Kamelessia Stories
ปก ฟาโรห์ผู้เลอโฉมกลับไปที่นิยายฟาโรห์ผู้เลอโฉม
ตอนที่ 6

คลังของผู้ตาย

ประตูคลังของกษัตริย์เจ็ตถูกปิดมาตั้งแต่วันสิ้นพระชนม์

เชือกป่านสามเส้นพันรอบสลักไม้ ดินเหนียวก้อนใหญ่หุ้มปมไว้แน่น บนผิวปรากฏรอยตราทรงกระบอกของกษัตริย์ผู้ล่วงลับต่อเนื่องกันสองแนว

ไม่มีรอยแตกร้าว

ไม่มีรอยงัด

และไม่มีเครื่องหมายว่าผู้ใดเคยเปิดประตูหลังพิธีพระศพ

อย่างน้อย นั่นคือสิ่งที่ทุกคนเชื่อ

เฮนุตยืนอยู่หลังกลุ่มเสมียน มือกอดแผ่นไม้บันทึกจำนวนภาชนะไว้กับอก นางไม่ชอบคลังนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับหน้าที่ดูแลอาหารในเรือนหลวง

มันตั้งอยู่ชิดกำแพงด้านตะวันตก แสงส่องเข้าไปไม่ถึง ประตูไม้หนากว่าคลังทั่วไป และไม่มีช่องลมระดับต่ำ กลิ่นน้ำมัน เมล็ดพืช กับผ้าลินินเก่าจึงอบอยู่ภายในจนแม้ยืนด้านนอกก็ยังรู้สึกได้

หลังเจ็ตสิ้นพระชนม์ ไม่มีผู้ใดกล้าเปิดคลัง

ของข้างในบางส่วนเป็นเสบียงสำหรับเรือนหลวง

บางส่วนเก็บไว้ให้กองทหาร

บางส่วนเป็นเครื่องใช้ซึ่งเคยอยู่ภายใต้ตราของกษัตริย์

และบางส่วนไม่มีใครแน่ใจว่าควรจัดเป็นของคนเป็นหรือของผู้ตาย

เมื่อบัลลังก์ยังว่าง ทุกฝ่ายต่างกลัวว่าการแตะต้องสิ่งใดจะถูกกล่าวหาว่าขโมยสมบัติของเจ็ต

แต่เวลานี้เมอร์นีธมีรับสั่งให้เปิด

“ตรวจตราอีกครั้ง”

เซชัตกาบอกผู้ช่วยของตน

คาอี เสมียนหนุ่ม คุกเข่าลงตรงหน้าประตู เขาใช้ปลายไม้เล็กไล่ไปตามร่องตราอย่างระมัดระวัง ก่อนเทียบกับรอยตัวอย่างบนป้ายดิน

“เป็นตราของเจ็ตขอรับ” เขากล่าว “รอยบิ่นตรงปลายตรงกัน เชือกส่วนบนไม่ขาด และดินยังเกาะรอบปมเดิม”

“แน่ใจหรือ”

คาอีตรวจซ้ำ “ขอรับ”

เซชัตกาหันไปทางเมอร์นีธ

พระองค์ประทับยืนอยู่ใต้ชายคากก ฉลองพระองค์สีเข้มปิดพระวรกายเช่นเคย พระพักตร์อยู่ในเงาของผ้าคลุม ส่วนพระหัตถ์สวมถุงผ้าสีดำ

เมมซาฟยืนทางขวาพร้อมองครักษ์สี่นาย

เนเฟอร์กาอยู่ทางซ้ายในฐานะผู้แทนคลัง

เดนนั่งบนม้านั่งเตี้ยใกล้อนิปเป้ และได้รับอนุญาตให้มาดูเพราะตราของพระองค์จะถูกใช้ปิดประตูใหม่

คาลิโก้ไม่ปรากฏตัว

เฮนุตคิดว่าเป็นเรื่องดี

คลังนี้มีภาชนะหลายใบวางซ้อนกัน หากแมวสามสีกระโดดขึ้นชั้นผิดจังหวะ สิ่งซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าแตะมาหลายเดือนอาจแตกลงต่อหน้ากษัตริย์ทั้งเป็นและกษัตริย์ผู้ตาย

“เปิดได้” เมอร์นีธรับสั่ง

เซชัตกาใช้มีดทองแดงเล็กกรีดเชือกตรงส่วนซึ่งไม่ถูกดินหุ้ม เขารับดินปิดผนึกไว้บนผ้าลินิน ไม่ปล่อยให้ตกพื้น จากนั้นคนงานสองคนจึงยกสลักไม้ออก

ประตูส่งเสียงครูดต่ำเมื่อถูกผลักเข้าไป

กลิ่นเก่าพุ่งออกมาทันที

เฮนุตยกชายผ้าปิดจมูก

นางคุ้นกับกลิ่นอาหารเสีย น้ำมันหืน ปลาแห้งขึ้นรา และธัญพืชซึ่งเก็บในภาชนะชื้น แต่กลิ่นจากคลังนี้ซับซ้อนกว่านั้น มันมีทั้งน้ำมันสน ไขมันสัตว์ เสื่อเก่า ฝุ่น และกลิ่นหวานจาง ๆ ของของเหลวหมักในไห

อนิปเป้สูดลมหายใจเพียงครั้งเดียว ก่อนกล่าวว่า

“มีความชื้นอยู่ด้านใน”

เนเฟอร์กาหันไป “คลังไม่เคยถูกน้ำท่วม”

“ความชื้นไม่จำเป็นต้องมาจากน้ำท่วม”

แม่เฒ่าชี้ไปยังส่วนล่างของประตู “พื้นตรงนั้นสีเข้มกว่าผนัง”

คนงานนำตะเกียงเข้าไปแขวนตามเสาไม้ภายใน แสงส้มเผยให้เห็นชั้นวางเตี้ยกับภาชนะหลายขนาด ไหใหญ่ตั้งเรียงชิดผนัง กระบุงธัญพืชวางเหนือแผ่นไม้เพื่อป้องกันความชื้น ส่วนห่อผ้าลินินถูกเก็บบนชั้นสูงกว่า

ทุกชิ้นมีป้าย

ทุกป้ายมีรอยนับ

และเกือบทุกภาชนะยังมีดินปิดผนึก

เฮนุตเปิดแผ่นไม้ในมือ

รายการนี้ไม่ได้เขียนเป็นประโยคยาว มีเพียงเครื่องหมายชนิดของสิ่งของ จำนวน ที่มา และปลายทางซึ่งเคยกำหนดไว้

ข้าวเอมเมอร์ยี่สิบสี่ภาชนะ

ข้าวบาร์เลย์สิบแปด

น้ำมันหก

ของเหลวหมักสี่

ผ้าลินินสิบสองห่อ

เชือกสามมัด

ทองแดงสำหรับซ่อมเครื่องมือสองก้อน

นางเริ่มนับจากแถวแรก

เมอร์นีธมิได้เสด็จไปยังภาชนะที่ดูมีค่าที่สุด แต่หยุดตรงหน้ารอยคล้ำบนพื้น

พระองค์คุกพระชานุลง แตะถุงพระหัตถ์กับรอยนั้น ก่อนยกขึ้นดู

“น้ำ”

อนิปเป้เดินเข้าไป ใช้ปลายไม้เท้าเขี่ยดินบริเวณใกล้กัน

“เคยมีภาชนะวางตรงนี้ ความชื้นขังอยู่ใต้ก้นไห”

เนเฟอร์กามองป้ายรายการ “ภาชนะน้ำไม่ได้อยู่ในบัญชี”

“อาจเป็นน้ำของคนเฝ้าคลัง” เซชัตกากล่าว

เฮนุตส่ายหน้า “คนเฝ้าคลังไม่เก็บน้ำไว้ด้านใน เขาดื่มตรงชายคา หากน้ำหกใกล้ธัญพืช เขาจะถูกด่าจนหูชา”

เมมซาฟเหลือบมองนาง “ผู้ใดเป็นคนด่า”

“ข้าเอง”

หัวหน้าองครักษ์พยักหน้า “เช่นนั้นเขาคงไม่กล้า”

เมอร์นีธทอดพระเนตรรอยวงกลมบนพื้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนเสด็จต่อไปยังแถวไห

“เริ่มตรวจจากธัญพืช” พระองค์รับสั่ง “ชั่งด้วยภาชนะตวงเดิม อย่าดูเพียงจำนวนไห”

เนเฟอร์กาขมวดคิ้ว “ตราทุกใบยังสมบูรณ์พ่ะย่ะค่ะ”

“ตราสมบูรณ์ไม่ได้หมายความว่าสิ่งข้างในถูกต้อง”

ถ้อยคำนั้นทำให้คนในคลังมองหน้ากัน

เฮนุตเคยได้ยินคำคล้ายกันมาก่อน

หลายปีก่อน ในคลังของเมืองเคเมต หญิงต่างถิ่นคนหนึ่งเคยยืนตรงหน้าภาชนะซึ่งมีตราครบ แล้วบอกทุกคนว่าอย่าเชื่อปากไหจนกว่าจะตรวจรอยระดับด้านใน

เฮนุตรีบก้มลงมองแผ่นไม้ในมือ

นางไม่ใช่คนเดียวที่จำได้

เมมซาฟหยุดนิ่งอยู่ใกล้ประตู

อนิปเป้ยกสายตามองเมอร์นีธ

ส่วนเรคา ทหารชราซึ่งยืนคุมคนงานด้านนอก ขยับเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว

เนเฟอร์กาเอ่ยขึ้น “พระองค์เคยพบการเปลี่ยนของใต้ตรามาก่อนหรือ”

“ตราปลอมกับของที่ถูกเปลี่ยนมีอยู่ทุกเมือง”

“แต่คลังนี้ใช้วิธีของราชสำนัก”

เมอร์นีธหันไปหาเขา

“คนขโมยเสบียงมักศึกษาวิธีของเจ้าของเสบียงก่อนลงมือ”

คำตอบสมเหตุสมผล

แต่ไม่ได้ทำให้ความสงสัยหายไป

การตรวจเริ่มจากภาชนะใบแรก

เซชัตกาบันทึกรอยตรา ก่อนให้คาอีตัดเชือกใต้ดินปิดผนึก เฮนุตกับคนงานยกฝาปิดออก กลิ่นข้าวเอมเมอร์แห้งลอยขึ้นมา เมล็ดด้านบนสะอาด ไม่มีราและไม่มีแมลงมากผิดปกติ

พวกเขาตักใส่ภาชนะตวงมาตรฐานทีละส่วน

ใบแรกตรงกับจำนวน

ใบที่สองขาดไปเล็กน้อย

ใบที่สามตรง

ใบที่สี่ขาดหนึ่งส่วน

ใบที่ห้าด้านบนมีข้าวเอมเมอร์ แต่ครึ่งล่างกลับเป็นข้าวบาร์เลย์คุณภาพต่ำปนเศษแกลบ

“หยุด” เฮนุตกล่าว

นางหยิบเมล็ดจากก้นภาชนะขึ้นมาวางบนฝ่ามือ

“สิ่งนี้ไม่ได้มาจากรุ่นเดียวกับด้านบน”

เนเฟอร์กาหยิบไปดู “อาจเกิดจากคนงานเทรวมกัน”

“ถ้าเทจากด้านบน ของใหม่ต้องอยู่ด้านบน ไม่ใช่ข้างล่าง”

เซชัตกาตรวจป้าย “ไหใบนี้ถูกปิดก่อนกษัตริย์เจ็ตเสด็จออกจากอไบดอสครั้งสุดท้าย”

“ตรายังสมบูรณ์” คาอีกล่าว

“เช่นนั้นพวกมันเปลี่ยนของได้อย่างไร” เมมซาฟถาม

ไม่มีผู้ใดตอบ

พวกเขาตรวจต่อ

ไหอีกสามใบมีธัญพืชชั้นดีอยู่เพียงด้านบน ส่วนข้างล่างถูกแทนด้วยเมล็ดแตกและแกลบ น้ำมันหนึ่งไหมีของเหลวจริงเพียงครึ่ง ที่เหลือเป็นน้ำกับตะกอนซึ่งแยกชั้นอยู่ก้นภาชนะ

ผ้าลินินสองห่อถูกเปลี่ยนเป็นผ้าหยาบ แล้วพันผ้าดีไว้รอบนอกเพียงชั้นเดียว

ตราทุกชิ้นยังเป็นของจริง

เนเฟอร์กามีสีหน้าซีดลงเรื่อย ๆ

“เป็นไปไม่ได้” เขาพึมพำ “หากเปิดปากไห ดินต้องแตก”

เมอร์นีธเสด็จไปยังภาชนะธัญพืชใบหนึ่ง พระองค์ไม่ได้ตรวจดินปิดผนึก แต่จับเชือกตรงส่วนล่างของคอไห

“นำตะเกียงมาใกล้”

เฮนุตยกตะเกียงเข้าไป

เชือกส่วนซึ่งอยู่ใต้ดินมีสีเข้มและแข็งตามอายุ แต่เส้นที่พันรอบคอไหด้านล่างกลับอ่อนกว่า ตรงปลายมีปมเล็กซ่อนอยู่หลังหูภาชนะ

“เชือกคนละเส้น” เซชัตกากล่าว

เมอร์นีธใช้ปลายมีดชี้ตำแหน่งรอยต่อ

“พวกมันไม่ได้เปิดตรา”

“แล้วเปิดไหได้อย่างไร” เดนถามจากด้านหลัง

เด็กน้อยหลุดจากข้างอนิปเป้และเดินเข้ามาใกล้ จนเมมซาฟต้องยกแขนกันมิให้เข้าไปในพื้นที่ตรวจ

เมอร์นีธรับสั่งให้คนงานนำภาชนะเปล่าขนาดใกล้กันเข้ามา พร้อมจุกไม้ เสื่ออัด และเชือกสองเส้น

พระองค์มิได้ลงมือเอง แต่บอกให้เซชัตกาผูกเชือกเส้นแรกผ่านจุกปิด แล้วหุ้มปมส่วนบนด้วยดินเหนียวจำลอง

“เมื่อดินแห้ง หากตัดเชือกเหนือปม ตราย่อมแตก” พระองค์กล่าว “แต่หากตัดด้านล่าง—”

เซชัตกาทำตาม

จุกไม้พร้อมดินปิดผนึกและเชือกส่วนบนถูกยกออกจากปากไหเป็นชิ้นเดียว รอยตรายังคงสมบูรณ์

“นำไปวางบนไหอีกใบ” เมอร์นีธรับสั่ง

เขาวางจุกเดิมลงบนภาชนะเปล่า ใช้เชือกเส้นใหม่พันรอบคอไห แล้วซ่อนปมไว้ด้านหลังหูภาชนะ

เมื่อมองจากด้านหน้า ตราของเดิมยังอยู่ครบ

หากไม่จับเชือกด้านล่างหรือสังเกตสีของเส้นใย ไม่มีผู้ใดเห็นว่าจุกปิดเคยถูกย้าย

“พวกมันเปลี่ยนทั้งภาชนะ” เดนกล่าว

“หรือเปิดของเดิม นำสิ่งข้างในออก แล้วผูกจุกกลับด้วยเชือกใหม่” เมอร์นีธตอบ

“แต่เหตุใดจึงมีน้ำหกบนพื้น”

เฮนุตหันไปมองเด็กอย่างประหลาดใจ

เดนชี้ไปยังรอยวงกลมใกล้ประตู

“ไหน้ำมันมีน้ำอยู่ข้างล่าง พวกมันต้องนำน้ำเข้ามาเติม หากวางภาชนะน้ำตรงนั้น น้ำจึงทิ้งรอยไว้”

เมอร์นีธทอดพระเนตรรัชทายาท

“เป็นไปได้”

“แสดงว่าผู้ทำเข้ามาหลังปิดคลัง”

เซชัตกาพยักหน้า “หรือทำก่อนปิดประตูใหญ่ แต่หลังภาชนะแต่ละใบได้รับตรา”

เมมซาฟหันไปยังคนเฝ้าคลังสองคนซึ่งยืนหน้าซีดอยู่ใกล้ประตู

“มีผู้ใดอยู่ในคลังคืนก่อนปิดครั้งสุดท้าย”

ชายสูงวัยคนหนึ่งรีบคุกเข่า

“มีคนงานหกคนขอรับ พวกเขายกของจากคลังย่อยเข้ามา มีเสมียนหนึ่งคนตรวจป้าย และมีทหารของราชสำนักสองนายเฝ้าประตู”

“ชื่อ”

“กระหม่อมจำได้เกือบทั้งหมด”

“คำว่าเกือบไม่ช่วยให้ข้าตามคนได้”

ชายคนนั้นก้มต่ำกว่าเดิม “ทหารคนหนึ่งมาจากกองของนาเคบขอรับ ส่วนอีกคนไม่เคยเห็นมาก่อน เขาถือป้ายซึ่งมีตราจากเรือนใน”

ชื่อของนาเคบทำให้อากาศในคลังหนักขึ้น

อดีตผู้ร่วมเครือข่ายกบฏยังถูกคุมขังอยู่ เขาอ้างว่าให้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว แต่เมมซาฟไม่เคยเชื่อว่าคนเช่นนั้นจะยอมเปิดเผยเส้นทางซึ่งอาจใช้ต่อรองชีวิตตนจนหมด

“นำคนเฝ้าคลังไปสอบแยกกัน” เมมซาฟสั่งเรคา “อย่าทำร้าย พวกเขาอาจเป็นพยาน มิใช่ผู้ร่วมมือ”

เรคาพยักหน้า ก่อนพาชายทั้งสองออกไปกับทหาร

เนเฟอร์กามองภาชนะซึ่งถูกเปิดเรียงอยู่บนพื้น

“ของเหล่านี้ถูกเปลี่ยนมานานเท่าใดแล้ว”

เฮนุตใช้มือแตะผ้าลินินหยาบด้านในห่อ

“ผ้านี้มีกลิ่นคลังริมท่าน้ำ ไม่ใช่คลังหลวง”

“รู้ได้อย่างไร”

“ที่ท่าน้ำใช้เสื่อปูพื้นชนิดหนึ่ง เมื่อชื้นจะมีกลิ่นต่างจากเสื่อในเรือนหลวง ผ้าซึมกลิ่นนั้นไว้”

เนเฟอร์กามองนางเหมือนไม่แน่ใจว่าควรเชื่อหรือไม่

อนิปเป้เดินเข้ามารับผ้าไปดม แล้วพยักหน้า

“มีกลิ่นโคลนกับปลาแห้ง อาจมาจากท่าน้ำจริง”

เมอร์นีธรับสั่ง “ตรวจคลังย่อยตามท่าเรือทุกแห่ง เปรียบเทียบผ้าปูพื้น เชือก และเศษเมล็ด อย่าบอกล่วงหน้าว่าจะไป”

เนเฟอร์กาถาม “พระองค์คิดว่าเสบียงถูกส่งไปที่ใด”

“หากต้องการซ่อนของจำนวนมาก พวกเขาไม่ขนไปไกลในคืนเดียว ต้องมีจุดพักใกล้น้ำ”

“ผู้ใดบอกพระองค์”

เมมซาฟหันมองเนเฟอร์กาทันที

คำถามนั้นฟังคล้ายการสอบสวนมากกว่าการขอความเห็น

เมอร์นีธไม่ได้หลบพระเนตรอีกฝ่าย

“คนแบกของหนักเดินได้ไกลเพียงใด เจ้าควรรู้ดีกว่าข้า”

“กระหม่อมรู้”

“เช่นนั้นเจ้าก็มีคำตอบ”

เนเฟอร์กาไม่ยอมถอย “สิ่งที่กระหม่อมไม่มีคำตอบ คือเหตุใดพระองค์จึงมองตราเพียงครั้งเดียวแล้วรู้ว่าควรตรวจเชือกด้านล่าง”

“เพราะผู้ขโมยต้องรักษาสิ่งที่ผู้ตรวจมองเป็นอย่างแรก”

“และพระองค์ทรงรู้ว่าผู้ตรวจจะมองตรา”

“ทุกคนในห้องนี้มองตราก่อนเชือก”

ความจริงนั้นทำให้ไม่มีผู้ใดโต้ได้

แต่คำตอบสมเหตุสมผลไม่ได้ลบความรู้สึกคุ้นเคยซึ่งเกิดขึ้นในใจคนจำนวนหนึ่ง

เฮนุตจำได้ว่า กีรติเคยกล่าวว่า คนโกงไม่จำเป็นต้องทำของปลอมทุกส่วน ขอเพียงทำส่วนที่ผู้มีอำนาจมองให้เหมือนจริงก็พอ

ในวันนั้นไม่มีใครเข้าใจถ้อยคำของหญิงต่างถิ่น จนกระทั่งนางพบทางลับใต้คลังเมืองเคเมต

ตอนนี้เมอร์นีธกลับมองสิ่งเดียวกัน

เชือกซึ่งไม่มีใครสนใจ

รอยระดับ

กลิ่นจากเสื่อ

และช่องว่างระหว่างสิ่งที่บันทึกกับสิ่งที่มีอยู่จริง

เฮนุตรู้สึกถึงสายตาของอนิปเป้

แม่เฒ่ามองนางอยู่ก่อนแล้ว

ทั้งคู่ไม่พูด

การตรวจดำเนินต่อไปจนเกือบเที่ยง

เมื่อเสร็จสิ้น พวกเขาพบว่าเสบียงถูกเปลี่ยนหรือพร่องไปทั้งหมดสิบสามภาชนะ ผ้าลินินชั้นดีหายสองห่อ น้ำมันขาดเกือบสามไห และทองแดงก้อนหนึ่งถูกเปลี่ยนเป็นเศษหินหุ้มด้วยผ้าหนัก

ความสูญเสียมากพอเลี้ยงคนหลายสิบคนได้หลายวัน

มากพอซ่อมอาวุธจำนวนหนึ่ง

และมากพอสนับสนุนกลุ่มหลบหนีตามร่องน้ำโดยไม่ต้องเข้าชุมชน

แต่มันยังน้อยเกินกว่าจะสังเกตได้ทันที หากไม่มีใครเปิดตรวจทุกภาชนะ

เมอร์นีธสั่งแยกสิ่งของที่เหลือ ตรวจซ้ำ และใช้ตราใหม่ปิดผนึก พร้อมรอยของพยานจากสามฝ่าย

ตราเดน

รอยของผู้ดูแลคลัง

และเครื่องหมายจากผู้แทนคนงาน

“เหตุใดต้องมีรอยคนงาน” เนเฟอร์กาถาม

“เพราะคนงานเป็นผู้ยกของ” เมอร์นีธตอบ “หากจำนวนเปลี่ยน พวกเขามักรู้ก่อนเสมียน”

“แต่คนงานบางคนอาจเป็นผู้ขโมย”

“เสมียนบางคนก็เช่นกัน”

คาอีซึ่งยืนถือป้ายอยู่สะดุ้งเล็กน้อย

เซชัตกามองผู้ช่วยของตน แต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใด

ก่อนออกจากคลัง เมอร์นีธหยุดตรงประตู

“อย่าปิดข่าวว่าเราพบของหาย”

เมมซาฟขมวดคิ้ว “หากศัตรูรู้ พวกมันจะย้ายสิ่งของจากจุดพัก”

“พวกมันย่อมรู้ทันทีที่คนของเราไปตรวจท่าเรือ”

“เช่นนั้นควรปิดคลังทุกแห่งก่อน”

“หากปิดพร้อมกัน ผู้คนจะตื่นกลัวและเริ่มกักอาหาร เราจะสร้างความขาดแคลนด้วยมือตนเอง”

“แล้วพระองค์ต้องการทำอย่างไร”

“ประกาศเพียงว่ากำลังตรวจเสบียงของเจ็ตเพื่อแยกของสำหรับเดนกับของใช้ในพิธี ให้ทุกคลังส่งจำนวนใหม่ภายในสองวัน”

เนเฟอร์กาเข้าใจทันที “ผู้ใดรายงานตัวเลขเดิมโดยไม่รู้ว่าเราพบของหาย อาจเป็นเพียงผู้ไม่รู้ ผู้ใดรีบเปลี่ยนตัวเลขให้ตรงกับสิ่งที่เหลือ อาจรู้เรื่องการขโมย”

เมอร์นีธพยักพระพักตร์

เมมซาฟยิ้มบาง “ครั้งนี้ท่านคิดได้เร็ว”

ผู้ควบคุมคลังปรายตามองเขา “ข้าเพียงไม่ชอบให้ใครคิดว่าคนดูแลคลังทุกคนเป็นโจร”

“ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้น”

“สีหน้าท่านคิด”

“สีหน้าข้าเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เกิด”

“นั่นอาจเป็นโศกนาฏกรรมของครอบครัว”

เมมซาฟกำลังจะตอบ แต่เดนหัวเราะขึ้นก่อน

เสียงนั้นช่วยคลายความตึงในคลังได้เพียงชั่วครู่

เมื่อทุกคนออกมาด้านนอก แสงแดดทำให้พวกเขาต้องหยีตาหลังอยู่ในความมืดมาหลายชั่วโมง

คนงานเริ่มพูดกันแล้ว

พวกเขาเห็นไหถูกเปิด

เห็นผ้าหยาบแทนผ้าลินิน

เห็นทหารพาคนเฝ้าคลังออกไป

และเห็นเมอร์นีธค้นพบสิ่งผิดปกติก่อนผู้ดูแลตรา

ข่าวเดินทางเร็วกว่าป้ายเสมอ

เฮนุตได้ยินหญิงขนขนมปังคนหนึ่งกระซิบกับเพื่อน

“วิธีเปลี่ยนของใต้ตราเหมือนคดีที่เคเมตมิใช่หรือ”

อีกคนตอบ “หญิงต่างถิ่นเป็นผู้พบคดีนั้น”

“นางชื่ออะไร”

“กีรติ”

ชื่อซึ่งไม่ควรอยู่ในราชสำนักดังขึ้นเบา ๆ ท่ามกลางเสียงคนงาน

เมมซาฟได้ยิน

เขาหันขวับไปทางต้นเสียง หญิงทั้งสองรีบก้มหน้าและแยกออกจากกัน

เมอร์นีธซึ่งกำลังเสด็จผ่านธรณีประตูหยุดพระบาท

เพียงชั่วขณะเดียว

สั้นจนคนส่วนใหญ่อาจคิดว่าพระองค์ระวังพื้นต่างระดับ

แต่เฮนุตเห็น

เมมซาฟเห็น

และอนิปเป้ก็เห็น

พระหัตถ์ในถุงผ้าสีดำกำชายฉลองพระองค์แน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนคลายออก

จากนั้นเมอร์นีธก็เสด็จต่อไปโดยไม่หันกลับมา

ไม่มีคำสั่งให้จับผู้กล่าวชื่อ

ไม่มีการห้ามข่าวลือ

และไม่มีคำอธิบาย

แต่เมื่อถึงยามบ่าย เรื่องเล่าก็แพร่ไปถึงตลาด

กษัตริย์ผู้ไร้อดีตรู้วิธีที่กีรติเคยใช้จับโจร

พระองค์จำทางลับของคลังได้

พระองค์รู้ว่าควรมองเชือกตรงไหน

แม้ไม่มีผู้ใดเคยบอก

ข่าวแต่ละปากเพิ่มสิ่งใหม่เข้าไป

บางคนกล่าวว่าเมอร์นีธเคยเป็นศิษย์ของกีรติ

บางคนกล่าวว่าได้รับบันทึกลับจากนาง

บางคนกล่าวว่ากีรติไม่เคยตาย แต่ซ่อนอยู่หลังผ้าคลุมของกษัตริย์

และบางคนเชื่อว่าเมอร์นีธเป็นผู้ฆ่านางเพื่อแย่งความรู้กับตราของเจ็ต

ไม่มีผู้ใดมีหลักฐาน

แต่ข่าวลือไม่ต้องมีตราประทับจึงเดินทางได้

ยามเย็น เฮนุตกลับเข้าไปในคลังเพื่อเก็บเครื่องมือตวง

ดวงอาทิตย์ใกล้ลับกำแพง แสงภายในจึงมืดกว่าตอนเช้า ภาชนะซึ่งตรวจแล้วถูกย้ายไปทางหนึ่ง ส่วนของเสียกับสิ่งปลอมปนวางแยกไว้อีกด้าน

นางพบเมมซาฟยืนอยู่ตรงรอยวงกลมบนพื้น

“ท่านมาหาสิ่งใด” เฮนุตถาม

“คำตอบ”

“ในรอยน้ำหรือ”

“อย่างน้อยรอยน้ำก็ไม่หลบคำถาม”

เฮนุตวางภาชนะตวงลง

“หากท่านต้องการถามข้าว่าเมอร์นีธคือกีรติหรือไม่ ข้าไม่มีคำตอบ”

เมมซาฟหันมามอง

“ข้ายังไม่ได้ถาม”

“แต่สีหน้าท่านถาม”

“ทุกคนชอบกล่าวถึงสีหน้าข้าวันนี้”

“เพราะปากท่านเก่งเรื่องซ่อนความจริง แต่ใบหน้าไม่เก่งเท่า”

เขาหัวเราะแผ่ว ทว่าดวงตายังคงหนักอึ้ง

“เจ้าเคยได้ยินกีรติพูดเรื่องตราหรือไม่”

“หลายครั้ง”

“นางเคยอธิบายวิธีเปลี่ยนของโดยไม่ทำลายตรา?”

เฮนุตคิด “นางเคยบอกว่า ถ้าขโมยแกะตราไม่ได้ มันอาจไม่แตะตราเลย”

“ถ้อยคำเดียวกับวันนี้”

“ความจริงอย่างหนึ่งอาจถูกพบโดยคนมากกว่าหนึ่งคน”

“ข้ารู้”

“แต่ท่านไม่เชื่อ”

เมมซาฟก้มมองรอยชื้นบนพื้น

“ข้ากลัวว่าตนเองอยากเชื่อมากเกินไป”

เฮนุตเงียบไป

นางเคยเห็นเขาพยายามทำให้คนทั้งค่ายหัวเราะในคืนที่เมนเธบส์กำลังจะตาย เห็นเขาเดินออกไปอาเจียนหลังเต็นท์ แล้วกลับเข้ามาพร้อมรอยยิ้มราวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

เมมซาฟเก่งในการอยู่กับความเจ็บปวด ตราบใดที่ไม่มีใครเรียกชื่อมัน

“หากพระองค์เป็นกีรติจริง” เฮนุตถาม “ท่านจะทำสิ่งใด”

เขาไม่ตอบ

“และหากไม่ใช่?”

ความเงียบยาวกว่าเดิม

ท้ายที่สุดเมมซาฟกล่าวว่า

“ข้าก็ยังต้องปกป้องเดน”

“เช่นนั้นคำตอบเปลี่ยนหน้าที่ของท่านหรือ”

“ไม่”

“แล้วเหตุใดต้องรีบรู้”

“เพราะหน้าที่กับหัวใจไม่เคยถามคำถามเดียวกัน”

เฮนุตมองเขา

ก่อนจะกล่าวสิ่งใด เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากประตู

เมอร์นีธเสด็จเข้ามาพร้อมตะเกียงในพระหัตถ์ ไม่มีองครักษ์ตามมา อาจเพราะผู้ซึ่งควรทำหน้าที่นั้นกำลังยืนอยู่ในคลัง

เมมซาฟยืดตัวตรง

“พระองค์ไม่ควรเสด็จมาเพียงลำพัง”

“ข้ามาตามหัวหน้าองครักษ์ซึ่งหายไปจากเวร”

“ข้ากำลังตรวจที่เกิดเหตุ”

เฮนุตมองภาชนะตวงซึ่งยังอยู่ในมือของตน แล้วตัดสินใจว่าไม่ควรอยู่ตรงนั้นต่อ

“ข้าจะนำสิ่งนี้ไปเก็บ”

นางค้อมศีรษะก่อนเดินออก แต่ยังได้ยินเมอร์นีธรับสั่งตามหลัง

“เจ้าพบอะไร”

“พบว่าผู้คนเริ่มกล่าวถึงกีรติ”

เฮนุตชะลอฝีเท้าโดยไม่หันกลับ

ภายในคลังเงียบลง

“พวกเขากล่าวถึงนางมานานแล้ว” เมอร์นีธตอบ

“แต่วันนี้พวกเขากล่าวว่าพระองค์รู้สิ่งที่มีแต่นางควรรู้”

“สิ่งซึ่งมีผู้หนึ่งเคยค้นพบ มิได้หมายความว่าผู้อื่นจะค้นพบไม่ได้”

“ข้าก็พยายามบอกตนเองเช่นนั้น”

“เช่นนั้นจงบอกต่อไป”

น้ำเสียงไม่มีความโกรธ แต่มีบางอย่างซึ่งทำให้เฮนุตไม่กล้าเดินจากไปทันที

เมมซาฟถาม “เหตุใดพระองค์ไม่ห้ามข่าวลือ”

“เพราะการห้ามทำให้มันมีค่าขึ้น”

“วันหนึ่งข่าวนี้อาจเป็นอันตราย”

“วันนี้โจรในคลังเป็นอันตรายกว่า”

“พระองค์หลบคำถามอีกแล้ว”

“เจ้ายังไม่ได้ถามคำถาม”

ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้ง

เฮนุตยืนอยู่หลังประตู รู้ว่าตนควรไป แต่เท้ากลับไม่ขยับ

“ถ้าข้าถาม” เมมซาฟกล่าว “พระองค์จะตอบหรือไม่”

“ขึ้นอยู่กับคำถาม”

“พระองค์เคยอยู่ที่เคเมตหรือไม่”

หัวใจของเฮนุตเต้นแรง

นี่ไม่ใช่คำถามว่าเมอร์นีธคือกีรติ

ไม่ใช่คำถามเรื่องเพศ

และไม่ใช่คำถามซึ่งพระองค์หลบได้ด้วยการกล่าวถึงหน้าที่ของเดน

เพียงตอบว่าเคยหรือไม่เคย

ก็อาจเปลี่ยนทุกอย่าง

แสงตะเกียงไหวบนพื้นคลัง

เมอร์นีธตอบช้า ๆ

“ข้ารู้จักเรื่องของเคเมต”

“จากผู้ใด”

“จากคนซึ่งรอดชีวิตออกมา”

“มีหลายคน”

“ถูกต้อง”

คำตอบยังคงไม่เปิดสิ่งใด

เมมซาฟหัวเราะเบา ๆ แต่ครั้งนี้เสียงนั้นไม่มีความรื่นเริง

“พระองค์ทำให้ตราที่ไม่แตกยังเปิดง่ายกว่าคำตอบของพระองค์”

“เพราะตรามีเพียงหน้าที่เดียว”

“แล้วพระองค์มีหน้าที่กี่อย่าง”

“มากพอจะไม่มีเวลาตอบข่าวลือทุกเรื่อง”

เมอร์นีธวางตะเกียงลงใกล้รอยวงกลมบนพื้น

“พรุ่งนี้เจ้าต้องไปตรวจท่าน้ำตะวันตก มีคลังย่อยสี่แห่ง ใช้เสื่อชนิดเดียวกับกลิ่นบนผ้า”

เมมซาฟคงรู้ว่าการสนทนาสิ้นสุดแล้ว

“ข้าจะไปก่อนรุ่งเช้า”

“นำเฮนุตหรือผู้ที่จำกลิ่นผ้าได้ไปด้วย”

หญิงซึ่งยืนอยู่หลังประตูสะดุ้ง

เมอร์นีธย่อมรู้ว่านางยังไม่ได้เดินจากไป

เฮนุตจึงก้าวกลับเข้าไปอย่างเสียไม่ได้

“หากพระองค์ทรงทราบว่าข้ายืนฟัง เหตุใดไม่รับสั่งให้ข้าออกไป”

พระเนตรใต้ผ้าคลุมเลื่อนมาทางนาง

“เพราะพรุ่งนี้เจ้าต้องรู้ว่าเหตุใดจึงไปท่าน้ำ”

เฮนุตค้อมศีรษะ

เมมซาฟมองพระองค์อีกครั้ง ก่อนหยิบตะเกียงของตนขึ้นมา

“ถ้าเช่นนั้นเราควรปล่อยให้คลังของผู้ตายเงียบเสียที”

ทั้งสามเดินออกจากอาคาร

เซชัตกาปิดประตูตามหลัง ใช้เชือกเส้นใหม่พันสลัก แล้วหุ้มปมด้วยดินชื้น ครั้งนี้มีตราเดน รอยผู้ดูแลคลัง และเครื่องหมายของคนงานอยู่ร่วมกัน

แต่ก่อนกดตรา เมมซาฟหยุดเขาไว้

“ตรวจเชือกด้านล่างด้วย”

เซชัตกามองเขา ก่อนพยักหน้าและใช้มือดึงทุกปมจนแน่ใจว่าไม่มีเส้นใดถูกต่อซ่อนอยู่

ดินปิดผนึกถูกประทับ

จำนวนของหายถูกบันทึก

และคำสั่งตรวจท่าเรือถูกส่งออกไป

ส่วนข่าวลือเกี่ยวกับเมอร์นีธไม่มีผู้ใดปิดผนึกได้

คืนนั้น ชื่อของกีรติเดินทางจากคลังไปยังตลาด จากตลาดไปยังเรือนพัก และจากเรือนพักไปถึงวงสนทนาของทหาร

เมื่อรุ่งเช้ามาถึง ผู้คนจำนวนมากจึงรู้แล้วว่า กษัตริย์ผู้ไร้อดีตสามารถมองกลอุบายใต้ตราของเจ็ตออกได้เพียงชั่วพริบตา

ไม่มีใครรู้ว่าพระองค์เคยพบวิธีนั้นจากที่ใด

และยิ่งไม่มีคำตอบ—

ผู้คนก็ยิ่งเติมอดีตให้พระองค์ด้วยตนเอง

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต