น้ำขม
เสียงทุบประตูดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม
ปัง!
ฝุ่นจากขอบผนังร่วงลงบนพื้น อนิปเป้ยังคงยืนอยู่กลางบ้าน มือกำไม้พลองแน่น เมนเธบส์อยู่ข้างประตู ส่วนเมมซาฟซ่อนตัวชิดผนังอีกด้านหนึ่ง มีดทองแดงสะท้อนแสงตะเกียงวาบสั้น ๆ ก่อนถูกเก็บเข้าใต้ผ้าคลุม
กีรติอุ้มคาลิโก้ไว้แนบอก หัวใจเต้นแรงจนนางกลัวว่าคนด้านนอกจะได้ยิน
ใต้แผ่นหินข้างเตา มีป้ายงาช้างสองชิ้น ตราดินเหนียวรูปงู และหลักฐานซึ่งอาจเปลี่ยนเรื่องขโมยเสบียงให้กลายเป็นเครือข่ายที่ใหญ่กว่าคลังทั้งหลัง
หากคนเหล่านั้นค้นพบ ทุกคนในบ้านย่อมถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมย
และกีรติ—หญิงต่างถิ่นซึ่งชาวเมืองระแวงอยู่แล้ว—คงกลายเป็นผู้ต้องหาคนแรก
“เปิดประตู!”
เสียงผู้ดูแลคลังดังขึ้นอีกครั้ง
อนิปเป้ยกมือห้ามเมนเธบส์ไม่ให้แตะอาวุธ ก่อนเดินไปเปิดเสื่อกกด้วยตนเอง
ชายสี่คนยืนอยู่หน้าบ้าน คนแรกคือผู้ดูแลคลังซึ่งกีรติเคยเห็นเหงื่อออกเมื่อถูกถามเรื่องผนังกลวง อีกสามคนถือไม้พลองกับตะเกียง
“มีคนเข้าไปในคลัง” ชายผู้นั้นกล่าว “ของหายไป”
อนิปเป้พิงไม้พลองอย่างสงบ
“แล้วเหตุใดจึงมาหาที่บ้านข้า”
“มีคนเห็นเมมซาฟอยู่หลังคลัง”
เมมซาฟก้าวออกจากเงา สีหน้าไร้พิรุธอย่างน่าประหลาด
เขาตอบว่าไปทำธุระส่วนตัวตรงตรอก คนเฝ้าคลังเป็นผู้พบและไล่เขาออกมาเอง
คำแก้ตัวไม่ดีนัก แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าเขาเข้าไปด้านใน
ชายผู้ดูแลชี้เมนเธบส์กับกีรติ จากนั้นจึงกล่าวหาว่าทั้งสองหายออกจากบ้านในเวลาเดียวกัน
อนิปเป้ไม่ปฏิเสธ นางเพียงถามว่าใครเป็นผู้เห็น
ไม่มีใครตอบได้ตรงกัน
ชายคนหนึ่งบอกว่าเห็นเงาสามเงา
อีกคนบอกว่าเห็นเพียงเมมซาฟ
ส่วนผู้ดูแลคลังยืนยันว่าได้ยินเสียงคนอยู่ใต้พื้น แต่ไม่เห็นใบหน้า
“หากของหาย เจ้าควรเฝ้าคลัง” อนิปเป้กล่าว “ไม่ใช่ทิ้งมันไว้แล้วพาคนทั้งหมดมาค้นบ้านหมอ”
ชายผู้นั้นหน้าแข็งขึ้น
เขาขอเข้าไปตรวจค้น
เมนเธบส์ก้าวมาข้างหน้า แต่อนิปเป้ยกมือขวางเขาไว้ นางเปิดทางให้คนเหล่านั้นเข้าบ้านโดยไม่แสดงความหวั่นไหว
“ค้นได้” หญิงชรากล่าว “แต่หากยาของผู้ป่วยเสียหาย เจ้าต้องชดใช้ทุกใบ ทุกราก และทุกหยด”
ผู้ดูแลคลังชะงัก
สมุนไพรของอนิปเป้ไม่ได้มีค่าเพียงกับนาง คนแทบทุกครัวเรือนในเคเมตเคยพึ่งยาและการรักษาจากบ้านหลังนี้ หากเขาทำลายของโดยไม่มีหลักฐาน ชาวเมืองย่อมไม่ยอมง่าย ๆ
คนทั้งสี่จึงค้นอย่างระมัดระวัง
พวกเขาตรวจตะกร้า เปิดภาชนะดินเผา และใช้ตะเกียงส่องใต้เสื่อ เมมซาฟยืนกอดอกมองโดยไม่พูด ส่วนเมนเธบส์ไม่ละมือจากด้ามหอก
เมื่อคนหนึ่งเดินไปทางห้องหลังม่าน อนิปเป้ขยับตามทันที
“ในนั้นมีของเก่าและยาพิษบางชนิด” นางเตือน “หากเจ้าจับผิดแล้วตาย อย่าให้ครอบครัวมากล่าวโทษข้า”
ชายผู้ถือไฟชะงัก ก่อนใช้ปลายไม้เปิดม่านแทนมือ
เขาส่องดูห่อผ้า ตะกร้า และภาชนะจากระยะห่าง แต่ไม่กล้าแตะสิ่งใด
ไม้เท้ารูปกุญแจยังถูกห่อไว้อย่างมิดชิด พิงอยู่หลังม้วนเสื่อ ไม่มีแสงเล็ดลอดและไม่ส่งเสียงผิดปกติ
ผู้ค้นจึงเดินกลับออกมา
ไม่มีใครสนใจแผ่นหินข้างเตา เพราะมีหม้อต้มยาวางอยู่เหนือมันและยังมีความร้อนหลงเหลือ
ท้ายที่สุด ชายผู้ดูแลคลังก็ไม่พบหลักฐาน
เขามองกีรติเป็นคนสุดท้าย สายตาเต็มไปด้วยความสงสัยและความโกรธซึ่งปิดไม่มิด
“หากข้าพบว่าหญิงผู้นี้เกี่ยวข้อง—”
“เจ้าจะกล่าวหาเมื่อมีหลักฐาน” เมนเธบส์แทรก “ไม่ใช่เมื่อมีเพียงความกลัว”
บรรยากาศในบ้านแข็งตึง
ชายผู้ดูแลไม่ได้ตอบ เขาหันหลังพาคนทั้งหมดออกไป แต่ก่อนพ้นประตูยังกล่าวว่าตั้งแต่นี้คลังจะมีคนเฝ้าเพิ่ม และผู้ใดเข้าใกล้ยามค่ำคืนจะถูกจับทันที
เมื่อฝีเท้าหายไป อนิปเป้จึงปิดประตู
เมมซาฟถอนหายใจออกมายาว
“ข้านึกว่าจะต้องกระโดดออกทางหลังคาเสียแล้ว”
อนิปเป้หันไปมอง
“แล้วเจ้าคิดหรือว่าหลังคาข้ารับน้ำหนักเจ้าไหว”
แม้กีรติจะฟังไม่ครบ แต่เมื่อเมมซาฟก้มมองตัวเองแล้วเงียบ นางก็พอเดาได้ว่าเขาถูกตำหนิเรื่องใด
เมนเธบส์ยกแผ่นหินข้างเตา ตรวจว่าหลักฐานยังอยู่ครบ ก่อนห่อทุกชิ้นใหม่
“พวกมันรู้แล้วว่ามีคนพบห้องนั้น” เขากล่าว “คงย้ายสิ่งของก่อนรุ่งเช้า”
กีรติมองตรารูปงู
“เรามีของพอพิสูจน์หรือยัง”
“พิสูจน์ได้ว่ามีการเปลี่ยนป้าย” เมนเธบส์ตอบ “แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นคนทำ”
“คนดูแลคลังโกหก”
“การโกหกไม่พอจะบอกว่าเขาเป็นเจ้าของงูทั้งรัง”
กีรติไม่ชอบคำตอบ แต่รู้ว่าเขาพูดถูก
หากรีบนำหลักฐานออกไปกล่าวหาคนคนเดียว ผู้ที่อยู่เหนือกว่านั้นอาจตัดเขาทิ้งและทำลายร่องรอยทั้งหมด
อนิปเป้เก็บตราไว้ในห่อหนังเก่าร่วมกับตราที่เคยอยู่ในขบวนของบิดาพวกเขา แล้วซ่อนกลับไปในห้องหลังม่าน
“คืนนี้พอแล้ว” นางกล่าว “ทุกคนนอน”
ไม่มีผู้ใดคัดค้าน
แต่กีรติรู้ว่าไม่มีใครในบ้านจะหลับสนิทอีกแล้ว
เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นหลังพระอาทิตย์ขึ้นไม่นาน
หญิงคนหนึ่งอุ้มเด็กชายเข้ามาในบ้าน เด็กตัวอ่อน ดวงตาปรือ และอาเจียนลงบนพื้นทันทีที่ถูกวางบนเสื่อ
อนิปเป้รีบเข้าไปตรวจ
ยังไม่ทันรักษาเสร็จ คนป่วยอีกสองคนก็มาถึง
คนแรกเป็นชายชราซึ่งมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง อีกคนเป็นหญิงสาวจากลานตากเมล็ด นางมีไข้ต่ำ คลื่นไส้ และท้องเสียจนเดินแทบไม่ไหว
ก่อนเที่ยง บ้านของอนิปเป้ก็เต็มไปด้วยผู้ป่วย
บางคนนอนบนเสื่อ บางคนนั่งพิงผนัง เด็กเล็กร้องไห้ด้วยความอ่อนแรง ญาติเดินเข้าออกพร้อมชามน้ำและผ้าเปียกจนพื้นบ้านชื้นไปหมด
อนิปเป้ทำงานโดยแทบไม่หยุดพัก นางตรวจตา ลิ้น หน้าท้อง และถามว่าคนป่วยกินสิ่งใดมาก่อนเริ่มมีอาการ
กีรติช่วยต้มน้ำ ล้างภาชนะ และส่งผ้าตามคำสั่ง แม้คำศัพท์ทางการรักษาจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่เริ่มทำตามท่าทางของหญิงชราได้เร็วขึ้น
เนฟรามาถึงพร้อมอาการปวดท้อง ใบหน้าซีดและมีเหงื่อเย็น
“เจ้าเป็นตั้งแต่เมื่อใด”
กีรติถามเป็นประโยคสั้น ๆ
“กลางคืน”
“กินอะไร”
“ขนมปัง ปลา อินทผลัม”
อาหารเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนเกือบทั้งเมืองกิน จึงยังบอกสาเหตุไม่ได้
กีรติยื่นชามน้ำให้ เนฟรารับไปแต่ยังไม่ทันดื่ม อนิปเป้ก็คว้าชามจากมือ
หญิงชราดม ก่อนใช้ปลายนิ้วแตะน้ำและลองชิมเพียงเล็กน้อย
สีหน้าของนางเปลี่ยน
“ขม”
กีรติจำคำนี้ได้จากยาสมุนไพร นางรับชามมาดมบ้าง
กลิ่นไม่รุนแรง แต่มีความเหม็นอับคล้ายโคลนเน่าและเศษพืชหมัก เมื่อแตะน้ำกับปลายลิ้นก็มีรสขมฝาดผิดปกติ
“น้ำมาจากไหน”
เนฟราชี้ไปทางใต้ของเมือง
บ่อส่วนกลางใกล้ลานตากเมล็ด
กีรติหันมองคนป่วยคนอื่น แล้วเริ่มถามทีละคนด้วยคำศัพท์จำกัด บางครั้งต้องให้อนิปเป้ช่วยเรียบเรียงคำถาม
บ้านอยู่ที่ใด
ดื่มจากบ่อใด
เริ่มป่วยเมื่อใด
ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดใช้บ่อทางใต้หรือรับน้ำจากร่องซึ่งเชื่อมกับบริเวณนั้น
ครอบครัวที่อยู่ใกล้ท่าน้ำและตักน้ำจากแม่น้ำโดยตรงยังไม่มีอาการ ส่วนบ้านรอบลานเหนือซึ่งใช้บ่ออีกแห่งก็ไม่พบคนป่วย
กีรติไม่จำเป็นต้องมีห้องทดลองเพื่อเห็นความเชื่อมโยง
“น้ำ”
นางบอกอนิปเป้ “ทุกคนดื่มน้ำทางใต้”
หญิงชราพยักหน้า สีหน้าเคร่งเครียด นางออกคำสั่งให้ญาติผู้ป่วยนำภาชนะน้ำออกจากบ้าน และส่งเด็กคนหนึ่งวิ่งไปแจ้งฮูยาไม่ให้คนตักน้ำจากบ่อนั้นเพิ่ม
กีรติชี้หม้อต้ม
“น้ำต้องต้ม”
อนิปเป้เข้าใจ นางให้คนก่อไฟเพิ่มและตั้งหม้อใบใหญ่ แต่ฟืนกับภาชนะมีจำกัด การต้มน้ำให้คนทั้งเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย
ที่สำคัญ หากน้ำมีสิ่งปนเปื้อนบางชนิด การต้มอาจไม่เพียงพอ
พวกเขาต้องรู้ว่าสิ่งใดไหลลงบ่อ
บ่อทางใต้ตั้งอยู่ระหว่างลานตากเมล็ดกับแนวบ้านคนงาน เป็นหลุมกรุอิฐดิน มีขอบยกสูงเพียงครึ่งแข้ง น้ำถูกชักขึ้นด้วยภาชนะดินเผาผูกเชือก
เมื่อกีรติไปถึง ฮูยาสั่งกั้นบริเวณไว้แล้ว
ชาวเมืองยืนมุงอยู่รอบนอก หลายคนถือเหยือกเปล่า เด็กบางคนร้องขอน้ำ ขณะที่ผู้ใหญ่โต้เถียงกันว่าควรไปตักจากที่ใดแทน
กีรติชะโงกมองลงไป
ผิวน้ำดูขุ่นกว่าปกติ มีคราบบางสีเขียวเทาเกาะอยู่ข้างขอบ กลิ่นโคลนเน่าชัดกว่าน้ำในชามของเนฟรา
นางก้มตรวจพื้นรอบบ่อ
ร่องน้ำเส้นหนึ่งเชื่อมจากพื้นที่สูงกว่าทางตะวันออกลงมายังแอ่งใกล้บ่อ เดิมมันอาจใช้รับน้ำหลากหรือนำน้ำสะอาดจากคลองเล็กมาเติม แต่ขณะนี้มีน้ำสีขุ่นไหลซึมอยู่ตรงก้นร่อง
กีรติเดินย้อนขึ้นไปตามทาง
ฮูยาร้องห้าม แต่นางชี้น้ำแล้วชี้ต้นทาง เขาจึงเรียกคนถือหอกให้ตามไปด้วย
คาลิโก้เดินนำอยู่ริมร่อง กลิ่นเหม็นทำให้มันยกเท้าสูงและสะบัดอุ้งเท้าทุกครั้งที่เหยียบโคลน
ห่างจากบ่อไม่มาก กีรติพบเศษปลา เกล็ด และกากพืชหมักติดอยู่ตามดิน
น้ำเสียจากพื้นที่ทำปลาและหมักเบียร์กำลังไหลลงสู่ร่องซึ่งผ่านใกล้บ่อ
“ทางน้ำผิด”
กีรติพูดกับฮูยา
เขาขมวดคิ้ว
ร่องระบายน้ำเสียควรไหลออกนอกแนวบ้านไปยังพื้นที่ต่ำ ไม่ควรย้อนผ่านแหล่งน้ำสำหรับดื่ม ชุมชนซึ่งตั้งอยู่ตรงนี้มาหลายปีไม่น่าทำความผิดพลาดง่ายเช่นนี้
กีรติเดินต่อจนถึงทางแยกของร่องน้ำ
ที่นั่นมีคันดินเตี้ย ๆ ก่อขึ้นใหม่ ขวางทางเดิมซึ่งมุ่งออกนอกเมือง น้ำเสียจึงถูกบังคับให้เปลี่ยนทิศและไหลลงทางใต้แทน
ผิวดินยังไม่แห้งสนิท
มีรอยจากเสื่อสานซึ่งใช้รองก้อนโคลน และรอยเท้าของคนหลายคนอยู่รอบบริเวณ
มันไม่ได้เกิดจากฝนหรือการพังทลายตามธรรมชาติ
มีผู้สร้างคันกั้นนี้ขึ้น
กีรติใช้มือแตะดิน ผิวด้านนอกแห้งจากแสงแดด แต่ข้างในยังชื้น แสดงว่าถูกก่อขึ้นไม่นาน อาจเป็นหนึ่งหรือสองคืนก่อน
ช่วงเวลาเดียวกับที่คนในคลังรู้ว่ามีผู้พบเมล็ดหาย
“มีคนทำ”
นางกล่าว
ฮูยาคุกเข่าตรวจด้วยตนเอง สีหน้าแข็งขึ้น
ผู้เฝ้ายามที่ตามมาพูดว่าอาจเป็นฝีมือเด็กหรือคนงานซ่อมร่องผิดทาง แต่ฮูยาชี้ขนาดของคันดิน มันกว้างและแน่นเกินกว่าจะเกิดจากการเล่น
กีรติมองรอยเท้า
บางรอยถูกลบด้วยกิ่งไม้ แต่ยังเหลือรอยส้นกับแนวลากภาชนะ นางเห็นเมล็ดบาร์เลย์ติดอยู่ในโคลนสองสามเม็ด และเศษเชือกเส้นสั้นซึ่งถักแบบเดียวกับเชือกผูกตะกร้าในคลัง
ยังไม่ใช่หลักฐานชัดเจนว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกัน
แต่มันใกล้เกินกว่าจะมองข้าม
เสียงเอะอะดังมาจากทางลานกลางเมือง
ชาวบ้านหลายคนกำลังมุ่งไปทางเหนือพร้อมเหยือกเปล่า
“เกิดอะไรขึ้น”
กีรติถาม
ผู้เฝ้ายามอธิบายว่า เมื่อบ่อทางใต้ใช้ไม่ได้ ทุกคนต้องไปขอน้ำจากบ่อเหนือ
บ่อแห่งนั้นไม่ได้เป็นของส่วนกลางเหมือนบ่อใต้ มันอยู่ในลานซึ่งควบคุมโดยครอบครัวพ่อค้ากับผู้ดูแลคลัง ผู้ที่ต้องการน้ำต้องนำเมล็ด ปลา น้ำมัน หรือแรงงานไปแลก
ในฤดูปกติ คนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้มัน
แต่วันนี้ไม่มีทางเลือก
กีรติกับฮูยารีบกลับไปยังลานกลางเมือง
หน้าทางเข้าลานเหนือมีคนต่อแถวยาว ชายฉกรรจ์สองคนยืนเฝ้าบ่อ ข้างตัวมีตะกร้าสำหรับรับของแลกเปลี่ยน
หญิงคนหนึ่งยื่นขนมปังครึ่งก้อนเพื่อขอน้ำหนึ่งเหยือก
ชายเฝ้าส่ายหน้าและขอเพิ่ม
นางชี้ลูกเล็กซึ่งร้องไห้อยู่ข้างตัว แต่เขาไม่ยอมลดราคา
ถัดไป อูเนบยืนอุ้มบุตรสาว เขาไม่มีเมล็ดเหลือพอแลก จึงเสนอแรงงานสามวันแทนน้ำหนึ่งภาชนะ
ผู้คุมบ่อให้เขาประทับนิ้วลงบนก้อนดินเหนียวเพื่อเป็นสัญญา ก่อนยอมปล่อยน้ำให้
กีรติมองภาพนั้น ความโกรธค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในอก
คนยากจนซึ่งเพิ่งถูกกล่าวหาว่าขโมยเมล็ด กำลังต้องขายแรงงานในอนาคตเพื่อซื้อน้ำ เพราะบ่อส่วนกลางถูกทำให้ปนเปื้อน
นี่อาจไม่ใช่เพียงการทำลายแหล่งน้ำ
มันคือการสร้างความขาดแคลน เพื่อเปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นเครื่องมือบีบบังคับ
ฮูยาเข้าไปสั่งให้ผู้คุมแจกน้ำแก่บ้านที่มีคนป่วยก่อน แต่ชายทั้งสองปฏิเสธ พวกเขาบอกว่าบ่อนี้ได้รับการขุดและดูแลด้วยทรัพย์สินของเจ้าของลาน เมืองไม่มีสิทธิ์นำไปแจกโดยไม่ชดใช้
การโต้เถียงเริ่มรุนแรง
ชาวเมืองซึ่งกระหายน้ำส่งเสียงกดดันจากด้านหลัง คนถือหอกของฮูยาเข้าประจำที่ ขณะที่คนเฝ้าบ่อเรียกพวกของตนออกมาเพิ่ม
เมมซาฟปรากฏขึ้นจากฝูงชน เขาเข้ามายืนข้างฮูยาอย่างพร้อมมีเรื่อง
เมนเธบส์ตามมาและคว้าไหล่น้องชายไว้ก่อนที่เขาจะชักอาวุธ
“หากเริ่มสู้ น้ำจะหกก่อนคนได้ดื่ม”
เมมซาฟกัดฟัน แต่ยอมลดมือ
เมนเธบส์หันไปถามกีรติว่าเกิดอะไรขึ้น
นางพยายามอธิบายเรื่องร่องน้ำเสีย คันดินใหม่ และบ่อทางใต้ เมนเธบส์ฟังอย่างตั้งใจ ก่อนมองลานน้ำซึ่งกำลังเรียกสิ่งแลกเปลี่ยนแพงขึ้นทุกขณะ
“เจ้าคิดว่ามีคนทำเพื่อขายน้ำ?”
“ข้าคิดว่า…” กีรติหยุดหาคำ “คนหนึ่งทำ อีกคนได้ประโยชน์ อาจเป็นคนเดียวกัน อาจไม่ใช่”
เมนเธบส์พยักหน้า
นางไม่ได้กล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน และเขาเห็นสิ่งนั้น
ฮูยาหันมาสั่งให้คนไปพังคันดิน เปิดทางระบายน้ำเสียกลับไปยังทิศเดิม และให้ปิดบ่อใต้จนกว่าจะตักน้ำขุ่นออกกับตรวจต้นทางทั้งหมด
แต่การทำให้น้ำกลับมาใช้ได้ต้องใช้เวลา
อย่างน้อยวันนี้ ชาวเมืองยังต้องพึ่งบ่อเหนือ
เมนเธบส์จึงเสนอให้ใช้สินค้าจากขบวนของตนแลกน้ำจำนวนหนึ่งสำหรับบ้านผู้ป่วยก่อน เขานำหนังสัตว์และน้ำมันส่วนหนึ่งซึ่งควรเป็นค่าตอบแทนของคนคุ้มกันไปวางตรงหน้าผู้ดูแลบ่อ
เมมซาฟมองของเหล่านั้นอย่างเสียดาย แต่ไม่ได้คัดค้าน
ในที่สุด น้ำจึงถูกตักออกมาแจก
ไม่เพียงพอสำหรับทุกคน แต่พอช่วยให้เด็ก คนชรา และผู้ป่วยผ่านวันนี้ไปได้
กีรติมองเมนเธบส์ เขาไม่ได้พูดปลอบ ไม่ได้ทำให้การช่วยเหลือกลายเป็นเรื่องใหญ่ และไม่รอฟังคำขอบคุณ เพียงยกเหยือกใบหนึ่งขึ้นบ่าแล้วเดินนำไปยังบ้านอนิปเป้
ความไม่ไว้วางใจซึ่งมีต่อนางยังคงอยู่
แต่เมื่อชาวเมืองเดือดร้อน เขาไม่เคยลังเลว่าจะต้องยืนอยู่ข้างใด
ช่วงบ่าย บ้านอนิปเป้กลายเป็นที่พักผู้ป่วยชั่วคราว
น้ำจากบ่อเหนือถูกต้มก่อนแบ่งให้ดื่ม ผู้มีอาการอ่อนแรงได้รับน้ำทีละน้อยร่วมกับอาหารเหลว อนิปเป้คอยระวังไม่ให้เด็กและคนชราทรุดหนัก
กีรติทำงานจนแขนแทบยกไม่ขึ้น
นางช่วยเนฟราแยกภาชนะน้ำสะอาดกับน้ำที่ต้องทิ้ง ใช้ถ่านขีดเครื่องหมายต่างกันบนผิวหม้อ เพื่อป้องกันคนหยิบผิด
ความคิดเรียบง่ายนี้ทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้น เนฟราจึงนำไปใช้กับบ้านอื่นด้วย
คาลิโก้นอนใต้เสื่อของเด็กป่วยคนหนึ่ง ไม่ยอมไปไหน แม้มีคนเดินข้ามไปมาทั้งวัน
ตอนเย็น อาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่เริ่มคงที่ แต่ยังมีอีกหลายคนต้องเฝ้าดูตลอดคืน
อนิปเป้นั่งลงเป็นครั้งแรกหลังทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง มือของนางสั่นเล็กน้อยขณะยกชามน้ำ
กีรตินั่งข้าง ๆ
“คนทำร่องน้ำรู้ว่าบ่อจะเสียหรือไม่”
นางถามช้า ๆ
อนิปเป้มองออกไปนอกประตู
“คนอยู่กับน้ำ ย่อมรู้ว่าน้ำสกปรกไหลไปทางใด”
คำตอบนั้นเย็นกว่าน้ำในชาม
หากผู้ก่อคันดินเป็นคนของเคเมต เขาย่อมรู้ว่ามีเด็ก คนชรา และครอบครัวยากจนใช้น้ำจากบ่อทางใต้
เขาทำลงไปทั้งที่รู้ผล
เมนเธบส์เดินเข้ามาในบ้าน เสื้อผ้าเปื้อนโคลน เขาเพิ่งกลับจากช่วยฮูยาพังคันกั้นน้ำ
“ร่องเดิมเปิดแล้ว” เขาบอก “แต่มีทางแยกอีกหลายจุด ต้องตรวจทั้งหมดตอนมีแสง”
กีรติลุกขึ้น
“พรุ่งนี้ข้าไปด้วย”
“ไม่”
คำตอบมาทันที
“ข้าพบรอยแรก”
“เพราะเจ้าเดินตามแมวไป”
“แมวกับข้าพบ ก็ยังถือว่าข้าพบ”
เมนเธบส์ส่ายหน้า “ร่องน้ำผ่านนอกกำแพง มีพุ่มหนาม หลุมโคลน และคนซึ่งอาจไม่อยากให้เราตรวจพบสิ่งใด”
“เพราะอย่างนั้น ข้ายิ่งต้องไป”
“เพราะอย่างนั้น เจ้าจึงควรอยู่”
ทั้งคู่จ้องกัน
กีรติยังมีคำศัพท์ไม่มากพอจะโต้เถียงได้อย่างที่ใจต้องการ นางจึงชี้ตนเอง ชี้ตา และชี้ร่องน้ำด้านนอก
“ข้าดูรอยเป็น”
จากนั้นชี้เขา ชี้หอก และทำท่าต่อสู้
“เจ้าดูคนร้าย”
เมมซาฟซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาได้ยินประโยคสุดท้ายพอดี เขาหัวเราะเสียงดัง
“ดี พี่ดูคนร้าย นางดูรอย ส่วนข้าดูทั้งคู่ทะเลาะกัน”
เมนเธบส์หันไปมองน้องชาย
“เจ้าจะอยู่เฝ้าเมือง”
เมมซาฟหยุดหัวเราะทันที
กีรติพยายามซ่อนรอยยิ้ม
เมนเธบส์ถอนหายใจ เขามองผ้าพันแผลบนข้อมือนาง มองรอยถลอกใหม่ตรงเข่า แล้วมองดวงตาซึ่งไม่มีท่าทีว่าจะยอมแพ้
“ออกตอนฟ้าสาง” เขากล่าวในที่สุด “เจ้าต้องทำตามที่ข้าบอก”
“หากสิ่งที่เจ้าบอกมีเหตุผล”
ชายหนุ่มนิ่งไป
เมมซาฟหัวเราะจนต้องหลบออกจากบ้านก่อนจะถูกพี่ชายปาอะไรใส่
อนิปเป้ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ
กีรตินั่งลงอีกครั้งและมองเหยือกน้ำตรงหน้า
ผิวน้ำสะท้อนแสงตะเกียงไหวเป็นริ้ว ภายในนั้นไม่มีคำพยากรณ์ ไม่มีภาพจากอนาคต และไม่มีพลังลึกลับช่วยบอกชื่อผู้ทำผิด
มีเพียงกลิ่นขมซึ่งยังหลงเหลืออยู่จาง ๆ
เมล็ดถูกขโมยเพราะคนต้องกิน
น้ำถูกทำให้สกปรกเพราะคนต้องดื่ม
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้ใช้เวทมนตร์ควบคุมเคเมต พวกเขาใช้สิ่งธรรมดาที่สุด—ความหิว ความกระหาย และความกลัว—ผูกคนทั้งเมืองไว้กับตนเอง
คาลิโก้ลุกจากใต้เสื่อ เดินมาหยุดข้างเหยือก แล้วมองเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำ
จากนั้นมันก็หันไปทางประตู ราวกับรู้ว่าร่องน้ำซึ่งพวกเขาจะตรวจในวันรุ่งขึ้นทอดไปยังที่ใด
กีรติมองตาม
นอกบ้าน ความมืดปกคลุมกำแพงเมืองและเส้นทางสู่ทะเลทราย
ใครบางคนเปลี่ยนทิศของน้ำเมื่อคืนที่ผ่านมา
และหากคนผู้นั้นรู้ว่ากีรติพบร่องที่ถูกกั้นแล้ว—
วันพรุ่งนี้ย่อมไม่ได้มีเพียงพวกเขาที่รออยู่ตามทางน้ำ
© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต
ความคิดเห็น
0