Kamelessia Stories
ปก เมื่อนักเขียนกลายเป็นอาลักษณ์กลับไปที่นิยายเมื่อนักเขียนกลายเป็นอาลักษณ์
ตอนที่ 1

ชื่อข้าอยู่ในคำสั่งประหาร

ชื่อของเขาอยู่ใต้คำว่า ประหาร

หลินเหวินอ่านประโยคนั้นซ้ำอีกครั้ง

หมึกบนกระดาษแห้งสนิทแล้ว ตัวอักษรเรียงเป็นระเบียบ ไม่มีรอยแก้ ไม่มีรอยขีดฆ่า มีเพียงช่องว่างตรงวันที่และตำแหน่งสำหรับประทับตราที่มุมล่าง

ส่วนชื่อผู้ต้องโทษ เขียนไว้ชัดเจน

เสิ่นเหยียน

พู่กันในมือเขาหยุดอยู่เหนือกระดาษสะอาด หยดหมึกค่อย ๆ รวมตัวที่ปลายขน ก่อนตกลงมาทิ้งจุดดำตรงหัวบรรทัด

“เหยียน เจ้าจะจ้องจนกระดาษเป็นรูหรืออย่างไร”

เสียงจากโต๊ะข้าง ๆ ทำให้เขาสะดุ้ง

ชายหนุ่มในชุดขุนนางสีเทาครามชะโงกหน้ามา ในมือยังถือขนมที่กัดไปครึ่งหนึ่ง อีกมือรีบดึงแขนเสื้อตนเองให้พ้นหมึก

หลินเหวินเลื่อนร่างเอกสารเข้าหาตัวโดยไม่ทันคิด

“ข้า…”

เขาหยุด

เสียงที่ออกจากปากยังเป็นเสียงซึ่งเขาไม่คุ้นเคย

เบากว่าเสียงของตนในความทรงจำ นุ่มกว่า และไม่มีอาการแหบจากการนอนดึกหลายคืนติดกัน

ชายโต๊ะข้าง ๆ ขมวดคิ้ว

“เวียนหัวอีกแล้วหรือ”

หลินเหวินมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบช้า ๆ

“เล็กน้อย”

“ข้าบอกแล้วว่าเจ้าไม่ควรกลับมาทำงานเร็วเช่นนี้ เมื่อวานยังลุกจากเตียงแทบไม่ไหว วันนี้กลับต้องมาคัดหนังสืออีก”

เมื่อวาน

หลินเหวินก้มมองมือที่จับพู่กัน

นิ้วเรียวยาว มีรอยด้านตรงข้อที่สัมผัสด้ามไม้ ไม่มีรอยหมึกจากปากกาลูกลื่นที่เขาชอบใช้จดโครงเรื่อง และไม่มีแผลเล็กตรงนิ้วโป้งที่บาดกับฝากระป๋องกาแฟเมื่อสองวันก่อน

ไม่ใช่มือของเขา

กระดาษตรงหน้าจึงไม่ได้เป็นเพียงร่างคำสั่งที่ส่งมาผิดโต๊ะ

มันเป็นคำสั่งให้ฆ่าเจ้าของมือคู่นี้

เช้าวันนั้น หลินเหวินตื่นขึ้นเพราะมีคนตบแก้มเขาเบา ๆ

“เสิ่นเหยียน ได้ยินข้าหรือไม่”

เขาคิดว่าเป็นเฉินอี้

บรรณาธิการของเขาคงทนไม่ได้ที่โทรหาแล้วไม่รับ จึงมาถึงห้องเพื่อทวงต้นฉบับด้วยตัวเอง

เมื่อคืนเขาทำงานจนเกือบเช้า ตอนจบของ เงาบัลลังก์ต้าจิ่ง ยังเปิดค้างอยู่บนหน้าจอ องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ องค์ชายรองถูกประหาร แม่ทัพเผยจงตายไปก่อนหน้าแล้ว และเมืองชายแดนถูกทิ้งให้ฟื้นตัวด้วยตัวเองในย่อหน้าสั้น ๆ

เขาอ่านตอนจบนั้นอยู่หลายรอบ

ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าใครบางคนชนะง่ายเกินไป เพราะเขาเขียนให้คนอื่นตายเสียหมด

หลินเหวินจึงลบย่อหน้าสุดท้าย

จำได้ว่าตนเอื้อมมือไปหยิบสมุดร่างข้างคอมพิวเตอร์ จากนั้นไฟบนโต๊ะดับลง

แล้วเสียงนี้ก็เรียกเขาให้ตื่น

“ถ้าเจ้าลืมตาได้ก็ลืม อย่าให้ข้าต้องไปตามหมออีกรอบเลย”

หลินเหวินเปิดตา

ไม่มีหน้าจอคอมพิวเตอร์

ไม่มีแก้วกาแฟ

ไม่มีเฉินอี้

เหนือศีรษะเป็นมุ้งผ้าสีซีด ข้างเตียงมีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังถือถ้วยยาซึ่งส่งกลิ่นขมจนเขาอยากหลับต่อ

แสงเช้าส่องผ่านหน้าต่างไม้เป็นตาราง ลงบนพื้นปูนที่มีรอยแตกร้าว

เขาลุกขึ้นเร็วเกินไป ความเจ็บแล่นจากท้ายทอยไปถึงขมับ คลื่นไส้จนต้องก้มหน้า มือของชายคนนั้นรีบประคองไหล่ไว้

“ค่อย ๆ ข้าไม่ได้เรียกให้เจ้าลุกไปสอบขุนนาง”

“ที่นี่…”

“ห้องเจ้า”

คำตอบนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย

หลินเหวินมองเสื้อผ้าที่พับไว้ปลายเตียง มองรองเท้าผ้าคู่หนึ่ง แล้วมองชายคนตรงหน้าอีกครั้ง

เขารู้จักเสื้อแบบนี้

เคยค้นภาพอ้างอิงไว้หลายร้อยภาพเพื่อใช้บรรยายขุนนางในราชสำนักสมมติของตนเอง

แต่การค้นภาพกับการตื่นขึ้นมาอยู่ในห้องซึ่งมีคนสวมมัน เป็นคนละเรื่องกัน

“เจ้าชื่ออะไร”

ชายหนุ่มชะงัก

ความขำบนใบหน้าหายไปทันที

“หานซู่”

เขาวางถ้วยยาลง

“เหยียน เจ้าจำข้าไม่ได้จริงหรือ”

หลินเหวินไม่ตอบ

ชื่อหานซู่คุ้นหูอย่างน่ากลัว

เขาเคยเขียนชื่อนี้

เป็นอาลักษณ์หนุ่มที่ชอบนำข่าวในวังมาเล่าให้ผู้อื่นฟัง มีบทพูดอยู่ไม่กี่ครั้ง ก่อนจะหายไปจากเรื่องเมื่อการชิงอำนาจเริ่มรุนแรง

หลินเหวินยังจำได้ว่าตนเคยตั้งใจกลับไปเพิ่มบทให้ชายคนนี้ แต่สุดท้ายก็ลืม

หานซู่ยื่นมือมาจะแตะหน้าผาก เขาหลบโดยไม่ตั้งใจ

อีกฝ่ายยิ่งเคร่งเครียด

“หมอบอกว่าอาจมีอาการมึนงง แต่ข้าไม่คิดว่าจะถึงขั้นจำคนไม่ได้”

“ข้าจำได้ไม่ชัด” หลินเหวินตอบ “คงต้องใช้เวลาสักหน่อย”

หานซู่เงียบไป ก่อนหันมองโต๊ะข้างหน้าต่าง

“เมื่อคืนเจ้าไม่ได้ดื่มอะไรเพิ่มใช่หรือไม่”

“ข้าไม่รู้”

คำตอบหลุดออกไปตามจริง

หานซู่หันกลับมามองเขา

หลินเหวินรีบเสริม “ข้าจำเมื่อคืนไม่ได้”

ชายหนุ่มถอนหายใจยาว

“ดีแล้วที่ข้ามาดู หากปล่อยให้เจ้าอยู่คนเดียว ข้าคงไม่สบายใจ”

หลินเหวินอยากถามว่าตนป่วยด้วยอะไร แต่สายตากลับสะดุดกับอ่างน้ำบนม้านั่ง

ผิวน้ำสงบพอให้เห็นใบหน้า

เขาค่อย ๆ โน้มตัวไปมอง

คนในน้ำมีใบหน้าเรียว ผิวซีด ริมฝีปากแห้ง และผมยาวหลุดจากเชือกที่ผูกไว้ด้านหลัง ปอยผมตกข้างแก้มซึ่งไม่มีกรอบแว่น

หลินเหวินยกมือแตะใบหน้า

เงาในน้ำทำตาม

เขาไม่เคยเห็นคนคนนี้มาก่อน

แต่เมื่อหานซู่เรียกชื่ออีกครั้ง ความทรงจำของประโยคหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน

อาลักษณ์เสิ่นเหยียนถูกประหารฐานบันทึกพระราชดำรัสอันไม่สมควร

ประโยคนั้นอยู่ในตอนที่หกของนิยาย

เขาเขียนมันเอง

“เจ้าจะคัดต่อหรือไม่”

เสียงหานซู่ดึงหลินเหวินกลับมาที่โต๊ะทำงาน

สำนักอาลักษณ์เงียบลงกว่าตอนที่เขาเข้ามา ขุนนางคนอื่นต่างก้มหน้าทำงาน มีเพียงเสียงพู่กันเสียดสีกระดาษกับเสียงพลิกหน้าหนังสือ

ด้านนอกหน้าต่าง คนรับใช้สองคนเดินผ่านไปพร้อมตะกร้าฟืน

ทุกอย่างธรรมดาเสียจนคำสั่งประหารในมือดูเหมือนสิ่งที่ไม่ควรอยู่ตรงนี้

“หนังสือนี้ใครนำมาให้ข้า” หลินเหวินถาม

หานซู่มองเอกสาร แต่ยังอยู่ไกลเกินกว่าจะอ่านเนื้อหา

“ข้าไม่เห็น ตอนเจ้ามาถึงมันก็วางอยู่แล้ว”

หลินเหวินจำได้ว่ามีกระดาษแผ่นเล็กวางทับอยู่ด้านบน

บนกระดาษนั้นเขียนเพียงว่า

คัดใหม่หนึ่งฉบับ ส่งคืนก่อนยามเซิน

ไม่มีชื่อผู้มอบงาน

ไม่มีหมายเลขหนังสือ

เมื่อเขาเข้ามา หานซู่บอกให้รีบทำงานที่อยู่บนโต๊ะก่อน จึงไม่มีใครสงสัยว่าเขาหยิบพู่กันขึ้นมาแล้วนั่งนิ่งอยู่นาน

“หนังสือที่จะให้คัด ปกติต้องมีอะไรแนบมาบ้าง”

หานซู่มองหน้าเขาอีกครั้ง

“ป้ายงานกับรายการรับส่ง เหยียน เจ้าจำเรื่องนี้ไม่ได้ด้วยหรือ”

หลินเหวินกดนิ้วลงบนขมับ

“ข้าไม่อยากทำผิด จึงถามให้แน่ใจ”

หานซู่เลื่อนขนมที่เหลือเข้าปาก ก่อนเช็ดมือกับผ้าอย่างลวก ๆ

“หากไม่มีป้ายงานก็ถามเจ้าหน้าที่รับหนังสือ อย่าคัดแล้วส่งไปสุ่มสี่สุ่มห้า เดี๋ยวเจ้าถูกเรียกไปแก้ถึงค่ำอีก”

หลินเหวินพยักหน้า

เขาก้มอ่านเอกสารอีกครั้ง คราวนี้พยายามมองทุกส่วนแทนการจ้องอยู่ที่ชื่อตนเอง

ข้อความระบุว่าเสิ่นเหยียนบันทึกพระราชดำรัสผิดจากที่ทรงตรัส ทำให้คำสั่งถูกส่งออกไปอย่างคลาดเคลื่อน ก่อความเสียหายร้ายแรง จึงสมควรลงโทษประหารเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง

รายละเอียดสถานที่ยังเว้นว่าง

วันที่ยังเว้นว่าง

แต่ผู้กระทำผิดถูกเลือกไว้แล้ว

ความเย็นค่อย ๆ แผ่จากมือขึ้นมาตามแขน

ในนิยาย เหตุการณ์นี้เกิดวันที่สิบเก้าของเดือนสาม

เขาจำวันนั้นได้ เพราะเป็นวันเดียวกับที่องค์รัชทายาทได้รับอำนาจดูแลงานทหารเพิ่ม และเขาใช้ข่าวการลงโทษอาลักษณ์เป็นฉากสั้น ๆ เพื่อแสดงว่าราชสำนักกำลังกำจัดผู้บิดเบือนคำสั่ง

เขาไม่ได้เขียนว่าเสิ่นเหยียนมีครอบครัวหรือไม่

ไม่ได้เขียนว่าเจ้าตัวมีโอกาสแก้ต่างหรือไม่

แม้แต่ใบหน้า เขาก็ไม่เคยบรรยาย

ตอนนั้นหลินเหวินต้องการเพียงให้ผู้อ่านรู้ว่าองค์รัชทายาทเริ่มจัดระเบียบราชสำนัก

เขาจึงใช้ชีวิตของคนหนึ่งคนเป็นหลักฐานว่าพระเอกกำลังทำงานได้ดี

“วันนี้วันที่เท่าใด”

หานซู่ทำเสียงเหมือนจะหัวเราะ แต่เมื่อเห็นหน้าเขาก็หยุด

“สิบสอง เดือนสาม”

หลินเหวินมองร่างคำสั่งอีกครั้ง

เจ็ดวัน

เขาเหลือเวลาอีกเจ็ดวันจริง ๆ

“เจ้าหน้าซีดมาก”

หานซู่ลุกจากเก้าอี้ แต่หลินเหวินยกมือห้าม

“ข้าแค่ต้องการน้ำ”

“รออยู่ตรงนี้”

ทันทีที่อีกฝ่ายเดินออกไป หลินเหวินวางพู่กันลง

เขาไม่คัดคำสั่ง

หากคำสั่งนี้เป็นของจริง เหตุใดจึงต้องให้ผู้ต้องโทษคัดมันด้วยตนเอง

และหากเป็นเพียงร่างที่ยังไม่สมบูรณ์ คนเขียนรู้ได้อย่างไรว่าอีกเจ็ดวันเขาจะกระทำความผิดอะไร

เขาดึงกระดาษเปล่ามาวางทับ แล้วมองรอบห้อง

ไม่มีใครมองมาที่เขา

อย่างน้อยก็ไม่มีใครที่เขาจับได้ว่ากำลังมอง

หลินเหวินพับร่างคำสั่งตามรอยเดิม ไม่สร้างรอยเพิ่ม ก่อนสอดเข้าไปด้านในเสื้อบริเวณอก

กระดาษเสียดสีกับผิวหนัง

เขาเพิ่งซ่อนหลักฐานชิ้นแรกในชีวิต

มือกลับสั่นเสียจนต้องกำไว้ใต้โต๊ะ

เจ้าหน้าที่รับหนังสือเป็นชายวัยกลางคนที่มองคำถามของเขาอย่างรำคาญ

“ไม่มีเลขรับ ก็ไม่มีรายการให้ค้น”

หลินเหวินวางกระดาษสั่งงานแผ่นเล็กลง

“มีผู้นำงานมาวางบนโต๊ะข้า”

ชายคนนั้นหยิบขึ้นอ่าน แล้วพลิกดูด้านหลัง

“ลายมือใคร”

“ข้าไม่ทราบ”

“ถ้าอย่างนั้นก็รอผู้มอบงานกลับมาถาม อย่านำทุกเรื่องมาถามข้า”

เขาคืนกระดาษให้ ก่อนก้มหน้าลงกับทะเบียนเล่มใหญ่

หลินเหวินอยากขอดูรายการทั้งหมด แต่ไม่รู้ว่าเสิ่นเหยียนมีสิทธิ์ทำเช่นนั้นหรือไม่ การทำตัวผิดจากปกติมากกว่านี้อาจทำให้คนเริ่มสงสัย

เขาจึงถอยออกมา

เพิ่งเดินพ้นชั้นวางหนังสือ เสียงหนึ่งก็เรียกชื่อเขา

“เสิ่นเหยียน”

ชายสูงวัยในชุดขุนนางสีเข้มยืนอยู่ปลายทางเดิน

ใบหน้าอ่อนโยน หนวดเคราตัดเรียบร้อย แขนเสื้อไม่มีรอยหมึกแม้แต่จุดเดียว

หานซู่ซึ่งถือถ้วยน้ำกลับมาพอดีรีบก้มคำนับ

“ใต้เท้าลู่”

หลินเหวินก้มตามช้าไปเล็กน้อย

ลู่เหวินเจา

หัวหน้าสำนักอาลักษณ์

ในนิยายของเขา ชายผู้นี้เป็นขุนนางสุขุมที่คอยถวายความเห็นเรื่องระเบียบราชสำนัก ปรากฏอยู่ในฉากประชุมหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีบทบาทเด่น

หลินเหวินไม่เคยเขียนว่าเขาเกี่ยวข้องกับการประหารเสิ่นเหยียน

แต่การไม่เคยเขียน ไม่ได้ช่วยให้สบายใจอีกแล้ว

“ได้ยินว่าเจ้ากลับมาทำงาน” ลู่เหวินเจากล่าว “เหตุใดไม่พักให้หายก่อน”

หลินเหวินก้มหน้าต่ำลง

“ข้าไม่อยากให้งานค้างขอรับ”

“งานรอได้ สุขภาพรอไม่ได้”

น้ำเสียงนั้นฟังเหมือนคำพูดของผู้ใหญ่ที่ห่วงลูกหลาน

หานซู่รีบกล่าวเสริม “ข้าก็เตือนเขาแล้วขอรับ”

ลู่เหวินเจามองถ้วยน้ำในมือหานซู่ จากนั้นหันมาทางหลินเหวิน

“หน้าตาเจ้ายังไม่ดีนัก วันนี้ทำเท่าที่ไหว หากมีอาการก็ให้คนไปตามหมอ”

“ขอบพระคุณขอรับ”

หลินเหวินลังเล ก่อนตัดสินใจถาม

“ใต้เท้า ข้ามีงานคัดฉบับหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ แต่ไม่มีป้ายงาน ข้าเกรงว่าจะส่งผิดที่”

ลู่เหวินเจายื่นมือออกมา

“เอามาดู”

หัวใจเขากระตุก

หลินเหวินส่งกระดาษแผ่นเล็กให้ ไม่ได้หยิบร่างคำสั่งจากในเสื้อ

ชายสูงวัยอ่านอยู่ครู่หนึ่ง

“คงมีใครลืมแนบรายการ เจ้าพักงานนั้นไว้ก่อน ข้าจะให้ตรวจสอบ”

เขาพับกระดาษแผ่นเล็กเก็บไว้ในแขนเสื้อ

“ร่างเอกสารยังอยู่กับเจ้าหรือไม่”

หลินเหวินพยายามรักษาน้ำเสียงให้ราบเรียบ

“อยู่ที่โต๊ะขอรับ”

“เก็บให้เรียบร้อย อย่าให้ปะปนกับงานอื่น”

ลู่เหวินเจาพยักหน้า แล้วเดินผ่านไป

หานซู่รอจนอีกฝ่ายลับมุมทางเดิน จึงส่งถ้วยน้ำให้เขา

“เห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าถามใต้เท้าลู่ก็จบ”

หลินเหวินรับถ้วยมา

น้ำไม่ร้อนแล้ว แต่มือเขายังสั่นอยู่

เขาเพิ่งโกหกหัวหน้าสำนัก

และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเชื่อหรือเพียงปล่อยให้เขาคิดว่าเชื่อ

ตอนบ่าย หลินเหวินทำงานคัดหนังสือธรรมดาที่หานซู่แบ่งมาให้

เขาอ่านตัวอักษรได้มากกว่าที่คาด บางคำต้องใช้เวลา แต่เสียงพูดของคนรอบตัวกลับเข้าใจชัดเจน ราวกับสมองส่วนหนึ่งรู้จักสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว

สิ่งที่ไม่รู้จักคือการใช้พู่กัน

มือดูเหมือนจะจำได้ แต่เมื่อเขาตั้งใจควบคุม ข้อมือกลับแข็ง ตัวอักษรบิดเบี้ยวจนต้องเปลี่ยนกระดาษไปสองแผ่น

“ป่วยครั้งเดียว ลายมือเจ้าหายไปด้วยหรือ”

หานซู่มองงานด้วยความสงสาร

“ข้าคงยังไม่มีแรง”

“อย่าให้คนตรวจเห็นแผ่นนี้ เก็บไว้ฝึกก่อน”

หลินเหวินพยักหน้า แล้วคัดใหม่ช้าลง

เขาต้องเรียนรู้ให้เร็ว

ต้องรู้ว่าเสิ่นเหยียนทำงานอะไร ไปที่ใดได้ พบใครบ้าง และใครมีสิทธิ์สั่งให้เขานั่งคัดคำสั่งประหารตนเอง

ที่สำคัญ เขาต้องจำให้ได้ว่าในต้นฉบับ เหตุการณ์ก่อนวันที่สิบเก้าเกิดอะไรขึ้น

แต่ยิ่งพยายาม ความทรงจำก็ยิ่งกระจัดกระจาย

ฉากขององค์รัชทายาท

ข่าวชายแดน

รายงานเสบียง

ชื่อขุนนางหลายคนที่เขาคิดขึ้นตอนตีสองและไม่เคยจำลำดับตำแหน่งได้แม่น

เขารู้ว่าตัวละครหลักจะทำอะไร

กลับไม่รู้ว่าชายที่มีชื่ออยู่เพียงบรรทัดเดียวต้องทำงานอย่างไรในหนึ่งวัน

ก่อนเลิกงาน ไม่มีใครมาถามถึงร่างคำสั่ง

ความเงียบทำให้เขากังวลยิ่งกว่าการถูกเรียกสอบ

เรือนพักของเสิ่นเหยียนอยู่หลังแนวกำแพงด้านหนึ่ง ห่างจากสำนักพอให้เดินกลับได้ แต่ไม่กว้างขวางหรือสวยงามอย่างที่หลินเหวินชอบบรรยายในนิยาย

มีเตียง โต๊ะ ตู้เสื้อผ้า และหีบไม้ใบหนึ่ง

บานประตูฝืดจนต้องออกแรงดึง หน้าต่างมีผ้าปะช่องลมไว้ตรงมุม

หานซู่เดินมาส่งพร้อมห่ออาหาร

“กินให้หมด พรุ่งนี้ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืน ข้าจะบอกแทนให้”

“ขอบใจ”

อีกฝ่ายยืนลังเลอยู่ที่ประตู

“เหยียน”

หลินเหวินเงยหน้า

“ถ้ามีอะไรทำให้ไม่สบายใจ เจ้าพูดกับข้าได้”

น้ำเสียงนั้นต่างจากตอนล้อเขาในสำนัก

หลินเหวินไม่รู้ว่าเจ้าของร่างเคยเล่าอะไรให้เพื่อนฟังบ้าง จึงได้แต่ตอบว่า “ข้ารู้”

