เด็กหญิงในเรือนองค์ชาย
หลินเหวินไม่ได้เรียกเสิ่นอันว่าอาหมันในคืนนั้น
แม้มารดาของเจ้าของร่างเพิ่งบอกชื่อเล่นให้ เขาก็ไม่อาจใช้มันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
คำที่เกิดจากขนมแป้งในแขนเสื้อ จากวัยเด็ก และจากเสียงหัวเราะในบ้าน ไม่ควรถูกหยิบมาใช้เพียงเพื่อให้คนอื่นเชื่อว่าเขาจำได้แล้ว
เขาจึงตอบเสิ่นซูเหนียงตามที่พูดได้จริง
“ข้ายังนึกไม่ออก”
หญิงสูงวัยมองเขานาน ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“ไม่เป็นไร”
แต่ระหว่างเดินไปเรือนรับแขก เธอไม่ได้ปล่อยมือจากแขนเขาเลย
เช้าวันถัดมา หลินเหวินไปส่งอาหารให้มารดากับน้องก่อนเข้าสำนัก
เสิ่นอันเปิดประตูรับ เธอมีด้ายพันอยู่บนนิ้วและกำลังช่วยแม่เก็บตะเข็บเสื้อตัวใหม่
“พี่ไม่ต้องซื้อทุกมื้อ เรามีของมา”
“ของที่นำมาต้องเก็บไว้กินระหว่างเดินทางกลับ”
“แม่บอกว่าจะอยู่จนหมอตรวจพี่อีกครั้ง”
หลินเหวินวางอาหารลง
เขาอยากขอให้ทั้งสองกลับบ้าน เพราะไม่รู้ว่าคดีจะลุกลามถึงครอบครัวหรือไม่ แต่การไล่คนที่เดินทางมาด้วยความห่วงใยให้กลับทันทีคงทำให้สงสัยมากกว่าเดิม
“ข้าจะให้หมอบอกอาการตามจริง” เขากล่าว “หากต้องพัก ท่านทั้งสองไม่ต้องเฝ้าข้าทุกวัน”
เสิ่นอันมองหน้าเขา
“เมื่อก่อนพี่จะบอกว่าไม่เป็นอะไร แล้วไล่เรากลับเลย”
หลินเหวินไม่รู้ว่าควรยิ้มหรือเสียใจ
เขาเพียงกล่าวว่า “คราวนี้ข้าไม่อยากบอกสิ่งที่ยังไม่รู้”
หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนรับถ้วยอาหารเข้าห้อง
จากด้านใน เสิ่นซูเหนียงถามว่าใครมา
เสิ่นอันตอบว่า “พี่มา”
คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้หลินเหวินต้องยืนอยู่หน้าประตูอีกครู่ ก่อนเดินออกไปทำงาน
สำนักอาลักษณ์มีคนเฝ้าประตูเพิ่ม
เจ้าหน้าที่รวบรวมเอกสารซึ่งรับร่างของหลินเหวินกลับไปก่อนถูกแก้ยังไม่มาทำงาน โต๊ะของเขาว่าง มีป้ายระบุว่าห้ามเคลื่อนย้ายสิ่งของจนกว่าการตรวจจะเสร็จ
ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เสียงดัง
หานซู่เลื่อนงานคัดธรรมดามาให้ตามเดิม แต่คราวนี้ตรวจเลขกับรายการส่งต่อหน้าเขาอย่างละเอียด
“ครบหรือไม่”
“ครบ”
“ลงชื่อแล้วด้วย”
หลินเหวินพยักหน้า
หานซู่ผ่อนลมหายใจ
“ข้าไม่อยากให้มีหนังสือแปลก ๆ โผล่มาอีก”
“ข้าก็เช่นกัน”
ระหว่างพักกลางวัน หลินเหวินได้รับกระดาษจากเด็กส่งของร้านเครื่องเขียน
ในนั้นระบุให้ไปตรวจรายการพยานหลังเลิกงาน โดยมีชื่อเจ้าหน้าที่ของเว่ยจื้อหยวนกำกับ เป็นคำขอที่ผ่านผู้ตรวจราชการแล้ว ไม่ใช่การเรียกตัวลับ ๆ แบบครั้งแรก
หลินเหวินอ่านจนจบ
องค์ชายรองขอให้เขาช่วยตรวจคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตจากเมืองชายแดน เนื่องจากสำเนาคำสั่งที่เขาพบเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้น
เว่ยจื้อหยวนอนุญาตให้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้น แต่ห้ามกดดันผู้ให้ข้อมูล และห้ามนำคำบอกเล่าไปใช้เป็นคำให้การในคดีจนกว่าจะมีการตรวจรับรอง
หลินเหวินพับกระดาษเก็บ
ครั้งนี้เขาไม่ได้ไปหาองค์ชายรองด้วยมือเปล่า
เขานำสมุดเล็กสำหรับจดคำถามไปด้วย
หน้าแรกมีข้อความที่เขาเขียนเตือนตนเอง
ถามสิ่งที่ผู้เล่าเห็น อย่าบอกสิ่งที่เราอยากให้เขาเห็น
อาเยว่นั่งอยู่บนขั้นบันไดในสวน
เธอไม่ได้วิ่งเหมือนครั้งก่อน กำลังก้มวาดอะไรบางอย่างบนกระดาษที่วางทับแผ่นไม้
เมื่อหลินเหวินเดินตามฉินโม่เข้ามา เด็กหญิงเงยหน้ามอง แล้วรีบวางมือทับภาพ
“ข้าไม่ได้ใช้กระดาษใหม่”
ฉินโม่หยุด
“ข้ายังไม่ได้ถาม”
“หลังแผ่นนี้มีตัวหนังสือแล้ว”
หลินเหวินเห็นมุมกระดาษที่มีรอยคัดอักษรอยู่จริง ๆ
“เจ้าวาดอะไร”
เด็กหญิงมองเขาอย่างระวัง
“บ้าน”
เขาไม่ถามต่อทันที
อาเยว่เหลือบมองฉินโม่ ก่อนค่อย ๆ ยกมือออก
ภาพบ้านเป็นเส้นง่าย ๆ มีประตู หน้าต่างสองบาน และชายคาที่เอียงไปด้านหนึ่ง หน้าบ้านมีวงกลมหลายวงเรียงอยู่ใต้โต๊ะ
“นั่นคืออะไร” หลินเหวินถาม
“ถ้วย”
“บ้านเจ้าขายอาหารหรือ”
เด็กหญิงพยักหน้า
“แม่วางถ้วยตรงนั้น แต่ไม่วางสูงมาก เวลาลมแรงมันตก”
หลินเหวินมองภาพอีกครั้ง
ในนิยาย เมืองชายแดนมีหน้าที่เป็นสถานที่เกิดกบฏ เป็นเหตุให้ราชสำนักส่งกองทัพ และเป็นจุดเริ่มความขัดแย้งระหว่างสององค์ชาย
สำหรับเด็กคนนี้ เมืองนั้นมีโต๊ะวางถ้วยซึ่งต้องระวังลม
หญิงผู้หนึ่งเดินออกมาจากเรือนด้านใน
เมื่อเห็นหลินเหวิน เธอเรียกลูกทันที
“อาเยว่ มาหาแม่”
เด็กเก็บกระดาษแล้วลุกขึ้น
หญิงผู้นั้นรับแผ่นไม้จากลูก ก่อนมองฉินโม่
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ให้เด็กตอบคำถาม”
ฉินโม่คำนับเล็กน้อย
“เขายังไม่ได้ถามเรื่องคดี”
“แต่ข้ารู้ว่ามาที่นี่เพราะอะไร”
สายตาของเธอเลื่อนมาที่สมุดในมือหลินเหวิน
เขาปิดสมุด
“ข้าขออภัย ข้าถามเรื่องภาพที่นางวาดเท่านั้น”
หญิงผู้นั้นไม่ได้ตอบรับคำขอโทษ
เธอจับมือลูกไว้แล้วพาเข้าเรือน
ฉินโม่รอจนทั้งสองพ้นระยะได้ยิน ก่อนพูดว่า “เหยาเหลียน มารดาของเด็ก”
หลินเหวินมองประตู
“นางไม่ต้องการให้การ?”
“ยังไม่ต้องการ”
“เช่นนั้นเหตุใดจึงให้ข้ามา”
ฉินโม่หันมามอง
“เพราะเจ้าตรวจคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับเมืองของนางได้ และพระองค์อยากให้นางรู้ว่ามีหลักฐานอื่นอยู่แล้ว นางไม่จำเป็นต้องแบกเรื่องทั้งหมดด้วยคำพูดคนเดียว”
หลินเหวินก้มมองสมุดในมือ
นั่นต่างจากการพาคนมาซักเพื่อให้ได้คำตอบ
เขาหวังว่าคนในเรือนจะเห็นความต่างนั้นด้วย
เหยาเหลียนยอมให้เขาเข้าพบ แต่ไม่ยอมให้อาเยว่อยู่ในห้องเดียวกัน
เด็กหญิงถูกพาไปนั่งกับหญิงรับใช้ที่ระเบียง ประตูเปิดไว้เพื่อให้แม่มองเห็นลูกได้ตลอด
ห้องไม่มีสิ่งของมากนัก เสื้อผ้าพับอยู่ในหีบเล็ก ถ้วยน้ำสองใบวางข้างหน้าต่าง และมีผ้าขาดที่กำลังซ่อมอยู่บนโต๊ะ
หญิงตรงหน้าดูอายุไม่ถึงสี่สิบ แต่ความเหนื่อยบนใบหน้าทำให้ยากจะคาดเดา
“ท่านเป็นคนขององค์ชายหรือ”
หลินเหวินนั่งตามที่เธอชี้
“ข้าทำงานสำนักอาลักษณ์ ผู้ตรวจราชการอนุญาตให้ข้ามาตรวจข้อมูลที่เกี่ยวกับสำเนาคำสั่ง”
“ข้าไม่ได้ถามว่าใครอนุญาต”
เขานิ่งไปก่อนตอบ
“ข้าไม่ได้รับใช้ในเรือนนี้ องค์ชายช่วยให้ข้าติดต่อคนที่เกี่ยวข้องกับเอกสาร”
“ช่วยท่านอย่างไร”
หลินเหวินไม่อยากนำเรื่องคำสั่งประหารของตนมาเป็นเหตุให้เธอต้องเห็นใจ
“ช่วยหาพยานที่ข้าไม่มีอำนาจไปพบเอง”
เหยาเหลียนมองมือเขา
“แล้วพยานคนนั้นเป็นอย่างไร”
เขาวางสมุดบนตัก
“ถูกทำร้ายระหว่างย้ายที่คุมตัว และเสียชีวิต”
หญิงตรงหน้าเงียบ
สายตาไม่ได้มีความตกใจมากนัก
คล้ายเธอเคยได้ยินเรื่องเช่นนี้จนไม่จำเป็นต้องถามว่าเป็นไปได้อย่างไร
“แล้วท่านยังมาถามข้าอีก”
หลินเหวินก้มศีรษะ
“ข้ามาแจ้งว่าพบคำสั่งสองฉบับซึ่งมีข้อความต่างกัน ท่านไม่ต้องเล่า หากยังไม่พร้อม”
“ท่านนำมาให้ดูหรือไม่”
เขาหยิบสำเนาที่คัดเพื่อใช้อธิบายออกมา แต่เก็บเอกสารหลักไว้ตามขั้นตอนการตรวจ
เหยาเหลียนไม่ได้รับไป
“อ่าน”
หลินเหวินจึงอ่านใจความทั้งสองฉบับให้ฟังช้า ๆ โดยไม่เติมคำอธิบายว่าฉบับใดจริงหรือเท็จ
เมื่ออ่านจบ เหยาเหลียนหันไปมองลูกที่ระเบียง
อาเยว่กำลังใช้เศษถ่านวาดเส้นเพิ่มบนกระดาษ
“ฉบับแรกมาถึงเมืองเมื่อใด” เธอถาม
“ข้ายังตรวจไม่ได้ว่าฉบับใดมาถึงที่นั่นจริง”
“ดี”
หลินเหวินเงยหน้า
“อย่างน้อยท่านก็ไม่ได้มาบอกว่ารู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น”
เหยาเหลียนดึงถ้วยน้ำเข้าหาตัว แต่ไม่ได้ดื่ม
“มีคนมาถามข้าหลายครั้ง ทุกคนบอกว่าแค่อยากรู้ความจริง แต่พอข้าเล่า เขาจะหยุดตรงบางเรื่องแล้วบอกว่าเรื่องนั้นไม่สำคัญ”
หลินเหวินเปิดสมุด
“ข้าจดได้หรือไม่”
เธอมองสมุดอยู่ครู่หนึ่ง
“ยังไม่ต้องจดชื่อคน”
เขาเขียนข้อจำกัดไว้บนหน้ากระดาษก่อน
เหยาเหลียนเห็นแล้วจึงเริ่มเล่า
เรื่องไม่ได้เริ่มจากการล้อมที่ว่าการ
เริ่มจากทหารมาซื้ออาหารที่ร้านของเหยาเหลียน แล้วขอให้ติดบัญชีไว้ เพราะเบี้ยเลี้ยงยังไม่ออก
ต่อมาชาวบ้านซึ่งรับงานขนเสบียงก็ไม่ได้ค่าจ้าง พ่อค้าบางคนบอกว่าของที่ส่งถึงคลังมีจำนวนมากกว่าที่ประกาศแจก
ผู้ชายหลายคนจึงช่วยกันรวบรวมรายชื่อผู้ค้างรับเงิน
สามีของเหยาเหลียนเป็นคนหนึ่งที่ลงชื่อ
“เขาไม่ได้อ่านหนังสือเก่ง” เธอกล่าว “แต่จำของได้ว่าขนเข้าไปกี่เที่ยว ใครเป็นคนรับ”
หลินเหวินจดตาม
“ตอนนั้นมีคนพกอาวุธหรือไม่”
“ตอนยื่นคำร้อง ไม่มี”
เขาเขียนคำว่า ตอนยื่นคำร้อง กำกับให้ชัด
“ภายหลังเล่า”
เหยาเหลียนนิ่งไป
“ภายหลังข้าอยู่ในร้าน ข้าไม่ได้เห็นทุกถนน อย่าให้ข้ารับรองแทนคนทั้งเมือง”
หลินเหวินหยุดพู่กัน
“ข้าเข้าใจ”
เธอมองเขาเหมือนกำลังตรวจว่าคำนั้นหมายความจริงหรือไม่
จากนั้นเล่าต่อว่า คนยื่นคำร้องบางส่วนถูกจับ ครอบครัวไปรอหน้าที่ว่าการเพื่อถามว่าจะปล่อยเมื่อใด มีคนถูกผลัก มีคนขว้างของ แล้วทหารก็ปิดทาง
“ข้าเห็นคนถูกลากผ่านหน้าร้าน” เธอกล่าว “เขามีเลือดตรงหู ภรรยาวิ่งตาม แต่ไม่ทัน”
หลินเหวินไม่ถามให้เธอบรรยายเลือดมากกว่านั้น
“คำสั่งที่ท่านได้ยินเป็นอย่างไร”
“ให้ปิดร้าน ห้ามออกจากบ้าน ใครอยู่ข้างนอกถือว่าร่วมกับผู้ก่อเหตุ”
เขาเงยหน้าช้า ๆ
“ทุกคน?”
“คนที่ประกาศพูดเช่นนั้น”
เธอจับถ้วยแน่นขึ้น
“สามีข้าออกไปตามหาลูกชาย เขาไม่กลับมาอีก”
หลินเหวินมองมือที่กุมถ้วย
เขาเคยเขียนว่าองค์ชายรองนำผู้รอดชีวิตออกจากเมืองเพื่อใช้กล่าวหาราชสำนัก
แต่ผู้หญิงตรงหน้านั่งอยู่กับการสูญเสียที่ไม่ต้องการคำอธิบายจากผู้เขียนคนใด
“ข้าเสียใจ” เขากล่าวเบา ๆ
เหยาเหลียนไม่ได้มองเขา
“ข้าไม่ได้เล่าเพื่อให้ท่านเสียใจ”
“ข้าทราบ”
“ข้าอยากรู้ว่าชื่อพวกเขาอยู่ที่ไหน”
หลินเหวินหยุด
“มีคนบอกว่าผู้ตายถูกนับเป็นกบฏ” เธอกล่าว “แต่ไม่มีใครเอาบัญชีมาให้ข้าดู”
เขายังไม่พบรายชื่อนั้น
จึงไม่อาจบอกว่ามีหรือไม่มี
“ข้าจะเริ่มจากทะเบียนที่ตรวจได้”
เหยาเหลียนวางถ้วยลง
“เริ่มได้ แต่อย่ารับปากแทนสิ่งที่ท่านยังไม่เห็น”
เมื่อเขาปิดสมุด อาเยว่เดินเข้ามาหามารดา
เธอถือภาพบ้านซึ่งเพิ่มคนสามคนไว้หน้าประตู
เหยาเหลียนรับไปดู ก่อนพับอย่างระวัง
เด็กหญิงมองหลินเหวิน
“ท่านเขียนบ้านข้าอยู่หรือ”
“ข้าจดเรื่องที่แม่เจ้าอนุญาตให้จด”
“มีบ้านด้วยหรือไม่”
หลินเหวินมองสมุด
ในนั้นมีคำร้อง เสบียง ค่าจ้าง การจับกุม และคำประกาศ
ยังไม่มีบ้าน
“ยังไม่มี” เขาตอบ
อาเยว่ยื่นมือไปชี้ภาพที่แม่ถือ
“หลังคามีรู ตอนฝนตกแม่ต้องเอาถ้วยไปรอง”
เหยาเหลียนลูบผมลูก
“พอแล้ว”
เด็กหญิงเงียบ แต่ยังมองเขา
หลินเหวินไม่ได้รีบเปิดสมุดถามต่อ
เขาเพียงจำว่าบ้านของเด็กคนนี้มีหลังคารั่ว
เมื่อทั้งสองออกมาที่สวน องค์ชายรองยืนคุยกับฉินโม่อยู่ใกล้ทางเดิน
อาเยว่หยุดข้างมารดา
สายตาเธอเลื่อนไปยังชายเสื้อสีเข้มของพระองค์ ก่อนขยับเข้าไปใกล้อีกก้าว
“ผ้าตัวนั้นอยู่ที่ไหน”
เซียวจิ่งเหิงหันมา
“ผ้าตัวใด”
“ตัวที่ห่อข้า”
พระองค์ไม่ได้ตอบทันที
อาเยว่ยกมือแตะไหล่ตนเอง
“ตอนออกจากประตูเมือง ข้าเย็น ท่านเอาผ้าคลุมให้”
หลินเหวินมององค์ชายรอง
เหยาเหลียนจับมือลูกไว้ แต่ไม่ได้ดึงกลับ
“เก็บอยู่” พระองค์ตอบ
“แม่ซักแล้วหรือ”
“ซักแล้ว”
เด็กพยักหน้าเหมือนพอใจ
จากนั้นมองใกล้คอเสื้อซึ่งเผยรอยแผลจาง ๆ เหนือแนวไหล่
“ตอนนั้นตรงนี้มีเลือด”
เซียวจิ่งเหิงดึงคอเสื้อเข้าที่
“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”
“ข้าจำได้”
เสียงของเด็กดังชัดในสวนที่เงียบ
“ข้ารู้ว่าเป็นท่าน เพราะมีรอยนี้”
หลินเหวินยืนนิ่ง
ภาพองค์ชายผูกเชือกรองเท้าให้เด็กเมื่อหลายวันก่อนกลับมาซ้อนกับเรื่องที่เพิ่งได้ยิน
สิ่งที่เขาเคยเรียกว่าการพาคนไปกักไว้ อาจมีอีกด้านหนึ่งซึ่งไม่เคยปรากฏในต้นฉบับ
เขาหันไปหาเหยาเหลียน
เธอเห็นคำถามในสายตาแล้วกล่าวก่อน
“ข้าเห็นเขาอุ้มลูกข้าออกมาถึงข้างเกวียน”
ไม่มีคำยกย่อง
ไม่มีคำรับรองว่าองค์ชายเป็นคนดีในทุกเรื่อง
มีเพียงสิ่งที่เธอเห็นเอง
หลินเหวินพยักหน้า
เขาจะไม่ขยายมันให้เป็นเรื่องอื่น
องค์ชายรองไม่ได้ขอดูสิ่งที่เขาจดทันที
พระองค์ถามเพียงว่าเหยาเหลียนยอมเล่าหรือไม่
“บางส่วนพ่ะย่ะค่ะ และยังไม่อนุญาตให้ใส่ชื่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด”
“ก็เก็บตามนั้น”
หลินเหวินมองพระพักตร์
“พระองค์ไม่ต้องการให้ข้าจดว่านางยืนยันเรื่องที่ทรงช่วยเด็กหรือ”
เซียวจิ่งเหิงหันมองเขา
“นางมาอยู่ที่นี่เพราะต้องการที่ปลอดภัย ไม่ได้มาเพื่อรับรองข้า”
หลินเหวินก้มหน้า
คำตอบนั้นทำให้เขานึกถึงครั้งที่ตนเคยใช้ชีวิตของเสิ่นเหยียนรับรองว่าองค์รัชทายาทยุติธรรม
เขาไม่แน่ใจว่าองค์ชายรองคิดเช่นนี้เสมอ หรือเพียงเลือกพูดกับเขาในเวลานี้
แต่สำหรับบันทึกวันนี้ เขาจะไม่ใช้คำของเหยาเหลียนสร้างวีรบุรุษคนใหม่แทนพระเอกคนเดิม
ฉินโม่พาเขากลับทางสวน
ก่อนถึงประตู เหยาเหลียนเรียกไว้
เธอให้อาเยว่ไปรอหญิงรับใช้ แล้วเดินเข้ามาหา
“ท่านอาลักษณ์”
หลินเหวินหยุด
“ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถาม”
เขาพยักหน้า
หญิงตรงหน้ามองสมุดที่อยู่ในมือเขา
“วันนี้ท่านบอกว่าจะตรวจชื่อคนตาย”
“ขอรับ”
“แล้วถ้าบัญชีบอกว่าพวกเขาเป็นกบฏ แต่ท่านพบว่าไม่ใช่ ท่านจะเขียนว่าอย่างไร”
“ข้าจะบันทึกสิ่งที่ยืนยันได้ พร้อมระบุว่าบัญชีเดิมว่าไว้อย่างไร”
เหยาเหลียนไม่แสดงสีหน้าพอใจหรือไม่พอใจ
เธอถามต่อ
“แล้วถ้าคนที่สั่งฆ่าพวกเราเป็นคนที่ท่านเคารพ ท่านยังจะเขียนหรือไม่”
หลินเหวินไม่ได้ตอบทันที
ใบหน้าขององค์รัชทายาทที่เขาเคยเขียนให้มีเหตุผลเสมอผุดขึ้นมา
ถัดมาคือใบหน้าลู่เหวินเจา ผู้พูดกับเขาอย่างอ่อนโยน
และองค์ชายรองซึ่งเพิ่งช่วยให้เขารอดจากการไม่มีใครรับฟัง
เขาไม่รู้ว่าคนใดจะอยู่ในหลักฐานที่ยังหาไม่พบ
ไม่รู้ด้วยว่าหากถึงวันนั้น การเขียนความจริงจะทำให้สูญเสียผู้คุ้มครองหรือไม่
เหยาเหลียนรอ
ไม่ได้ช่วยให้คำตอบง่ายขึ้น
หลินเหวินค่อย ๆ กระชับสมุดในมือ
“ข้าจะไม่ลบชื่อเขาเพียงเพราะข้าเคารพ”
“จำคำนี้ไว้”
เธอกล่าวแล้วหันกลับไปหาลูก
หลินเหวินยืนอยู่ใต้ชายคาจนทั้งสองเดินพ้นไป
ในต้นฉบับ เขาเคยเลือกว่าคนใดควรผิด คนใดควรได้รับการอภัย และคนใดควรตายเพื่อให้เรื่องดำเนินต่อ
วันนี้ผู้หญิงที่เขาไม่เคยเขียนชื่อไว้ ถามว่าเขาจะกล้าบันทึกความผิดของคนที่ตนรักหรือไม่
หลินเหวินมองสมุด
บนหน้ากระดาษมีคำร้องที่ไม่ถึงผู้รับ เสบียงที่ไม่ถึงทหาร และชายคนหนึ่งซึ่งออกไปตามหาลูกแล้วไม่กลับบ้าน
เขาพลิกไปหน้าว่าง เขียนคำถามที่จะนำไปหอจดหมายเหตุในวันรุ่งขึ้น
ผู้เสียชีวิตถูกลงชื่อไว้ในบัญชีใด และใครเป็นผู้ส่งรายชื่อ
จากนั้นจึงปิดสมุด
คราวนี้เขาไม่ได้กำลังหาทางกลับไปสู่ตอนจบที่ตนจำได้
เขากำลังตามหาชื่อของคนที่ตอนจบนั้นไม่เคยกล่าวถึง
© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต
ความคิดเห็น
0