Kamelessia Stories
ปก เมื่อนักเขียนกลายเป็นอาลักษณ์กลับไปที่นิยายเมื่อนักเขียนกลายเป็นอาลักษณ์
ตอนที่ 7

วันที่ข้าควรตาย

เช้าวันที่สิบหก หลินเหวินเขียนชื่อโจวอิ่นลงบนกระดาษแผ่นใหม่

ใต้ชื่อนั้น เขาจดสิ่งที่ชายผู้นั้นเล่าก่อนถูกส่งขึ้นรถ

รับซองจากสำนักอาลักษณ์

ถูกสั่งให้รอนอกอาคาร

ได้รับซองใหม่กลับมา

ถูกบังคับให้ลงชื่อว่าซองปิดผนึกเรียบร้อยตั้งแต่แรก

เขาเว้นบรรทัดก่อนเขียนคำสุดท้ายที่ได้ยิน

สำนัก…

ไม่มีชื่อเต็ม

หลินเหวินวางพู่กันลง

เมื่อคืนเขาเกือบเติมชื่อสำนักอาลักษณ์ต่อท้าย ถ้าฉินโม่ไม่เตือน บันทึกแผ่นนี้คงกลายเป็นคำให้การที่โจวอิ่นไม่เคยพูด

ความผิดพลาดนั้นไม่ได้เกิดจากความชั่วร้าย

เกิดจากการที่เขาคิดว่ารู้คำตอบแล้ว

หลินเหวินมองตัวอักษรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพับกระดาษไปเก็บแยกจากสำเนาคำสั่ง

เขาจะไม่ใช้ความตายของโจวอิ่นเขียนเรื่องให้จบง่าย ๆ อีกครั้ง

ฉินโม่มารับเขาจากตรอกหลังเรือนในช่วงสาย

คราวนี้ไม่ต้องใช้รถม้า ทั้งสองเดินไปยังหอจดหมายเหตุโดยเว้นระยะกันพอสมควร คนหนึ่งดูเหมือนอาลักษณ์ที่มาทำงาน อีกคนเหมือนผู้มาติดต่อทั่วไป

ชิงถังพาพวกเขาเข้าไปในห้องซ่อมเอกสาร

เมื่อทราบว่าโจวอิ่นเสียชีวิต เธอไม่ได้ถามทันทีว่าเขาบอกชื่อผู้บงการหรือไม่

“ครอบครัวเขาปลอดภัยหรือยัง”

“มีคนคุ้มครองอยู่” ฉินโม่ตอบ

เธอพยักหน้า แล้วจึงรับสำเนาคำให้การมาอ่าน

หลินเหวินวางกระดาษซึ่งบันทึกคำสุดท้ายลงข้างกัน

ชิงถังอ่านจนถึงบรรทัดที่เว้นไว้

“ท่านไม่ได้เติมชื่อ”

“เขาไม่ได้พูดจบ”

เธอเงยหน้ามองเขาเล็กน้อย ก่อนก้มอ่านต่อ

ในห้องมีเพียงเสียงพลิกกระดาษ

ฉินโม่แจ้งว่าองค์ชายรองส่งเรื่องการทำร้ายพยานให้ผู้ตรวจราชการแล้ว พร้อมแนบรายการรับส่งที่เกาหรงรับรองและคำให้การก่อนเกิดเหตุ

“ผู้ตรวจราชการคนใด” ชิงถังถาม

“เว่ยจื้อหยวน”

มือของเธอหยุดอยู่บนขอบกระดาษ

หลินเหวินสังเกตเห็น แต่ไม่ถาม

“เขารับเรื่องแล้วหรือ” เธอกล่าวต่อ

“รับแล้ว ยังไม่อนุญาตให้ใช้คำให้การนี้กล่าวหาใครจนกว่าจะตรวจต้นทาง”

“เขาทำถูก”

น้ำเสียงเธอราบเรียบเกินกว่าจะบอกได้ว่าคิดอย่างไรกับชายผู้นั้น

ฉินโม่หันมาหาหลินเหวิน

“ครบสามวันตามที่พระองค์ให้แล้ว เจ้าตรวจได้เพียงใดก็ส่งรายการตามนั้น อย่าเติมช่องว่างด้วยสิ่งที่เดา”

หลินเหวินหยิบกระดาษที่เตรียมไว้ออกมา

มีเส้นทางตั้งแต่สำนักอาลักษณ์ โต๊ะรับส่งในเขตพระราชฐาน หอจดหมายเหตุ และชื่อโจวอิ่น

บางช่องมีวันเวลา

บางช่องเขาเขียนว่า ยังไม่ทราบ

ฉินโม่อ่านแล้วเก็บเข้าซอง

“ข้าจะนำไปถวาย”

หลินเหวินมองซองนั้น

เขาหยุดพยานไม่ให้ถูกนำออกนอกเมืองได้ แต่ช่วยชีวิตไว้ไม่ได้

เขาส่งหลักฐานให้องค์ชายรองได้ แต่ยังไม่รู้ว่ามันจะถูกใช้เพื่อหยุดคนผิด หรือเพื่อเพิ่มอาวุธให้การชิงอำนาจ

สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือบอกให้ชัดว่าหลักฐานไปถึงไหน

หลังฉินโม่ออกไป หลินเหวินเลื่อนใบกำหนดเวรให้ชิงถังดู

วันที่สิบเก้า เดือนสาม

เขารับหน้าที่จดพระราชดำรัสในการประชุมเรื่องชายแดน

ชิงถังอ่านแล้วมองใบหน้าเขา

“ท่านคิดว่าจะมีคนเปลี่ยนบันทึกของท่าน”

หลินเหวินพยักหน้า

“ข้ายังพิสูจน์ไม่ได้ แต่ร่างลงโทษที่พบระบุข้อหาไว้แล้ว”

“ถ้าจะกล่าวว่าท่านจดผิด เขาต้องทำให้ข้อความของท่านกับคำสั่งฉบับทางการไม่ตรงกัน”

“ข้าจะเก็บสำเนาอีกฉบับ”

“สำเนาที่ท่านคัดเองทั้งสองแผ่น อาจถูกกล่าวว่าแก้ภายหลังก็ได้”

หลินเหวินนิ่ง

เขาคิดเรื่องเก็บกระดาษหลายชุด แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะพิสูจน์เวลาที่เขียนอย่างไร

ชิงถังลุกไปหยิบทะเบียนรับงานซ่อม

“กระดาษมีเลข งานมีวันรับ ผู้ส่งกับผู้รับลงชื่อไว้ หากท่านนำร่างบันทึกมาฝากหลังจบเวร ข้ารับลงทะเบียนได้ในฐานะเอกสารชำรุดที่ต้องตรวจสภาพ”

“แต่หากไม่ชำรุด—”

“ก็ไม่ต้องอ้างว่าชำรุด”

เธอปิดทะเบียน

“ข้าจะขอผู้ดูแลหอให้เปิดรายการฝากสำเนาระหว่างตรวจสอบงาน ท่านต้องเขียนเหตุผลตามจริง และให้ผู้มีหน้าที่ร่วมรับรองว่ากระดาษออกจากห้องประชุมเมื่อใด”

หลินเหวินนึกถึงเกาหรง

“คนรับส่งหนังสือ?”

“เขารับรองการส่งได้ ส่วนคนที่อยู่ในห้องประชุมต้องรับรองข้อความ”

หลินเหวินถอนหายใจ

นั่นคือส่วนยากที่สุด

ชิงถังมองเขาแล้วกล่าวเบา ๆ

“ท่านไม่ต้องทำให้ทุกคนเชื่อท่านก่อน เพียงทำให้ตรวจสิ่งที่ท่านทำได้”

สองวันต่อมา หลินเหวินใช้เวลาฝึกพู่กันจนข้อมือปวด

เขาคัดถ้อยคำราชการที่หานซู่หาให้ อ่านระเบียบการรับพระราชดำรัส และเรียนว่าร่างจดเร็วต้องส่งต่อให้ใครหลังการประชุม

อาลักษณ์ที่เข้าเวรไม่ได้มีคนเดียว

มีผู้จดหลัก ผู้จดช่วย และเจ้าหน้าที่ผู้รวบรวมเพื่อทำสำเนาทางการ

เสิ่นเหยียนได้รับหน้าที่จดช่วยในช่วงเรื่องชายแดน

หน้าที่ของเขาคือเก็บรายละเอียดซึ่งผู้จดหลักอาจไม่ทัน แล้วส่งร่างทั้งสองให้เทียบก่อนคัดฉบับสะอาด

กระบวนการนั้นดูเหมือนป้องกันความผิดพลาดได้ดี

แต่หลินเหวินเพิ่งเห็นแล้วว่าซองที่เดินตามขั้นตอนก็ยังเปลี่ยนได้

เขาจึงไปพบเกาหรงอีกครั้ง

ไม่ได้ขอให้ขันทีช่วยเปิดโปงผู้ใด เพียงขอให้ลงเวลารับร่างบันทึกตามจริง และหากมีคนเรียกคืนซอง ให้ลงชื่อผู้รับกลับด้วย

