บ้านของเสิ่นเหยียน
เช้าวันที่ยี่สิบ หลินเหวินตื่นขึ้นพร้อมความคิดแรกว่าเขามาสายแล้ว
เขาลุกจากเตียง รีบคว้าเสื้อ ก่อนความเจ็บตรงหัวเข่าทำให้หยุด
รอยช้ำจากการคำนับเมื่อคืนยังอยู่
เขาก้มมองมัน แล้วค่อย ๆ นั่งลงอีกครั้ง
วันนี้วันที่ยี่สิบ
วันที่ไม่มีอยู่ในชีวิตของเสิ่นเหยียนตามต้นฉบับ
ชายผู้นี้ควรตายไปแล้วเมื่อวาน และนิยายควรเดินต่อโดยไม่มีใครเอ่ยถึงเขาอีก
แต่แสงเช้ายังลอดหน้าต่างเข้ามา ห่ออาหารบนโต๊ะยังเหลือขนมที่หานซู่ซื้อไว้ และเสื้อที่เกี่ยวตะกร้าจนขาดยังพาดอยู่ปลายเตียง
โลกไม่ได้หยุดเพื่อรอให้เขาคิดออกว่าควรทำอะไรต่อ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เหยียน ตื่นแล้วหรือ”
หลินเหวินเปิดประตูให้หานซู่
เพื่อนร่วมงานถือกระดาษแผ่นหนึ่งมาด้วย
“ใต้เท้าเว่ยให้เจ้าไปตอบคำถามเพิ่มเติมหลังเที่ยง ช่วงเช้าไม่ต้องเข้าสำนัก”
หลินเหวินรับกระดาษมาอ่าน
มีวัน เวลา และสถานที่ครบ พร้อมชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ส่ง
เขาเผลอตรวจทุกช่องจนหานซู่มองอย่างอ่อนใจ
“คราวนี้มีป้ายงานแล้ว ไม่ต้องพลิกดูถึงด้านหลัง”
หลินเหวินวางกระดาษลง
“ข้าจะไปตามเวลา”
หานซู่พยักหน้า แต่ยังไม่กลับ
เขามองด้านหลังของหลินเหวินเข้าไปในห้อง ก่อนลดเสียง
“ของที่ข้ายืมเจ้าไปเมื่อหลายวันก่อน ข้านำมาคืนแล้ว”
“สิ่งใด”
อีกฝ่ายล้วงกระดาษพับจากแขนเสื้อ
“จดหมายถึงบ้าน เจ้าบอกให้ข้าช่วยฝากไปกับคนเดินทาง แต่ข้ายังไม่ได้ฝาก พอเจ้าไม่สบายก็วุ่นจนลืม”
หลินเหวินรับมัน
จ่าหน้าถึงเสิ่นซูเหนียง
ลายมือของเสิ่นเหยียนเดิมเรียบร้อยและมั่นคง
“ยังไม่ได้ส่ง?”
“ยัง” หานซู่ถอนหายใจ “แต่คงไม่ต้องส่งแล้ว”
หลินเหวินเงยหน้า
“เหตุใด”
“แม่กับน้องสาวเจ้ามาถึงเมื่อเช้า”
หลินเหวินยืนอยู่กลางห้องโดยไม่ขยับ
หานซู่พูดต่อ แต่เสียงเหมือนมาจากไกลออกไป
“คนรับแขกให้พักรอที่เรือนด้านหน้า ข้าพบตอนนำหนังสือมา จึงบอกว่าจะมาตามเจ้า”
มารดา
น้องสาว
คำสองคำในจดหมายที่หลินเหวินยังอ่านไม่ครบ กำลังกลายเป็นคนที่รออยู่จริง ๆ
เขารู้ชื่อมารดาจากหน้าซอง
ส่วนน้องสาว เคยเห็นชื่อในจดหมายฉบับหนึ่ง
เสิ่นอัน
เขาไม่รู้ว่าเธอชอบกินอะไร มารดาพูดกับลูกชายอย่างไร หรือเสิ่นเหยียนต้องทำหน้าแบบไหนเมื่อพบคนในครอบครัว
หานซู่มองเขา
“เจ้าไม่ดีใจหรือ”
หลินเหวินพับจดหมายกลับอย่างช้า ๆ
“ข้าเพียงไม่คิดว่าพวกนางจะมา”
“ข่าวว่าเจ้าป่วยไปถึงบ้าน จะให้แม่เจ้านั่งรออย่างไร”
“ข่าวไปถึงเมื่อใด”
“ข้าไม่รู้ อาจมีคนเดินทางกลับไปบอก”
หานซู่หยิบเสื้อคลุมจากพนักเก้าอี้ส่งให้
“ไปเถิด ท่านแม่เจ้าคงกังวลอยู่”
หลินเหวินรับเสื้อ
เขาเคยเดินเข้าพบองค์ชายรองพร้อมกระดาษซึ่งอาจทำให้ตนตายได้
แต่การเดินไปพบหญิงที่คิดว่าเขาเป็นลูกชาย กลับทำให้มือเย็นไม่ต่างกัน
เรือนรับแขกอยู่ใกล้ทางเข้าเขตที่พักเจ้าหน้าที่
ม้านั่งด้านหน้ามีหญิงสองคนนั่งอยู่ ข้างเท้าคือห่อผ้าสองห่อกับตะกร้าไม้ไผ่ที่ใช้ผ้าคลุมปิดไว้
หญิงสูงวัยสวมเสื้อสีหม่น แขนเสื้อมีรอยปะเล็ก ๆ ซึ่งเย็บละเอียดจนเกือบกลืนกับผ้า ผมมีเส้นขาวอยู่ตรงขมับ มือวางบนห่อผ้า นิ้วขยับบีบชายผ้าเป็นระยะ
หญิงสาวที่นั่งข้างกันอายุน่าจะไม่ถึงยี่สิบ เธอกำลังหันมองคนเดินผ่าน ก่อนลุกขึ้นทันทีเมื่อเห็นเขา
“พี่!”
หลินเหวินหยุดไปหนึ่งก้าว
หญิงสูงวัยเงยหน้า
เธอลุกช้ากว่าน้องสาว แต่เดินมาถึงตัวเขาเร็วอย่างคนที่ไม่สนใจแล้วว่าห่อของจะถูกทิ้งไว้หรือไม่
มือของเธอจับแขนเขา
“ทำไมผอมลงเช่นนี้”
หลินเหวินอ้าปาก
คำว่า ท่านแม่ ติดอยู่ในคอ
เธอยกมือแตะหน้าผากเขา ก่อนเลื่อนลงจับแก้ม
มืออุ่นและหยาบตรงปลายนิ้ว
เขานึกถึงมือของมารดาตนเองในโลกเดิมอย่างไม่ทันตั้งตัว
ความคิดนั้นทำให้เจ็บมากกว่าการถูกถามว่าเป็นใคร
“ไม่มีไข้แล้ว” หญิงสูงวัยพูดเบา ๆ ราวกับบอกตัวเอง
เสิ่นอันเข้ามายืนอีกข้าง
“ท่านหานบอกว่าพี่ป่วยจนจำเรื่องไม่ได้ จริงหรือ”
หลินเหวินหันมองหานซู่
เพื่อนร่วมงานก้มศีรษะให้หญิงสูงวัย
“ข้าขอตัวก่อน หากต้องการสิ่งใด ให้คนไปเรียกที่สำนักได้”
