Kamelessia Stories
ปก การเดินทางของกีรติและคู่หูแมวเหมียวกลับไปที่นิยายการเดินทางของกีรติและคู่หูแมวเหมียว
ตอนที่ 8

รอยตราใต้ดิน

ยามค่ำของเคเมตไม่ได้มืดสนิท

แสงจันทร์ครึ่งดวงทาบลงบนหลังคาดินเป็นสีเงิน ตะเกียงตามบ้านบางหลังยังส่องอยู่หลังเสื่อกก เสียงคนคุยจากลานแลกเปลี่ยนสินค้าค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงสุนัขเห่าห่าง ๆ กับเสียงน้ำไหลตามร่องข้างบ้าน

กีรตินั่งรออยู่ในบ้านอนิปเป้

นางกอดเข่าบนเสื่อ พยายามมองชายสองคนซึ่งกำลังเตรียมตัวอย่างเงียบที่สุด

เมนเธบส์ตรวจคมหอกและพันผ้าสีหม่นรอบด้าม เพื่อไม่ให้โลหะสะท้อนแสงจันทร์ เมมซาฟเหน็บมีดทองแดงไว้ตรงเอว ก่อนซ่อนอาวุธอีกชิ้นไว้ใต้ผ้าคลุมไหล่

อนิปเป้ยืนกอดอกมองทั้งคู่ สีหน้าบอกชัดว่านางไม่เห็นด้วย

“เราไปดู ไม่ได้ไปสู้”

เมนเธบส์กล่าว

กีรติฟังออกเพียงคำว่า ดู กับ สู้ แต่ท่าทางของอนิปเป้บอกว่านางไม่เชื่อประโยคนี้นัก

หญิงชราชี้เมมซาฟ

“ถ้าเขาไป ย่อมมีเรื่อง”

“เหตุใดจึงโทษข้าก่อนทุกครั้ง”

เมมซาฟประท้วง

อนิปเป้มองมีดสองเล่มที่เขาซ่อนไว้

ชายหนุ่มก้มมองตาม ก่อนดึงออกมาหนึ่งเล่มและวางลงบนพื้นอย่างไม่เต็มใจ

อนิปเป้ยังไม่ละสายตา

เมมซาฟถอนหายใจ แล้วดึงมีดเล่มเล็กอีกเล่มจากข้อเท้าออกมาวางข้างกัน

กีรติมองอย่างเหลือเชื่อ

“เจ้าซ่อนไว้กี่เล่มกันแน่”

เมมซาฟยิ้ม ก่อนยกมือแสดงว่าหมดแล้ว

เมนเธบส์เอื้อมไปดึงใบมีดหินขนาดเล็กซึ่งเสียบอยู่หลังผ้าคาดเอวของน้องชายออกมาอีกชิ้น

กีรติหลุดหัวเราะเบา ๆ

“นี่เรียกว่าหมดของเจ้าหรือ”

“มันไม่ใช่มีด” เมมซาฟตอบหน้าตาย “มันเป็นเครื่องมือตัดเชือก”

เมนเธบส์โยนเครื่องมือนั้นรวมกับอาวุธบนพื้น

อนิปเป้ใช้ไม้พลองเคาะดินหนึ่งครั้ง ก่อนชี้กีรติ

“นางไม่ไป”

“ข้าต้องไป” กีรติตอบทันที

หญิงชราส่ายหน้า

“อันตราย”

คำนี้กีรติเรียนแล้ว

“ข้าเห็นรอย ข้าเข้าใจการนับ”

นางพูดช้า ๆ เท่าที่ภาษาจะอำนวย จากนั้นชี้ดวงตาตนเอง ชี้ก้อนตรารูปงูซึ่งวางอยู่กลางเสื่อ และชี้ออกไปทางคลัง

“หากมีเครื่องหมาย ข้าช่วยดู”

อนิปเป้ยังคงไม่พอใจ

เมนเธบส์กล่าวบางอย่าง เขาคงรับรองว่าจะดูแลกีรติและพากลับทันทีหากพบอันตราย

หญิงชรามองเขา แล้วมองหญิงต่างถิ่นตรงหน้า

สุดท้ายนางจึงเดินไปหยิบผ้าคลุมสีเข้มมาวางบนตักกีรติ

“ปิดเสื้อผ้า”

กีรติเข้าใจเหตุผล เสื้อยืดกับกางเกงของนางโดดเด่นเกินไปในยามค่ำ นางจึงคลุมผ้าทับร่างและรวบชายให้แน่น

คาลิโก้ซึ่งนอนขดอยู่ใกล้เตาไฟลุกขึ้นทันทีที่ทั้งสามเตรียมออกเดิน

“เจ้าอยู่ที่นี่”

กีรติชี้พื้น

แมวสามสีเดินผ่านเท้านางออกไปทางประตู

“ไม่มีใครฟังข้าเลยหรือ”

เมมซาฟตบไหล่นางเบา ๆ

“อย่างน้อยเจ้าก็เริ่มพูดเหมือนอนิปเป้แล้ว”

อนิปเป้ยกไม้พลองขึ้น

เขารีบหลบออกจากบ้าน

เส้นทางไปคลังเมล็ดในยามค่ำต่างจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง

ตรอกซึ่งเคยเต็มไปด้วยเด็กและคนแบกของกลับเงียบว่าง ประตูบ้านทุกหลังปิดด้วยเสื่อหรือแผ่นไม้ แสงจันทร์ทำให้เงาของกำแพงทอดยาวราวกับทางเดินแคบลงเรื่อย ๆ

เมนเธบส์นำหน้า เขาเลือกเดินชิดผนังและหยุดฟังเสียงทุกครั้งก่อนผ่านหัวมุม เมมซาฟอยู่ท้ายขบวน แม้ท่าทางปกติจะดูไม่จริงจัง แต่เมื่ออยู่ในความมืด เขากลับเคลื่อนไหวเงียบและระมัดระวังไม่แพ้พี่ชาย

กีรติอยู่ตรงกลาง

นางพยายามก้าวตามจังหวะของทั้งคู่ แต่รองเท้าผ้าใบเสียดสีกับพื้นดินจนเกิดเสียงผิดแปลก เมนเธบส์หันมามองสองครั้ง ก่อนชี้ให้นางเหยียบตรงแนวฟางริมผนัง

คาลิโก้เดินอยู่ข้างหน้าไกลออกไป

ขนสีขาวของมันควรเห็นชัดใต้แสงจันทร์ แต่เจ้าแมวรู้จักเคลื่อนผ่านเงาบ้านและหยุดตามมุมมืด ราวกับเคยเดินในเมืองนี้มานานแล้ว

“มันรู้ทางได้อย่างไร”

กีรติกระซิบ

เมมซาฟยักไหล่

“แมวทุกตัวคิดว่าเมืองทั้งเมืองเป็นของมัน”

คำตอบฟังสมเหตุสมผลพอ แม้คาลิโก้จะเพิ่งมาถึงเคเมตพร้อมนางไม่กี่วันก็ตาม

เมื่อใกล้ลานกลางเมือง เมนเธบส์ยกมือให้ทุกคนหยุด

มีคนสองคนนั่งเฝ้าหน้าคลัง ชายคนหนึ่งถือหอก อีกคนพิงผนังโดยมีตะเกียงวางอยู่ข้างตัว ทั้งคู่กำลังพูดคุยและดื่มเบียร์เจือจางจากเหยือกเดียวกัน

“ฮูยาบอกว่าจะเปลี่ยนคนเฝ้า” เมมซาฟกระซิบ

“คนพวกนี้ไม่ใช่คนของฮูยา” เมนเธบส์ตอบ

กีรติฟังไม่เข้าใจทุกคำ แต่จับได้ว่าการมีผู้เฝ้าคลังในคืนนี้เป็นสิ่งผิดคาด

เมมซาฟชี้ไปทางตรอกอีกด้าน จากนั้นจึงหยิบก้อนกรวดขึ้นมาปาใส่หลังคาบ้านร้าง

ก้อนหินตกกระทบภาชนะดินเผา

เพล้ง!

ชายเฝ้าคลังทั้งสองลุกพรวด คนถือหอกยกตะเกียง ส่วนอีกคนวิ่งไปตรวจทางต้นเสียง

เมมซาฟหยิบก้อนกรวดอีกก้อนปาไปไกลกว่าเดิม

เสียงสุนัขเริ่มเห่า

คนเฝ้าทั้งสองเดินตามเสียงเข้าไปในตรอก

เมนเธบส์ส่งสัญญาณให้ทุกคนเคลื่อน

พวกเขาไม่ได้ไปทางประตูหน้า แต่เลาะกำแพงคลังไปยังตรอกด้านหลังซึ่งพบรอยลากเมื่อเช้า

กองตะกร้าแตกยังวางบังผนังอยู่เหมือนเดิม

เมมซาฟกับเมนเธบส์ช่วยกันยกมันออก เผยผนังอิฐดินซึ่งดูธรรมดา ไม่มีวงกบ ไม่มีสลัก และไม่มีสิ่งใดบอกว่ามีช่องซ่อนอยู่ด้านหลัง

เมนเธบส์เคาะผนังทีละจุด

กึก

กึก

ก้อง…

เขาหยุดตรงอิฐก้อนหนึ่งซึ่งส่งเสียงกลวง

กีรติย่อตัวลงตรวจ พื้นรอบฐานมีรอยขูดเป็นครึ่งวงกลม แสดงว่าส่วนหนึ่งของผนังเคยเคลื่อนออก

เมมซาฟลองออกแรงผลัก

อิฐไม่ขยับ

เขาสอดปลายนิ้วเข้าไปตามรอยแยก แต่ช่องแคบเกินไป

คาลิโก้เดินเข้ามาดมฐานกำแพง มันใช้เท้าเขี่ยฟางออก เผยรูเล็ก ๆ ตรงมุมล่าง จากนั้นจึงสอดอุ้งเท้าเข้าไปตะกุยบางอย่าง

เสียงไม้ขยับดังมาจากหลังผนัง

เมนเธบส์ก้มลง เขาสอดปลายมีดเข้าไปในรูแล้วงัดขึ้นเบา ๆ

สลักซึ่งซ่อนอยู่ด้านในยกออก

ส่วนหนึ่งของผนังเคลื่อนเข้าหาพวกเขาเล็กน้อย

มันไม่ใช่อิฐก่อถาวร แต่เป็นแผงไม้ฉาบดินให้ดูกลมกลืนกับกำแพง เมมซาฟจับขอบแล้วดึงออก เผยช่องมืดแคบพอให้คนหนึ่งคนลอดผ่านได้

กลิ่นดินชื้นกับเมล็ดเก่าพุ่งออกมา

บันไดดินทอดลงไปด้านล่าง

“ห้องใต้คลัง”

กีรติพึมพำ

เมนเธบส์จุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็กซึ่งเตรียมมา เขาส่งสัญญาณให้น้องชายอยู่เฝ้าทางเข้า แล้วหันมาบอกกีรติให้รอด้านนอกเช่นกัน

นางส่ายหน้า

“ข้าต้องดูเครื่องหมาย”

“ข้าจะนำขึ้นมาให้เจ้า”

“ถ้าเจ้ารู้ว่าสิ่งใดสำคัญ”

เมนเธบส์ขมวดคิ้ว

แม้ประโยคของกีรติจะติดขัด แต่เขาเข้าใจว่าเพิ่งถูกกล่าวหาว่าดูหลักฐานไม่เป็น

เมมซาฟกลั้นหัวเราะอยู่ด้านหลัง

ชายหนุ่มส่งตะเกียงให้นาง

“เดินตามข้า ห้ามแตะสิ่งใด”

“เจ้าก็เหมือนอนิปเป้แล้ว”

คราวนี้เมมซาฟหลุดหัวเราะออกมาจริง ๆ

เมนเธบส์หันไปมอง น้องชายจึงรีบทำหน้าจริงจังและยืนเฝ้าช่องทางเข้า

กีรติตามเมนเธบส์ลงบันได โดยมีคาลิโก้ลอดผ่านขาไปก่อนทั้งคู่

ขั้นบันไดมีเพียงหกขั้นก็ถึงพื้นด้านล่าง ห้องใต้ดินไม่กว้างนัก เพดานค้ำด้วยไม้ซุงสองต้น ผนังฉาบโคลนหยาบ มีช่องระบายอากาศแคบทอดขึ้นไปทางคลังด้านบน

ภายในไม่ได้เก็บเมล็ดพืชจำนวนมาก

สิ่งที่วางเรียงอยู่ตามผนังคือภาชนะเปล่า เชือก ตราประทับ แผ่นไม้มีรอยบาก และป้ายงาช้างกับป้ายกระดูกขนาดเล็กหลายสิบชิ้น

กีรติยกตะเกียงเข้าใกล้

ป้ายแต่ละชิ้นมีรูสำหรับร้อยเชือก บนผิวสลักเครื่องหมายเพียงไม่กี่ตัว—รูปสัตว์ พืช ภาชนะ เรือ และเส้นบอกจำนวน ไม่มีประโยคยาวหรือข้อความเล่าเรื่อง

มันเป็นระบบกำกับสินค้าและการเดินทาง

คล้ายป้ายซึ่งผูกกับภาชนะในคลังหลวงยุคต้น แต่หยาบกว่าและผลิตด้วยวัสดุหลายชนิด สิ่งนี้อาจเป็นรูปแบบบันทึกซึ่งใช้เฉพาะในเครือข่ายการค้าแถบนี้

“อ่านได้หรือ”

เมนเธบส์ถาม

“ไม่ใช่ทั้งหมด”

กีรติตอบตามความจริง

นางไม่ควรอ่านอักษรยุคนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว ระบบเครื่องหมายยังไม่ตายตัว และภาษาพูดของเคเมตก็ต่างจากสิ่งซึ่งนักวิชาการในยุคของนางสร้างเสียงขึ้นใหม่

แต่เครื่องหมายบางอย่างไม่ต้องอาศัยการอ่าน

รูปเรือหมายถึงการขนส่งทางน้ำ

รูปลาหมายถึงขบวนทางบก

เส้นขีดเป็นจำนวน

เครื่องหมายรูปบ้านหรือกำแพงน่าจะเป็นชุมชนปลายทาง

กีรติหยิบป้ายหนึ่งชิ้นขึ้นมาอย่างระวัง บนป้ายนั้นมีรูปลาอยู่ด้านบน ตามด้วยเส้นตั้งห้าเส้น รูปภาชนะเมล็ด และสัญลักษณ์ซึ่งคล้ายกำแพงของเคเมต

ด้านหลังมีคราบดินจากตราประทับ

นางหยิบอีกป้าย

เครื่องหมายเกือบเหมือนกัน แต่จำนวนเพิ่มเป็นเจ็ด และปลายทางเป็นรูปเสาสองต้น

จากนั้นอีกป้าย

ขบวนลา สามหน่วย น้ำมัน และเคเมต

กีรติเรียงป้ายทั้งหมดตามเครื่องหมายปลายทาง นางพบป้ายซึ่งระบุเคเมตมากกว่าสิบชิ้น แต่จำได้ว่าในช่วงหลายวันที่อยู่ที่นี่ ชาวบ้านพูดถึงขบวนสินค้าที่ขาดหายและผลผลิตที่ส่งมาไม่ถึงหลายครั้ง

“สินค้าเหล่านี้ควรมาที่นี่”

นางชี้สัญลักษณ์กำแพง

เมนเธบส์หยิบป้ายไปดู เขารู้เครื่องหมายของชุมชนตนเองทันที

กีรติชี้จำนวนบนแต่ละป้าย แล้วนำไปรวมกับรอยบากบนแผ่นไม้

ขบวนสินค้าหลายชุดถูกบันทึกว่าออกเดินทางแล้ว

บางชุดมาทางลา

บางชุดมาทางเรือ

แต่หากทั้งหมดมาถึงเคเมตจริง คลังเมล็ดไม่ควรว่างลงอย่างที่เห็น และชาวเมืองไม่ควรรอคอยสินค้าเหล่านั้นโดยไม่รู้ชะตา

เมนเธบส์อ่านชื่อหรือเครื่องหมายของขบวนได้มากกว่านาง เขาหยิบป้ายสามชิ้นออกมาแล้วพูดชื่อคนคุ้มกัน

ชายคนหนึ่งหายไปพร้อมขบวนเมื่อฤดูน้ำลด

อีกคนถูกพบเป็นศพใกล้ทางแยกทะเลทราย

ส่วนขบวนที่สามไม่มีผู้ใดพบทั้งคน สัตว์ หรือสินค้า

ในความทรงจำของชาวเมือง พวกเขาคือขบวนซึ่งไม่เคยมาถึง

แต่หลักฐานในห้องใต้ดินกลับบันทึกสินค้าเหล่านั้นราวกับมีคนรับไว้แล้ว

“มีคนเปลี่ยนปลายทาง”

กีรติกล่าว

นางหยิบป้ายชิ้นหนึ่งมาส่องไฟ ที่ขอบมีรอยขูด เครื่องหมายกำแพงเดิมถูกลบอย่างหยาบ ก่อนสลักเครื่องหมายอีกแบบทับลงไป

เมนเธบส์ตรวจป้ายอื่น

หลายชิ้นมีรอยแก้แบบเดียวกัน

สินค้าอาจถูกส่งถึงพื้นที่ใกล้เคเมต แล้วถูกเปลี่ยนเส้นทางก่อนเข้าเมือง จากนั้นคนในคลังก็ลงบันทึกเหมือนรับของครบถ้วน

ส่วนเมล็ดที่ชาวเมืองนำมาฝากภายหลัง ถูกลำเลียงออกผ่านประตูลับเพื่อเติมสินค้าซึ่งเครือข่ายนั้นต้องการ

นี่ไม่ใช่การขโมยของคนหิวเพียงถุงหนึ่ง

มันเป็นการยักยอกซึ่งดำเนินต่อเนื่องมานาน และต้องมีผู้เกี่ยวข้องทั้งในคลัง เส้นทางขบวน และจุดรับสินค้านอกเมือง

เสียงเมมซาฟดังลงมาจากบันได

มีคนกำลังกลับมา

เมนเธบส์เร่งเก็บป้ายเข้าที่ แต่กีรติแตะแขนเขา

“ต้องเอาหลักฐาน”

“หากของหาย พวกมันจะรู้ว่าเราพบห้องนี้”

“หากไม่เอา เราพูดโดยไม่มีสิ่งใด”

เมนเธบส์นิ่งคิดเพียงชั่วครู่ ก่อนหยิบป้ายซึ่งมีรอยแก้ปลายทางสองชิ้นกับตราดินเหนียวหนึ่งก้อน สอดทั้งหมดไว้ใต้ผ้าคาดเอว

กีรติมองตราในมือเขา

รอยประทับเป็นรูปงูขดอย่างชัดเจน

รอบตัวงูมีเส้นสั้นสามเส้น และเครื่องหมายคล้ายดวงตาอยู่ตรงกลางลำตัว

มันเป็นตราเดียวกับก้อนดินเหนียวซึ่งคาลิโก้พบใต้ตะกร้า

บนผนังด้านในสุดของห้อง มีตรารูปงูแบบเดียวกันวางเรียงอยู่เต็มตะกร้า

ไม่ใช่เครื่องหมายของสินค้าเพียงชิ้นเดียว

มันคือเครื่องหมายของคนกลุ่มหนึ่ง

เสียงฝีเท้าดังมาถึงตรอกด้านบน

เมนเธบส์ดับตะเกียงทันที

ความมืดกลืนห้องใต้ดินจนหมด

กีรติได้ยินเสียงหัวใจตนเองดังอยู่ในอก คาลิโก้ขยับผ่านข้อเท้านาง ก่อนหายเข้าไปทางมุมห้อง

แสงจากตะเกียงด้านบนลอดลงมาตามบันได

มีคนพูดกับเมมซาฟ

เสียงนั้นเป็นของชายผู้ดูแลคลัง

เมมซาฟตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ เขาคงกำลังอ้างว่ามาทำสิ่งใดสักอย่างในตรอกยามค่ำคืน แต่ผู้ดูแลไม่เชื่อ เสียงถามเริ่มดังและถี่ขึ้น

เมนเธบส์จับข้อมือกีรติ พานางถอยไปชิดผนังใต้บันได

หากชายคนนั้นลงมา พวกเขาจะไม่มีทางออกอื่น

คาลิโก้ส่งเสียงข่วนจากมุมมืด

ครืด…

กีรติหันตามเสียง แม้มองไม่เห็นสิ่งใด

นางคลำผนังจนสัมผัสช่องว่างแคบหลังตะกร้าป้าย มีกระแสอากาศเย็นพัดออกมา แสดงว่าด้านหลังเชื่อมกับภายนอก

“ทางนี้”

นางกระซิบ

เมนเธบส์เข้ามาตรวจ เขาพบแผ่นเสื่อแข็งฉาบโคลนปิดช่องไว้ จึงใช้ไหล่ดันอย่างระวัง

แผ่นกั้นขยับออก เผยอุโมงค์เตี้ยซึ่งกว้างพอให้คลานผ่านทีละคน

คาลิโก้หายเข้าไปแล้ว

กีรติไม่ได้สงสัยอีกว่าเหตุใดแมวจึงรู้ว่ามีทางอยู่ตรงนี้ ตอนนี้ไม่มีเวลาสำหรับคำถาม

เมนเธบส์ส่งสัญญาณให้นางเข้าไปก่อน

อุโมงค์เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นดิน กีรติต้องคลานด้วยข้อศอก ความมืดทำให้ไม่รู้ว่าทางยาวเพียงใด ได้ยินเพียงเสียงเมนเธบส์ตามอยู่ด้านหลัง กับเสียงคนเปิดแผงทางเข้าห้องใต้ดิน

มีเสียงตะโกนดังขึ้น

พวกเขาถูกพบแล้ว

กีรติเร่งคลานจนเข่ากระแทกก้อนหิน ความเจ็บแล่นขึ้นขา แต่ยังไม่หยุด

เบื้องหน้ามีแสงจันทร์ลอดเข้ามา

คาลิโก้ยืนรออยู่ตรงปากอุโมงค์

กีรติคลานออกไป พบว่าทางลับนำมายังร่องระบายน้ำแห้งด้านนอกกำแพงเมือง ห่างจากคลังหลายสิบก้าว พุ่มไม้หนามแห้งช่วยบังช่องเปิดไว้จนไม่มีใครสังเกตเห็น

เมนเธบส์ตามออกมาแล้วดึงแผ่นกกกลับมาปิดทาง

“เมมซาฟยังอยู่ข้างบน”

กีรติพูด

ก่อนเมนเธบส์จะตอบ เสียงคนวิ่งก็ดังมาจากเงากำแพง

เมมซาฟกระโดดข้ามร่องน้ำลงมา หายใจหอบแต่ยังยิ้มได้

“พวกนั้นเชื่อว่าข้ามาปัสสาวะหลังคลัง จนกระทั่งได้ยินเสียงจากใต้ดิน”

เมนเธบส์มองเขา “แล้วเจ้าหนีมาได้อย่างไร”

“ข้าบอกว่าผีในคลังเรียกชื่อพวกมัน”

“พวกนั้นเชื่อหรือ”

“ไม่ แต่หยุดเถียงกันนานพอให้ข้าวิ่ง”

เสียงตะโกนดังขึ้นจากในเมือง ผู้เฝ้าคลังคงกำลังเรียกคนมาช่วย

ทั้งสามรีบเคลื่อนตามแนวร่องน้ำกลับไปยังบ้านอนิปเป้ โดยมีคาลิโก้นำหน้าอีกครั้ง

อนิปเป้รออยู่หลังประตู

ทันทีที่ทุกคนกลับถึงบ้าน นางดึงกีรติเข้าไป ตรวจดูรอยถลอกตรงเข่า ก่อนหันไปต่อว่าเมนเธบส์กับเมมซาฟพร้อมกัน

ชายทั้งสองไม่พยายามแก้ตัว

เมนเธบส์นำป้ายกับตราดินเหนียวออกมาวางบนเสื่อ

เสียงของอนิปเป้เงียบลง

นางหยิบตรารูปงูขึ้นส่องกับตะเกียง สีหน้าซึ่งเคยเคร่งขรึมกลับซีดลงเล็กน้อย

“ท่านรู้จักหรือ”

กีรติถาม

อนิปเป้ไม่ตอบ นางพลิกตราดูด้านหลัง แล้วนำไปเทียบกับเครื่องหมายบนป้ายงาช้าง

เมนเธบส์อธิบายเรื่องห้องใต้คลัง ป้ายขบวนสินค้า และเส้นทางหลบหนี ซ้ำคำถามว่าอนิปเป้เคยเห็นเครื่องหมายนี้ที่ใดหรือไม่

หญิงชรายังคงเงียบ

ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังห้องหลังม่าน

กีรติมองตาม คาดว่านางจะนำไม้เท้ารูปกุญแจออกมา แต่อนิปเป้กลับถือเพียงห่อหนังขนาดเล็ก

ภายในมีชิ้นดินเหนียวเก่าแตกเป็นสองส่วน

บนชิ้นดินนั้นมีรอยประทับรูปงูขดเหมือนกัน

แต่เก่ากว่าตราจากห้องใต้คลังมาก ขอบสึกมนและมีรอยไหม้ดำอยู่ด้านหนึ่ง

เมนเธบส์ถามว่านางได้มันมาจากไหน

อนิปเป้กำชิ้นดินไว้แน่น

“จากขบวนซึ่งไม่เคยกลับมา”

นางตอบ

“ขบวนของบิดาพวกเจ้า”

กีรติฟังออกเพียงคำว่า ขบวน กับ บิดา แต่น้ำเสียงทำให้เข้าใจว่าหลักฐานนี้เกี่ยวข้องกับครอบครัวของพวกเขา

เมมซาฟไม่เหลือรอยยิ้มบนใบหน้า

เมนเธบส์นั่งนิ่ง ดวงตาจับอยู่ที่ตรางูราวกับความทรงจำบางอย่างถูกขุดขึ้นจากหลุมซึ่งเขาพยายามฝังมานาน

อนิปเป้เก็บชิ้นตราเก่ากลับลงในห่อ

“พวกเจ้าพบสิ่งที่ไม่ควรพบแล้ว”

นางกล่าวช้า ๆ

ด้านนอก เสียงผู้คนยังคงวุ่นวายอยู่บริเวณคลัง

อีกไม่นาน คนดูแลห้องใต้ดินย่อมรู้ว่าป้ายสองชิ้นกับตราหนึ่งก้อนหายไป และรู้ว่ามีผู้พบทางลับแล้ว

คาลิโก้เดินเข้าไปหาป้ายงาช้างบนเสื่อ มันดมเครื่องหมายปลายทางทีละชิ้น ก่อนวางอุ้งเท้าลงบนป้ายซึ่งมีรูปคลื่นน้ำ

กีรติก้มมอง

เหนือรูปคลื่นมีสัญลักษณ์ของขบวนลาและรอยนับเจ็ดเส้น

ด้านล่างเป็นตรางู

ส่วนขอบป้ายมีรอยแก้ปลายทางจากเคเมตไปยังเครื่องหมายของสถานที่อีกแห่งหนึ่ง

เมนเธบส์มองแล้วกล่าวชื่อซึ่งกีรติไม่เคยได้ยิน

เป็นชุมชนทางต้นน้ำซึ่งส่งเมล็ดกับน้ำมันมายังเคเมตทุกฤดู

แต่ขบวนล่าสุดของพวกเขาหายไปกลางเส้นทาง

กีรติแตะรอยแก้บนป้ายอย่างระมัดระวัง

ขบวนเหล่านั้นอาจไม่ได้หายสาบสูญ

สินค้าอาจมาถึงใกล้เคเมตแล้ว เพียงถูกคนบางกลุ่มเบี่ยงไปยังจุดหมายอื่น

และหากตรารูปงูเคยอยู่กับขบวนของบิดาอนิปเป้ เมนเธบส์ และเมมซาฟ—

เครือข่ายนี้ก็อาจเริ่มต้นมานานกว่าที่ทุกคนคิด

นอกบ้าน เสียงฝีเท้าหลายคู่กำลังตรงเข้ามา

อนิปเป้ดับตะเกียงดวงหนึ่ง แล้วเก็บป้ายกับตราทั้งหมดไว้ใต้แผ่นหินข้างเตา

เมนเธบส์ลุกขึ้นคว้าหอก

เมมซาฟชักมีดทองแดงซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเขายังซ่อนติดตัวมาได้อย่างไร

กีรติอุ้มคาลิโก้ขึ้นแนบอก

เสียงทุบประตูดังขึ้น

ปัง!

“เปิด!”

เสียงชายผู้ดูแลคลังตะโกนจากด้านนอก

ปัง!

“มีคนขโมยของจากคลัง!”

อนิปเป้ยืนอยู่กลางบ้าน มือหนึ่งกำไม้พลองธรรมดาที่ใช้พยุงตัว ดวงตาสงบนิ่งท่ามกลางเสียงคุกคาม

หลังม่าน ไม้เท้ารูปกุญแจยังคงถูกห่อไว้อย่างมิดชิด

แต่กีรติรู้สึกถึงความเย็นแผ่ขึ้นมาตามฝ่ามืออีกครั้ง

ราวกับบางสิ่งซึ่งหลับอยู่ในบ้านหลังนี้—

กำลังรับรู้ว่าตรารูปงูได้กลับมาแล้ว

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต