีผัวด้วย”
ทั้งสองหัวเราะดังขึ้น
“เด็กคนนี้ถามแปลก!”
ราตรีขมวดคิ้ว
เธอไม่ได้ตั้งใจพูดให้ตลก
เพียงสงสัยจริง ๆ
ถ้าผู้หญิงทำงานหาเงินเองได้
ทำไมทุกคนจึงพูดเหมือนชีวิตจะดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ชายมาดูแล
เธอคิดถึงแม่
แม่มีพ่อเลี้ยงแล้ว แต่ก็ยังต้องตื่นขายอาหารตั้งแต่เช้า
คิดถึงย่า
ย่าไม่มีสามีอยู่ด้วยมานาน แต่ก็เลี้ยงเธอมาได้
ราตรีจึงเริ่มคิดว่า บางทีการมีคนรักอาจไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง
แต่เธอยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่มีเรื่องซับซ้อนมากกว่าการหาเงินเพียงอย่างเดียว
คืนนั้น ราตรีถามย่า
“ย่า”
“อะไรอีก”
“ถ้าหนูโต หนูไม่แต่งงานได้ไหม”
บุญมีเงยหน้าจากงานเย็บผ้า
“ได้สิ”
ราตรีประหลาดใจ
“จริงเหรอ”
“ใครจะไปบังคับเอ็ง”
“แต่คนอื่นบอกว่าผู้หญิงต้องมีผัว”
บุญมีหัวเราะ
“คนอื่นไม่ได้มาใช้ชีวิตแทนเอ็ง”
ราตรีนิ่ง
เธอชอบคำตอบนี้
“งั้นหนูจะไม่แต่ง”
“ตอนนี้เอ็งยังเด็ก”
“หนูคิดแล้ว”
“เออ คิดไปก่อน”
บุญมียิ้ม
“โตขึ้นจะเปลี่ยนใจก็ได้”
ราตรีส่ายหน้าแรง ๆ
“ไม่เปลี่ยน!”
หญิงชราหัวเราะ
“จ้ะ ไม่เปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยน”
ราตรียิ้มอย่างพอใจ
ก่อนถามต่อ
“แล้วถ้าหนูแต่งงาน หนูต้องไปอยู่บ้านผัวไหม”
“ไม่จำเป็นเสมอไป”
“หนูอยากให้เขามาอยู่บ้านหนู”
บุญมีเลิกคิ้ว
“ทำไม”
“เพราะหนูจะซื้อบ้านเอง”
หญิงชราหัวเราะอีกครั้ง
“เอ็งยังไม่เลิกคิดเรื่องบ้านอีกหรือ”
“ไม่เลิก”
ราตรีตอบอย่างหนักแน่น
“หนูจะซื้อให้ได้”
อีกด้านหนึ่ง สายฝนกำลังนั่งฟังแม่กับพ่อเลี้ยงคุยกันเรื่องค่าใช้จ่าย
ประสิทธิ์วางธนบัตรลงบนโต๊ะ
“เดือนนี้ได้แค่นี้”
ลำดวนมองเงิน
“ไม่พอหรอก”
“ก็รถเสียไปหลายวัน”
“ค่าเช่าบ้านยังไม่ได้จ่าย”
“รู้แล้ว”
“แล้วจะทำยังไง”
ประสิทธิ์เริ่มเสียงดัง
“จะให้ทำยังไงล่ะ!”
สายฝนสะดุ้ง
เธอนั่งอยู่มุมห้องกับธนา
เด็กชายกำลังเล่นรถของเล่น
ลำดวนถอนหายใจ
“ฉันก็แค่ถาม”
“ถามอยู่ได้”
บรรยากาศเริ่มตึงเครียด
สายฝนรีบจับมือน้อง
“ธนา ไปเล่นข้างนอกกัน”
เด็กชายส่ายหน้า
“ไม่เอา”
“พี่จะเล่านิทาน”
“ไม่!”
เสียงผู้ใหญ่ดังขึ้นอีก
สายฝนจึงอุ้มน้องลุกขึ้น
พาออกไปนั่งหน้าบ้าน
เธอวางธนาลงบนเสื่อ
หยิบรถของเล่นให้
จากนั้นนั่งกอดเข่า
เสียงทะเลาะยังดังลอดออกมาเป็นระยะ
ธนาเงยหน้า
“พ่อโกรธเหรอ”
สายฝนพยักหน้า
“นิดหน่อย”
“พ่อโกรธใคร”
“ไม่รู้”
เด็กชายเงียบไป
ก่อนถาม
“พ่อโกรธธนาไหม”
สายฝนรีบส่ายหน้า
“ไม่หรอก”
“จริงเหรอ”
“จริง”
เธอดึงน้องเข้ามากอด
“ไม่ต้องกลัวนะ”
ธนาซบไหล่พี่สาว
สายฝนลูบหลังเขาเบา ๆ
ทั้งที่ตัวเองก็กลัว
เธอมองถนนหน้าบ้าน
เห็นผู้คนเดินผ่านไปมา
บางคนหิ้วถุงกับข้าว
บางคนจูงจักรยาน
ชีวิตของคนอื่นดูดำเนินไปตามปกติ
มีเพียงบ้านของเธอที่เสียงดังอยู่ข้างใน
เด็กหญิงกอดน้องแน่นขึ้น
เธอเริ่มเรียนรู้ว่า เวลาผู้ใหญ่ทะเลาะกัน สิ่งที่ดีที่สุดคือทำตัวให้เงียบ
อย่าเข้าไปขวาง
อย่าถาม
อย่าร้องไห้
และอย่าทำให้มีเรื่องเพิ่ม
เมื่อเสียงทะเลาะสงบลง ลำดวนเดินออกมาหน้าบ้าน
เธอเห็นลูกสาวนั่งกอดน้องอยู่ก็หยุด
“ฝน”
เด็กหญิงเงยหน้า
“จ๋า”
“พาน้องไปอาบน้ำได้แล้ว”
“จ้ะ”
สายฝนลุกขึ้นทันที
ลำดวนมองใบหน้าลูกสาว
ก่อนถาม
“กลัวเหรอ”
สายฝนชะงัก
เธออยากตอบว่ากลัว
แต่เมื่อเห็นสีหน้าเหนื่อยล้าของแม่ ก็ส่ายหน้า
“ไม่จ้ะ”
ลำดวนพยักหน้า
“ดีแล้ว”
แล้วเดินกลับเข้าบ้าน
สายฝนมองตาม
คำว่า ดีแล้ว ทำให้เธอรู้สึกแปลก ๆ
เหมือนการไม่กลัวเป็นสิ่งที่แม่ต้องการ
ทั้งที่ความจริงเธอยังใจสั่นอยู่
เด็กหญิงจึงก้มลงจับมือธนา
พาไปอาบน้ำ
โดยไม่พูดอะไรอีก
คืนก่อนวันเปิดเทอมใหม่ ราตรีนั่งนับเงินในกระป๋อง
มีธนบัตรเก่าและเหรียญหลายชนิด
เธอแยกเป็นกอง
นับซ้ำสองรอบ
บุญมีเดินเข้ามาเห็น
“เก็บได้เท่าไรแล้ว”
ราตรีตอบจำนวนเงินด้วยความภูมิใจ
ย่าพยักหน้า
“เก่ง”
“หนูจะเก็บอีก”
“เอาไปซื้อรองเท้านักเรียนใหม่บ้างก็ได้”
“คู่เก่ายังใส่ได้”
“มันเริ่มคับแล้ว”
“ทนได้”
บุญมีมองหลาน
“อย่าประหยัดจนตัวเองลำบากนัก”
ราตรีหัวเราะ
“ย่าก็พูดเหมือนป้าสมพร”
“ก็มันจริง”
เด็กหญิงเก็บเงินลงกระป๋อง
ก่อนถาม
“ย่า”
“อะไร”
“ถ้าหนูมีเงินเยอะ ๆ แม่จะมาหาหนูบ่อยขึ้นไหม”
บุญมีชะงัก
ราตรีพูดต่อ
“หนูจะซื้อข้าวให้แม่ ซื้อเสื้อให้แม่ แล้วก็ซื้อของให้ฝน”
หญิงชรานั่งลงข้างหลาน
“เอ็งอยากมีเงินเพราะอย่างนี้หรือ”
ราตรีพยักหน้า
“อืม”
บุญมีมองกระป๋องเงินเก็บ
เธอเพิ่งเข้าใจว่าเป้าหมายเรื่องบ้านและเงินของหลานไม่ได้เกิดจากความอยากร่ำรวยเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากความหวังว่า หากตัวเองมีอะไรให้มากพอ คนที่รักอาจอยากกลับมาอยู่ด้วย
“ราตรี”
“จ๊ะ”
“เอ็งไม่ต้องซื้ออะไรให้ใครเพื่อให้เขารักเอ็งหรอก”
เด็กหญิงมองย่า
“ทำไม”
“คนที่รักเอ็ง เขาควรรักเอ็งอยู่แล้ว”
ราตรีเงียบไป
เธออยากเชื่อ
แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้เชื่อได้ง่ายนัก
“แล้วถ้าเขาไม่รักล่ะ”
บุญมีถอนหายใจ
“เอ็งก็ยังมีค่าอยู่ดี”
ราตรีก้มมองมือ
คำตอบนั้นฟังดูดี
แต่สำหรับเด็กหญิงที่เฝ้ารอพ่อแม่มาตลอด มันยังเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ
เธอจึงไม่ถามต่อ
เพียงปิดฝากระป๋องเงินเก็บ
แล้วนำไปซ่อนไว้ใต้เสื้อผ้าในหีบ
หลายวันต่อมา สายฝนได้รับจดหมายจากราตรี
ข้างในมีกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนด้วยลายมือใหญ่
ฝน
ฉันเก็บเงินได้มากขึ้นแล้ว
ถ้าโตขึ้น ฉันจะไปทำงานกรุงเทพฯ
ถ้าแกอยากไปด้วย ฉันจะหาที่ให้อยู่
แต่ตอนนี้แกต้องตั้งใจเรียน
อย่าให้ใครแกล้ง
ถ้าใครแกล้ง ให้บอกครู
จากพี่ราตรี
สายฝนอ่านจบแล้วหัวเราะเบา ๆ
พี่ราตรีเปลี่ยนไป
เมื่อก่อนพี่ชอบบอกให้สู้กลับ
แต่คราวนี้บอกให้ไปหาครู
เธอไม่รู้ว่าพี่ไปเจออะไรมาจึงเปลี่ยนคำแนะนำ
แต่ก็ดีใจ
เพราะคำแนะนำนี้เธอทำได้
เด็กหญิงหยิบกระดาษมาเขียนตอบ
พี่ราตรี
หนูจะตั้งใจเรียน
หนูอยากไปอยู่กับพี่
แต่หนูยังต้องดูแลธนา
ถ้าหนูโตแล้ว หนูจะไปหาพี่นะ
หนูรักพี่
สายฝนหยุดเขียน
ก่อนเพิ่มอีกประโยค
พี่อย่าลืมหนูนะ
เธออ่านทวน
แล้วพับใส่ซอง
เมื่อราตรีได้รับจดหมายฉบับนั้น เธออ่านประโยคสุดท้ายซ้ำหลายครั้ง
พี่อย่าลืมหนูนะ
เด็กหญิงนั่งอยู่บนแคร่ไม้
ลมเย็นพัดผ่านลานบ้าน
เธอคิดถึงพ่อที่เคยบอกว่าจะกลับมา
คิดถึงแม่ที่บอกว่าจะมาเยี่ยมเมื่อมีโอกาส
คิดถึงการรอคอยที่ไม่เคยรู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร
แล้วจึงเข้าใจว่าทำไมสายฝนจึงเขียนประโยคนี้
บางทีน้องอาจกลัวเหมือนกัน
กลัวว่าวันหนึ่งเธอจะมีชีวิตใหม่
มีเพื่อนใหม่
มีงานทำ
และลืมน้องสาวที่อยู่ไกลออกไป
ราตรีหยิบดินสอขึ้นมา
เขียนจดหมายตอบทันที
มีเพียงไม่กี่บรรทัด
ฝน
ฉันไม่ลืมแกหรอก
แกเป็นน้องฉัน
ต่อให้ฉันไปอยู่ที่ไหน แกก็ยังเป็นน้องฉัน
ไม่ต้องกลัว
เธอหยุด
ก่อนเขียนต่อ
ถ้าวันหนึ่งไม่มีใครให้แกไปหา ให้มาหาฉัน
ราตรีอ่านทวน
แล้วพับกระดาษ
คราวนี้เธอไม่ได้คิดถึงเรื่องเงิน
ไม่ได้คิดถึงบ้านหลังใหญ่
ไม่ได้คิดว่าต้องเก่งกาจเพียงใดจึงจะดูแลน้องได้
เธอเพียงรู้ว่าไม่อยากให้น้องรู้สึกถูกทอดทิ้งเหมือนตัวเอง
ในเวลานั้น สองพี่น้องยังไม่รู้ว่าอีกหลายปีข้างหน้า คำสัญญาในจดหมายจะกลายเป็นความจริง
ราตรีจะเดินทางไปกรุงเทพฯ ก่อน
เผชิญห้องเช่าแคบ ๆ โรงงานเสียงดัง และค่าแรงที่ต้องแบ่งใช้ทุกบาท
ส่วนสายฝนจะเดินทางตามไปภายหลัง
พร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าไม่กี่ใบและความหวังว่าจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
แต่ก่อนถึงวันนั้น ทั้งสองยังต้องเติบโตผ่านเรื่องราวอีกมาก
ราตรีต้องเรียนรู้ว่าการเข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครเลย
ส่วนสายฝนต้องเรียนรู้ว่าการเป็นคนดีไม่ได้หมายถึงการยอมรับทุกอย่างที่คนอื่นหยิบยื่นให้
เด็กหญิงคนหนึ่งใช้เสียงดังเพื่อปกป้องหัวใจ
อีกคนใช้ความเงียบเพื่อรักษาความสงบ
ต่างวิธี
ต่างความคิด
แต่มีความกลัวอย่างเดียวกัน
คือกลัวว่าจะไม่มีใครเลือกตัวเอง
และเพราะความกลัวนั้น ทั้งสองจึงพยายามเป็นคนที่คนอื่นต้องการ
โดยยังไม่รู้เลยว่า วันหนึ่งพวกเธอจะต้องหัดเลือกชีวิตของตัวเองบ้าง
ไม่ใช่เพื่อให้ใครรัก
แต่เพื่อให้ตัวเองมีความสุข
© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต
ความคิดเห็น
0