เขาจากไปก่อนหลินเหวินจะคิดคำตอบออก
เสิ่นซูเหนียงยังจับแขนเขาอยู่
“กลับห้องก่อนเถิด อย่ายืนตากลม”
หลินเหวินพยักหน้า
เขาก้มลงหยิบห่อผ้า แต่เสิ่นอันคว้าตะกร้าไว้ก่อน
“อันนี้ข้าถือเอง พี่อย่าทำตก”
“ข้างในมีอะไร”
หญิงสาวมองเขาอย่างประหลาดใจ
“ของที่แม่ทำมาให้”
เขายิ้มบาง ๆ แล้วรับห่ออีกสองห่อแทน
มันหนักกว่าที่เห็น
ภายในคงไม่ใช่ของราคาแพง แต่ทุกชิ้นต้องถูกเตรียมและหอบมาตลอดทาง
เมื่อกลับถึงห้อง เสิ่นซูเหนียงไม่ได้นั่งพักทันที
เธอวางห่อผ้า เปิดหน้าต่างเล็กน้อย แล้วมองอ่างน้ำ ถ้วยยา และเสื้อที่ขาดตรงชาย
“ยาต้องกินอีกกี่วัน”
“หมอไม่ได้บอกแน่ชัด”
“แล้วเจ้าถามหรือไม่”
หลินเหวินเงียบ
เธอถอนหายใจ แต่ไม่ได้ดุ
“แม่จะไปถามเองตอนบ่าย”
เสิ่นอันเปิดตะกร้า นำห่ออาหารออกวางบนโต๊ะ มีขนมแป้งชิ้นเล็ก ปลาเค็มห่อใบไม้ และผักดองในไหที่อุดปากแน่น
หญิงสาวจัดทุกอย่างอย่างคุ้นเคยกับห้องนี้
เธอรู้ว่าถ้วยอยู่ในตู้บานใด
รู้ว่าต้องยกมุมโต๊ะก่อนดึงลิ้นชัก
รู้แม้แต่ว่าหน้าต่างด้านไหนปิดแล้วมีลมลอด
หลินเหวินยืนถือห่อผ้าอยู่ข้างเตียง ก่อนเสิ่นซูเหนียงชี้ให้วางลง
“นี่เสื้อตัวใหม่ แม่เผื่อแขนไว้ให้แล้ว ตัวเก่าของเจ้าข้อมือสั้น”
เขาคลี่ดู
เสื้อสีเทาครามธรรมดา แต่ตะเข็บด้านในเรียบร้อยจนไม่เห็นปลายด้ายเกิน
“ท่านทำเองหรือ”
คำถามทำให้เธอเงยหน้า
“ถ้าไม่ใช่แม่ จะเป็นผู้ใด”
หลินเหวินก้มมองผ้า
“ขอบคุณ…”
เขาหยุด แล้วเติมเบา ๆ
“ขอบคุณท่านแม่”
เสิ่นซูเหนียงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนยิ้มเหนื่อย ๆ
“กินข้าวก่อน เดี๋ยวค่อยลอง”
คำเรียกนั้นผ่านปากเขาไปแล้ว
แต่กลับไม่ทำให้รู้สึกใกล้ชิดขึ้น
มันทำให้เขาตระหนักว่ากำลังรับสิ่งที่ถูกทำขึ้นเพื่อคนอีกคนหนึ่ง
เสิ่นอันนำถ้วยวางให้
หลินเหวินยื่นมือไปรับ แต่หญิงสาวยังไม่ปล่อย
เขาจึงมองหน้าเธอ
“จับข้างถ้วยสิ ตรงนั้นร้อน”
เขาเลื่อนมือ
เสิ่นอันปล่อยถ้วยแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“พี่ไม่รู้สึกหรือ”
“รู้”
เขาวางถ้วยบนโต๊ะเร็วเกินไป จนน้ำแกงกระเพื่อม
หญิงสาวขมวดคิ้ว
“เมื่อก่อนพี่ไม่รับถ้วยแบบนั้น”
เสิ่นซูเหนียงกล่าวเบา ๆ
“เพิ่งป่วย มือยังไม่มีแรง”
เสิ่นอันไม่ได้เถียง แต่ยังมองเขา
หลินเหวินตักอาหารเข้าปาก
ปลาเค็มรสจัดจนต้องกินกับข้าวมากกว่าที่คิด เสิ่นซูเหนียงมองเขากิน แล้วเลื่อนถ้วยน้ำมาใกล้
“เค็มหรือ”
“นิดหน่อย”
“แม่ทำอย่างเดิม”
หลินเหวินรีบพยักหน้า
“ข้าเพิ่งกินยามา รสในปากคงเปลี่ยน”
เสิ่นอันหยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมา
“พี่จะกินอันนี้เลยหรือเก็บไว้”
“เก็บก่อนก็ได้”
หญิงสาวหยุดมือ
เสิ่นซูเหนียงมองลูกสาว แล้วมองเขา
“เจ้าจำได้หรือไม่ว่าขนมนี้เรียกว่าอะไร”
หลินเหวินมองแป้งสีน้ำตาลอ่อนในมือเสิ่นอัน
เขาไม่รู้
ความเงียบกินเวลานานเกินไป
ท้ายที่สุดเขาวางตะเกียบลง
“บางเรื่องข้าจำไม่ได้จริง ๆ”
เสิ่นซูเหนียงนิ่งไป
เขาพยายามพูดให้ชัด โดยไม่อ้างสิ่งที่ยังอธิบายไม่ได้
“ข้าจำชื่อคนได้บ้าง จำงานได้บ้าง แต่เรื่องในบ้านหลายอย่างยังนึกไม่ออก”
เสิ่นอันค่อย ๆ วางขนมกลับลงในห่อ
“รวมถึงข้าด้วยหรือ”
หลินเหวินสบตาเธอ
“ข้ารู้ว่าเจ้าชื่อเสิ่นอัน”
“แล้วข้าอายุเท่าใด”
เขาไม่ตอบ
หญิงสาวเม้มปาก
มารดายกมือแตะไหล่เธอ
“อย่าถามติดกัน ให้พี่พักก่อน”
“ข้าไม่ได้จะทำให้พี่เหนื่อย”
น้ำเสียงเสิ่นอันเบาลง
“ข้าแค่อยากรู้ว่าเขาลืมมากเพียงใด”
หลินเหวินมองหน้าทั้งสองคน
ความหวาดกลัวในห้องนี้ต่างจากห้องขององค์ชายรอง
ไม่มีใครคิดว่าเขาเป็นคนทรยศ
พวกนางกำลังกลัวว่าคนในครอบครัวสูญเสียบางส่วนของตัวเองไป
และเขาไม่มีสิทธิ์ทำให้ความกลัวนั้นหายด้วยคำโกหกง่าย ๆ
“ข้าจะไม่แสร้งว่าจำได้ทุกเรื่อง” เขากล่าว “หากท่านต้องบอกข้าอีกครั้ง ข้าจะฟัง”
เสิ่นซูเหนียงก้มหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกถ้วยน้ำขึ้น
“กินก่อน เรื่องอื่นค่อยพูด”
แต่เธอไม่ได้ตักอาหารเพิ่มให้ตัวเองอีกเลย
หลังอาหาร เสิ่นซูเหนียงนำเสื้อขาดไปเย็บใกล้หน้าต่าง
เสิ่นอันจัดห่อจดหมายที่เขาวางไว้บนตู้
เมื่อเห็นว่าลูกสาวกำลังจะเปิด หลินเหวินเผลอขยับเข้าไป
หญิงสาวหันมอง
“ข้าจะเรียงให้ พี่ไม่เคยเก็บตามเดือน”
เขาหยุด
จดหมายเตือนถูกย้ายแยกไว้ก่อนแล้ว
ไม่มีหลักฐานคดีอยู่ในห่อนั้น
“ข้าช่วยเรียงเอง”
เสิ่นอันเลื่อนที่ให้
หลินเหวินนั่งลงข้างโต๊ะ แล้วหยิบจดหมายทีละฉบับ
บางฉบับเขียนด้วยลายมือมารดา บางฉบับเป็นลายมือเสิ่นอัน ตัวอักษรช่วงแรกใหญ่และไม่เท่ากัน ก่อนค่อย ๆ เรียบร้อยขึ้นในฉบับหลัง
“พี่ให้ข้าคัดจดหมายเก่าของพ่อ” เธอพูดขณะเรียงกระดาษ “บอกว่าอย่าเขียนเร็วเพียงเพราะคิดทัน”
หลินเหวินมองตัวอักษร
เสิ่นเหยียนสอนน้องเหมือนที่หานซู่บอกว่าเขาเคยเตือนเพื่อนร่วมงาน
อย่าจำเอาเอง
อย่าเขียนเร็วเกินสิ่งที่มือทำได้
คำสอนเหล่านั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นหลังมีคดี
มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขามานานแล้ว
หลินเหวินพบกระดาษบัญชีเล็ก ๆ แทรกอยู่กับจดหมาย
มีรายการเงินส่งกลับบ้าน ค่าอาหาร ค่ายา และค่ากระดาษ
ยอดที่ส่งกลับแทบไม่เคยขาด
เดือนที่ส่งน้อยลง มีข้อความกำกับว่าอาจต้องรอเงินเบิกเพิ่ม
เสิ่นซูเหนียงพูดจากข้างหน้าต่าง
“แม่บอกแล้วว่าไม่ต้องส่งมาก เจ้าต้องกินต้องใช้”
หลินเหวินมองเสื้อเก่าที่ปะหลายแห่งในหีบ
“เขา…” เขาหยุดก่อนแก้ “ข้าส่งเท่าใด”
เสิ่นอันชี้ยอด
จำนวนเงินดูไม่มากสำหรับคนที่เคยซื้อกาแฟโดยไม่คิด
แต่หลินเหวินเริ่มรู้ราคาข้าว ค่าเช่าห้อง และค่ากระดาษของโลกนี้แล้ว
เงินนั้นเป็นส่วนใหญ่ของสิ่งที่เจ้าของร่างมี
เขาเคยเขียนว่าเสิ่นเหยียนเป็นขุนนางทุจริต
เหตุผลมีเพียงว่าเรื่องต้องการคนรับผิด
ไม่ได้เคยถามว่าเงินทุจริตอยู่ที่ไหน
จดหมายฉบับหนึ่งทำให้หลินเหวินหยุดอ่าน
ในนั้นเสิ่นเหยียนเขียนถึงการขอสำเนาคดีเก่า และบอกว่าทะเบียนคุมขังบางส่วนถูกย้ายไปเก็บอีกแห่ง
ท้ายจดหมายมีข้อความถึงมารดา
หากข้าพบสิ่งที่ยืนยันได้ ข้าจะไม่ปล่อยให้ชื่อท่านพ่ออยู่เช่นนั้นตลอดไป
หลินเหวินเงยหน้า
“คดีของท่านพ่อ…”
เขายังพูดไม่จบ เสียงเข็มในมือเสิ่นซูเหนียงกระทบถ้วยเล็กที่ใส่ด้ายก็ดังขึ้น
เธอวางงานเย็บลง
เสิ่นอันมองจดหมาย ก่อนตอบแทน
“เรื่องบัญชีที่ดิน”
หลินเหวินวางกระดาษอย่างระวัง
“ข้าจำรายละเอียดไม่ได้”
หญิงสาวก้มมองมือของตน
“พ่อไม่ยอมแก้ชื่อเจ้าของที่ดินให้คนของนายอำเภอ หลังจากนั้นก็มีคนกล่าวหาว่ารับเงิน”
เสิ่นซูเหนียงกล่าวต่อช้า ๆ
“เขาเป็นเจ้าหน้าที่ทะเบียน ไม่ใช่คนมีตำแหน่งสูง พอถูกคุมตัว แม่ก็คิดว่าตรวจเสร็จจะกลับบ้าน”
เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง
“เขาไม่ได้กลับ”
หลินเหวินไม่ได้ถามทันทีว่าเสียชีวิตอย่างไร
เขารอให้เธอเลือกเล่าเอง
“หนังสือที่ส่งมาบอกว่าเขาป่วย” เสิ่นซูเหนียงกล่าว “แม่ไปถึงช้า ไม่ได้พบเขาอีก”
เสิ่นอันใช้ปลายนิ้วเกลี่ยขอบจดหมายให้ตรง
“พี่จึงอยากเข้ารับราชการ”
หลินเหวินมองเธอ
“เขาเชื่อว่าถ้าเก็บหลักฐานให้ดี คนจะไม่ต้องตายเพราะคำกล่าวหาง่าย ๆ”