หานซู่มองเขาอยู่อีกครู่ ก่อนพยักหน้าแล้วจากไป

เมื่อเสียงฝีเท้าหายไป หลินเหวินลงกลอนประตู

เขาหยิบร่างคำสั่งออกจากเสื้อ วางลงบนโต๊ะ แล้วจุดตะเกียง

แสงเล็ก ๆ ทำให้ชื่อเสิ่นเหยียนปรากฏชัดอีกครั้ง

เขาอยากขยำมัน

อยากโยนเข้าเปลวไฟแล้วเชื่อว่าหากกระดาษหายไป เหตุการณ์จะไม่เกิด

แต่นั่นเป็นความคิดของคนที่เคยนั่งลบประโยคบนหน้าจอ

ตอนนี้ชีวิตไม่ยอมให้กดลบง่าย ๆ เช่นนั้น

หลินเหวินดึงเก้าอี้ออกแล้วเริ่มค้นโต๊ะ

ลิ้นชักแรกมีพู่กันเก่า เชือกผูกหนังสือ และแท่นหมึกที่แตกตรงมุม

ลิ้นชักที่สองมีจดหมายจากบ้าน เขาเห็นชื่อมารดาและชื่อหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นน้อง แต่ยังไม่กล้าอ่านต่อ ความรู้สึกเหมือนกำลังแอบเปิดชีวิตส่วนตัวของคนอื่นทำให้มือชะงัก

ทว่าเขาไม่มีเวลาขออนุญาต

หลินเหวินเปิดหีบ พบเสื้อผ้าสองชุด เงินจำนวนน้อย และรองเท้าที่ปะพื้นไว้แล้ว

เสิ่นเหยียนไม่ได้มีชีวิตอย่างที่เขาจินตนาการให้ขุนนางส่วนใหญ่

เขายกผ้าที่พับอยู่ขึ้น ก่อนพบช่องว่างระหว่างแผ่นไม้ก้นหีบ แต่ไม่มีสิ่งใดซ่อนอยู่

เมื่อกลับมาที่โต๊ะ เขาเห็นว่าลิ้นชักล่างปิดไม่สนิท

เขาดึงมันออกทั้งชิ้น

ด้านในไม่มีของเพิ่ม แต่ใต้แผ่นไม้มีขอบกระดาษบาง ๆ โผล่ออกมา

หลินเหวินค่อย ๆ ลอกกระดาษนั้นออก

มันถูกพับสองทบและติดไว้ด้วยแป้งเปียกที่แห้งแล้ว

เมื่อคลี่ออก เขาพบตัวอักษรไม่กี่บรรทัด

บรรทัดแรกเขียนนิ่งและเป็นระเบียบ บรรทัดสุดท้ายกลับเอียงลงเล็กน้อย ราวกับคนเขียนเริ่มไม่มีแรง

หลินเหวินยกมันเข้าใกล้แสง

หากข้าตาย อย่าเชื่อบันทึกที่มีชื่อข้ากำกับ

ด้านล่างมีอีกประโยคหนึ่ง

ข้าไม่ได้เขียนทุกสิ่งที่พวกเขาจะกล่าวว่าข้าเขียน

เขานั่งลงช้า ๆ

เสียงจากโลกภายนอกยังดังลอดเข้ามา มีคนเรียกหาน้ำร้อน มีเสียงประตูปิด และเสียงหัวเราะจากเรือนถัดไป

แต่ในห้องนี้ หลินเหวินได้ยินเพียงลมหายใจของตนเอง

เขาเคยคิดว่าเสิ่นเหยียนเป็นขุนนางทุจริต

เคยใช้คำสั่งประหารของชายผู้นี้แสดงให้เห็นว่าพระเอกเด็ดขาดและยุติธรรม

เขาไม่เคยให้เสิ่นเหยียนพูดแม้แต่ประโยคเดียว

บัดนี้คำพูดแรกที่เขาได้อ่านจากชายผู้นั้น กลับเป็นคำขอร้องไม่ให้เชื่อเรื่องที่ตัวเขาเองเคยเขียน

หลินเหวินวางจดหมายข้างร่างคำสั่งประหาร

กระดาษสองแผ่นอยู่ใต้แสงเดียวกัน

แผ่นหนึ่งกล่าวว่าเสิ่นเหยียนมีความผิด

อีกแผ่นบอกว่าเขากำลังถูกใส่ร้าย

หลินเหวินมองชื่อบนคำสั่ง แล้วเลื่อนสายตากลับมาที่จดหมาย

หากคนที่เขาเขียนให้ตายรู้ล่วงหน้าว่าจะถูกกล่าวหา…

เรื่องที่เขาจำได้ อาจไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงเลย

ความคิดเห็น

3
เขียนความคิดเห็น…
จันทร์เกษม สุขฤทัย

โอเค

CA

ok

จันทร์เกษม สุขฤทัย

Ok

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต