นัดหมายที่จำไม่ได้
หลินเหวินไม่ได้เปิดประตูทันที
เขายืนอยู่ห่างจากบานไม้เพียงสองก้าว มือข้างหนึ่งกดทับเอกสารใต้เสื้อ อีกข้างถือห่อยาที่เพิ่งวางลงแล้วหยิบขึ้นมาใหม่โดยไม่รู้ตัว
“หากท่านมีธุระ ก็แจ้งชื่อก่อน”
เสียงของเขาสงบกว่าที่คิด
ด้านนอกเงียบไปครู่หนึ่ง
“ฉินโม่”
ชื่อที่ไม่คุ้นเคยทำให้หลินเหวินยิ่งระวัง
เขาจำตัวละครในนิยายไม่ได้ทุกคน บางคนมีชื่อปรากฏเพียงครั้งเดียว บางคนเปลี่ยนชื่อระหว่างแก้ต้นฉบับ และบางคนเขาไม่เคยตั้งชื่อให้ด้วยซ้ำ
การจำชื่อไม่ได้จึงไม่ได้หมายความว่าชายผู้นี้ไม่มีอยู่ในเรื่อง
“ท่านมาจากเรือนองค์ชายรองหรือ”
“ใช่”
“มีสิ่งใดยืนยัน”
เสียงผ้าขยับดังอยู่หน้าประตู ก่อนชายด้านนอกตอบ
“เปิดช่องหน้าต่าง”
หลินเหวินหันมองหน้าต่างข้างประตู เขาขยับเข้าไป ปลดสลักแล้วแง้มเพียงเท่าฝ่ามือ
ชายที่ยืนอยู่ข้างนอกอายุราวสามสิบกว่า สวมเสื้อสีเข้มเรียบ ๆ มีดาบอยู่ที่เอว ท่าทางไม่เหมือนคนรับใช้ที่ถูกส่งมาทวงเอกสาร
ฉินโม่ยกป้ายไม้ขึ้นให้ดู
บนป้ายมีตราแกะสลักกับชื่อเรือน หลินเหวินรู้จักรูปตรานั้นจากรายละเอียดที่เคยเขียนไว้ แต่มองไม่ออกว่าของจริงกับของปลอมควรต่างกันอย่างไร
ฉินโม่ลดป้ายลง
“ครั้งก่อนเจ้าตรวจนานกว่านี้”
หลินเหวินเงยหน้ามองเขา
“เราเคยพบกันหรือ”
สายตาของชายด้านนอกเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เจ้าต้องการให้ข้าตอบว่าไม่เคยหรือ”
“ข้าล้มป่วย ความจำบางส่วนยังไม่กลับมา”
ฉินโม่มองผ่านช่องหน้าต่างเข้าไปในห้อง
หลินเหวินขยับบังโดยไม่ตั้งใจ
อีกฝ่ายเห็น แต่ไม่ได้พยายามมองต่อ
“ข้าทราบว่าเจ้าป่วย” ฉินโม่กล่าว “จึงรอจนเจ้ากลับมาทำงาน”
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามีคนค้นห้องข้า”
“ระหว่างรอ ข้าเห็นชายคนหนึ่งออกจากห้องนี้”
หลินเหวินจับขอบหน้าต่างแน่นขึ้น
“ท่านจับเขาไว้หรือไม่”
“ไม่”
คำตอบสั้นจนเขาอยากถามซ้ำ
ฉินโม่กล่าวต่อ “หากข้าจับคนของสำนักอยู่หน้าเรือนพักเจ้า ผู้ที่ส่งเขามาจะรู้ทันทีว่าเจ้าติดต่อกับเรา ข้าจึงให้คนตามไป”
หลินเหวินมองใบหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์นั้น
อย่างน้อยชายผู้นี้ก็มีเหตุผลที่จะไม่ลงมือ
แต่เขายังไม่รู้ว่าเป็นเหตุผลจริงหรือคำอธิบายที่เตรียมไว้
“องค์ชายให้ท่านมารับสิ่งใด”
“สิ่งที่เจ้ารับปากจะนำไปให้ด้วยตัวเอง”
“ถ้าข้าจำไม่ได้—”
“ก็ไปฟังพระองค์เตือนความจำ”
ฉินโม่พูดโดยไม่ขึ้นเสียง
“พระองค์รอคำตอบจากเจ้ามาสองวันแล้ว”
หลินเหวินเหลือบมองกระดาษในห่อผ้าบนโต๊ะ
สองวันก่อน เสิ่นเหยียนเดิมยังอยู่ในร่างนี้
อาจยังมีชีวิต ยังรู้ว่าตนกำลังทำอะไร และยังเชื่อว่ามีบางคนช่วยได้
หากหลินเหวินปฏิเสธ เขาอาจตัดทางรอดที่เจ้าของร่างพยายามเปิดไว้
แต่คนที่รออยู่นั้นคือเซียวจิ่งเหิง
องค์ชายรองผู้ถูกเขาเขียนให้สั่งฆ่าพยาน เผาบ้านขุนนาง และใช้คนธรรมดาเป็นเครื่องมือแย่งบัลลังก์
หลินเหวินค่อย ๆ ปิดหน้าต่าง
เขาได้ยินฉินโม่ขยับตัวด้านนอก แต่ไม่มีเสียงชักดาบหรือกระแทกประตู
เขายืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนำห่อยาวางกลับลงบนโต๊ะ
ร่างคำสั่งประหารยังอยู่ใต้เสื้อ เช่นเดียวกับสำเนาคำสั่งฉบับที่ให้สอบสวนข้อร้องเรียน
อีกฉบับซึ่งเปิดทางให้ใช้กำลังซ่อนอยู่ในตะเข็บเสื้อเก่า
เขาตัดสินใจไม่ย้ายมัน
หากถูกค้นตัว อย่างน้อยหลักฐานจะไม่หายไปพร้อมกันทั้งหมด
หลินเหวินหยิบเสื้อคลุมมาสวม แล้วเปิดประตู
ฉินโม่มองมือเปล่าของเขา
“ไม่มีห่อเอกสารหรือ”
“ข้าขอฟังให้แน่ใจก่อน”
“เจ้าเคยระวังตัว แต่ไม่เคยพูดเช่นนี้”
หลินเหวินปิดประตู ลงกุญแจ แล้วหันกลับมา
“ข้าคงได้เหตุผลเพิ่ม”
ฉินโม่ไม่ตอบ
เขาเพียงขยับให้หลินเหวินเดินตาม
ทั้งสองออกจากเขตเรือนพักทางประตูเล็ก
ฉินโม่เลือกเดินตามตรอกที่มีร้านค้า ไม่ได้พาไปยังทางเปลี่ยว หลินเหวินจึงพอหายใจได้คล่องขึ้นเล็กน้อย
มีคนขายบะหมี่กำลังตักน้ำซุป เด็กสองคนวิ่งไล่กันจนถูกเจ้าของร้านตะโกนดุ กลิ่นแป้งนึ่งลอยออกมาจากตะกร้าไม้ไผ่ริมทาง
ฉินโม่หยุดที่ร้านขายเครื่องเขียน
เจ้าของร้านเงยหน้าแล้วพยักหน้าให้ ก่อนเปิดประตูด้านหลังโดยไม่ถามอะไร
หลินเหวินหยุดเดิน
“ทางนี้ไปที่ใด”
“รถรออยู่ข้างหลัง”
“เหตุใดไม่ให้รถรับข้าที่เรือนพัก”
ฉินโม่หันมา
“เจ้าต้องการให้คนทั้งสำนักเห็นหรือ”
หลินเหวินเงียบ
เขาไม่เคยเขียนการเดินทางของตัวละครเล็ก ๆ อย่างละเอียด
ในนิยาย เพียงจบย่อหน้าหนึ่งด้วยการออกจากบ้าน ย่อหน้าต่อมาก็ถึงจุดนัดหมายแล้ว
เขาไม่เคยต้องคิดว่ารถม้าจอดตรงไหน ใครเห็น หรือร้านใดจะยอมเปิดประตูหลังให้
แต่คนในโลกนี้ต้องคิด
ด้านหลังร้านมีรถม้าธรรมดาจอดอยู่ คนขับสวมหมวกเก่าและไม่ได้หันมามองเขา
ฉินโม่เปิดม่าน
“ขึ้นไป”
หลินเหวินก้าวขึ้นอย่างระวัง ที่นั่งด้านในมีเพียงเบาะผ้า ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีตราบ่งบอกเจ้าของ
เมื่อรถเริ่มเคลื่อน ฉินโม่นั่งตรงข้าม
หลินเหวินพยายามจำทิศทางจากเสียงล้อกับแสงที่ลอดม่าน แต่ไม่นานก็ยอมรับว่าทำไม่ได้
เขาไม่มีทักษะเช่นนั้น
ในชีวิตเดิม เขายังหลงทางในอาคารจอดรถอยู่บ่อย ๆ
“ข้าควรคำนับพระองค์อย่างไร”
ฉินโม่มองเขาเต็มตาเป็นครั้งแรก
หลินเหวินรีบกล่าวต่อ “ข้าไม่อยากผิดระเบียบหลังป่วย”
“ทำอย่างที่เจ้าทำต่อหัวหน้าสำนัก รอให้พระองค์ตรัสก่อน หากทรงให้ลุกจึงลุก”
“เข้าใจแล้ว”
“เจ้าจำเรื่องอื่นได้เพียงใด”
หลินเหวินมองมือของตน
“บางเรื่องชัด บางเรื่องไม่เหลือเลย”
ฉินโม่เงียบไป
จากนั้นถามว่า “คืนที่เจ้าป่วย มีใครมาหาหรือไม่”
หลินเหวินเงยหน้าทันที
“ข้าไม่ทราบ”
“เจ้าจำถ้วยได้หรือ”
คำถามนั้นทำให้เขานึกถึงหมอ
ตอนนั้นมีถ้วยอยู่ข้างตัว
“ท่านรู้เรื่องถ้วยได้อย่างไร”
“ข้าถามคนที่ช่วยเจ้าไว้”
“ข้าป่วยเพราะอะไร”
ฉินโม่ไม่ได้ตอบทันที
ล้อรถกระแทกก้อนหินจนเบาะขยับ หลินเหวินต้องจับขอบที่นั่ง
“นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องการรู้เช่นกัน” ชายตรงข้ามกล่าว
หลินเหวินมองเขา
คำว่า เรา ทำให้เรื่องราวของเสิ่นเหยียนยิ่งกว้างออกไป
เจ้าของร่างไม่ได้เพียงซ่อนกระดาษแล้วรอความตาย
เขามีคนที่กำลังถามหาเขา
รถหยุดหน้าประตูด้านข้างของเรือนหลังหนึ่ง
ฉินโม่ลงก่อน แล้วพาหลินเหวินผ่านสวนเล็กซึ่งมีบ่อปลากับต้นไม้ผลัดใบ
ไม่มีคนเดินพลุกพล่าน แต่มีชายสองคนยืนอยู่คนละมุม สายตาเลื่อนไปตามผู้มาเยือนโดยไม่พูด
หลินเหวินมองเห็นทางออกเพียงทางเดียว
ฉินโม่หยุดหน้าห้อง
“อาลักษณ์เสิ่นเหยียนมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้เข้ามา”
เสียงจากข้างในทุ้มต่ำและไม่ดังนัก
หลินเหวินเคยพยายามนึกเสียงขององค์ชายรองขณะเขียนบทพูด
ตอนนั้นเขาคิดว่าควรเป็นเสียงที่ทำให้คนฟังเย็นวาบ
เสียงจริงกลับฟังเหมือนคนเหนื่อยจากการพูดเรื่องเดิมหลายครั้ง
เขาก้าวเข้าไปแล้วคำนับตามที่ฉินโม่บอก
พื้นไม้เย็นผ่านเนื้อผ้าตรงหัวเข่า
“ลุกขึ้น”
หลินเหวินลุกโดยไม่เงยหน้าเต็มที่
ชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะอายุไม่ถึงสามสิบ สวมเสื้อสีเข้มเรียบ ๆ ไม่มีมงกุฎหรือเครื่องประดับที่หลินเหวินเคยบรรยายให้มากมายในฉากเปิดตัว
มีเพียงแถบคาดผมกับป้ายหยกที่เอว
ใบหน้าสงบ แต่ดวงตาจับอยู่บนตัวเขาอย่างไม่คลาดไปไหน
เซียวจิ่งเหิง
หลินเหวินรู้สึกว่าตนกำลังพบคนที่ถูกกล่าวหาไปแล้วโดยไม่เคยได้รับโอกาสพูด
เขาพยายามกดความคิดนั้นลง
คนตรงหน้าอาจเป็นคนอันตรายจริง ๆ
การพบหลักฐานว่าบันทึกถูกแก้ ไม่ได้ทำให้ทุกเรื่องที่เขาจำได้กลายเป็นเรื่องเท็จทันที
“ฉินโม่บอกว่าเจ้าจำการนัดหมายไม่ได้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“แต่จำได้ว่าข้าเป็นใคร”
“พ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรองเอนหลังเล็กน้อย
“ความจำของเจ้าหายไปได้เหมาะเวลานัก”
หลินเหวินก้มหน้า
เขาไม่มีคำแก้ตัวที่พิสูจน์ได้
เซียวจิ่งเหิงวางกระดาษชิ้นหนึ่งลงบนโต๊ะ
“นี่ใช่ลายมือเจ้าหรือไม่”
หลินเหวินขยับเข้าไปตามพระสัญญาณ
ข้อความมีเพียงสองบรรทัด
ข้าพบสำเนาที่ไม่ตรงกัน ขอเวลาตรวจเลขรับส่ง ก่อนนำไปให้ท่านดูด้วยตัวเอง
ลายมือนั้นเหมือนคำเตือนที่เขาพบใต้ลิ้นชัก
“เหมือนลายมือข้าพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าส่งมาเมื่อสี่วันก่อน”
หลินเหวินพยายามเรียงเวลา
เสิ่นเหยียนพบคำสั่งสองฉบับ ส่งข้อความหาองค์ชายรอง แล้วล้มป่วยก่อนนำหลักฐานมาส่ง
ช่องว่างระหว่างเหตุการณ์ทำให้คำถามเรื่องถ้วยน่ากลัวขึ้น
“ในเมื่อเจ้าจำไม่ได้ ข้าจะถามใหม่” องค์ชายรองกล่าว “สำเนาอยู่ที่ใด”
หลินเหวินไม่ได้ตอบ
สายตาอีกฝ่ายเลื่อนลงไปยังอกเสื้อของเขา
เขารู้ทันทีว่าตนเผลอกดมือทับเอกสารอีกแล้ว
“อยู่กับเจ้าหรือ”
หลินเหวินผ่อนมือออก
“บางส่วนพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินโม่ซึ่งยืนอยู่ข้างประตูขยับ แต่เซียวจิ่งเหิงยกมือห้าม
“นำออกมา”
หลินเหวินหยิบสำเนาคำสั่งฉบับแรกออกจากเสื้อ โดยกดร่างคำสั่งประหารอีกแผ่นไว้ไม่ให้หลุดตาม
เขาวางเอกสารบนโต๊ะ
องค์ชายรองอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนกลับมาอ่านช่วงกลางอีกครั้ง
“ฉบับนี้ให้สอบสวน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“อีกฉบับว่าอย่างไร”
หลินเหวินเล่าข้อความเท่าที่อ่านเข้าใจ
ห้องเงียบลง
เซียวจิ่งเหิงวางนิ้วบนเลขทะเบียนที่เสิ่นเหยียนจดไว้
“เจ้าตรวจเลขนี้แล้วหรือ”
“ยังพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วเหตุใดจึงส่งข้อความว่าขอเวลาตรวจ ก่อนนำมา”
หลินเหวินสบตาอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก
“เพราะผู้ที่เขียนข้อความนั้นยังจำสิ่งที่ทำได้ครบกว่าข้าในตอนนี้”
ฉินโม่มองเขา
คำตอบฟังแปลก แม้แต่หลินเหวินเองก็รู้
แต่เขาไม่สามารถยืมความสามารถของเสิ่นเหยียนมาแสร้งว่าตนรู้ทุกอย่างได้
องค์ชายรองมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถาม
“เจ้าเก็บอีกฉบับไว้ต่อรองกับใคร”
“ข้ายังไม่ได้ให้ใคร”
“เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเพียงเพราะเจ้าพูดหรือ”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ”
หลินเหวินกลืนน้ำลาย
“แต่เมื่อคืนข้าพบคำเตือน วันนี้มีคนค้นห้อง และเอกสารบนโต๊ะข้าไม่มีรายการรับส่ง ข้าจึงไม่กล้านำทุกอย่างมาไว้ที่เดียว”
“คำเตือนอะไร”
หลินเหวินนิ่งไป
เขาไม่อยากเปิดเผยทุกสิ่งในครั้งเดียว แต่หากไม่พูดอะไรเลย การมาที่นี่คงไม่มีประโยชน์
“มีคนกำลังเตรียมให้ข้ารับผิดเรื่องบันทึกพระราชดำรัส”
“เรื่องใด”
“ยังไม่เกิดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
ดวงตาขององค์ชายรองแคบลง
หลินเหวินรู้ว่าตนพูดพลาด
เขารีบหยิบร่างคำสั่งประหารออกมาแทนการอธิบายด้วยเรื่องอนาคต
กระดาษแผ่นนั้นถูกวางข้างสำเนาคำสั่ง
เซียวจิ่งเหิงอ่านช้ากว่าแผ่นแรก
เมื่ออ่านจบ พระองค์ไม่ได้ตรัสทันที
ฉินโม่ขยับเข้ามาดูตามพระสัญญาณ ใบหน้าของเขาเคร่งขึ้น
“ใครส่งมา”
“ข้าไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ วางอยู่บนโต๊ะเมื่อข้ากลับไปทำงาน มีคำสั่งให้คัดใหม่ แต่ไม่มีเลขรับ”
“เจ้าคัดหรือไม่”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ดี”
คำเดียวสั้น ๆ ทำให้หลินเหวินเงยหน้า
องค์ชายรองแตะตรงตำแหน่งชื่อ
“หากเจ้าคัด เอกสารอีกฉบับจะมีลายมือเจ้าอยู่ครบ เขาอาจกล่าวได้ว่าเจ้าเขียนคำรับสารภาพ หรือยอมรับร่างลงโทษ ทั้งที่เรื่องยังไม่ถึงขั้นไต่สวน”
หลินเหวินรู้สึกเย็นตรงหลัง
เขาสงสัยว่าการให้คัดเป็นกับดัก แต่ยังนึกไม่ออกว่าร่องรอยลายมือจะถูกใช้อย่างไร
คนตรงหน้ามองเห็นเร็วกว่าเขา
“ใต้เท้าลู่ทราบเรื่องนี้หรือไม่” องค์ชายรองถาม
“ทราบว่ามีงานไม่มีป้ายกำกับพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าไม่ได้ให้ดูเนื้อหา”
“พระองค์ว่าอย่างไร”
“ให้ข้าเก็บไว้ก่อน และบอกว่าจะตรวจที่มา”
เซียวจิ่งเหิงมองฉินโม่
สายตานั้นสั้นเกินกว่าหลินเหวินจะแปลความหมาย
“ข้าขอเอกสารคืนพ่ะย่ะค่ะ”
เขาพูดก่อนความกล้าจะหายไป
ฉินโม่หันมามองทันที
องค์ชายรองกลับถามเพียง “เพราะเหตุใด”
“หากมีคนมาทวง ข้าต้องยังมีสิ่งให้ตอบ และข้ายังไม่รู้ว่าหลักฐานสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร”
“เจ้ากลัวข้ายึดไว้หรือ”
หลินเหวินเงียบไปหนึ่งลมหายใจ
“พ่ะย่ะค่ะ”
ฉินโม่ถอนหายใจเบามาก
เซียวจิ่งเหิงมองใบหน้าเขา ก่อนเลื่อนเอกสารทั้งสองกลับมา
“เช่นนั้นเก็บไว้”
หลินเหวินรับคืนอย่างระวัง
องค์ชายรองหยิบกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งจากข้างโต๊ะ ส่งให้ฉินโม่
“จดเลขทะเบียนไว้ แล้วตรวจคนที่ออกจากห้องเขาให้แน่ชัด”
ฉินโม่คำนับรับคำสั่ง
หลินเหวินมองสำเนาในมือ
พระองค์ไม่ได้ขอให้คัดข้อความทั้งหมด
เพียงเก็บเลขสำหรับตรวจต่อ
นั่นทำให้เขาสบายใจขึ้น แต่ยังไม่มากพอจะไว้ใจ
“เจ้าต้องการอะไรจากข้า” องค์ชายรองถาม
หลินเหวินรวบรวมคำพูด
“เวลาตรวจเอกสาร และคนที่ช่วยเฝ้าดูว่าใครเข้าห้องข้า โดยไม่ให้สำนักทราบ”
“เจ้าจะตรวจได้หรือ ในเมื่อยังจำทางมาหาข้าไม่ได้”
คำถามตรงจนเขาเถียงไม่ออก
“ข้าจะเริ่มจากสิ่งที่มีเลขและวันที่กำกับ ไม่อาศัยความจำเพียงอย่างเดียว”
เซียวจิ่งเหิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
“สามวัน”
หลินเหวินเงยหน้า
“ภายในสามวัน เจ้าต้องบอกได้ว่าเอกสารสองฉบับผ่านมือใครบ้าง หากติดขัดให้แจ้งฉินโม่ อย่าหายไปอีก”
สามวันจะเหลือเวลาอีกเพียงสามวันก่อนวันที่สิบเก้า
แต่ยังดีกว่าไม่ได้เริ่มอะไรเลย
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ส่วนคนเฝ้าดู ข้าจะให้จัดการ”
หลินเหวินคำนับ
เขาควรหยุดแค่นั้น
แต่คำถามหนึ่งค้างอยู่ตั้งแต่เห็นข้อความของเสิ่นเหยียน
“เหตุใดพระองค์จึงรับฟังข้า”
เซียวจิ่งเหิงมองเขา
“อาลักษณ์ชั้นผู้น้อยคนหนึ่งอาจนำกระดาษปลอมมาถวายเพื่อหวังผลประโยชน์ก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรองไม่ได้ปฏิเสธ
“ข้าจึงให้ตรวจ”
“แล้วก่อนหน้านี้…”
พระองค์หยิบข้อความสองบรรทัดของเสิ่นเหยียนขึ้นมา
“เพราะคนที่เขียนฉบับนี้ไม่ได้ขอเงินหรือตำแหน่ง”
หลินเหวินรอ
“เขาขอให้ข้าหยุดตามหาคนที่เขาคิดว่าข้าจะฆ่า”
ความรู้สึกที่เพิ่งผ่อนลงกลับตึงขึ้นทันที
“ผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้ายังจำไม่ได้ก็ไม่ต้องฝืน”
เซียวจิ่งเหิงวางกระดาษกลับ
“ไปพักเสียก่อน ข้าต้องการคนตรวจเอกสารที่มีสติ ไม่ใช่คนที่ล้มอีกครั้งก่อนทำงานเสร็จ”
หลินเหวินรู้ว่าการสนทนาจบแล้ว
เขาคำนับและถอยออกมา โดยไม่กล้าถามเรื่องคนที่เสิ่นเหยียนพยายามปกป้องอีก
ฉินโม่พาเขาผ่านระเบียงไปยังสวนเดิม
ลมบ่ายพัดใบไม้แห้งให้หมุนอยู่ตรงขอบบ่อปลา หลินเหวินเดินช้าลง เพราะความมึนที่กดไว้ตั้งแต่เข้าห้องเริ่มกลับมา
ฉินโม่หยุด
“นั่งก่อนหรือไม่”
“ข้ายังไหว”
“เจ้าตอบเช่นนี้แล้วหน้าซีดทุกครั้ง”
หลินเหวินยอมเดินไปนั่งบนม้านั่งใต้ชายคา
จากตรงนี้มองเห็นทางเดินเล็กอีกสายหนึ่งซึ่งเชื่อมไปยังเรือนด้านใน
เด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งออกมา
อายุคงไม่เกินสิบปี เสื้อของเธอสะอาดแต่แขนสั้นไปเล็กน้อย ในมือมีของเล่นทำจากกิ่งไม้กับเชือก
เธอวิ่งได้ไม่กี่ก้าวก็สะดุด
หลินเหวินขยับจะลุก แต่เด็กยันพื้นแล้วนั่งขึ้นเอง
ฉินโม่ก้าวไปหนึ่งก้าว ก่อนหยุดเมื่อเห็นคนเดินออกจากเรือนตามมา
เซียวจิ่งเหิง
พระองค์คงออกทางอีกประตูหลังการสนทนา
เด็กหญิงรีบกำของเล่นไว้ แล้วพยายามลุก แต่รองเท้าข้างหนึ่งหลุดจากส้น
องค์ชายรองย่อตัวลงตรงหน้าเธอ
หลินเหวินนั่งนิ่ง
“เจ็บตรงไหน”
เด็กส่ายหน้าเร็ว ๆ
“ไม่ได้ทำแตก”
เธอยกของเล่นให้ดู ราวกับเรื่องนั้นสำคัญกว่าหัวเข่าที่เปื้อนฝุ่น
องค์ชายรองมองของในมือ ก่อนรับมาวางบนขั้นบันได
“ข้าไม่ได้ถามเรื่องนั้น”
เด็กหญิงก้มมองเข่า
พระองค์ปัดฝุ่นออกเบา ๆ แล้วตรวจรอยถลอก ก่อนดึงรองเท้าให้เข้าที่ เชือกเส้นหนึ่งขาดจนผูกไม่ได้
เซียวจิ่งเหิงเรียกคนรับใช้ให้หาเชือกใหม่
ระหว่างรอ พระองค์ยังย่อตัวอยู่ระดับเดียวกับเด็ก ไม่ได้สั่งให้เธอเดินตามหรือยืนขึ้น
“หากจะวิ่ง ต้องดูรองเท้าก่อน”
“ข้าไม่ได้วิ่งเร็ว”
“เมื่อครู่เร็วพอจะทำให้ข้าตามไม่ทัน”
เด็กหญิงมองอย่างไม่เชื่อ
“ท่านเดินช้าเอง”
ฉินโม่หันหน้าไปทางบ่อปลา
หลินเหวินไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังกลั้นยิ้มหรือเพียงหลบสายตา
เซียวจิ่งเหิงไม่ได้โกรธ
พระองค์รับเชือกจากคนรับใช้ ร้อยผ่านรองเท้าแล้วผูกให้ใหม่ด้วยมือของตนเอง
เมื่อเสร็จ เด็กหญิงขยับเท้าทดลอง ก่อนหยิบของเล่นกลับมา
“ข้าไปหาแม่ได้หรือยัง”
“เดินไป”
เธอพยักหน้า ก้าวไปสองก้าว แล้วหันกลับมาถาม
“พรุ่งนี้ออกไปข้างนอกได้หรือไม่”
องค์ชายรองเงียบเล็กน้อย
“ต้องถามแม่เจ้าก่อน”
เด็กทำปากยื่น แต่ยอมเดินกลับเรือน
หลินเหวินมองตามจนเธอหายไปหลังประตู
ในนิยาย เซียวจิ่งเหิงเคยพาคนจากชายแดนมาเก็บไว้ในเรือน
เขาเขียนว่าองค์ชายใช้ผู้รอดชีวิตเป็นเครื่องมือ เพื่อกล่าวหาราชสำนักและรวบรวมกำลังของตน
เขาไม่เคยตั้งชื่อให้เด็กคนใดในกลุ่มนั้น
ไม่เคยคิดถึงรองเท้าที่เล็กเกินไป
หรือคำถามว่าพรุ่งนี้จะออกไปข้างนอกได้หรือไม่
“ลุกไหวแล้วหรือ”
เสียงฉินโม่ทำให้เขาหันกลับมา
หลินเหวินพยักหน้า ก่อนมองไปยังองค์ชายรองอีกครั้ง
พระองค์กำลังล้างฝุ่นออกจากมือด้วยน้ำที่คนรับใช้นำมาให้ ไม่ได้หันมาดูว่าเขาเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่หรือไม่
ไม่มีผู้ตรวจราชการ
ไม่มีขุนนาง
ไม่มีใครถือพู่กันบันทึกความเมตตาของพระองค์
หลินเหวินลุกขึ้นช้า ๆ
การผูกเชือกรองเท้าให้เด็กคนหนึ่งไม่ได้พิสูจน์ว่าชายผู้นี้เป็นคนดี
คนที่ทำเรื่องโหดร้ายอาจอ่อนโยนกับบางคนได้
แต่สิ่งที่เขาเพิ่งเห็นทำให้คำว่า ตัวร้าย ซึ่งเคยใช้ได้ง่ายเหลือเกิน เริ่มไม่พอสำหรับคนตรงหน้า
ก่อนขึ้นรถ ฉินโม่ส่งแผ่นไม้บางชิ้นหนึ่งให้
“หากต้องการพบข้า นำสิ่งนี้ไปที่ร้านเครื่องเขียนซึ่งเราผ่านมา บอกว่าจะรับหมึกที่สั่งไว้”
หลินเหวินรับไว้
ด้านหนึ่งมีรอยบากเล็ก ๆ สามรอย ไม่มีชื่อ ไม่มีตรา
“หากมีคนถาม อย่าบอกว่าได้จากข้า”
“เข้าใจแล้ว”
“และอย่าคิดว่าคนที่เฝ้าอยู่จะช่วยเจ้าได้ทุกครั้ง”
หลินเหวินเงยหน้ามอง
ฉินโม่กล่าวต่อ “พวกเขาต้องซ่อนตัว หากเจ้าทำอะไรให้คนทั้งสำนักหันมามอง ไม่มีใครพาเจ้าออกมาได้โดยไม่เปิดเผยฝ่ายเรา”
นั่นเป็นคำเตือนที่มีประโยชน์กว่าคำรับรองว่าจะปลอดภัย
หลินเหวินเก็บแผ่นไม้เข้ากระเป๋าเสื้อด้านใน
“เด็กเมื่อครู่ชื่ออะไร”
ฉินโม่มองเขาอย่างระวัง
“เหตุใดจึงถาม”
“ข้าเห็นนางเคยอยู่กับพระองค์ แต่ไม่รู้ชื่อ”
“อาเยว่”
หลินเหวินทวนชื่อในใจ
อาเยว่
ชื่อหนึ่งที่ไม่มีในต้นฉบับของเขา
ฉินโม่เปิดม่านรถ แต่ก่อนหลินเหวินขึ้นไป อีกฝ่ายกลับพูดขึ้น
“มีเรื่องหนึ่งเจ้าควรจำให้ได้ก่อนมาครั้งหน้า”
หลินเหวินหยุด
“เรื่องใด”
“ครั้งก่อน เจ้าบอกองค์ชายว่าอย่านำคำสั่งสองฉบับไปกล่าวหาใครทันที”
“เพราะยังไม่ได้ตรวจหรือ”
“ใช่”
ฉินโม่มองเขาตรง ๆ
“เจ้าบอกว่าคนที่ยื่นหลักฐานให้เรา อาจต้องการให้เรากล่าวหาผิดคน”
หลินเหวินก้มมองเสื้อที่ซ่อนเอกสาร
เขาคิดว่าตนกำลังตามหาผู้ปลอมคำสั่ง
เสิ่นเหยียนเดิมกลับระวังแม้แต่คนที่ส่งหลักฐานมาให้
เขาไม่ได้มีเพียงคำถามว่าใครเขียนกระดาษสองฉบับนี้
ต้องถามด้วยว่าใครต้องการให้มันถูกพบ
หลินเหวินขึ้นรถและนั่งลง
ขณะม่านปิด ภาพองค์ชายรองย่อตัวผูกเชือกรองเท้าให้เด็กยังคงอยู่ในหัว
ใกล้กันนั้นคือชื่อเสิ่นเหยียนใต้คำว่าประหาร
ในต้นฉบับ เขาเคยจัดทุกคนไว้ในที่ของตนเองอย่างมั่นใจ
พระเอกอยู่ฝ่ายหนึ่ง
ตัวร้ายอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง
ส่วนอาลักษณ์คนหนึ่งตายเพื่อให้เรื่องดำเนินต่อ
แต่ตอนนี้เด็กที่ไม่มีชื่อในนิยายมีเสียง มีรองเท้าขาด และมีแม่ที่รออยู่ในเรือน
อาลักษณ์ที่เขาเคยเขียนให้ตายมีหลักฐานซ่อนอยู่เต็มห้อง
และตัวร้ายที่เขากลัว กลับเป็นคนเดียวที่ยอมฟังเรื่องคำสั่งประหารของเขา
รถม้าเริ่มเคลื่อน
หลินเหวินจับเอกสารใต้เสื้อไว้แน่น
เขายังไม่รู้ว่าควรเชื่อเซียวจิ่งเหิงหรือไม่
แต่เริ่มแน่ใจแล้วว่า เพียงจำสิ่งที่ตนเคยเขียนได้ จะไม่เพียงพอให้รอดชีวิตจากโลกนี้
© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต
ความคิดเห็น
0