ห้องเงียบลง
หลินเหวินรู้สึกเหมือนคำพูดนั้นวางทับร่างคำสั่งประหารที่ฝากอยู่กับชิงถัง
เสิ่นเหยียนใช้ชีวิตเพื่อป้องกันสิ่งที่เกือบเกิดกับตนเอง
และอาจตายไปแล้วก่อนมีโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยซ้ำ
ใกล้เที่ยง หลินเหวินนำหนังสือเรียกไปวางให้มารดาดู
“ข้าต้องไปตอบคำถามเรื่องงาน”
เสิ่นซูเหนียงอ่านหัวเรื่องแล้วเงยหน้า
“เรื่องที่มีคนบอกว่าเจ้าจดผิดหรือ”
หลินเหวินชะงัก
“ท่านทราบจากไหน”
“เมื่อคืนที่เรือนพักระหว่างทาง มีคนเดินทางจากเมืองหลวงเล่าว่าราชสำนักกำลังสอบอาลักษณ์คนหนึ่ง แม่ไม่รู้ว่าเป็นเจ้า จนเช้านี้มีคนถามชื่อ”
เสิ่นอันเงยหน้าทันที
“พี่ป่วยแล้วต้องทำงานผิดจริงหรือ”
“ข้าไม่ได้จดผิด”
หลินเหวินตอบเร็ว ก่อนลดเสียงลง
“ข้อความถูกเปลี่ยนระหว่างทำสำเนา ผู้ตรวจราชการกำลังตรวจอยู่”
เสิ่นซูเหนียงมองใบหน้าเขา
“แล้วเจ้ากลับมาได้หรือไม่”
คำถามไม่มีเรื่องความยุติธรรม ไม่มีเรื่องตำแหน่ง
มีเพียงแม่คนหนึ่งถามว่าลูกจะกลับห้องนี้ได้หรือไม่
“ข้าได้รับคำสั่งให้ทำงานต่อและอยู่ในเมือง ยังไม่ได้ถูกคุมตัว”
“แม่ไม่ได้ถามเรื่องนั้น”
หลินเหวินเงียบ
เขาอยากรับปากว่าจะกลับ
แต่โจวอิ่นเพิ่งได้รับคำบอกว่าจะมีคนพามารดามาพบเช่นกัน
สุดท้ายเขาจึงตอบว่า “ข้าจะไปตามคำสั่ง และจะให้คนบอกท่านหากต้องอยู่ต่อ”
เสิ่นซูเหนียงก้มมองหนังสือเรียก
ก่อนยื่นคืน
“เอาป้ายกับหนังสือไปให้ครบ”
เขาพยักหน้า
เธอหยิบเสื้อคลุมให้ แล้วจัดคอเสื้อซึ่งพับไม่เรียบ
หลินเหวินยืนนิ่ง
นิ้วของเธอชะงักตรงเชือกผูกด้านใน
“เจ้าผูกเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด”
เขาก้มมอง
“มันหลวม”
“แม่รู้”
เธอแก้ปมให้ใหม่
เขาไม่เคยรู้ว่าการแต่งตัวผิดเพียงเล็กน้อยจะทำให้คนที่เลี้ยงเจ้าของร่างมองเห็นได้มากเพียงใด
การตอบคำถามกับเว่ยจื้อหยวนกินเวลาจนบ่าย
ผู้ตรวจราชการให้เขาเล่าตั้งแต่รับกระดาษประจำเวร จดพระราชดำรัส เทียบข้อความ ฝากสำเนา และพบฉบับคัดที่เปลี่ยนไป
หลินเหวินตอบเฉพาะสิ่งที่ตนเห็น
เมื่อถูกถามว่าคิดว่าใครแก้ เขาตอบว่ายังไม่ทราบ
เมื่อถูกถามว่าเหตุใดเตรียมฝากสำเนา เขาเล่าเรื่องร่างคำสั่งประหารที่ได้รับโดยไม่มีรายการส่ง พร้อมขอให้ตรวจเป็นหลักฐานอีกชิ้น
เว่ยจื้อหยวนอ่านกระดาษที่ชิงถังส่งมาให้ตามคำขอของเขา
“เจ้าพบก่อนวันเข้าเวร?”
“เจ็ดวันก่อนขอรับ”
ผู้ตรวจราชการมองวันที่ซึ่งยังว่าง
“ใครเห็นตอนเจ้ารับ”
“ไม่มีคนเห็นว่าใครนำมาวาง แต่หานซู่เห็นว่าข้ามีงานบนโต๊ะ และใต้เท้าลู่รับกระดาษสั่งให้คัดไปตรวจ”
เว่ยจื้อหยวนสั่งเจ้าหน้าที่จดชื่อทั้งสองคน
เขาไม่ได้บอกว่าหลินเหวินปลอดภัยแล้ว
เพียงย้ำให้เก็บของที่เกี่ยวข้อง และห้ามนำคำให้การไปเล่านอกการสอบสวน
หลินเหวินคำนับรับ
ระหว่างออกจากห้อง เขานึกถึงคำที่เสิ่นเหยียนเขียนถึงมารดา
หากข้าพบสิ่งที่ยืนยันได้…
แม้แต่เจ้าของร่างก็ยังรู้ว่าความมั่นใจของตนไม่พอ
เขาต้องหาสิ่งที่คนอื่นตรวจได้ด้วย
เมื่อกลับถึงเรือน กลิ่นอาหารอุ่นลอยออกมาจากห้อง
เสิ่นอันนั่งซ่อมเชือกผูกห่อ ส่วนมารดากำลังเก็บถ้วยยา
เสื้อที่ขาดถูกเย็บเรียบร้อยแล้ว รอยปะเล็กมากจนหลินเหวินต้องมองใกล้ ๆ จึงเห็น
“กลับมาแล้ว”
เสิ่นซูเหนียงพูดเหมือนเป็นประโยคธรรมดา
แต่หลินเหวินเห็นว่าไหล่ของเธอผ่อนลง
เขาวางหนังสือกับป้ายบนโต๊ะ
“คืนนี้ข้าจะหาที่พักให้ท่านทั้งสอง”
“เรือนรับแขกมีห้อง” เสิ่นอันตอบ “ข้าถามไว้แล้ว ไม่ต้องจ่ายเพิ่มหากอยู่ไม่เกินสามคืน”
หลินเหวินพยักหน้า
น้องสาวของเสิ่นเหยียนจัดการเรื่องที่เขายังไม่ได้เริ่มคิดไว้เรียบร้อยแล้ว
เสิ่นซูเหนียงเปิดห่ออาหารให้
หลินเหวินรับถ้วยอย่างระวัง จับข้างถ้วยตามที่เสิ่นอันเตือนในตอนเช้า
หญิงสาวเห็น แต่ไม่พูดอะไร
หลังมื้อเย็น เขาหยิบจดหมายที่หานซู่คืนให้ขึ้นมา
“ฉบับนี้ยังไม่ได้ส่ง”
มารดารับไปอ่าน
ข้อความส่วนใหญ่เป็นเรื่องธรรมดา บอกว่าเงินเดือนออกช้า ขอให้พักงานเย็บหากปวดมือ และถามว่าน้องฝึกคัดหนังสือถึงหน้าใดแล้ว
เสิ่นอันขยับเข้าไปอ่านด้วย
ตรงท้ายจดหมาย เสิ่นเหยียนเขียนกำกับว่าอย่าส่งเงินที่เขาให้กลับคืนมาอีก
“แม่ฝากคนเอากลับให้พี่เมื่อเดือนก่อน” เสิ่นอันอธิบาย “กลัวพี่ไม่มีใช้”
หลินเหวินมองสองคนตรงหน้า
เงินก้อนเดียวเดินทางไปมา เพราะต่างฝ่ายต่างกลัวอีกฝ่ายไม่พอใช้
เรื่องเช่นนี้ไม่มีอยู่ใน เงาบัลลังก์ต้าจิ่ง
เขาใช้หลายหน้าบรรยายตำหนัก อาวุธ และกลศึก
กลับไม่เคยใช้แม้แต่บรรทัดเดียวกับคนที่ส่งเงินกลับบ้านแล้วได้รับมันคืน
เสิ่นซูเหนียงพับจดหมาย
“แม่เก็บฉบับนี้ไว้ได้หรือไม่”
“ได้”
คำตอบหลุดออกมาทันที
เขาอยากให้ของซึ่งเป็นเสียงจริงของลูกชายกลับไปอยู่กับเธอ
ก่อนพามารดากับน้องไปเรือนรับแขก หลินเหวินหยิบห่อผ้าของเสิ่นอันขึ้นถือ
เธอยื่นมือมารับ
“ข้าถือเองได้”
“ข้ารู้”
เขาเปลี่ยนไปถือห่อที่หนักกว่าแทน
หญิงสาวมองอย่างงุนงง ก่อนเดินออกไปรอหน้าห้อง
เสิ่นซูเหนียงยังยืนอยู่ข้างโต๊ะ
เธอมองจดหมายในมือ แล้วเงยหน้ามองเขา
“หมอบอกแม่ว่าเจ้าจำเรื่องบางอย่างไม่ได้”
หลินเหวินพยักหน้า
“แม่ไม่อยากเร่ง”
เธอพูดช้า ๆ
“แต่บางครั้งเจ้ามองแม่เหมือนกำลังพยายามนึกว่าแม่เป็นใคร”
เขาจับห่อผ้าแน่นขึ้น
เขาไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรโดยไม่ทำร้ายเธอมากกว่าเดิม
เสิ่นซูเหนียงไม่ได้รอให้ตอบ
เธอมองออกไปทางประตูที่ลูกสาวยืนอยู่ แล้วกล่าวเบาลง
“ตั้งแต่เด็ก เจ้าชอบเรียกน้องว่าอาหมัน เพราะตอนเล็กนางชอบขโมยขนมแป้งไปซ่อนในแขนเสื้อ ใครเรียกตาม นางจะโกรธ แต่ถ้าเจ้าเรียก นางไม่เคยโกรธ”
หลินเหวินมองเสิ่นอัน
หญิงสาวหันมาเมื่อรู้ว่าถูกมอง ก่อนถามว่าเมื่อใดจะไป
เสิ่นซูเหนียงกลับมองเขา
“เหตุใดวันนี้เจ้าจึงเรียกนางด้วยชื่อเต็มทุกครั้ง”
ในห้องยังมีแสงตะเกียง
บนโต๊ะมีถ้วยอาหารที่เธอนำมา เสื้อที่เธอเย็บ และจดหมายจากลูกชายตัวจริงอยู่ในมือเธอ
หลินเหวินยืนอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น
เขารอดจากวันที่เสิ่นเหยียนควรตายแล้ว
แต่คำถามของมารดาทำให้รู้ว่า การมีชีวิตต่อในร่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาสามารถเป็นเสิ่นเหยียนแทนได้
เขารู้เรื่องราชบัลลังก์ที่จะสั่นคลอน รู้ชื่อแม่ทัพที่อาจถูกลอบสังหาร และรู้ตอนจบของนิยายที่ตนเคยเขียน
กลับไม่รู้แม้แต่ชื่อที่พี่ชายคนหนึ่งใช้เรียกน้องสาวในบ้าน
© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต
ความคิดเห็น
0