เกาหรงฟังแล้วมองเขานาน

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าคำขอเช่นนี้ทำให้คนอื่นรู้ว่าข้าระวังซองฉบับนั้น”

“ข้ารู้”

“แล้วเหตุใดมาขอข้า”

หลินเหวินก้มศีรษะ

“เพราะท่านบอกชัดว่าท่านเห็นสิ่งใด และไม่ได้เห็นสิ่งใด ข้าต้องการเพียงให้รายการตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

เกาหรงไม่ตอบรับทันที

สุดท้ายเขากล่าวว่า “ข้าจะทำตามหน้าที่”

หลินเหวินไม่ได้ขอมากกว่านั้น

คืนวันที่สิบแปด เขากลับถึงห้องแล้วพบหานซู่รออยู่กับอาหาร

“พรุ่งนี้อย่าลืมกินก่อนเข้าเวร” อีกฝ่ายบอก “เจ้ามือสั่นเวลาไม่ได้กิน”

หลินเหวินนั่งลง

บนโต๊ะไม่มีคำสั่งประหารแล้ว เขาแยกมันไปฝากไว้กับชิงถังพร้อมรายการที่มา โดยไม่แตะห่อผ้าที่เสิ่นเหยียนเดิมฝากไว้ก่อนหน้า

หานซู่เห็นเขามองโต๊ะก็ถาม

“งานไม่มีป้ายฉบับนั้นส่งคืนแล้วหรือ”

“ข้าเก็บไว้ในที่ซึ่งไม่ปะปนกับงานอื่น”

“ดี ใต้เท้าถามข้าวันนี้เหมือนกัน”

หลินเหวินเงยหน้า

“ถามว่าอย่างไร”

“ถามว่าเจ้าฝึกเขียนได้ดีขึ้นหรือไม่ ข้าบอกว่าดีขึ้นมาก”

หานซู่ยิ้มอย่างพยายามให้กำลังใจ

“พรุ่งนี้คงไม่มีอะไร”

หลินเหวินมองอาหารในถ้วย

“ข้าก็หวังเช่นนั้น”

วันที่สิบเก้า เดือนสาม

หลินเหวินตื่นก่อนฟ้าสาง

เขานั่งอยู่บนเตียงนานกว่าปกติ ฟังเสียงน้ำที่คนรับใช้เทลงอ่างในเรือนข้าง ๆ

ในโลกเดิม วันที่ตัวละครตายเป็นเพียงข้อความบนหน้าจอ

เขาสามารถเลื่อนผ่านไปได้ภายในไม่กี่วินาที

แต่เช้าวันนี้ต้องมีการล้างหน้า แต่งตัว ผูกผม และฝืนกินอาหารทั้งที่กลืนแทบไม่ลง

ทุกอย่างใช้เวลา

และทุกช่วงเวลาทำให้เขารู้ว่าตนยังมีชีวิตอยู่

เมื่อไปถึงสำนัก ลู่เหวินเจายืนรออยู่หน้าห้องเก็บเครื่องเขียน

“พร้อมแล้วหรือ”

หลินเหวินคำนับ

“พร้อมขอรับ”

ชายสูงวัยมองมือเขา

“อย่าพยายามจำทุกคำจนพลาดใจความ หากไม่ทัน ให้ดูร่างของผู้จดหลักประกอบ”

“ขอรับ”

ลู่เหวินเจาส่งห่อกระดาษประจำเวรให้

แต่ละแผ่นมีเครื่องหมายกำกับที่มุม

หลินเหวินตรวจจำนวนต่อหน้าผู้ส่ง แล้วลงชื่อรับ

เขาไม่รู้ว่าหัวหน้าสำนักเห็นการตรวจนั้นเป็นความรอบคอบหรือความระแวง

อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไร

เพียงแตะไหล่เขาเบา ๆ

“ทำหน้าที่ของเจ้าให้ดี”

ข่าวจากชายแดนมาถึงก่อนเริ่มประชุมไม่นาน

ชาวเมืองกลุ่มหนึ่งเข้าล้อมที่ว่าการ หลังทหารจับผู้ร้องเรียนเรื่องเสบียง มีการปะทะและผู้บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

เจ้าหน้าที่ผู้นำรายงานขึ้นถวายใช้คำว่า ผู้ก่อความไม่สงบ ตั้งแต่ต้น

หลินเหวินจดตาม แต่ทำเครื่องหมายไว้ว่าเป็นคำในรายงาน มิใช่พระราชดำรัส

ฮ่องเต้ทรงถามเรื่องกำลังทหาร จำนวนผู้ถูกจับ และเสบียงที่ยังขาด

คำตอบบางข้อชัดเจน

บางข้อถูกผลักให้รอรายงานฉบับใหม่

องค์รัชทายาทยืนอยู่ใกล้แถวหน้า เสนอให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจพร้อมกำลังคุ้มกัน เพื่อควบคุมสถานการณ์ก่อนลุกลาม

ขุนนางผู้หนึ่งขอให้อนุญาตใช้กำลังทันที

อีกคนเตือนว่ารายงานยังไม่ระบุว่าผู้รวมตัวมีอาวุธมากเพียงใด

หลินเหวินจดจนปลายนิ้วเริ่มชา

เขาไม่มองหาใครนานเกินไป

ไม่พยายามจับภาพให้ตรงกับนิยาย

รอฟังเพียงสิ่งที่ฮ่องเต้ตรัสจริง

ท้ายที่สุด พระองค์มีรับสั่งให้แยกผู้ลงมือทำร้ายเจ้าหน้าที่ออกจากชาวเมือง ตรวจข้อร้องเรียนเรื่องเสบียง และให้กองกำลังรักษาที่ว่าการกับคลังอาหาร

จากนั้นตรัสเพิ่มอย่างชัดเจน

“หากยังมิได้มีผู้ยกอาวุธเข้าทำร้าย ห้ามเปิดการปราบปรามโดยพลการ ให้รายงานก่อน”

หลินเหวินกดพู่กันลง

หมึกตรงคำว่า ห้าม หนักกว่าคำอื่น

เขารีบผ่อนมือแล้วเขียนต่อจนครบ

เมื่อจบช่วงประชุม เขาเทียบข้อความกับผู้จดหลักตามระเบียบ

ขุนนางสูงวัยผู้นั้นอ่านร่างของเขา แก้คำหนึ่งที่เขาจดตก แล้วลงเครื่องหมายกำกับ

หลินเหวินขอให้ยืนยันถ้อยคำช่วงห้ามใช้กำลังอีกครั้ง

ผู้จดหลักเงยหน้ามอง

“ข้าได้ยินเช่นเดียวกับเจ้า”

“ขอบพระคุณขอรับ”

เขาไม่ได้ขอให้ชายผู้นั้นปกป้องเขา

เพียงขอให้รับรองสิ่งที่ได้ยิน

ร่างจดช่วยถูกส่งต่อพร้อมร่างหลัก

หลินเหวินเก็บแผ่นเทียบที่คัดต่อหน้าผู้จดหลักไว้ตามรายการงาน แล้วนำไปลงเวลาฝากที่หอจดหมายเหตุระหว่างรอการตรวจสำเนา

เกาหรงรับซองสำหรับกระบวนการคัด และลงเวลาให้ครบ

ชิงถังรับแผ่นเทียบโดยมีผู้ดูแลหอร่วมลงชื่อ

ทุกขั้นตอนช้ากว่าที่หลินเหวินอยากให้เป็น

แต่ครั้งนี้ไม่มีใครรับกระดาษจากมือเขาโดยไม่ทิ้งชื่อไว้

เขากลับสำนักในช่วงบ่ายเพื่อรออ่านฉบับสะอาด

มือยังมีคราบหมึก

ท้องว่างจนเริ่มเจ็บ

แต่เขาไม่กล้าไปไหน

เมื่อฉบับคัดถูกนำมาวางบนโต๊ะ หลินเหวินอ่านตั้งแต่ต้น

ข้อความช่วงแรกถูกต้อง

เรื่องคุ้มครองคลังอาหารถูกต้อง

แต่ช่วงกลางเปลี่ยนไป

ให้ผู้บัญชาการในพื้นที่ใช้กำลังยุติความไม่สงบได้ตามสมควร โดยมิต้องรอรายงาน หากเห็นว่าเหตุอาจลุกลาม

เขาอ่านซ้ำ

คำห้ามหายไป

เงื่อนไขเรื่องผู้ยกอาวุธหายไป

การรายงานก่อนกลายเป็นไม่ต้องรอรายงาน

หลินเหวินวางมือบนขอบโต๊ะเพื่อหยุดอาการสั่น

“ฉบับนี้ไม่ตรงกับร่างจด”

เจ้าหน้าที่ผู้รวบรวมเอกสารหันมา

“เจ้าว่าอะไร”

“ข้อความช่วงใช้กำลังไม่ตรงกับพระราชดำรัส”

ห้องทำงานเงียบลงทีละโต๊ะ

เจ้าหน้าที่เดินเข้ามาหยิบกระดาษ

“ผ่านการเทียบแล้ว”

“ต้องเทียบอีกครั้ง”

“เจ้าจดผิดหรือไม่”

หลินเหวินมองหน้าเขา

คำถามมาถึงแล้ว

ประโยคที่เคยอยู่ในต้นฉบับกำลังหาทางกลับมาวางบนตัวเขา

“ข้าขอดูร่างที่ส่งไป”

เจ้าหน้าที่ไม่ขยับ

ลู่เหวินเจาเดินออกจากห้องด้านในเมื่อได้ยินเสียง

“เกิดอะไรขึ้น”

หลินเหวินคำนับ แต่ไม่ถอยจากโต๊ะ

“ฉบับคัดเปลี่ยนข้อความช่วงห้ามใช้กำลังขอรับ ข้าขอให้ตรวจร่างก่อนส่งออก”

หัวหน้าสำนักรับกระดาษไปอ่าน

“ร่างของเสิ่นเหยียนอยู่ที่ใด”

เจ้าหน้าที่นำร่างแผ่นหนึ่งออกจากแฟ้ม

หลินเหวินมองเห็นลายมือของตน

แต่ตรงช่วงสำคัญมีรอยขูดจนกระดาษบาง และมีข้อความเขียนทับ

เขาไม่ได้เขียนส่วนนั้น

“ร่างนี้ถูกแก้หลังส่ง” เขากล่าว

“เจ้าแน่ใจหรือ” ลู่เหวินเจาถาม

“แน่ใจขอรับ”

เจ้าหน้าที่รวบรวมเอกสารกล่าวทันทีว่า ร่างมาถึงในสภาพนี้ และเสิ่นเหยียนเป็นผู้ส่งเอง

หานซู่ลุกจากเก้าอี้ แต่ถูกอาลักษณ์ข้างตัวจับแขนไว้

ลู่เหวินเจาวางร่างลง

“หากเจ้าจดผิดแล้วกล่าวว่าผู้อื่นแก้ เรื่องนี้จะหนักกว่าเดิม”

หลินเหวินได้ยินเสียงตนเองหายใจ

เขาอยากโต้ทันที

อยากบอกว่ามีคนเตรียมฆ่าเขามาตั้งแต่เจ็ดวันก่อน

แต่สิ่งที่พูดได้ตรงนี้ต้องเป็นสิ่งที่ตรวจได้

“มีแผ่นเทียบฝากไว้ที่หอจดหมายเหตุขอรับ ผู้จดหลักตรวจต่อหน้าข้า และมีเวลารับกำกับ”

สายตาของหัวหน้าสำนักหยุดอยู่บนเขา

“เจ้าฝากไว้โดยคำสั่งผู้ใด”

“ข้าขอฝากระหว่างรอตรวจงาน ตามรายการที่ผู้ดูแลหออนุญาตขอรับ”

ลู่เหวินเจาเงียบไปครู่หนึ่ง

จากนั้นสั่งให้หยุดส่งฉบับคัด

“นำเอกสารทุกแผ่นไปตรวจต่อหน้าผู้รับผิดชอบ”

หลินเหวินยังไม่รู้ว่าตนรอดแล้วหรือไม่

แต่รถส่งคำสั่งยังไม่ได้ออกจากสำนัก

อย่างน้อยครั้งนี้ กระดาษยังไม่เดินทางไปถึงคนถืออาวุธ

เรื่องถูกส่งขึ้นตรวจในเย็นวันเดียวกัน

เว่ยจื้อหยวนมาถึงพร้อมเจ้าหน้าที่สองคน เขาไม่ได้ถามหลินเหวินก่อน แต่ขอดูรายการรับส่งทั้งหมด

ร่างจดหลัก

ร่างจดช่วยที่ถูกแก้

ฉบับคัด

และแผ่นเทียบจากหอจดหมายเหตุ

ชิงถังนำแผ่นเทียบมาพร้อมทะเบียนฝากเอกสาร ผู้ดูแลหอรับรองว่ารับไว้ก่อนการคัดฉบับทางการเสร็จ

เกาหรงยืนยันเวลาส่งซอง และแจ้งว่าร่างจดช่วยถูกเรียกคืนไปยังโต๊ะรวบรวมหนึ่งครั้ง โดยผู้รับกลับลงชื่อไว้

เจ้าหน้าที่ผู้นั้นหน้าซีด

เขาบอกว่ารับไปตามคำสั่งปากเปล่าเพื่อแก้รูปแบบ

เว่ยจื้อหยวนถามว่าใครสั่ง

คำตอบกลับไม่ชัดเจน

ชิงถังชี้รอยกระดาษที่บางลงตรงข้อความเขียนทับ แต่ระบุเพียงว่ามีการขูดแก้ ไม่อ้างว่าเห็นผู้ลงมือ

ผู้จดหลักรับรองว่าแผ่นเทียบตรงกับข้อความที่เขาได้ยิน

ท้ายที่สุด ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ตรวจคดีต่อ และให้ใช้ข้อความจากร่างหลักกับแผ่นเทียบเป็นฐานสำหรับคำสั่งใหม่

เสิ่นเหยียนยังไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิด

แต่ยังไม่ถูกปล่อยจากการสอบสวนเช่นกัน

เขาต้องทำงานในสำนักต่อ ห้ามเดินทางออกจากเมือง และหากมีหลักฐานใดต้องส่งให้ผู้ตรวจราชการ

หลินเหวินคำนับรับคำสั่ง

หัวเข่ากระทบพื้นอย่างแรงจนเจ็บ

ความเจ็บนั้นกลับทำให้เขาอยากหัวเราะ

เขายังรู้สึกเจ็บได้

แปลว่ายังไม่ถึงบรรทัดสุดท้ายของเสิ่นเหยียน

เมื่อกลับถึงสำนัก ฟ้ามืดแล้ว

คนส่วนใหญ่ถูกให้อยู่รอสอบถาม หานซู่เดินเข้ามาส่งถ้วยน้ำโดยไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง

“เจ้ากลับห้องได้หรือยัง”

“ได้”

“ข้าจะไปส่ง”

หลินเหวินพยักหน้า

ขณะเก็บของ ลู่เหวินเจาเดินเข้ามาหยุดข้างโต๊ะ

หานซู่รีบถอยออกเล็กน้อย

หัวหน้าสำนักมองรอยหมึกบนมือของหลินเหวิน ก่อนเลื่อนสายตาไปยังกองกระดาษที่เจ้าหน้าที่กำลังนำไปตรวจ

“เจ้ารอบคอบขึ้นมาก”

หลินเหวินก้มศีรษะ

“ข้าไม่อยากจดผิดขอรับ”

ลู่เหวินเจาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง

ใบหน้ายังอ่อนโยนเช่นเดิม

“คราวนี้เจ้าควรคิดให้ดี ว่าจะเก็บกระดาษแผ่นใดไว้”

หลินเหวินไม่ตอบทันที

เขาไม่รู้ว่าคำนั้นเป็นคำเตือนของอาจารย์ที่ห่วงศิษย์ หรือคำเตือนจากคนซึ่งเพิ่งเห็นว่าศิษย์ไม่ยอมเดินตามทางที่จัดไว้

ลู่เหวินเจาไม่ได้รอคำตอบ

ชายสูงวัยเดินกลับเข้าห้อง ปิดประตูเบา ๆ

หานซู่เข้ามาช่วยถือเสื้อคลุม

“ไปเถิด”

หลินเหวินมองโต๊ะของตนเป็นครั้งสุดท้าย

เจ็ดวันก่อน เขาพบร่างคำสั่งให้ฆ่าคนชื่อเสิ่นเหยียน

วันนี้เขาได้เห็นว่าข้อหาบนกระดาษนั้นถูกสร้างขึ้นอย่างไร

เขารอดจากวันที่เคยเขียนให้ตัวละครตายแล้ว

แต่ระหว่างเดินออกจากสำนัก หลินเหวินไม่ได้รู้สึกว่าชนะ

คำสั่งปลอมยังมีคนคัด

ซองที่เปลี่ยนยังมีคนส่ง

โจวอิ่นตายแล้ว

และคนที่เตรียมร่างประหารยังไม่ปรากฏชื่อในบันทึกใด

ใต้แสงโคมหน้าประตู หลินเหวินก้มมองมือของเสิ่นเหยียน

วันนี้มือคู่นี้เก็บคำพูดที่เกิดขึ้นจริงไว้ได้

พรุ่งนี้มันต้องเริ่มตามหาว่าใครต้องการให้คำพูดเหล่านั้นหายไป

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต