Kamelessia Stories
ปก การเดินทางของกีรติและคู่หูแมวเหมียวกลับไปที่นิยายการเดินทางของกีรติและคู่หูแมวเหมียว
ตอนที่ 6

ภาษาของคนต่างถิ่น

ห้าวันหลังเข้ามาอยู่ในเคเมต กีรติก็ค้นพบความจริงสำคัญสองประการ

ประการแรก ภาษาของคนในเมืองนี้ยากกว่าที่นางเคยคิดไว้มาก

ประการที่สอง เมมซาฟไม่ควรได้รับอนุญาตให้เป็นครูของใครทั้งสิ้น

“เซเจม”

ชายหนุ่มพูดพลางชี้หูตนเอง

กีรติพยักหน้าแล้วออกเสียงตาม

“เซเจม—ฟัง”

เมมซาฟยิ้มกว้าง ก่อนชี้ตัวเองแล้วพูดเร็วเป็นประโยคยาว

กีรติฟังจนจบ จากนั้นจึงตอบด้วยคำศัพท์เพียงไม่กี่คำที่มี

“เมมซาฟ… ปาก… มาก”

เด็กสองคนซึ่งนั่งดูอยู่ใต้ต้นอินทผลัมหัวเราะคิกคัก แม้ประโยคของนางจะไม่ถูกต้อง แต่ความหมายชัดเจนเกินพอ

เมมซาฟเอามือทาบอก ทำหน้าเจ็บปวดราวกับถูกหอกแทง

“ข้ากำลังช่วยเจ้าแท้ ๆ”

คราวนี้กีรติฟังออกเพียงคำว่า ช่วย กับ เจ้า ส่วนที่เหลือต้องเดาจากน้ำเสียง

“ช่วย?”

นางชี้เขา แล้วส่ายหน้า

“เมมซาฟ… สอนผิด”

เสียงหัวเราะของเด็กดังขึ้นอีก

เมมซาฟหันไปต่อว่าผู้ชมตัวน้อย ก่อนหยิบอินทผลัมขึ้นมาหนึ่งผลและยื่นให้กีรติ

“เบเนเรต”

“หวาน” กีรติตอบทันที

เขาเลิกคิ้ว ดูผิดหวังที่หลอกนางไม่ได้แล้ว

กีรติหยิบอินทผลัมจากมือเขา กัดหนึ่งคำ ก่อนชี้หน้าชายหนุ่ม

“เมมซาฟ—เซเคอร์”

คำนี้นางเพิ่งเรียนจากอนิปเป้เมื่อเช้า หมายถึงผู้สร้างความรำคาญหรือผู้ก่อกวน แม้ไม่แน่ใจว่าการออกเสียงถูกต้องเพียงใด

เด็กทั้งสองระเบิดหัวเราะ

เมมซาฟหันไปมองอนิปเป้ซึ่งกำลังตำยาอยู่หน้าบ้าน

“ท่านสอนคำนั้นให้นางหรือ”

อนิปเป้ไม่แม้แต่จะเงยหน้า เพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

เมนเธบส์ซึ่งกำลังซ่อมสายหนังของโล่อยู่ใกล้กำแพงกล่าวบางอย่างกับน้องชาย

เมมซาฟรีบหันไปโต้ตอบ

กีรติฟังจับใจความได้ทีละคำ

“งาน… ไม่มี… ปาก… มาก”

นางไม่อาจเรียงเป็นประโยคสมบูรณ์ แต่คงมีความหมายประมาณว่า คนไม่มีงานจึงมีเวลาพูดมาก

เมมซาฟทำท่าจะเถียงต่อ ทว่าฮูยาเรียกจากลานกลางเมืองเสียก่อน เขาจึงต้องคว้าหอกแล้ววิ่งไปตามเสียง

ก่อนจากยังไม่วายหันกลับมาชี้กีรติ

“อย่าเชื่อเมนเธบส์ เขาพูดน้อยเพราะคิดช้า”

เมนเธบส์หยิบเศษหนังข้างตัวขว้างใส่ แต่น้องชายหลบทันและวิ่งหัวเราะจากไป

กีรติมองตาม แล้วหันกลับมาหาเมนเธบส์

“เมมซาฟพูดอะไร”

ชายหนุ่มส่ายหน้า

“ไม่มีอะไร”

กีรติฟังประโยคสั้นนั้นออกแล้ว

“เจ้าโกหก”

เมนเธบส์ชะงัก ก่อนมองอนิปเป้

หญิงชรายังคงตำยาโดยทำเหมือนไม่ได้ยิน แต่หัวไหล่สั่นเล็กน้อย

กีรติยิ้มอย่างผู้มีชัย

ห้าวันอาจไม่เพียงพอให้นางสนทนารู้เรื่องทั้งหมด แต่ก็มากพอจะเริ่มแยกได้ว่าใครกำลังโกหก ใครกำลังล้อเล่น และใครกำลังแกล้งทำเป็นไม่สนใจ

อย่างไรก็ตาม ภาษายังเป็นกำแพงสูงระหว่างนางกับคนทั้งเมือง

ทุกคำที่ออกเสียงผิดอาจเปลี่ยนความหมาย ทุกท่าทางอาจถูกตีความต่างไปจากเดิม และการเข้าใจเพียงครึ่งประโยคบางครั้งอันตรายกว่าการไม่เข้าใจเลย

โดยเฉพาะในสถานที่ซึ่งผู้คนจำนวนไม่น้อยยังเชื่อว่านางนำลางร้ายมาจากทะเลทราย

หลังดวงอาทิตย์ขึ้นพ้นหลังคาบ้าน เนฟราก็มาหาอนิปเป้พร้อมตะกร้าเปล่าใบใหญ่

นางพูดกับหญิงชราอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันมามองกีรติ

กีรติชี้ตัวเอง “ข้า?”

เนฟราพยักหน้า แล้วทำท่ายกของ

“งาน”

คำนี้กีรติจำได้ดี เพราะอนิปเป้ใช้มันทุกครั้งที่สั่งให้ตากสมุนไพร ล้างภาชนะ หรือกวาดพื้น

“งานที่ไหน”

นางพยายามถามโดยใช้คำสั้นที่สุด

เนฟราชี้ไปทางอาคารขนาดใหญ่ใกล้ลานกลางเมือง

“คลัง”

จากนั้นชี้ขนมปังสองแผ่นในตะกร้า แล้วชี้กีรติ

ความหมายไม่ยากเกินคาดเดา

ทำงานแลกอาหาร

กีรติหันมองอนิปเป้ หญิงชราพยักหน้าอนุญาต แต่ยกนิ้วชี้ขึ้นเตือนแล้วกล่าวช้า ๆ

“ฟังเนฟรา อย่าไปไกล อย่าก่อเรื่อง”

กีรติฟังได้เกือบทั้งหมด

“ข้าไม่ก่อเรื่อง”

สายตาของอนิปเป้เลื่อนไปยังคาลิโก้ซึ่งกำลังใช้เท้าเขี่ยแมลงอยู่ตรงกำแพง

“มันต่างหาก”

แม้หญิงชราจะไม่เข้าใจภาษาไทย แต่สีหน้าบอกชัดว่านางไม่ได้เชื่อคำแก้ตัว

กีรติเดินตามเนฟราออกจากบ้าน ผู้เฝ้ายามซึ่งเคยคอยติดตามไม่ได้ลุกขึ้นห้าม เพียงมองนางอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันกลับไปซ่อมด้ามหอก

เสรีภาพของนางขยายจากสิบก้าวไปถึงลานกลางเมืองแล้ว

คาลิโก้เดินตามมาโดยไม่ต้องเรียก

“เจ้าจะไปช่วยหรือไปขโมยปลากันแน่”

แมวสามสีไม่สนใจคำถาม มันแทรกผ่านขาของคนเดินถนนแล้วไปหยุดรออยู่ข้างเนฟรา ราวกับรู้จุดหมายดีกว่ากีรติ

ระหว่างทาง เนฟราชี้สิ่งต่าง ๆ และออกเสียงให้ฟัง

“เปร์”

บ้าน

“อิเทรุ”

ลำน้ำ

“เทา”

ขนมปังก้อนใหญ่

“ฮีเนเคต”

เบียร์

กีรติทวนทุกคำ บางคำออกเสียงได้ในครั้งแรก บางคำต้องลองหลายครั้งจึงทำให้เนฟราพอใจ

เมื่อผ่านหญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังแบกเหยือก เนฟราพูดคำทักทาย กีรติจึงเลียนแบบ

หญิงคนนั้นหยุดมองด้วยความประหลาดใจ ก่อนตอบกลับสั้น ๆ

เป็นการสนทนาครั้งแรกกับชาวเมืองซึ่งไม่จบด้วยการถอยหนีหรือแตะเครื่องราง

กีรติหันไปหาเนฟราด้วยรอยยิ้ม

อีกฝ่ายยิ้มตอบ แล้วพูดช้า ๆ

“ภาษา… เปิดทาง”

กีรติไม่เข้าใจทุกคำ แต่จับความหมายได้

นางเคยคิดว่าภาษาเป็นเครื่องมือสำหรับอ่านหลักฐานจากอดีต ตอนนี้จึงเพิ่งตระหนักว่าก่อนจะกลายเป็นข้อความบนศิลา ภาษาเคยเป็นหนทางให้คนสองคนหยุดหวาดกลัวกัน

คลังเมล็ดของเคเมตตั้งอยู่บนพื้นยกสูงเล็กน้อยใกล้ลานแลกเปลี่ยนสินค้า เป็นกลุ่มอาคารอิฐดินหลังคาแบนสามหลังตั้งชิดกัน ผนังหนา มีช่องเปิดแคบอยู่ด้านบนสำหรับเทเมล็ดพืช และประตูเตี้ยด้านล่างสำหรับนำออก

ข้างอาคารมีลานดินกว้าง ใช้ตากเมล็ด ซ่อมตะกร้า และชั่งแบ่งผลผลิต

กองข้าวบาร์เลย์กับข้าวสาลีเอมเมอร์วางแยกกันบนเสื่อ คนงานใช้กระด้งโยนเมล็ดขึ้นให้อากาศพัดเศษฟางออก ก่อนตักใส่ตะกร้าขนาดใกล้เคียงกัน

ที่นี่ไม่มีกระสอบพิมพ์น้ำหนัก ไม่มีเครื่องชั่งโลหะละเอียด และไม่มีสมุดบัญชีแบบโลกของกีรติ

การนับใช้สิ่งที่มีอยู่

ตะกร้ามาตรฐาน

ภาชนะดินเผา

ก้อนหินแทนจำนวน

รอยบากบนไม้

และเครื่องหมายสั้น ๆ บนก้อนดินเหนียวซึ่งใช้กำกับว่าเมล็ดมาจากเรือนใดหรือจะส่งไปที่ใด

กีรติมองทุกอย่างด้วยความสนใจจนลืมไปชั่วขณะว่าตนมาทำงาน ไม่ได้มาทัศนศึกษา

เนฟราตบตะกร้าในมือนางเบา ๆ

“งาน”

“รู้แล้ว”

กีรติรับตะกร้าไป แล้วถูกพาไปยังมุมหนึ่งของลาน ที่นั่นมีภาชนะดินเผาเก่าและตะกร้าสานกองปะปนกัน นางต้องคัดของซึ่งยังใช้ได้ออกจากของชำรุด ล้างฝุ่น แล้วเรียงตามขนาด

ฟังดูง่าย

แต่ตะกร้าหลายใบแทบไม่ต่างกัน เส้นผ่านศูนย์กลางคลาดกันเพียงเล็กน้อย เนฟรากลับแยกได้ทันทีว่าใบใดใช้ตวงเมล็ด ใบใดใช้ขนปลา และใบใดใช้แลกสินค้า

ครั้งแรกกีรติวางผิดกองถึงหกใบ

เนฟราไม่ต่อว่า เพียงหยิบขึ้นมาเรียงใหม่ แล้วชี้รอยถักบริเวณปากตะกร้าให้ดู

ตะกร้าตวงเมล็ดมีเส้นกกสีเข้มถักแทรกหนึ่งรอบเพื่อบอกขนาด ส่วนตะกร้าขนสินค้าทั่วไปไม่มีเครื่องหมายนี้

“ตำราไม่เคยเขียนเรื่องนี้ไว้เลย”

กีรติพึมพำ

ต่อให้เคยอ่านเรื่องระบบจัดเก็บผลผลิตในลุ่มแม่น้ำไนล์มากเพียงใด นางก็ไม่เคยรู้ว่าคนงานใช้เส้นกกคนละสีแยกหน้าที่ของตะกร้า

รายละเอียดเล็กที่สุดของชีวิตมักไม่ถูกจารึกไว้

ประวัติศาสตร์เก็บชื่อผู้ปกครองและชัยชนะของกองทัพได้ดีกว่าวิธีซ่อมตะกร้าของคนธรรมดาเสมอ

เมื่อคัดเสร็จ เนฟราให้นางช่วยขนภาชนะตวงไปยังลานเมล็ด

ตะกร้าใบแรกหนักกว่าที่คิด กีรติยกได้ไม่ถึงเอวก็ต้องวางลง

หญิงวัยใกล้เคียงกันซึ่งทำงานข้าง ๆ หัวเราะเบา ๆ ก่อนยกตะกร้าของตนขึ้นบ่าอย่างคล่องแคล่ว

กีรติหน้าแดง

“ข้าเพิ่งเริ่ม”

นางพูดเป็นภาษาของเคเมตอย่างติดขัด

หญิงคนนั้นฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบคำซึ่งกีรติไม่รู้จัก แต่สีหน้าไม่ได้เยาะเย้ย นางช่วยจับอีกด้านของตะกร้า แล้วทั้งคู่จึงยกไปด้วยกัน

หลังทำงานได้ไม่ถึงครึ่งวัน หลังของกีรติก็ปวด แขนสั่น และฝ่ามือเริ่มมีรอยแดง

การอ่านเรื่องแรงงานในอดีตกับการเป็นแรงงานเสียเองต่างกันราวคนละโลก

นางเคยใช้เวลาหลายชั่วโมงวิเคราะห์ปริมาณธัญพืชจากหลักฐานทางโบราณคดี แต่ไม่เคยคิดว่ากว่าธัญพืชหนึ่งตะกร้าจะถูกเก็บเข้าคลัง ต้องมีคนก้มยก แบก ฝัด และเทมันซ้ำกี่ครั้ง

คาลิโก้ไม่ได้ช่วยแม้แต่น้อย

มันเดินวนสำรวจลาน ก่อนเลือกนอนใต้เงาตะกร้าใบใหญ่ ขณะที่กีรติหอบเหงื่อไหลอยู่กลางแดด

“คืนนี้ไม่ต้องหวังว่าจะได้แบ่งปลา”

แมวลืมตาขึ้นมอง ก่อนปิดลงอีกครั้ง

ใกล้เที่ยง เนฟราพากีรติไปทำงานในร่มข้างประตูคลัง

ตรงนั้นมีแผ่นไม้ยาววางพาดบนก้อนอิฐ ผิวไม้เต็มไปด้วยรอยบากแบ่งเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีเครื่องหมายรูปทรงต่างกันกำกับอยู่ บางกลุ่มเป็นเส้นตรง บางกลุ่มเป็นรูปคล้ายภาชนะหรือพืช

ข้างแผ่นไม้มีถาดใส่ก้อนดินเหนียวขนาดเล็ก หลายก้อนประทับรอยจากตราแกะสลัก

เนฟราหยิบตะกร้าเมล็ดพืชขึ้นมาหนึ่งใบ ชี้เส้นกกสีเข้มตรงปากตะกร้า แล้วเทเมล็ดลงในภาชนะใบใหญ่ จากนั้นหยิบก้อนกรวดวางลงในถ้วยหนึ่งก้อน

เมื่อทำครบจำนวนหนึ่ง นางจึงขีดรอยเพิ่มบนแผ่นไม้

กีรติมองอยู่สองรอบก็เริ่มเข้าใจ

ก้อนกรวดใช้ช่วยนับระหว่างทำงาน

รอยบากบนไม้คือจำนวนซึ่งบันทึกไว้เมื่อสิ้นช่วง

ส่วนก้อนดินเหนียวประทับตราใช้กำกับที่มา ผู้ส่ง หรือผู้รับสินค้า

มันยังไม่ใช่ระบบการเขียนเต็มรูปแบบ แต่เป็นวิธีจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพพอสำหรับคลังของชุมชน

เนฟรายื่นไม้ปลายแหลมให้กีรติแล้วชี้แผ่นบันทึก

“นับ”

กีรติรับมา

“หนึ่ง สอง สาม…”

นางนับในภาษาไทยโดยไม่รู้ตัว เนฟราจึงส่ายหน้า แล้วสอนคำในภาษาท้องถิ่นทีละจำนวน

กีรติท่องตาม ขณะย้ายก้อนกรวดจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง

หลังผิดอยู่หลายครั้ง นางเริ่มจับรูปแบบได้ เมื่อครบสิบตะกร้า เนฟราก็ให้ขีดรอยหนึ่งกลุ่ม แล้วเริ่มนับใหม่

งานนี้เหมาะกับกีรติมากกว่าการแบกของ

ในเวลาไม่นาน นางก็ช่วยแยกจำนวนเมล็ดจากเรือนต่าง ๆ ได้ แม้ยังอ่านเครื่องหมายกำกับไม่ออกทั้งหมด แต่เริ่มจำได้ว่าตรารูปปลาเป็นผลผลิตจากครอบครัวซึ่งอยู่ใกล้ท่าน้ำ ส่วนรอยคล้ายใบปาล์มมาจากแปลงทางใต้ของเมือง

เนฟราดูพอใจ นางยื่นขนมปังชิ้นเล็กเป็นรางวัล

“เนเฟอร์”

ดี

กีรติยิ้ม “คำนี้เมมซาฟสอนไม่ผิด”

เนฟราได้ยินชื่อชายหนุ่มก็กลอกตา

เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่นางคนเดียวที่รู้จักนิสัยของเขา

ช่วงบ่าย คนงานนำเมล็ดพืชออกจากคลังหลังกลางเพื่อแจกจ่ายให้ครัวเรือนซึ่งมีเครื่องหมายกำกับ เนฟราเป็นผู้ตรวจรอยบากและสั่งจำนวนตะกร้า ขณะที่กีรติช่วยย้ายก้อนกรวด

ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ จนคาลิโก้ลุกจากที่นอนแล้วเดินเข้าไปในประตูคลัง

“คาลิโก้ ออกมา”

กีรติเรียก แต่มันหายเข้าไปในความมืดแล้ว

นางวางก้อนกรวดลงและตามไป

ภายในคลังอากาศเย็นกว่าด้านนอก กลิ่นฝุ่นกับเมล็ดแห้งเข้มจนระคายจมูก แสงลอดผ่านช่องเล็กใกล้เพดานเป็นลำ ทำให้เห็นผงแกลบลอยอยู่ในอากาศ

เมล็ดพืชกองอยู่ในช่องเก็บซึ่งก่อด้วยอิฐดิน แต่ละช่องมีระดับแตกต่างกัน บนผนังข้างกองเมล็ดมีเส้นขีดแนวนอนหลายเส้น คงใช้บอกระดับหรือปริมาณโดยประมาณ

คาลิโก้ยืนอยู่บนขอบอิฐ มันก้มดมพื้นก่อนใช้เท้าเขี่ยเมล็ดสองสามเม็ดซึ่งตกอยู่ตรงมุม

กีรติเดินเข้าไปอุ้มมัน แต่สายตาหยุดอยู่ที่ผนังด้านหลัง

กองเมล็ดในช่องแรกสูงเกือบถึงรอยระดับเส้นที่สาม

ช่องที่สองอยู่ต่ำกว่าเส้นที่สองเล็กน้อย

ส่วนช่องที่สาม—ซึ่งคนงานกำลังตักออกไปแจก—เหลือเมล็ดเพียงครึ่งหนึ่งของระดับที่มีรอยฝุ่นเก่าติดอยู่บนผนัง

รอยฝุ่นแสดงว่าก่อนหน้านี้เมล็ดเคยกองสูงกว่านั้นมาก

กีรติมองกลับไปยังแผ่นไม้บันทึกหน้าคลัง

ตามรอยบากที่เพิ่งช่วยเนฟรานับ คลังหลังนี้ควรมีเมล็ดเหลือมากพอสำหรับการแจกจ่ายอีกหลายรอบ

นางเดินออกไปหาเนฟรา ชี้แผ่นไม้ แล้วชี้กองเมล็ดด้านใน

“ไม่… เท่ากัน”

คำศัพท์ยังไม่พอ นางจึงใช้ก้อนกรวดสิบก้อนวางตามรอยบาก จากนั้นหยิบตะกร้าเปล่ามาจำลองจำนวนเมล็ดซึ่งควรเหลืออยู่

เนฟรามองอย่างงุนงง

กีรติพานางเข้าไปในคลัง ชี้รอยระดับฝุ่นบนผนัง แล้วชี้กองเมล็ดซึ่งต่ำลงมาก

“หาย”

คำนี้นางยังไม่เคยเรียน จึงทำท่าหยิบเมล็ดออกจากกองแล้วซ่อนไว้ข้างหลัง

เนฟราเริ่มเข้าใจ

นางตรวจผนัง ก้มลงวัดระดับเมล็ดด้วยแขน แล้วเดินกลับไปนับรอยบากบนไม้ใหม่

สีหน้าของนางค่อย ๆ เปลี่ยนไป

เนฟราเรียกคนงานสูงวัยมาสอบถาม ชายคนนั้นตอบด้วยความมั่นใจ ก่อนชี้รอยบากและตราดินเหนียว เขาคงบอกว่าการรับกับจ่ายถูกบันทึกไว้ครบถ้วน

แต่เมล็ดในคลังไม่สอดคล้องกับรอยเหล่านั้น

เนฟรานับอีกครั้ง

จากนั้นอีกครั้ง

ผลยังเหมือนเดิม

กีรตินั่งลงข้างแผ่นไม้ พยายามตรวจว่าความคลาดเคลื่อนอาจมาจากวิธีตวง ตะกร้าคนละขนาด หรือการสูญเสียจากความชื้นและสัตว์รบกวนหรือไม่

นางหยิบตะกร้ามาตรฐานสองใบมาเทียบกัน

ขนาดใกล้เคียง

ตรวจพื้นคลัง ไม่มีรูหนูมากพอจะอธิบายเมล็ดที่หายไปจำนวนมาก

ผนังก็ไม่มีรอยพัง

หากบันทึกถูกต้อง เมล็ดควรอยู่ที่นี่

หากเมล็ดไม่ได้อยู่ที่นี่ บันทึกย่อมผิด—หรือมีใครนำมันออกไปโดยไม่ทิ้งรอยไว้ในบัญชี

เนฟรากำลังจะเรียกคนอื่น แต่กีรติแตะแขนนางและส่ายหน้า

คนงานหลายคนในลานหันมามองแล้ว

หากมีการกล่าวหาโดยยังไม่มีหลักฐาน ผู้ที่ถูกลงโทษอาจเป็นคนซึ่งอ่อนแอที่สุด ไม่ใช่คนที่ทำผิดจริง

กีรติชี้ตาตนเอง แล้วพูดคำที่อนิปเป้กับเมนเธบส์ใช้บ่อย

“เคเรด”

ระวัง และเฝ้ามอง

เนฟราจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

ทั้งสองช่วยกันจัดก้อนกรวดกลับตามเดิม ทำเหมือนเพียงนับผิดเล็กน้อย แล้วปล่อยให้งานแจกจ่ายดำเนินต่อไป

แต่หลังจากนั้น เนฟราไม่ยิ้มอีกเลย

ตอนเย็น กีรติกลับบ้านอนิปเป้พร้อมขนมปังสองแผ่น เบียร์เจือจางหนึ่งเหยือก และความสงสัยซึ่งหนักกว่าสิ่งของทั้งหมดในมือ

เมมซาฟนั่งลับปลายหอกอยู่หน้าบ้าน ส่วนเมนเธบส์กำลังผูกสัมภาระซึ่งนำกลับมาจากขบวน

“งานเป็นอย่างไร คนรับใช้”

เมมซาฟถามพร้อมรอยยิ้ม

กีรติฟังออกเพียงคำสุดท้าย แต่นั่นก็เพียงพอ

นางยื่นขนมปังให้อนิปเป้หนึ่งแผ่น ก่อนชูอีกแผ่นให้เมมซาฟดู

“อยากได้?”

เขาพยักหน้า

กีรติหักชิ้นเล็กเท่าปลายนิ้วส่งให้

เมนเธบส์หลุดหัวเราะ

เมมซาฟมองขนมปังชิ้นจิ๋วในมือ แล้วพูดรัวเร็วอย่างไม่พอใจ กีรติฟังไม่ทันแม้แต่คำเดียว แต่ตอบได้จากสีหน้า

“ปากมาก ได้เท่านี้”

อนิปเป้ส่ายหน้ากับทั้งคู่

ระหว่างกินอาหาร กีรติพยายามเล่าเรื่องเมล็ดที่หายไป นางใช้ก้อนกรวดแทนตะกร้า วาดรูปคลังบนพื้น และแสดงว่าจำนวนในบันทึกมากกว่าของจริง

เมมซาฟหยุดเล่นทันที

เมนเธบส์โน้มตัวเข้ามาดูรอยวาด แล้วถามหลายคำซึ่งกีรติยังไม่เข้าใจ เนฟราไม่ได้ตามมาด้วย นางจึงอธิบายได้เพียงครึ่งเดียว

อนิปเป้มองก้อนกรวดบนพื้น ก่อนกล่าวชื่อหนึ่ง

“เนฟรา?”

กีรติพยักหน้า “เนฟราเห็น”

เมนเธบส์ถามว่าใครดูแลคลัง กีรติจับคำว่า ใคร ได้ แต่ตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ชื่อผู้รับผิดชอบ

เมมซาฟลุกขึ้นทันที ทำท่าจะออกไปตรวจ

เมนเธบส์คว้าแขนเขาไว้ แล้วส่ายหน้า

สองพี่น้องโต้เถียงกันสั้น ๆ เมมซาฟต้องการลงมือเดี๋ยวนั้น ส่วนเมนเธบส์เห็นว่าการบุกไปถามโดยไม่มีหลักฐานจะทำให้คนขโมยรู้ตัว

กีรติฟังไม่ครบทุกคำ แต่เข้าใจความแตกต่างของทั้งคู่ได้ชัดเจนขึ้น

คนหนึ่งเคลื่อนไหวเร็วกว่าความคิด

อีกคนคิดจนมั่นใจก่อนยอมขยับ

อนิปเป้ใช้ไม้พลองเคาะพื้นให้ทั้งสองเงียบ แล้วชี้กีรติ

“พรุ่งนี้ ไปกับเนฟรา ดู อย่ากล่าวหา”

กีรติพยักหน้า

นางตั้งใจเช่นนั้นอยู่แล้ว

เมนเธบส์วางก้อนกรวดลงบนรอยคลังที่กีรติวาด แล้วเลื่อนมันออกไปด้านข้างอย่างช้า ๆ

“หากเมล็ดออกจากคลัง ย่อมมีทางออก”

ประโยคนี้ยาวเกินกว่ากีรติจะเข้าใจทั้งหมด แต่ท่าทางทำให้นางจับใจความได้

บางทีต้องมองหาวิธีที่มันถูกนำออกไป ไม่ใช่เพียงนับสิ่งที่เหลืออยู่

คาลิโก้ซึ่งนอนอยู่ใกล้ประตูพลันลุกขึ้น มันเดินไปดมตะกร้าซึ่งกีรตินำกลับจากคลัง ก่อนใช้เท้าเขี่ยก้อนดินเหนียวเล็ก ๆ ซึ่งติดอยู่ตรงก้นตะกร้า

ก้อนนั้นกลิ้งออกมากลางพื้น

บนผิวมีรอยประทับจาง ๆ เป็นรูปงูขด

กีรติหยิบมันขึ้นมาดู

“อันนี้ไม่เหมือนตราที่คลัง”

เนฟราใช้ตรารูปปลา ใบปาล์ม ภาชนะ และเส้นบอกจำนวน แต่กีรติไม่เคยเห็นรูปงูบนก้อนดินเหนียวที่ตรวจนับในวันนี้

เมนเธบส์เอื้อมมือรับไป

สีหน้าของเขาเปลี่ยนทันที

เมมซาฟหยุดยิ้ม

ส่วนอนิปเป้มองตรารูปงูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยไปทางม่านซึ่งกั้นห้องเก็บไม้เท้ารูปกุญแจ

ครั้งนี้ไม่มีแสงลอดออกมา

ไม่มีเสียงกระซิบและไม่มีภาพประหลาด

มีเพียงก้อนดินเหนียวธรรมดาชิ้นหนึ่งบนฝ่ามือของเมนเธบส์

แต่ความเงียบของทุกคนบอกกีรติว่า เครื่องหมายนี้ไม่ควรมาอยู่ใต้ตะกร้าจากคลังเมล็ด

และเมล็ดซึ่งหายไป อาจไม่ได้หายเพราะความผิดพลาดในการนับ

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต