พยานที่หายไป
หลินเหวินไปถึงร้านเครื่องเขียนพร้อมความเจ็บที่แทงอยู่ใต้ชายโครง
เขาวางมือบนขอบประตู ก้มหน้าหอบจนพูดไม่ออก เจ้าของร้านเงยจากบัญชี ก่อนมองชายเสื้อที่ขาดเป็นทางเล็ก ๆ
“ต้องการสิ่งใด”
หลินเหวินหยิบแผ่นไม้จากในเสื้อ
มือสั่นจนมันหล่นลงบนโต๊ะ
รอยบากสามรอยปรากฏอยู่ข้างนิ้วเจ้าของร้าน
“ข้ามารับหมึกที่สั่งไว้”
ชายหลังโต๊ะมองแผ่นไม้ แล้วลุกขึ้นทันที
“เข้ามาข้างหลัง”
หลินเหวินเดินตามผ่านม่านผ้า
ด้านหลังร้านมีห้องเล็กกับประตูออกไปยังลานซึ่งเขาเคยขึ้นรถม้า แต่วันนี้ไม่มีรถจอดอยู่
“ท่านฉินอยู่ที่ใด”
“ข้าจะให้คนไปตาม”
“ไม่มีเวลาแล้ว”
หลินเหวินต้องหยุดหายใจ ก่อนพูดต่อ
“รถส่งตัวนักโทษออกจากเรือนคุมตัวตะวันตกแล้ว ชายชื่อโจวอิ่นอยู่บนรถ เขารับซองคำสั่งที่ข้ากำลังตรวจ ต้องหยุดก่อนออกจากเมือง”
เจ้าของร้านไม่ได้ถามเรื่องเอกสาร เขาเรียกเด็กหนุ่มจากห้องเก็บของ ส่งคำสั่งสั้น ๆ แล้วให้วิ่งออกประตูหลัง
หลินเหวินมองตาม
“เขาจะไปถึงฉินโม่ทันหรือ”
“ท่านฉินอยู่ไม่ไกล”
ชายผู้นั้นดึงเก้าอี้มาให้
“นั่งก่อน หากท่านล้มตรงนี้ คนที่มารับข่าวจะต้องเสียเวลาดูแลท่านอีก”
หลินเหวินยอมนั่ง
เขาไม่อยากรอ แต่ร่างกายไม่ยอมให้ทำอย่างอื่น
เจ้าของร้านวางถ้วยน้ำลงใกล้มือ แล้วกลับไปหน้าร้าน ปล่อยให้เขาอยู่กับเสียงหัวใจที่ยังเต้นแรง
หลินเหวินพยายามนึกระยะทาง
เรือนคุมตัวอยู่ทางตะวันตก รถไม่ต้องผ่านร้านนี้ หากคนของฉินโม่ไปผิดทาง เขาคงไม่มีโอกาสพบโจวอิ่นอีก
เขาหยิบกระดาษที่เกาหรงรับรองออกมา
ชื่อโจวอิ่นอยู่ตรงช่องผู้ส่ง
ชื่อเดียวที่เชื่อมซองใหม่กับโต๊ะรับส่งหนังสือในวัง
หลินเหวินเคยเขียนฉากช่วยพยานไว้หลายครั้ง ในเรื่อง คนที่ได้รับข่าวมักมาถึงทันเวลาเสมอ
ตอนนี้เขาได้แต่นั่งฟังเสียงล้อรถจากถนนด้านหน้า โดยไม่รู้ว่าคันใดบ้างกำลังพาคนออกจากเมือง
ฉินโม่เข้ามาทางประตูหลัง
หลินเหวินลุกทันที แต่ต้องจับพนักเก้าอี้เมื่อหน้ามืด
“บอกให้ครบ” ฉินโม่กล่าว “ชื่อผู้ถูกส่งตัว รถแบบใด ไปทางไหน”
เขาตอบทีละอย่าง รวมถึงคำพูดของผู้คุมที่เรียกชื่อโจวอิ่น และใบรายการซึ่งหานซู่คัดไว้
ฉินโม่ฟังโดยไม่แทรก ก่อนถาม
“เจ้ามีหลักฐานว่าชายคนนี้รับซองหรือไม่”
หลินเหวินส่งกระดาษให้
อีกฝ่ายอ่านชื่อผู้รับรอง
“เกาหรง”
“เขายืนยันได้ว่าซองถูกเปลี่ยน แต่ไม่ได้เห็นว่าข้างในเปลี่ยนด้วยหรือไม่ โจวอิ่นเป็นคนนำซองใหม่มาส่ง”
ฉินโม่พับกระดาษคืนให้
“เจ้ารอที่นี่”
“ข้าไปด้วย”
“เจ้าขึ้นม้าเป็นหรือ”
หลินเหวินเงียบ
“เช่นนั้นรอ”
ฉินโม่หันออกไป ก่อนหยุดตรงประตู
“หากมีคนมาถาม เจ้ามาซื้อกระดาษ เจ้าของร้านไม่รู้เรื่องอื่น”
หลินเหวินพยักหน้า
ไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงม้าก็ดังขึ้นจากลานหลังร้าน
เขาเดินไปถึงประตู แต่คนกับม้าลับออกไปแล้ว
รถถูกหยุดก่อนพ้นประตูตะวันตก
หลินเหวินไม่เห็นเหตุการณ์ด้วยตัวเอง เขารู้จากเด็กหนุ่มที่กลับมารับเขาเกือบครึ่งชั่วยามต่อมา
เด็กบอกเพียงว่าให้ตามไป และไม่ตอบคำถามอื่น
เขาถูกพาขึ้นรถอีกคัน ซึ่งออกจากลานหลังร้านแล้วเลี้ยวไปตามถนนแคบ
เมื่อรถหยุด ฉินโม่รออยู่หน้าเรือนที่มีร้านซ่อมเกวียนบังทางเข้า
หลินเหวินลงจากรถ
“หยุดได้แล้วหรือ”
“ได้”
ลมหายใจที่กลั้นมาตลอดเหมือนเพิ่งคลายออก
ฉินโม่ไม่ได้ดูโล่งใจตาม
“แต่มิใช่ด้วยการแย่งตัว”
เขาพาหลินเหวินเดินผ่านลานซึ่งมีล้อเกวียนพิงกำแพงหลายวง
“องค์ชายให้คนตรวจใบส่งตัว พบว่าหนังสือปลายทางไม่ระบุชื่อผู้รับนักโทษ เจ้าหน้าที่ประตูจึงสั่งพักการเดินทางระหว่างตรวจสอบ”
“โจวอิ่นยังอยู่ในการคุมตัว?”
“ใช่ เราขอสอบถามเรื่องเอกสารในฐานะพยานก่อนส่งต่อ ผู้คุมรับรู้แล้วว่าเขาอยู่ที่นี่”
หลินเหวินเข้าใจทันทีว่าฉินโม่กำลังเตือนอะไร
พวกเขาไม่ได้ช่วยคนหายออกจากคุก
มีชื่อ มีขั้นตอน และมีคนหลายฝ่ายรู้ตำแหน่ง
นั่นช่วยให้การสอบถามชอบด้วยเหตุผล แต่ไม่ได้ทำให้ปลอดภัย
ฉินโม่หยุดหน้าห้องด้านใน
“อย่าสัญญาสิ่งที่เรายังทำไม่ได้”
หลินเหวินพยักหน้า
“และอย่าบอกสิ่งที่เจ้ารู้ก่อนให้เขาเล่า”
โจวอิ่นนั่งอยู่บนเก้าอี้ใกล้หน้าต่าง
มือยังถูกมัด แต่เชือกคลายพอให้ขยับได้ ข้อมือข้างขวามีรอยช้ำลึก เสื้อผ้าที่ยับทำให้เขาดูแก่กว่าอายุจริง
เมื่อหลินเหวินเข้าไป ชายผู้นั้นเงยหน้า
ความตกใจปรากฏชัดจนหลินเหวินหยุดเดิน
“ท่านยัง…”
โจวอิ่นปิดปากทันที
ฉินโม่ยืนอยู่ข้างประตู ไม่ได้เข้าใกล้เก้าอี้
หลินเหวินเลือกนั่งห่างออกไป
“ท่านรู้จักข้า?”
โจวอิ่นก้มหน้า
“ข้าไม่รู้สิ่งใด”
“ข้ายังไม่ได้ถาม”
ชายผู้นั้นเม้มปากแน่น
หลินเหวินวางสำเนารายการรับส่งบนโต๊ะระหว่างกัน แต่ไม่เลื่อนเข้าไปจ่อหน้า
“ข้ามาถามเรื่องซองคำสั่ง ท่านนำซองใหม่ไปส่งที่โต๊ะเกาหรงในวันที่ยี่สิบหก เดือนสองใช่หรือไม่”
“ข้ารับส่งหลายฉบับ”
“ฉบับนี้เกี่ยวกับเมืองชายแดนเหนือ”
โจวอิ่นไม่มองกระดาษ
“ข้าอ่านคำสั่งไม่ได้ทุกฉบับ”
หลินเหวินเห็นนิ้วของเขาขยับถูเชือกไม่หยุด
“ข้าไม่ได้ถามให้ท่านจำเนื้อหา ข้าอยากรู้ว่าท่านรับซองจากผู้ใด และเหตุใดจึงเปลี่ยนซอง”
โจวอิ่นเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ข้าไม่ได้เปิดมันเอง”
หลินเหวินนั่งนิ่ง
ฉินโม่ก็ไม่ขยับ
ความเงียบทำให้ชายผู้ถูกมัดรู้ว่าตนพูดบางอย่างออกมาแล้ว
เขาหลบตา ก่อนกล่าวเสียงเบา
“เขาให้ข้ารออยู่ข้างนอก”
“ที่ใด”
โจวอิ่นส่ายหน้า
“ข้าบอกไม่ได้”
“เพราะกลัวข้อหาเพิ่มหรือ”
ชายผู้นั้นหัวเราะแห้ง ๆ
“ข้อหาข้ามีอยู่แล้ว”
เขายกมือที่ถูกมัดขึ้นเล็กน้อย
“ข้ามีแม่ มีน้องสาว คนที่มาสอบข้าเมื่อวานรู้แม้แต่ว่าแม่ซื้อยาอยู่ร้านใด”
หลินเหวินหันไปมองฉินโม่
อีกฝ่ายถามตรง ๆ
“ครอบครัวเจ้าอยู่ที่ไหน”
โจวอิ่นมองดาบข้างเอวเขา
“ท่านจะไปหาด้วยหรือ”
ฉินโม่ถอดดาบวางไว้บนชั้นข้างประตู
“หากเราต้องการขู่เจ้า ไม่ต้องรอให้เจ้าบอกที่อยู่”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้โจวอิ่นผ่อนคลายทันที แต่เขาหยุดถูเชือก
หลินเหวินกล่าวต่อ
“เราขอให้คนไปตรวจว่าครอบครัวท่านปลอดภัยก่อน ท่านยังไม่ต้องเล่าตอนนี้”
“แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่ส่งไปช่วย ไม่ได้ไปคุมพวกนาง”
หลินเหวินคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ท่านมีคนที่ไว้ใจอยู่ใกล้บ้านหรือไม่ ให้เราส่งข้อความถึงคนผู้นั้น แล้วขอของหรือคำตอบที่มีแต่ท่านกับครอบครัวรู้”
โจวอิ่นมองเขา
ครั้งแรกที่สายตาไม่ได้มีเพียงความกลัว
ชายผู้นั้นบอกชื่อร้านเย็บรองเท้าตรงปากตรอก พร้อมข้อความที่ต้องส่ง
ฉินโม่เรียกคนเข้ามารับคำสั่ง แล้วให้ผู้คุมที่อยู่ด้านนอกนำเรื่องการข่มขู่พยานไปลงบันทึกด้วย
หลินเหวินรอจนประตูปิด ก่อนถามอีกครั้ง
“เมื่อครู่ท่านตกใจที่เห็นข้า เพราะเหตุใด”
โจวอิ่นไม่ตอบทันที
“ข้าได้ยินว่าท่านป่วยหนัก”
“ใครบอก”
“คนในเรือนคุมตัว”
“เขาพูดอย่างไร”
ชายผู้นั้นมองฉินโม่ ก่อนลดเสียง
“เขาบอกว่า ต่อให้ข้ารอคนมาถามเรื่องกระดาษ ก็ไม่มีใครมาแล้ว”
หลินเหวินรู้สึกเย็นวาบ
เสิ่นเหยียนเดิมกำลังจะนำหลักฐานให้องค์ชายรอง
โจวอิ่นถูกคุมตัว
และมีคนบอกโจวอิ่นว่าอาลักษณ์ที่อาจช่วยเขาได้จะไม่มาอีก
เหตุการณ์เหล่านี้ใกล้กันเกินกว่าจะมองข้าม
ข่าวจากครอบครัวมาถึงก่อนพลบค่ำ
มารดากับน้องสาวของโจวอิ่นยังปลอดภัย แต่มีคนไปถามหาพวกนางตั้งแต่ช่วงบ่าย คนของฉินโม่พาทั้งสองไปพักกับครอบครัวช่างเย็บรองเท้าตามความยินยอม และส่งถุงผ้าเล็กกลับมา
ภายในมีเหรียญที่เจาะรูผิดตำแหน่งกับด้ายสีเขียว
โจวอิ่นมองของสองชิ้นแล้วก้มหน้าลง
ไหล่ซึ่งเกร็งมาตลอดค่อย ๆ คลาย
“แม่ข้ายังเก็บไว้”
หลินเหวินไม่ได้ถามว่ามันคืออะไร
เขาปล่อยให้ชายตรงหน้าถือถุงผ้าอยู่นานพอจะเชื่อว่าข่าวนั้นเป็นจริง
จากนั้นฉินโม่ให้คลายเชือกตามที่ผู้คุมอนุญาต และเรียกผู้จดบันทึกเข้ามา
โจวอิ่นเริ่มเล่า
เขารับซองจากโต๊ะของสำนักอาลักษณ์ตามปกติ แต่เมื่อไปถึงทางเข้าเขตพระราชฐาน มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งสั่งให้รอ โดยบอกว่าปิดผนึกไม่ถูกต้อง
ซองถูกนำกลับเข้าไปในอาคารข้างทางเดิน
“ผู้ใดนำเข้าไป” ฉินโม่ถาม
โจวอิ่นบอกชื่อ
ผู้จดบันทึกลงไว้ทันที
“ท่านเห็นเขาเปิดซองหรือไม่” หลินเหวินถาม
“ไม่เห็นตอนเปิด”
“แล้วทราบได้อย่างไรว่าเอกสารเปลี่ยน”
โจวอิ่นใช้นิ้วลูบขอบถุงผ้า
“ตอนส่งกลับมา เขายังไม่ได้ปิดซอง ข้าเห็นกระดาษด้านในแผ่นบนไม่เหมือนเดิม ฉบับแรกมีรอยหมึกเล็ก ๆ ใกล้หัวเรื่อง แต่ฉบับใหม่ไม่มี”
“อาจเปลี่ยนเพียงแผ่นที่เปื้อน”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
โจวอิ่นเงยหน้า
“จนเขาให้ข้าลงชื่อว่าได้รับซองที่ปิดผนึกเรียบร้อยจากสำนักมาตั้งแต่แรก”
ฉินโม่กับหลินเหวินมองกัน
“ท่านลงชื่อหรือไม่”
“ลง”
คำตอบแทบไม่ได้ยิน
“เขาบอกว่าเป็นเรื่องเล็ก หากไม่ลง ข้าจะต้องรับผิดที่ทำตราเสีย ข้ามีเงินไม่พอชดใช้ และเขาบอกว่าคนอย่างข้าไม่ควรถามว่ากระดาษข้างในเขียนอะไร”
หลินเหวินมองข้อความที่ผู้จดกำลังเขียน
โจวอิ่นทำผิดจริง
แต่ความผิดนั้นอาจถูกใช้บังคับให้เขารับรองสิ่งที่ไม่จริงอีกชั้นหนึ่ง
“หลังจากนั้นใครมาพบท่านอีก” ฉินโม่ถาม
“มีคนให้เงินข้า บอกว่าเป็นค่าเสียเวลารอ”
“ท่านรับ?”
โจวอิ่นพยักหน้า
“แม่ต้องซื้อยา”
คำตอบไม่ทำให้เรื่องที่เขาทำถูกต้องขึ้น แต่ทำให้หลินเหวินเข้าใจว่าทำไมการปลอมเอกสารไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคนชั่วที่ตั้งใจฆ่าใคร
บางครั้งเริ่มจากคนที่กลัวถูกปรับ และต้องกลับบ้านพร้อมเงินซื้อยา
“แล้วก่อนถูกจับ?”
“เขาเรียกข้าไปพบอีกครั้ง บอกว่าหากมีอาลักษณ์มาถาม ให้ตอบว่าซองไม่เคยเปลี่ยน”
“เสิ่นเหยียน?” หลินเหวินถาม
โจวอิ่นพยักหน้า
“ท่านเคยถามข้าแล้ว ข้าโกหกท่าน”
หลินเหวินนิ่ง
“แต่ท่านไม่เชื่อ ท่านบอกว่าทะเบียนที่ข้าลงชื่อกับซองที่เกาหรงรับมีรอยแก้คนละเวลา”
เสิ่นเหยียนไปถึงจุดนี้ก่อนเขาแล้ว
ไม่ได้เพียงเก็บเอกสารไว้เฉย ๆ
โจวอิ่นมองหน้าเขาอย่างลังเล
“ท่านบอกว่าจะกลับมาถามอีก ข้ารออยู่ แต่คนที่มากลับเป็นเจ้าหน้าที่คุมตัว”
ฉินโม่ถามถึงสถานที่รับคำสั่งครั้งสุดท้าย
โจวอิ่นกำลังจะตอบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เจ้าหน้าที่จากเรือนคุมตัวนำหนังสือพักการส่งตัวมาถึง ให้โจวอิ่นกลับไปอยู่ในความดูแลของหน่วยสอบสวนในเมืองระหว่างตรวจเอกสาร
ฉินโม่อ่านหนังสือครบทุกบรรทัด แล้วถามชื่อผู้รับช่วงคุมตัว
ทุกอย่างดูเรียบร้อย
เรียบร้อยจนหลินเหวินอยากเชื่อว่าตั้งแต่นี้พยานจะปลอดภัย
ก่อนเคลื่อนย้าย ฉินโม่ให้คนไปตรวจทางและส่งข่าวถึงผู้ตรวจราชการ
หลินเหวินขอให้แยกสำเนาคำให้การเป็นสองชุด ชุดหนึ่งส่งพร้อมหนังสือ อีกชุดเก็บไว้กับคนขององค์ชายรอง
โจวอิ่นลงรอยนิ้วรับรองข้อความที่ตนให้ไว้
เขายังเล่าไม่จบ แต่มีชื่อเจ้าหน้าที่รับซอง วันเวลา และเหตุที่ถูกบังคับให้ลงชื่อแล้ว
“ข้าจะได้พบแม่หรือไม่”
เขาถามขณะผู้คุมผูกเชือกกลับอย่างหลวมกว่าเดิม
ฉินโม่ตอบว่า “เมื่อผู้สอบสวนอนุญาต เราจะให้คนพานางมา”
โจวอิ่นพยักหน้า
หลินเหวินอยากบอกว่าไม่ต้องกลัว แต่คำพูดนั้นติดอยู่ในคอ
เขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ
จึงกล่าวเพียงว่า “สิ่งที่ท่านเล่า มีสำเนาเก็บไว้แล้ว”
โจวอิ่นมองเขา ก่อนพยักหน้าอีกครั้ง
คราวนี้ดูเหมือนจะเข้าใจว่าประโยคนั้นช่วยอะไรได้มากกว่าคำปลอบใจ
รถออกจากลานในช่วงที่ถนนเริ่มเงียบ
ฉินโม่ขี่ม้าตามข้างรถ หลินเหวินเดินไปกับคนส่งเอกสารอีกทางหนึ่ง เพื่อไม่ให้หลักฐานอยู่กับพยานทั้งหมด
เขาไปได้ไม่ถึงปลายตรอก เสียงม้าร้องกับเสียงตะโกนก็ดังมาจากทางที่รถเลี้ยวออกไป
หลินเหวินหยุด
เสียงโลหะกระทบกันดังตามมา
คนข้างตัวคว้าแขนเขาแล้วดึงเข้าหาประตูร้านที่ปิดอยู่
“อยู่ตรงนี้”
หลินเหวินพยายามมองข้ามไหล่อีกฝ่าย
คนวิ่งผ่านปากตรอกสองคน หนึ่งในนั้นถือดาบเปื้อนเลือด อีกคนตะโกนให้ปิดทาง
เขาเห็นรถคันเดิมหยุดเอียงอยู่กลางถนน
ผู้คุมคนหนึ่งล้มข้างล้อ
ฉินโม่กำลังประคองโจวอิ่นออกจากส่วนท้ายรถ
เลือดไหลผ่านมือที่กดอยู่ใต้ชายโครงของพยาน
หลินเหวินรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างหมดแรง
เขาไม่ได้รู้เหตุการณ์นี้จากนิยาย
ไม่มีประโยคใดในต้นฉบับบอกว่าจะมีคนแทงชายที่เพิ่งยอมให้การตรงถนนเส้นนี้
โจวอิ่นถูกนำกลับเรือนเดิม
หมอถูกตามมาทันที ส่วนฉินโม่ให้คนปิดทางเข้าและตรวจทุกคนที่อยู่ในลาน
หลินเหวินวางสำเนาคำให้การให้เจ้าของร้านเก็บ ก่อนเดินเข้าไปในห้อง
กลิ่นเลือดชัดกว่ากลิ่นยา
โจวอิ่นนอนบนเสื่อที่ปูบนพื้น เพราะยังไม่ทันยกขึ้นเตียง หมอกำลังกดผ้าลงบนบาดแผล คนช่วยข้าง ๆ ส่งผ้าสะอาดเพิ่ม
ฉินโม่มีเลือดติดแขนเสื้อ แต่ไม่เห็นแผลบนตัวเขา
“จับคนลงมือได้หรือไม่”
หลินเหวินถามเบา ๆ
“คนหนึ่งตาย อีกคนหนี”
“ผู้คุม?”
“บาดเจ็บสองคน”
คำตอบสั้น ๆ เหมือนทุกคำต้องเบียดผ่านความโกรธที่ถูกกดไว้
หลินเหวินมองโจวอิ่น
ดวงตาของชายผู้นั้นยังเปิด แต่เริ่มจับสิ่งรอบตัวไม่มั่นคง
“แม่…”
หลินเหวินคุกเข่าลงในที่ซึ่งไม่ขวางหมอ
“แม่กับน้องท่านอยู่ในที่ปลอดภัย”
โจวอิ่นขยับนิ้ว
หลินเหวินนำถุงผ้าวางใกล้มือเขา
ชายบาดเจ็บแตะมัน ก่อนหายใจเข้าอย่างยากลำบาก
“คนที่…เรียกข้า…”
ฉินโม่ย่อตัวลงอีกด้าน
“ที่ใด”
หมอหันมอง แต่โจวอิ่นพยายามพูดเอง
ริมฝีปากเขาขยับสองครั้ง เสียงออกมาไม่ครบ
หลินเหวินโน้มเข้าไปใกล้พอจะได้ยิน
“สำนัก…”
ลมหายใจขาดช่วง
หมอรีบเปลี่ยนตำแหน่งมือ คนช่วยส่งผ้าเพิ่ม
หลินเหวินถอยออกเพื่อให้ที่
เขารอคำถัดไป
รอชื่อคน
รอชื่อห้อง
รอสิ่งใดก็ตามที่ทำให้คำเดียวไม่กลายเป็นรอยทางซึ่งชี้ได้หลายแห่ง
แต่โจวอิ่นไม่ได้พูดอีก
เมื่อหมอถอนมือออก ห้องทั้งห้องเงียบลง
ฉินโม่ยืนอยู่ข้างประตู กำมือจนข้อนิ้วซีด ก่อนคลายออกแล้วสั่งให้คนไปคุ้มครองครอบครัวพยานเพิ่ม
หลินเหวินมองถุงผ้าซึ่งอยู่ข้างมือที่ไม่ขยับแล้ว
เขาพาคนคนนี้ลงจากรถที่จะออกนอกเมือง
ขอให้ไว้ใจ
ให้ครอบครัวส่งของมายืนยัน
แล้วได้ฟังคำให้การเพียงส่วนหนึ่ง ก่อนคนที่รู้เส้นทางซองจะถูกฆ่า
ความคิดหนึ่งวนอยู่ในหัว
หากเขาไปถึงช้ากว่านี้ โจวอิ่นอาจยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
ไม่มีใครตอบได้
แม้แต่ตัวเขาที่เคยอ้างว่ารู้เรื่องทั้งหมด
“อย่าเขียนว่าสำนักอาลักษณ์”
เสียงฉินโม่ทำให้หลินเหวินเงยหน้า
อีกฝ่ายมองเขาอย่างเคร่งเครียด
“เขาพูดเพียงคำว่าสำนัก ยังไม่มีชื่อเต็ม”
หลินเหวินก้มมองกระดาษที่ตนหยิบมาโดยไม่รู้ตัว
ปลายพู่กันแตะค้างอยู่เหนือบรรทัด
เขาค่อย ๆ เขียนคำที่ได้ยินลงไป
สำนัก…
จากนั้นเพิ่มข้อความกำกับว่า พยานกล่าวไม่จบก่อนเสียชีวิต
ไม่เติมชื่อที่ตนสงสัย
ไม่เปลี่ยนคำสุดท้ายของชายคนหนึ่งให้กลายเป็นคำตอบที่ตนต้องการ
ฉินโม่อ่านแล้วพยักหน้า
“คำให้การก่อนหน้านี้ยังอยู่”
“แต่คนที่บอกว่าใครเปลี่ยนซองไม่อยู่แล้ว”
“เรามีชื่อผู้รับซอง”
หลินเหวินมองเขา
“และคนที่ส่งโจวอิ่นไปให้ตายก็รู้ว่าเรามีชื่อนั้น”
ฉินโม่ไม่เถียง
ด้านนอกมีเสียงคนมารายงาน พบว่าหนังสือปลายทางที่ใช้ส่งโจวอิ่นออกนอกเมืองไม่มีอยู่ในทะเบียนของหน่วยซึ่งถูกอ้างชื่อ
การย้ายตัวตั้งแต่แรกจึงอาจไม่ใช่การส่งไปสอบสวน
หลินเหวินก้มมองสำเนาคำสั่งที่ซ่อนอยู่ในเสื้อ
เอกสารปลอมฉบับหนึ่งพาทหารไปถึงเมืองชายแดน
เอกสารอีกฉบับเกือบพาพยานออกจากเมือง
และร่างคำสั่งประหารอีกแผ่นกำลังรอชื่อของเขาอยู่
เขาเริ่มเห็นว่าคนที่ทำเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องถือดาบเอง
เพียงทำให้กระดาษเดินทางถูกเส้นทาง คนอื่นก็จะเปิดประตู จัดรถ มัดมือ และลงมือแทน
ฉินโม่สั่งให้พาเขากลับโดยมีคนคุ้มกัน
หลินเหวินลุกขึ้นช้า ๆ ก่อนหันมองโจวอิ่นเป็นครั้งสุดท้าย
พรุ่งนี้วันที่สิบหก
เหลือเวลาอีกสามวันก่อนเข้าเวรรับพระราชดำรัส
และตอนนี้ คนที่ต้องการให้เขาจดผิดรู้แล้วว่าเขากำลังตามเส้นทางของคำสั่ง
© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต
ความคิดเห็น
0