Kamelessia Stories
ปก ฟาโรห์ผู้เลอโฉมกลับไปที่นิยายฟาโรห์ผู้เลอโฉม
ตอนที่ 4

ผู้รักษาบัลลังก์หรือผู้แย่งชิง

ปัญหาเริ่มต้นจากเบาะรองนั่งเพียงผืนเดียว

มันทำจากเสื่อกกถักแน่น หุ้มด้วยผ้าลินินย้อมสีแดงเข้ม ขอบผ้าปักลายซิกแซ็กด้วยด้ายสีอ่อน มิได้ประดับทองหรือหินมีค่า แต่ตำแหน่งซึ่งมันจะถูกวางกลับทำให้ขุนนางสิบกว่าคนโต้เถียงกันตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่พ้นแนวกำแพง

“วางต่ำกว่าบัลลังก์หนึ่งขั้น”

เซชัตกากล่าวพลางชี้ไปยังพื้นข้างแท่น

เนเฟอร์กาส่ายหน้า “หากเมอร์นีธเป็นผู้รักษาบัลลังก์ ที่นั่งต้องอยู่ข้างรัชทายาท ไม่ใช่ต่ำกว่า เพราะพระองค์ทรงบริหารแผ่นดินแทนเดน”

“แต่หากวางเสมอกัน ผู้คนจะเห็นว่ามีกษัตริย์สองพระองค์”

“เวลานี้ก็มีผู้ใช้อำนาจสองพระองค์อยู่แล้ว”

“เดนยังทรงพระเยาว์”

“ความเยาว์วัยไม่ได้ลบสิทธิ์ในพระนาม”

“สิทธิ์ในพระนามไม่ได้ทำให้เด็กออกบัญชาการทหารได้”

เสียงโต้เถียงดังไปทั่วท้องพระโรงซึ่งยังไม่เปิดรับผู้ร้องทุกข์

คนงานสองคนยืนถือเบาะอยู่กลางห้อง มองซ้ายทีขวาทีอย่างไม่รู้ว่าควรเชื่อฟังผู้ใด หากวางผิดตำแหน่ง พวกเขาอาจถูกกล่าวหาว่าลบหลู่รัชทายาท แต่หากไม่วางเสียที พิธีประชุมก็เริ่มไม่ได้

เมมซาฟยืนพิงเสาไม้ใกล้ประตู ดูการโต้เถียงด้วยความอดทนที่ลดลงทุกลมหายใจ

เขาเคยเห็นคนทะเลาะกันเพราะขาดน้ำ เพราะแบ่งอาหารไม่เท่ากัน เพราะมีผู้โกงค่าจ้าง หรือเพราะคนคนหนึ่งกล่าวหาว่าอีกคนขโมยลา

อย่างน้อยเรื่องเหล่านั้นก็มีสิ่งของจริงให้แย่งกัน

แต่วันนี้ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจกำลังพร้อมจะฉีกคอกันเพราะเบาะหนึ่งผืนควรวางสูงจากพื้นกี่ฝ่ามือ

“นำมันไปวางบนหลังคาเสีย” เขาพูดขึ้น “เช่นนั้นก็สูงกว่าทุกคนเท่ากัน”

เซชัตกาหันมาถลึงตา “นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น”

“ข้ารู้ ข้าจึงพยายามช่วยให้มันน่าฟังขึ้น”

“ตำแหน่งที่นั่งแสดงตำแหน่งของผู้ปกครอง”

“ถ้าผู้ปกครองต้องพึ่งเบาะเพื่อให้คนรู้ว่ามีอำนาจ เราคงมีปัญหาใหญ่กว่าเรื่องที่นั่ง”

เนเฟอร์กากอดอก “ท่านพูดง่าย เพราะองครักษ์ของท่านยืนถือหอกอยู่ทุกประตู”

เมมซาฟยิ้มโดยไม่มีความขบขัน

“หากท่านอยากทดลองว่าหอกมีอำนาจมากกว่าเบาะหรือไม่ ข้ายินดีช่วย”

คนงานสองคนก้มหน้าต่ำกว่าเดิม

เซชัตกายกมือกดขมับ “ขอร้องเถิด อย่างน้อยก่อนเริ่มประชุม อย่าเพิ่งขู่ผู้ควบคุมคลัง”

“ข้ายังไม่ได้ขู่”

“เมื่อเจ้าพูดพร้อมจับด้ามหอก ทุกอย่างฟังเหมือนคำขู่”

เมมซาฟก้มมองมือตนเอง เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าวางมันบนด้ามอาวุธแล้ว

เขาจึงปล่อยมือ ก่อนหันไปมองประตูด้านใน

เมอร์นีธยังไม่เสด็จมา

เดนกำลังเรียนรอยนับกับผู้ดูแลคลังตามคำสั่ง ส่วนอนิปเป้นั่งอยู่มุมหนึ่งของห้อง มีตะกร้าสมุนไพรวางข้างกาย นางอ้างว่ามารอพบคนงานซึ่งข้อเท้าบวม แต่ตลอดเวลาที่ทุกคนโต้เถียง ดวงตาของแม่เฒ่ากลับไม่เคยละไปจากเบาะสีแดงกลางห้อง

เมมซาฟเดินไปหา

“ท่านนั่งฟังมานานแล้ว มีความเห็นหรือไม่”

“มี”

“ข้ารอฟังอยู่”

“คนงานสองคนนั้นกำลังเมื่อยแขน”

เมมซาฟเหลือบมองชายผู้ถือเบาะ ทั้งคู่เริ่มเหงื่อซึมจริง

“ข้าหมายถึงตำแหน่งของเมอร์นีธ”

อนิปเป้หยิบใบไม้แห้งจากตะกร้ามาขยี้ระหว่างนิ้ว

“ตอนเจ้ายังเล็ก เจ้ากับเมนเธบส์เคยทะเลาะกันว่าใครควรนอนใกล้ประตู”

“ข้าจำได้ พี่บอกว่าคนโตกว่าต้องนอนตรงนั้นเพื่อคุ้มกันคนอื่น”

“ส่วนเจ้าบอกว่าคนอยู่ใกล้ประตูจะได้วิ่งออกไปหาอาหารก่อน”

“นั่นก็เป็นเหตุผลที่ดี”

“สุดท้ายข้าต้องนอนตรงประตู เพราะพวกเจ้าทั้งคู่กลัวเสียงหมาในตอนกลางคืน”

เมมซาฟขมวดคิ้ว “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเบาะ”

“ตำแหน่งซึ่งดูเหมือนมีเกียรติ บางครั้งเป็นเพียงตำแหน่งที่ต้องรับอันตรายก่อนคนอื่น”

อนิปเป้เงยหน้ามองบัลลังก์

“ผู้คนกำลังเถียงกันว่าใครควรนั่งสูงกว่า แต่ไม่มีใครถามว่าหากแผ่นดินพัง คนบนที่นั่งนั้นจะถูกโทษก่อนหรือไม่”

“ท่านคิดว่าเมอร์นีธควรนั่งตรงไหน”

“ตรงที่มองเห็นประตูทุกบาน”

นางตอบเพียงเท่านั้น แล้วก้มลงจัดสมุนไพรต่อ

เสียงไม้เท้ากระทบพื้นดังขึ้นจากทางเดินด้านใน

ทุกคนเงียบลงพร้อมกัน

เมอร์นีธเสด็จเข้าสู่ท้องพระโรงโดยมีเดนเดินเคียงมาด้วย เด็กน้อยยังถือป้ายไม้ซึ่งเต็มไปด้วยรอยนับ พระพักตร์บึ้งเล็กน้อย คงเพราะบทเรียนยามเช้ายาวกว่าที่คาด

คาลิโก้เดินตามหลังเดนมาอีกทอดหนึ่ง

เมื่อเห็นคนงานถือเบาะอยู่กลางห้อง มันก็เดินเข้าไปดมชายผ้าสีแดงอย่างสนใจ

เมอร์นีธหยุดทอดพระเนตรภาพตรงหน้า

“เกิดอะไรขึ้น”

ไม่มีผู้ใดรีบตอบ

สุดท้ายเซชัตกาจึงก้าวออกมา “ยังไม่มีข้อยุติเรื่องตำแหน่งที่ประทับพ่ะย่ะค่ะ”

“เพราะเหตุใด”

“เพราะสภาต้องกำหนดฐานะของพระองค์ก่อน”

พระเนตรของเมอร์นีธเลื่อนไปยังบัลลังก์ แล้วกลับมาที่เบาะในมือคนงาน

“พวกเขาถือมันมานานเพียงใด”

คนงานคนหนึ่งกลืนน้ำลาย “ตั้งแต่ก่อนแสงแตะกำแพงพ่ะย่ะค่ะ”

“วางลง”

ทั้งคู่รีบวางเบาะตรงตำแหน่งที่ยืนอยู่ทันที

มันจึงอยู่กลางท้องพระโรง ห่างจากบัลลังก์หลายช่วงตัว ไม่สูงกว่า ไม่ต่ำกว่า และไม่อยู่ข้างผู้ใด

คาลิโก้หมุนตัวบนเบาะหนึ่งรอบ ก่อนนั่งลงกลางผ้าสีแดงอย่างพึงพอใจ

เมมซาฟหลุดหัวเราะ

เนเฟอร์กาหน้าตึง ขณะที่เซชัตกาหลับตาเหมือนกำลังขอความอดทนจากเทพเจ้า

เดนชี้ไปที่แมว “มันเลือกที่นั่งแล้ว”

“อย่างน้อยก็มีผู้หนึ่งตัดสินใจได้เสียที” เมมซาฟตอบ

เมอร์นีธทอดพระเนตรคาลิโก้ครู่หนึ่ง ก่อนเสด็จขึ้นไปประทับบนที่นั่งเดิมใต้เครื่องหมายเหยี่ยว ส่วนเดนขึ้นนั่งเก้าอี้ไม้ข้างบัลลังก์

ไม่มีการใช้เบาะสีแดง

และเพราะแมวสามสีนั่งทับอยู่ จึงไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปขยับมันระหว่างพิธี

ปัญหาเรื่องที่นั่งถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีคำตัดสิน

เมมซาฟไม่แน่ใจว่านั่นเป็นเหตุบังเอิญ หรือคาลิโก้เพิ่งช่วยราชสำนักมากกว่าที่มันควรจะทำได้

การประชุมเริ่มด้วยถาดดินเหนียวสามถาด

ถาดแรกวางตราทรงกระบอกของเจ็ต

ถาดที่สองวางตราใหม่ซึ่งมีพระนามเดนอยู่ตรงกลาง

ถาดสุดท้ายว่างเปล่า

เซชัตกาก้าวออกมาคุกเข่าหน้าบัลลังก์

“พวกเราต้องกำหนดว่าคำสั่งประเภทใดจะใช้ตราใดพ่ะย่ะค่ะ หากไม่มีขอบเขต ผู้ดูแลคลังและผู้นำชุมชนจะไม่รู้ว่าควรเชื่อฟังรอยประทับแบบใด”

“ตราของเจ็ตใช้รับรองสิ่งที่ออกไว้ก่อนสิ้นพระชนม์” เมอร์นีธรับสั่ง

“แล้วคำสั่งใหม่?”

“ใช้ตราซึ่งมีพระนามเดน”

“ทุกคำสั่งหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“คำสั่งเกี่ยวกับคลัง น้ำ การขนส่ง และการคุ้มครองรัชทายาท”

เนเฟอร์กาก้าวออกมาจากแถวขุนนาง

“แล้วการแต่งตั้งผู้ดูแลเมือง การส่งกำลังทหาร หรือการตัดสินคดีระหว่างตระกูลเล่า”

“นั่นคือเหตุที่ถาดที่สามยังว่างอยู่หรือ” เมอร์นีธถามเซชัตกา

ผู้ดูแลตราก้มศีรษะ “พ่ะย่ะค่ะ”

เมมซาฟมองถาดเปล่า

มันไม่ใช่เพียงที่ว่างสำหรับตราชิ้นใหม่ แต่เป็นพื้นที่สำหรับคำถามซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าถามตรง ๆ

เมอร์นีธมีอำนาจถึงเพียงใด?

หากเป็นผู้รักษาบัลลังก์ พระองค์อาจดูแลเดนและคลัง แต่ไม่มีสิทธิ์แต่งตั้งคนของตนหรือประกาศสงคราม

หากเป็นกษัตริย์ พระองค์ย่อมมีอำนาจทุกอย่าง แต่สิทธิ์ของเดนจะถูกลดให้เป็นเพียงคำสัญญาว่าจะได้รับบัลลังก์ในอนาคต

และหากไม่มีฐานะใดชัดเจน ทุกฝ่ายก็จะเลือกตีความตามสิ่งที่ให้ประโยชน์แก่ตน

“ขอพระองค์ทรงกำหนดพระอิสริยฐานะให้ชัดเจน” เนเฟอร์กากล่าว “เพื่อมิให้แต่ละเมืองได้รับคำสั่งไม่เหมือนกัน”

เคนู ผู้บัญชาการลาดตระเวนชายแดน ก้าวออกมาจากอีกด้าน เขามีไหล่กว้าง ผิวกร้านแดด และรอยแผลยาวจากหูลงมาถึงกราม

“จะเสียเวลาถกคำเรียกไปทำไม” เขาพูด “ผู้ใดออกคำสั่งทหาร ผู้นั้นคือกษัตริย์”

เนเฟอร์กาหันไป “หากใช้หอกตัดสินทุกอย่าง คนเฝ้าประตูคงขึ้นเป็นกษัตริย์ได้ทุกคน”

“อย่างน้อยคนเฝ้าประตูก็ยืนรับคมหอกก่อนคนดูแลคลัง”

“และอดตายหากไม่มีคนดูแลคลังส่งขนมปังให้”

เสียงสนับสนุนดังขึ้นเบา ๆ จากทั้งสองฝ่าย

เคนูไม่สนใจ เขาหันไปหาบัลลังก์

“ชายแดนตะวันออกยังไม่สงบ กองลาดตระเวนต้องมีผู้สั่งเพียงคนเดียว หากเดนยังบัญชาการไม่ได้ เมอร์นีธต้องมีพระอำนาจเต็ม มิฉะนั้นทุกคำสั่งจะถูกตั้งคำถามจนศัตรูมาถึงประตู”

“นั่นคือสิ่งที่ท่านต้องการหรือ” เนเฟอร์กาถาม “กษัตริย์ไร้บรรพชนซึ่งใช้ทหารเป็นฐานอำนาจ?”

“ข้าต้องการผู้ที่ตัดสินใจได้ก่อนคนของข้าถูกฆ่า”

“แล้วเมื่อสงครามจบ พระองค์จะคืนอำนาจหรือไม่”

เคนูชะงัก

ทุกสายตาหันไปยังเมอร์นีธ

เดนนั่งฟังเงียบ ๆ สีพระพักตร์แสดงว่าเข้าใจเพียงบางส่วน แต่คำว่า “คืนอำนาจ” ทำให้นิ้วของเด็กขยับไปแตะตราพระนามบนอก

เมมซาฟเห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ

ก่อนหน้านี้เขากังวลว่าจะมีผู้ใช้กำลัง夺บัลลังก์จากเดน

เวลานี้เขาเริ่มเห็นอันตรายอีกแบบ—ผู้คนอาจทำให้เด็กหวาดกลัวผู้คุ้มครองของตน จนความระแวงเติบโตเร็วกว่าวุฒิภาวะ

เนเฟอร์กาก้าวเข้ามาอีกครึ่งก้าว

“หากเมอร์นีธเป็นผู้รักษาบัลลังก์ ขอให้มีคำรับรองว่า พระองค์ไม่มีสิทธิ์ตั้งผู้สืบทอดอื่น ไม่มีสิทธิ์ส่งเดนออกจากราชสำนัก และไม่มีสิทธิ์เก็บตราไว้หลังรัชทายาทถึงวัยปกครอง”

เมมซาฟมองชายคนนั้นอย่างพิจารณา

ข้อเสนอฟังดูเหมือนปกป้องเดน

แต่หากเมอร์นีธยอมรับข้อจำกัดต่อหน้าสภา ขุนนางกลุ่มเดิมจะมีอำนาจกำหนดทุกครั้งว่าเดนโตพอแล้วหรือยัง และอาจใช้คำว่า “ผู้รักษาบัลลังก์” ปฏิเสธคำสั่งซึ่งกระทบผลประโยชน์ตน

เคนูจึงโต้ทันที

“หากศัตรูบุกมา พระองค์ต้องขออนุญาตพวกท่านก่อนขยับทหารหรือ”

“เรื่องสงครามให้สภารับรอง”

“ตอนหอกพุ่งมา มันไม่หยุดรอสภา”

“และหากให้คนคนเดียวส่งทหารได้ตามใจ แผ่นดินก็อาจถูกพาไปสู่สงครามเพราะความหวาดระแวง”

เสียงโต้เถียงเริ่มดังขึ้น

เมมซาฟมองเมอร์นีธ

พระองค์ยังคงประทับนิ่ง ไม่ขัดจังหวะ ไม่แสดงความรำคาญ และไม่มองหาความช่วยเหลือจากผู้ใด

มีเพียงพระดัชนีซึ่งเคาะพนักไม้ช้า ๆ

หนึ่งครั้ง

เว้นช่วง

สองครั้งติดกัน

แล้วหยุด

เมมซาฟรู้จักจังหวะนั้น

ครั้งหนึ่งในเมืองเคเมต หญิงต่างถิ่นผู้หนึ่งมักเคาะนิ้วเช่นนี้เวลาพยายามเชื่อมรอยนับหลายชุดเข้าด้วยกัน เมมซาฟเคยล้อว่านางกำลังถามคำตอบจากโต๊ะไม้ จึงถูกนางใช้ป้ายดินตีแขนไปหนึ่งครั้ง

เขารีบละสายตา

ท่าทางคล้ายกันไม่ได้พิสูจน์สิ่งใด

แต่หัวใจของเขากลับจดจำมันเร็วกว่าสติ

“พอแล้ว”

พระสุรเสียงของเมอร์นีธไม่ได้ดัง ทว่าการโต้เถียงหยุดลงทีละกลุ่ม

พระองค์หันไปหาเซชัตกา

“นำป้ายเปล่ามา”

ผู้ดูแลตราหยิบป้ายไม้ขนาดเท่าฝ่ามือออกจากห่อผ้า พร้อมภาชนะสีดำและปลายกกตัดแหลมสำหรับทำเครื่องหมาย

แต่เมอร์นีธไม่ได้รับป้ายไว้

“บันทึกเฉพาะเครื่องหมายสำคัญ อย่าเขียนสิ่งที่ยาวจนคนตีความถ้อยคำต่างกัน”

เซชัตกาพยักหน้า เตรียมมือรอ

“คำสั่งเกี่ยวกับอาหาร น้ำ ภาชนะหลวง และเส้นทางขนส่ง ใช้ตราเดนซึ่งมีพระนามเมอร์นีธล้อมอยู่”

เซชัตกาทำเครื่องหมายสั้นบนป้าย

“การแต่งตั้งผู้ดูแลคลังหรือหัวหน้าคนงาน ต้องมีพยานจากราชสำนักหนึ่งคนและจากชุมชนหนึ่งคน”

เครื่องหมายอีกกลุ่มถูกวาดเพิ่ม

“การเคลื่อนกำลังทหารภายในหนึ่งวันเดินทาง เมมซาฟหรือเคนูสั่งได้เมื่อเกิดอันตรายทันที แต่ต้องส่งป้ายรายงานกลับมา”

เคนูค้อมศีรษะ ขณะที่เมมซาฟเลิกคิ้วเล็กน้อย

“เกินกว่านั้น ต้องมีตราเดนและพยานจากสภา”

เนเฟอร์กาเอ่ยถาม “แล้วหากสภาไม่ยอมรับ?”

“ให้ผู้คัดค้านประทับรอยของตนบนดินและบอกเหตุผลต่อหน้าพยาน”

“หากเป็นเรื่องซึ่งรอไม่ได้?”

“ผู้สั่งต้องรับผิดชอบผลหลังจากนั้น ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้”

เคนูไม่ได้ดูพอใจกับเงื่อนไข แต่ไม่คัดค้าน

เมอร์นีธรับสั่งต่อ

“ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์เปลี่ยนผู้สืบทอด ตราซึ่งเกี่ยวข้องกับพระนามเดนต้องมีเซชัตกาและพยานอีกสองคนอยู่ร่วมกัน”

พระองค์ทอดพระเนตรเดน

“และไม่มีผู้ใดนำรัชทายาทออกจากอไบดอสโดยไม่มีความเห็นชอบของอนิปเป้ เมมซาฟ และผู้แทนสภาอย่างน้อยหนึ่งคน”

เนเฟอร์กาขมวดคิ้ว “เหตุใดอนิปเป้จึงมีสิทธิ์ นางไม่มีตำแหน่งในราชสำนัก”

สายตาหลายคู่หันไปยังมุมห้อง

แม่เฒ่ายังคงนั่งจัดใบไม้ราวกับไม่เกี่ยวข้องกับบทสนทนา

“เพราะนางไม่มีทหาร ไม่มีคลัง และไม่มีตระกูลซึ่งจะได้บัลลังก์” เมอร์นีธตอบ “ในเรื่องความปลอดภัยของเด็ก คนซึ่งไม่ได้ประโยชน์จากอำนาจควรมีเสียงหนึ่งเสียง”

อนิปเป้เงยหน้าขึ้น “หากข้าปฏิเสธล่ะ”

“เจ้าต้องกล่าวเหตุผล”

“หากเหตุผลของข้าคือไม่ชอบหน้าคนที่จะพาเดนไป?”

“นั่นไม่ใช่เหตุผล”

“น่าเสียดาย”

เมมซาฟหลุดหัวเราะเบา ๆ

ความตึงเครียดในห้องลดลงเพียงเล็กน้อย ก่อนเนเฟอร์กาจะถามคำถามสำคัญที่สุด

“แล้วพระองค์ทรงอยู่ตรงใดในเงื่อนไขเหล่านี้”

เมอร์นีธทอดพระเนตรป้ายซึ่งเซชัตกากำลังทำเครื่องหมาย

“ทุกคำสั่งซึ่งออกในเวลานี้ ข้ารับผิดชอบ”

“นั่นมิใช่คำตอบเรื่องฐานะ”

“เป็นคำตอบเรื่องหน้าที่”

“แต่แผ่นดินต้องรู้ว่าพระองค์เป็นกษัตริย์หรือเป็นเพียงผู้รักษาบัลลังก์”

“เหตุใด”

“เพราะพระราชอำนาจต้องมีขอบเขต”

“ข้าเพิ่งกำหนดขอบเขตให้เจ้า”

“ขอบเขตของคำสั่ง มิใช่ขอบเขตของพระนาม”

เมอร์นีธทอดพระเนตรเขาอย่างสงบนิ่ง

“หากเรียกข้าว่ากษัตริย์ เจ้าจะเชื่อฟังทุกคำสั่งหรือ”

เนเฟอร์กาเงียบ

“หากเรียกข้าว่าผู้รักษาบัลลังก์ เจ้าจะเลิกหวาดระแวงหรือ”

เขายังคงไม่ตอบ

“ถ้าเช่นนั้นคำเรียกไม่ได้แก้สิ่งที่เจ้ากลัว”

“แต่มันทำให้เรารู้ว่าพระองค์มีสิทธิ์เพียงใด”

“สิทธิ์ของข้าสิ้นสุดตรงที่มันทำลายสิทธิ์ของเดน”

เนเฟอร์กามองเด็กบนเก้าอี้ข้างบัลลังก์

“ผู้ใดจะเป็นคนตัดสินว่าเส้นนั้นอยู่ตรงไหน”

คราวนี้เมอร์นีธหันไปหาเดน

“วันหนึ่ง เขาจะตัดสินเอง”

“แล้วก่อนถึงวันนั้น?”

“พวกเจ้าทุกคนต้องเฝ้าดูข้า”

คำตอบทำให้คนทั้งห้องนิ่งงัน

เมมซาฟขมวดคิ้ว

เขาไม่ชอบถ้อยคำนี้ เพราะมันเปิดทางให้ทุกคนจับจ้องพระองค์มากกว่าเดิม แต่ในเวลาเดียวกันก็ทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องผู้แย่งชิงอ่อนลง

ผู้ที่คิดยึดอำนาจย่อมไม่เชิญให้ศัตรูตรวจสอบตน

หรือบางที ผู้แย่งชิงที่ฉลาดที่สุดอาจรู้ว่าการเชื้อเชิญเช่นนี้ทำให้ไม่มีใครกล้ากล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน

“ข้าไม่ขอความไว้วางใจจากพวกเจ้าในวันนี้” เมอร์นีธรับสั่ง “เพราะความไว้วางใจซึ่งเกิดจากคำประกาศไม่มีค่า”

พระองค์กวาดพระเนตรไปทั่วสภา

“ตรวจตราคลัง ตรวจจำนวนเรือ ตรวจรอยปิดผนึก และตรวจทุกคำสั่ง หากพบว่าข้าใช้พระนามเดนเพื่อสร้างอำนาจให้ตน จงนำหลักฐานมาวางตรงหน้าข้า”

“แล้วพระองค์จะทรงทำเช่นไร” เนเฟอร์กาถาม

“ฟัง”

“เพียงเท่านั้นหรือ”

“หากหลักฐานจริง ข้าจะแก้ไข หากเป็นเรื่องแต่ง ผู้แต่งต้องรับผิดชอบ”

“หากพระองค์ปฏิเสธหลักฐาน?”

เมมซาฟขยับตัว แต่เมอร์นีธตอบก่อน

“เช่นนั้นเจ้าคงมีเหตุผลเพียงพอที่จะเรียกข้าว่าผู้แย่งชิง”

ไม่มีผู้ใดกล่าวคำต่อไป

เพราะเมอร์นีธไม่ได้ปฏิเสธพระนามกษัตริย์

ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเพียงผู้รักษาบัลลังก์

และไม่ได้มอบสิทธิ์ให้สภาปลดพระองค์

พระองค์เพียงผูกอำนาจไว้กับหลักฐาน การรับผิดชอบ และสิทธิ์ของเดน

ความกำกวมนั้นทำให้ทุกฝ่ายไม่พอใจเท่ากัน

และอาจเพราะเหตุนั้น ไม่มีฝ่ายใดสามารถใช้มันเป็นชัยชนะของตนได้

เซชัตกายกป้ายไม้ขึ้น

“แล้วตราบนป้ายข้อกำหนดนี้เล่า ควรใช้ตราใด”

เมอร์นีธทอดพระเนตรถาดทั้งสาม

ตราของเจ็ตเป็นของอดีต

ตราซึ่งมีพระนามเดนเป็นของอนาคต

ส่วนถาดว่างยังรอสิ่งที่ปัจจุบันต้องตัดสิน

“ใช้ตราเดน” พระองค์รับสั่ง

“แล้วพระนามของพระองค์?”

“อยู่รอบนอกดังเดิม”

เซชัตกาค้อมศีรษะ ก่อนนำดินชื้นหุ้มปมเชือกของป้าย เขากลิ้งตราผ่านผิวดินอย่างระมัดระวัง

พระนามเดนปรากฏขึ้นตรงกลาง

เมอร์นีธอยู่รอบนอก

ผู้แทนแต่ละฝ่ายจึงกดรอยของตนลงบนดินก้อนเล็กแยกต่างหาก บางคนใช้ตราประจำตำแหน่ง บางคนใช้รอยเล็บหรือเครื่องหมายง่าย ๆ ซึ่งพยานรู้จัก

ข้อตกลงมิได้ถูกเขียนเป็นข้อความยาว

มันอยู่ในรอยตรา ป้ายสั้น และความทรงจำของผู้คนซึ่งยืนอยู่ในห้อง

หากพยานเหล่านั้นตาย ความหมายบางส่วนย่อมเปลี่ยนไป

หากป้ายแตก ผู้คนอาจจำเงื่อนไขไม่เหมือนกัน

แต่ในเวลานี้ นั่นคือสิ่งใกล้เคียงที่สุดกับคำมั่นซึ่งพวกเขาสร้างร่วมกันได้

หลังการประชุมจบ คนส่วนใหญ่ทยอยออกจากท้องพระโรง

คาลิโก้ยังนอนอยู่บนเบาะสีแดงกลางห้อง ไม่มีผู้ใดกล้าไล่มัน แม้คนงานสองคนจะยืนรอเก็บของด้วยสีหน้าลำบากใจ

เดนลงจากเก้าอี้ เดินไปนั่งยองข้างแมว แล้วลูบหลังมัน

“มันนั่งตรงนี้ได้ แต่ข้านั่งไม่ได้หรือ”

เมมซาฟซึ่งกำลังตรวจรายชื่อเวรตอบว่า “มันไม่ต้องปกครองใคร จึงเลือกที่นั่งได้ตามใจ”

“ถ้าอย่างนั้นเป็นแมวง่ายกว่าเป็นกษัตริย์”

“ง่ายกว่ามาก มีคนหาอาหารให้ นอนได้ทั้งวัน และต่อให้ทำลายตราก็ไม่มีใครลงโทษ”

คาลิโก้ลืมตาขึ้นมองเขา ก่อนหลับต่อ

อนิปเป้เดินเข้ามา ใช้ปลายไม้เท้าแตะขอบเบาะ

“บางทีพวกเจ้าควรปล่อยให้มันเป็นผู้รักษาบัลลังก์”

เมมซาฟหัวเราะ “ข้าเห็นด้วย อย่างน้อยมันก็ไม่ฟังขุนนาง”

เดนเงยหน้ามองเมอร์นีธซึ่งยังประทับอยู่บนแท่น

“วันนี้พวกเขาตัดสินได้หรือยังว่าพระองค์เป็นอะไร”

คำถามของเด็กทำให้คนที่เหลือเงียบลง

เมอร์นีธทอดพระเนตรรอยตราบนป้ายข้อตกลง

“พวกเขาตัดสินว่าต้องตรวจสิ่งใดบ้าง”

“แต่นั่นไม่ใช่คำถามของข้า”

“ข้ารู้”

“พระองค์เป็นกษัตริย์หรือผู้รักษาบัลลังก์”

เมมซาฟหยุดมือเหนือป้ายรายชื่อ

อนิปเป้ยืนสงบนิ่ง

คนงานสองคนก้มหน้าราวไม่ต้องการได้ยินสิ่งซึ่งอาจกลายเป็นความลับ

เมอร์นีธทอดพระเนตรเดน

“ในวันที่เจ้าปกครองได้ด้วยตนเอง เจ้าต้องการให้ข้าเป็นสิ่งใด”

เด็กน้อยคิดอยู่นาน

“คนที่คืนที่นั่งให้ข้า”

“เช่นนั้นวันนี้ข้าคือผู้รักษามันไว้”

“แล้วถ้ามีคนมาแย่งก่อนข้าโต?”

“ข้าจะเป็นกษัตริย์ที่ยืนขวางเขา”

เดนขมวดคิ้ว “พระองค์เป็นสองอย่างพร้อมกันได้หรือ”

“คนผู้หนึ่งอาจมีหน้าที่มากกว่าหนึ่งอย่าง”

“แต่ผู้คนจะสับสน”

“บางครั้งความสับสนทำให้ศัตรูไม่รู้ว่าควรโจมตีตรงใด”

เมมซาฟเงยหน้าขึ้นทันที

ในที่สุดเขาก็เข้าใจ

หากเมอร์นีธประกาศตนเป็นกษัตริย์เต็มพระองค์ ศัตรูจะกล่าวว่าพระองค์แย่งสิทธิ์เดน

หากประกาศเป็นเพียงผู้รักษาบัลลังก์ เมืองที่แข็งข้อจะอ้างว่าพระองค์ไม่มีสิทธิ์ออกคำสั่ง

แต่ตราบใดที่พระองค์ไม่ยอมให้ฝ่ายใดกำหนดฐานะเพียงความหมายเดียว—

พระองค์ยังใช้อำนาจปกป้องเดนได้ โดยไม่ปฏิเสธว่าอำนาจนั้นต้องกลับคืนสู่เด็กในวันหนึ่ง

ความคลุมเครือเป็นรอยแตกในความชอบธรรม

และในเวลาเดียวกัน มันก็เป็นกำแพง

“เป็นแผนที่อันตราย” เมมซาฟพูด

เมอร์นีธหันมาทางเขา “สิ่งใด”

“การปล่อยให้ทุกคนเรียกพระองค์ตามสิ่งที่เขาต้องการเห็น”

“คนเหล่านั้นทำเช่นนั้นอยู่แล้ว ต่อให้ข้าห้าม”

“วันหนึ่งพวกเขาอาจใช้คำเรียกนั้นแขวนคอพระองค์”

“เช่นนั้นเจ้าควรทำหน้าที่ให้ดี”

คำตอบเรียบเกินไปจนเมมซาฟไม่รู้ว่าควรโกรธหรือหัวเราะ

“พระองค์รับสั่งเหมือนมั่นใจว่าข้าจะยังยืนอยู่ตรงนี้เสมอ”

เมอร์นีธไม่ได้ตอบในทันที

พระเนตรคู่นั้นสบกับเขาเพียงชั่วขณะ ก่อนเลื่อนไปยังเดน

“เจ้าปฏิญาณต่อรัชทายาทแล้ว”

“ถูกต้อง”

“ข้าจึงมั่นใจว่าเจ้าจะอยู่”

คำตอบนั้นควรทำให้ทุกอย่างชัดเจน

เมมซาฟอยู่เพราะคำสาบานต่อเดน

มิใช่เพราะเมอร์นีธ

มิใช่เพราะดวงตาซึ่งคล้ายหญิงผู้หายไป

และมิใช่เพราะความหวังซึ่งเขาไม่เคยยอมรับว่าตนยังเก็บไว้

แต่เหตุใดเมื่อได้ฟัง เขากลับรู้สึกเหมือนพระองค์กำลังเตือนว่าคำสาบานต่อเด็กคือสิ่งเดียวที่อนุญาตให้เขายืนใกล้บัลลังก์ต่อไปได้

อนิปเป้กระแอมเบา ๆ

“หากพวกเจ้าจะยืนมองกันอีกนาน ช่วยขยับออกจากทาง คนงานจะได้ยกเบาะไปเก็บ”

เมมซาฟหันหน้าหนีทันที

เมอร์นีธทอดพระเนตรไปทางอื่น

คนงานสองคนรีบเข้ามาหาเบาะ แต่คาลิโก้ยังนอนทับอยู่

“ทำอย่างไรดีขอรับ” คนหนึ่งถาม

เมมซาฟกอดอก “เจรจากับผู้รักษาบัลลังก์ของมันเอง”

ชายคนนั้นลองยื่นมือไปอุ้ม

คาลิโก้ลืมตาและกางเล็บ

เขาชักมือกลับแทบไม่ทัน

เดนหัวเราะ “มันไม่ยอมคืนที่นั่ง”

“เห็นหรือไม่” เมมซาฟกล่าว “ผู้แย่งชิงตัวจริงอยู่ตรงนี้ต่างหาก”

แมวสามสีสะบัดหางหนึ่งครั้ง แล้วกลับไปหลับต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน

ก่อนเที่ยง ข่าวจากการประชุมก็ออกไปถึงลานภายนอก

แต่เช่นเดียวกับเรื่องเล่าทุกเรื่อง มันเปลี่ยนรูปร่างระหว่างผ่านปากคน

ที่ท่าน้ำ ผู้คนกล่าวว่าเมอร์นีธยอมรับเป็นเพียงผู้ดูแลเดน

ในค่ายทหาร พวกเขากล่าวว่าพระองค์ได้รับอำนาจสั่งกองกำลังเต็มที่

ในคลังเหนือ มีผู้เล่าว่าสภาสามารถตรวจสอบกษัตริย์ได้ทุกคำสั่ง

ส่วนในตลาด กลับมีข่าวว่าคาลิโก้ยึดเบาะหลวงและไม่มีใครกล้าไล่

ไม่มีเรื่องใดผิดทั้งหมด

และไม่มีเรื่องใดจริงครบถ้วน

เนเฟอร์กาเดินออกจากท้องพระโรงพร้อมเซชัตกา เขาหยุดตรงใต้ชายคาซึ่งทำจากกกและมองป้ายข้อตกลงในมือผู้ดูแลตรา

“ท่านคิดว่าพระองค์เป็นสิ่งใด” เขาถาม

เซชัตกาประคองป้ายระวังไม่ให้ดินปิดผนึกกระแทกผนัง

“ข้ารู้เพียงว่าต้องใช้ตราใดกับคำสั่งประเภทไหน”

“ท่านหลีกเลี่ยงคำถาม”

“เพราะคำตอบของข้าไม่เปลี่ยนรอยบนดิน”

เนเฟอร์กามองกลับไปยังประตูท้องพระโรง

“วันนี้พระองค์ทำให้ฝ่ายทหารคิดว่าได้กษัตริย์ และทำให้ฝ่ายสภาคิดว่าได้ผู้รักษาบัลลังก์”

“ไม่มีฝ่ายใดได้ทุกอย่างที่ต้องการ”

“นั่นแหละที่ทำให้พระองค์อันตราย”

เซชัตกาหันมองเขา “หรือทำให้ทุกฝ่ายยังต้องนั่งอยู่ในห้องเดียวกัน”

เนเฟอร์กาไม่ได้ตอบ

เขาเดินจากไปยังลานซึ่งคนของตนรออยู่ สีหน้าไม่เหมือนผู้พ่ายแพ้ และไม่เหมือนผู้ที่ได้รับความพอใจ

เซชัตกามองตาม ก่อนก้มดูรอยตราบนป้าย

พระนามเดนอยู่ตรงกลาง

พระนามเมอร์นีธอยู่รอบนอก

รอยของพยานแต่ละฝ่ายกดอยู่ข้างกัน

หากมองเพียงครั้งแรก มันเป็นภาพของการคุ้มครอง

หากมองอีกครั้ง มันอาจเป็นภาพของการล้อมกัก

ประวัติศาสตร์ในวันหน้าอาจพบเพียงรอยเหล่านี้ และตีความว่าผู้หนึ่งปกครองแทนอีกผู้หนึ่ง หรือทั้งสองครองอำนาจร่วมกัน

คนรุ่นหลังคงไม่รู้ว่าเรื่องทั้งหมดเคยเริ่มจากเบาะรองนั่งผืนหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครตกลงได้ว่าควรวางตรงไหน

และอาจไม่มีวันรู้ด้วยว่า เมอร์นีธทรงอยู่บนบัลลังก์ในฐานะใดกันแน่

กษัตริย์

ผู้รักษาบัลลังก์

หรือผู้แย่งชิงซึ่งฉลาดพอจะไม่เรียกตนเช่นนั้น

ทว่าในเย็นวันเดียวกัน ประตูคลังยังเปิดตามตราเดน

เรือเสบียงยังออกจากท่า

ทหารชายแดนได้รับคำสั่งโดยไม่ต้องรอสภาหลายวัน

และไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนผู้สืบทอดได้โดยลำพัง

ความไม่ชัดเจนทำให้ทุกฝ่ายหวาดระแวง

แต่มันก็ทำให้ไม่มีฝ่ายใดกล้ายื่นมือคว้าบัลลังก์ก่อนผู้อื่น

อย่างน้อย—

ก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าทำเช่นนั้นในวันนี้

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต