Kamelessia Stories
ปก ข้าวบูดก็เคยกินมาแล้วกลับไปที่นิยายข้าวบูดก็เคยกินมาแล้ว
ตอนที่ 5

ค่าแรงก้อนแรก

หลังประตูที่ลำดวนเดินเข้าไป ไม่มีใครถามว่าเธอพร้อมหรือยัง

ผู้หญิงคนหนึ่งชี้โต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยเสื้อ แล้วบอกให้วางถุงไว้ใต้โต๊ะ

“ดูฉันทำก่อน”

ลำดวนรีบย่อตัวเก็บถุงผ้า ใช้ปลายเท้าดันเข้าไปจนชิดขาโต๊ะ ก่อนลุกขึ้นมอง

ผู้หญิงคนนั้นดึงเสื้อเข้าหาตัว พับแขน พับชาย แล้วสอดกระดาษแข็งไว้ข้างใน เสื้อที่ยับนิดหน่อยกลายเป็นสี่เหลี่ยมเรียบในเวลาเพียงครู่เดียว

“สิบตัวหนึ่งกอง นับก่อนส่ง อย่าให้ปะปนกัน คนละขนาดก็แยก”

ลำดวนพยักหน้า

“ลอง”

เธอหยิบเสื้อขึ้นมา ผ้ามันลื่นกว่าที่เคยเย็บ แขนข้างหนึ่งไหลลงจากโต๊ะ พอพับกลับขึ้นมา ชายเสื้อก็ย่น

คนสอนดึงเสื้อออกจากมือ

“จับตรงนี้ อย่าลูบไปทั้งตัว เสียเวลา”

ลำดวนทำใหม่

คราวนี้ดูเป็นสี่เหลี่ยม แต่ขอบสองข้างไม่เท่ากัน

“เอาอีก”

เธอแกะออกแล้วพับใหม่

รอบข้างมีเสียงจักรเย็บผ้าดังต่อเนื่อง บางจุดมีเสียงกรรไกรตัดด้าย คนงานเดินผ่านหลังเธอพร้อมกองเสื้อที่สูงจนแทบมองไม่เห็นหน้า

ไม่มีใครนั่งรอให้เธอเรียนจนเข้าใจ

เพียงเธอพับตัวหนึ่งเสร็จ เสื้ออีกหลายตัวก็ถูกวางเพิ่มลงมา

ยังไม่ถึงกลางวัน ลำดวนก็เริ่มปวดหลัง

โต๊ะสูงกว่าที่เหมาะกับตัวเธอ เวลาเอื้อมไปหยิบเสื้อด้านในต้องเขย่งนิดหนึ่ง เธอย้ายกองเข้ามาใกล้ แต่ผู้หญิงที่โต๊ะข้างกันบอกว่าตรงนั้นต้องเว้นไว้ให้คนส่งของ

ลำดวนจึงย้ายกลับ

เสื้อกองแรกของเธอถูกแกะออกสามตัว เพราะคอเสื้อพับไม่เรียบ

กองที่สองมีสิบเอ็ดตัว

กองที่สามขนาดปะปนกัน

“อย่าทำให้คนอื่นต้องนับใหม่หมด” คนตรวจบอก

ลำดวนก้มหน้าแก้ ไม่เถียง เพราะผิดจริง

แต่พอมือรีบมากขึ้น งานกลับผิดง่ายกว่าเดิม

เธอคิดถึงเข็มเย็บผ้าที่บ้าน งานช้าแต่รู้ว่าตรงไหนเสร็จแล้ว ตรงไหนยังต้องทำต่อ ขณะนี้เสื้อทุกตัวดูเหมือนกัน พอเงยหน้าขึ้นก็ไม่แน่ใจว่ากองที่นับแล้วคือกองไหน

เธอใช้เศษกระดาษวางใต้กองที่เสร็จ เขียนเลขสิบไว้

คนตรวจเดินมาเห็น

“กระดาษเอามาจากไหน”

“เศษตรงพื้นค่ะ”

เขาหยิบขึ้นดู ก่อนวางคืน

“เสร็จแล้วเก็บด้วย อย่าให้หลุดเข้าไปในถุงสินค้า”

ลำดวนพยักหน้า

ครั้งนี้เขาไม่ได้แกะกองเสื้อของเธอ

เธอหายใจได้เต็มปอดเป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้าประตูมา

ตอนพักกลางวัน ลำดวนเปิดถุงผ้าแล้วพบว่าไม่มีอาหารเหลือ

ห่อข้าวจากแม่กินหมดตั้งแต่เมื่อคืน เงินที่แม่ให้ยังอยู่ แต่เธอไม่อยากหยิบออกมาอีก

ด้านนอกมีคนขายข้าว คนงานบางคนซื้อ บางคนเปิดกล่องที่นำมาเอง เธอมองราคาแล้วเลือกจานที่ถูกที่สุด

ระหว่างรอ เธอเผลอหันไปมองถนน

ไม่มีพิณ

เพื่อนต้องกลับไปทำงานที่โรงงานของตนเองตั้งแต่ส่งเธอเข้าแถวแล้ว บอกว่าจะมารอหน้าประตูตอนเย็น

ลำดวนจึงนั่งกินคนเดียว

ข้าวร้อน มีผัดผักกับเศษหมูสองสามชิ้น เธอตักช้า ๆ อยากให้มื้อนี้อยู่กับตัวได้นาน ก่อนจะต้องกลับไปยืนหน้าโต๊ะอีก

ผู้หญิงที่สอนพับเสื้อเดินมานั่งเยื้องกัน

เธอวางกล่องข้าว เปิดฝา แล้วถามโดยไม่เงยหน้า

“เพิ่งเข้ากรุงเทพฯ?”

“ค่ะ”

“พักที่ไหน”

ลำดวนบอกชื่อซอย

“ไกล ต้องเผื่อรถตอนเช้า”

เธอพยักหน้า ก่อนถามเรื่องที่คิดมาตั้งแต่สมัคร

“พี่คะ วันนี้ถ้าผ่าน เขาจะบอกตอนเย็นเลยไหม”

“น่าจะบอก”

“แล้วได้เงินเมื่อไหร่”

ผู้หญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้น

“จ่ายสิ้นเดือน ถ้าจะเบิกก่อนต้องถามสำนักงาน”

ลำดวนมองข้าวในจาน

สิ้นเดือนยังอีกหลายวัน

ตอนอยู่บ้าน คนจ้างบางคนจ่ายช้า แต่เธอยังมีที่นอนและอาหารของบ้าน ขณะนี้ทุกครั้งที่กิน ทุกครั้งที่ขึ้นรถ และทุกคืนที่นอน ล้วนมีค่าใช้จ่ายตามมา

“ไม่รู้หรือ” อีกฝ่ายถาม

“ยังไม่ได้ถามค่ะ”

ผู้หญิงคนนั้นกินข้าวอีกคำ ก่อนบอก

“ถามไว้ เรื่องเงินไม่ถามก็ไม่มีใครจำได้ว่าเรายังไม่รู้”

ลำดวนเก็บคำพูดนั้นไว้

พอหมดเวลาพัก เธอก็เดินกลับไปยังโต๊ะเดิม

ช่วงบ่ายเธอพับได้เร็วขึ้น

ยังมีตัวที่ต้องแก้ แต่เริ่มจำลำดับได้ แขนซ้าย แขนขวา กระดาษ ชายเสื้อ นับสิบ แล้ววางกองไว้ด้านข้าง

เธอใช้ปลายนิ้วแตะเสื้อทุกตัวขณะนับ จะได้ไม่หลงว่ามาถึงเลขไหนแล้ว

พอเสียงเครื่องจักรบางแถวหยุด คนงานเริ่มเก็บโต๊ะ ลำดวนยังพับเสื้อตัวสุดท้ายไม่เรียบร้อย

คนตรวจยืนมอง

เธออยากเร่ง แต่ฝืนทำตามลำดับจนเสร็จ

เขาหยิบเสื้อขึ้น พลิกดู แล้ววางลง

“พรุ่งนี้มา”

ลำดวนเงยหน้า

“ได้ทำแล้วหรือคะ”

“มาลองต่อ แต่เริ่มคิดค่าแรงให้ตั้งแต่พรุ่งนี้”

ความโล่งใจมาเร็วมาก เธอเกือบลืมคำถามที่เตรียมไว้

คนตรวจขยับจะเดิน เธอจึงรีบเรียก

“แล้ววันนี้ล่ะคะ”

เขาหันมา

“บอกแล้วว่าวันลองงาน”

“ค่ะ หนูจำได้”

เสียงเธอเบาลง

“แล้วสิ้นเดือนคิดกี่วัน หนูต้องถามใครคะ”

เขาชี้สำนักงานด้านหน้า

“เขาจดให้ทุกวัน เซ็นชื่อก่อนกลับด้วย”

ลำดวนเดินไปตามทางที่เขาชี้ คนในสำนักงานให้เธอเขียนชื่อบนกระดาษแผ่นหนึ่ง แต่วันที่วันนี้ยังไม่มีจำนวนเงินอยู่ในช่อง

เธอมองมัน แล้วเซ็นชื่อช้า ๆ

วันหนึ่งผ่านไปเต็มวัน

ร่างกายรู้ว่าเธอทำงาน แต่ช่องบนกระดาษยังว่าง

พิณรออยู่หน้าประตูจริง ๆ

พอเห็นลำดวนเดินออกมา เธอก็ยกมือเรียก

“เป็นยังไง”

“พรุ่งนี้ให้มาอีก”

“ดี”

“วันนี้ไม่มีค่าแรง”

พิณพยักหน้าเหมือนรู้แล้ว

ลำดวนหยุดมอง

“เธอรู้หรือ”

“เคยเจอเหมือนกัน”

“ทำไมไม่บอกก่อน”

พิณไม่ตอบทันที เธอเลื่อนหลบคนที่กำลังออกจากประตู แล้วพาลำดวนไปยืนข้างกำแพง

“ถ้าบอก เธอจะลองไหม”

ลำดวนกำหูถุงแน่นขึ้น

“ฉันก็ควรรู้ก่อน”

พิณพยักหน้า

“จริง ฉันน่าจะบอก”

คำยอมรับทำให้คำเถียงที่ลำดวนเตรียมไว้หยุดอยู่ในปาก

“ที่เธอทำก็เป็นแบบนี้หรือ”

“ที่นี่ไม่ใช่ทุกอย่างเหมือนกันหมดหรอก” พิณบอก “ที่เก่าฉันลองหลายวัน แล้วก็ไม่เอา ฉันเสียค่ารถฟรี”

“แล้วทำยังไง”

“ไปหาใหม่ แต่ตอนนี้ฉันถามก่อนว่าลองกี่วัน ใครจดชื่อ เงินออกเมื่อไหร่”

ลำดวนมองทางโรงงาน

“ฉันถามแล้ว พรุ่งนี้เริ่มคิดให้”

“งั้นคืนนี้จดไว้ด้วย ทำวันไหนบ้าง จดของเราเอง”

พวกเธอเดินไปป้ายรถเมล์ ลำดวนหยิบเงินออกมานับแต่ไม่ยื่นให้พิณดู

เมื่อขึ้นรถแล้ว อีกฝ่ายถามว่าจะกลับมาอยู่ห้องเดิมก่อนหรือไม่

“ต้องจ่ายเท่าไหร่” ลำดวนถาม

พิณบอกจำนวนที่จะช่วยออกต่อคืน ส่วนค่าน้ำกับค่าไฟเจ้าของห้องรวมไว้แล้ว

ลำดวนคำนวณในใจ

“ฉันจ่ายให้ตอนได้เงินได้ไหม”

พิณมองเธอ แล้วหันไปมองคนอื่นบนรถ

“ต้องถามเพื่อนที่ห้องด้วย ห้องไม่ได้เป็นของฉันคนเดียว”

ลำดวนพยักหน้า

เธอไม่ชอบคำว่าต้องถามคนอื่น แต่ครั้งนี้เถียงไม่ได้

คืนนั้นผู้หญิงสามคนนั่งนับเงินกันบนพื้นห้อง

เพื่อนร่วมห้องของพิณต้องส่งเงินให้ทางบ้านเหมือนกัน จึงขอให้ลำดวนช่วยค่าอาหารไปก่อน ส่วนค่าที่พักค่อยจ่ายเมื่อได้รับค่าแรง

ลำดวนรับปากทันที

พิณดึงสมุดเล่มเล็กออกมา เขียนตัวเลขแล้วอ่านให้ฟังทีละรายการ

“อันนี้ค่าห้องที่ค้าง อันนี้ช่วยค่าข้าว วันนี้จ่ายแล้ว ก็ขีดออก”

ลำดวนเห็นคำว่าค้างแล้วหน้าร้อนขึ้น

“ฉันจำได้”

“ฉันอาจจำไม่ได้” พิณตอบ “พอถึงวันได้เงิน จะได้ไม่ต้องมานั่งเถียงว่าใครจำถูก”

เพื่อนร่วมห้องพยักหน้า

ลำดวนจึงหยิบดินสอมาเขียนชื่อของตัวเองใต้ตัวเลข

สมุดเล่มนั้นไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกถูกจับผิดอย่างที่กลัว พอเห็นจำนวนชัด ๆ เธอก็รู้ว่าต้องทำงานอีกกี่วันก่อนจะมีเงินส่วนที่เป็นของตนจริง ๆ

คืนนั้นเธอเขียนจดหมายถึงแม่

บอกว่าถึงแล้ว มีที่นอน และได้เริ่มงานพรุ่งนี้

เธอเขียนที่อยู่บนซองอย่างระวัง ให้พิณช่วยตรวจเลขบ้าน

สมชายอยากรู้เรื่องตึกสูง เธอจึงเติมว่า ตึกบางหลังสูงจนเงยหน้ามองแล้วหมวกคงหล่น ถ้ามีหมวก

ลำดวนยิ้มกับประโยคของตัวเอง ก่อนพับกระดาษ

ส่วนเรื่องวันแรกที่ทำงานฟรี เธอไม่ได้เขียน

ไม่อยากให้แม่คิดว่าทางที่เธอเลือกผิดตั้งแต่วันแรก

วันถัด ๆ มาเริ่มคล้ายกัน

ตื่นก่อนแสงเข้าห้อง ต่อแถวใช้ห้องน้ำ กินข้าว ขึ้นรถ ยืนพับเสื้อ กินข้าวอีกครั้ง แล้วกลับมาซักเสื้อก่อนนอน

แต่ร่างกายไม่ได้คุ้นเร็วเท่าที่ลำดวนหวัง

ช่วงสามวันแรกเธอปวดไหล่จนยกแขนล้างผมลำบาก เท้าเจ็บตรงขอบรองเท้า พิณให้เธอเอาผ้าชิ้นเล็กมารองไว้ ก่อนจะบอกให้หาคู่ที่พอดีเมื่อมีเงิน

ลำดวนบอกว่าคู่นี้ยังใส่ได้

พิณชี้เท้าเธอ

“รองเท้ายังดี แต่เท้าเธอไม่ดีแล้ว”

เธอจึงเงียบ

ที่โรงงาน ผู้หญิงคนสอนงานเริ่มวางเสื้อกองใหม่ให้โดยไม่ต้องตรวจทุกตัว คนงานข้างโต๊ะชวนคุยบ้าง ถามบ้านเกิด ถามว่าเรียนถึงไหน และสอนให้เธอรู้ว่าจุดไหนมักมีด้ายค้าง

ลำดวนไม่ใช่คนที่เร็วที่สุด

แต่กองของเธอเริ่มไม่ถูกส่งกลับ

ตอนเย็นเธอจดวันที่ทำงานลงในสมุดเล่มเล็ก วันไหนกลับช้าก็เขียนเพิ่มไว้ พอว่างจากงานโรงงาน เธอรับซ่อมเสื้อให้คนในห้องเช่า ค่าเย็บไม่มาก แต่ทำให้มีเงินซื้ออาหารโดยไม่ต้องหยิบเงินของแม่ต่อ

พิณเอากระโปรงมาให้ซ่อม

“เอาเข้าหน่อย หลวม”

ลำดวนจับเอวกระโปรง

“หลวมเพราะไม่ค่อยกินหรือเปล่า”

“หลวมเพราะอยากให้เธอถามว่าทำไมผอมสวย”

เธอหัวเราะ

“งั้นไม่ต้องเย็บ”

“เย็บสิ เดี๋ยวหลุดกลางถนน คนจะเห็นความสวยมากไป”

ลำดวนหัวเราะจนแทงเข็มไม่ตรง ต้องเลาะออกทำใหม่

ในห้องเล็กที่มีเสื่อนอนเกือบเต็มพื้น บางคืนก็มีเสียงหัวเราะมากกว่าเสียงบ่น

วันรับเงิน ลำดวนตื่นก่อนคนอื่นอีกครั้ง

เธอหยิบสมุดนับวันทำงาน ทวนตัวเลขที่คำนวณไว้หลายรอบ หลังหักค่าที่พักกับค่าอาหารแล้ว ยังมีเงินพอส่งกลับบ้าน และเหลือซื้อรองเท้าราคาถูกคู่หนึ่ง

เธอคิดถึงแม่

คิดถึงจักรที่เคยอยากซื้อ แต่คราวนี้ไม่ได้รีบคิดว่าจะต้องซื้อทันที

ตอนเย็นคนงานต่อแถวหน้าสำนักงาน

แต่ละคนรับซอง เซ็นชื่อ แล้วเดินออกไป ลำดวนยืนรอโดยไม่คุยกับใคร มือชื้นจนต้องเช็ดกับชายเสื้อ

เมื่อถึงคิว คนจ่ายเงินอ่านชื่อ

“ลำดวน แสงคำ”

เธอรับซองมา

ชื่อของเธอเขียนอยู่ด้านหน้า

เป็นครั้งแรกที่เงินก้อนหนึ่งถูกใส่ซองและระบุชัดว่าต้องส่งถึงมือเธอ

ลำดวนเกือบเซ็นชื่อทันที แต่จำคำของพิณได้ จึงเปิดซองก่อน

เธอนับหนึ่งรอบ

นับอีกรอบ

จำนวนน้อยกว่าที่จดไว้

คนข้างหลังขยับเข้ามา เธอรีบเก็บเงิน แต่ยังไม่เซ็น

“มีอะไร” คนจ่ายเงินถาม

ลำดวนเปิดสมุด

“หนูทำสิบสองวันค่ะ”

เขาดูกระดาษบนโต๊ะ

“ในนี้สิบวัน”

“วันแรกที่ลองไม่นับ หนูไม่ได้รวมแล้วค่ะ หลังจากนั้นสิบสองวัน”

เธอชี้วันที่จดไว้

คนจ่ายเงินขมวดคิ้ว

“อาจยังไม่ได้ส่งมา ไปถามหัวหน้าก่อน”

“แล้วหนูต้องเซ็นไหมคะ”

เขามองแถวด้านหลัง

“รับเท่านี้ก่อนก็เซ็นเท่านี้”

ลำดวนอ่านตัวเลขบนกระดาษ มันตรงกับเงินในซอง

เธอเซ็น แต่ก่อนถอยออกไปถาม

“อีกสองวันหนูต้องมารับเมื่อไหร่คะ”

“ให้เขาส่งยอดมาก่อน”

คำตอบคล้ายคำว่าเอาไปใช้ก่อนของพ่อจนเธอใจหาย

เธอเดินกลับเข้าไปหาโต๊ะที่ทำงาน คนตรวจกำลังเก็บสมุด เธอยื่นสมุดของตัวเองให้ดู

เขาพลิกหน้าบันทึกของโรงงาน ตรวจวันที่ แล้วพบว่าชื่อของเธอหลุดไปอยู่ท้ายอีกแผ่น

“ตกไปสองวันจริง เดี๋ยวส่งให้”

ลำดวนยืนรอ

เขาเงยหน้ามอง

“ยังมีอะไรอีก”

เธอกลืนน้ำลาย

“ขอให้เขียนไว้ในสมุดหนูได้ไหมคะ ว่ายังค้างสองวัน”

เขามองเธออยู่อึดใจ ก่อนหยิบดินสอเขียนวันกับจำนวนลงไป แล้วเซ็นชื่อกำกับ

“วันจันทร์มาถามสำนักงาน”

ลำดวนรับสมุดกลับมา ใช้นิ้วปิดตรงตัวหนังสือไว้เหมือนกลัวมันหาย

เธอไม่รู้ว่าเขารำคาญหรือไม่

รู้เพียงว่าคราวนี้เธอไม่ได้เดินออกมาพร้อมคำสัญญาลอย ๆ

พิณมารอใกล้ป้ายรถเมล์

พอเห็นซองในมือก็ยิ้ม

“ได้แล้ว?”

ลำดวนพยักหน้า

“ขาดสองวัน แต่เขาเขียนให้แล้ว วันจันทร์ให้ไปถาม”

พิณขอดูสมุด อ่านแล้วคืน

“ดี จดไว้”

ลำดวนเล่าเรื่องตอนนับเงิน เสียงยังสั่นนิดหน่อย

“ฉันกลัวเขาไม่ให้ทำต่อ”

“ฉันก็กลัวเวลาถาม”

“เธอพูดเหมือนไม่กลัวเลย”

พิณหัวเราะ

“ถ้ารอให้ไม่กลัว ฉันคงยังไม่ได้เงินจากที่แรก”

ทั้งคู่ยืนหลบฝุ่นรถ ลำดวนมองซองแล้วลองนับเงินส่วนที่จะเหลือหลังจ่ายหนี้ที่พัก

พิณชี้ร้านอาหารฝั่งตรงข้าม

“วันนี้ไปกินตรงนั้นไหม”

เธอกำซอง

“แพงหรือเปล่า”

“มีป้ายราคา เดินไปดูก่อนก็ได้”

ลำดวนลังเล

ก่อนมาเมือง เธอคิดถึงเงินในฐานะสิ่งที่ต้องหา เมื่อได้แล้วกลับไม่กล้าใช้ แม้แต่กับอาหารที่อยากกิน

พิณไม่ได้ลากแขน เพียงยืนรอ

ลำดวนจึงพับซองใส่ถุง แล้วเดินข้ามถนนไปด้วยกัน

ร้านมีโต๊ะไม้สี่ตัวกับตู้กระจกใส่กับข้าว

ลำดวนยืนดูราคาอยู่หน้าตู้ เจ้าของร้านถามว่าจะรับอะไร เธอชี้ไข่พะโล้ ก่อนมองหมูชิ้นหนึ่งที่วางอยู่ข้างกัน

“เอาหมูด้วยไหม” แม่ค้าถาม

เธอเกือบตอบว่าไม่

แล้วคิดถึงซองที่มีชื่อของตนอยู่ข้างใน

“ด้วยค่ะ”

พอจานมาถึง เธอมองไข่ทั้งฟองอยู่นาน

ไม่มีใครแบ่งมันออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ

ไม่มีใครบอกว่าให้คนอื่นก่อน

ข้าวยังมีไอร้อน หมูตุ๋นจนใช้ช้อนกดก็ขาด น้ำพะโล้ซึมเข้าไปในข้าว เธอตักคำแรกแล้วต้องหยุด เพราะร้อนกว่าที่คิด

พิณเห็นจึงหัวเราะ

“ไม่ต้องรีบ ร้านยังไม่ปิด”

ลำดวนค่อย ๆ เคี้ยว

เธอเคยกินของอร่อยกว่านี้ไหม อาจเคยในงานบุญหรือบ้านคนจ้าง แต่จานเหล่านั้นต้องรอให้มีคนตักให้

จานนี้เธอเดินเข้ามาเลือกเอง

พอกินไข่ครึ่งฟอง เธอเผลอเลื่อนไปทางพิณ

“เอาไหม”

พิณชี้ไข่ในจานตัวเอง

“ฉันก็มี”

ลำดวนจึงดึงจานกลับ

ทั้งสองกินเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนพิณเล่าเรื่องเพื่อนร่วมงานที่ใส่เสื้อกลับด้านทั้งวัน ไม่มีใครบอกเพราะคิดว่าเป็นแบบใหม่

ลำดวนหัวเราะจนต้องวางช้อน

แล้วเธอก็กินไข่อีกครึ่งฟองของตัวเองจนหมด

กลับถึงห้อง ลำดวนจ่ายค่าที่พักที่ค้างไว้ก่อน

พิณเปิดสมุด ขีดรายการที่รับแล้วให้ดู เพื่อนร่วมห้องนับเงิน พยักหน้า แล้วเลื่อนถ้วยน้ำมาให้

ไม่มีใครบ่นว่าเธอจ่ายช้า

แต่ลำดวนรู้สึกโล่งราวกับได้ย้ายของหนักออกจากอก

เธอแบ่งเงินที่เหลือเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งสำหรับกินและเดินทาง ส่วนหนึ่งเก็บไว้ซื้อรองเท้า อีกส่วนเตรียมส่งให้แม่

“ส่งทั้งหมดนี่เลยหรือ” พิณถาม

“แม่ต้องใช้”

“เก็บเผื่อป่วยด้วย”

ลำดวนมองเงิน แล้วหยิบจากส่วนส่งกลับบ้านออกมานิดหนึ่ง

มือเธอหยุดอยู่กลางทาง

สุดท้ายวางกลับเหมือนเดิม

พิณเห็นแต่ไม่พูดซ้ำ

ลำดวนหยิบกระดาษมาเขียนจดหมาย บอกว่าได้รับเงินแล้ว ทำงานได้ และอยู่กับเพื่อนที่ช่วยดูแลกัน

ถึงบรรทัดหนึ่ง เธอเขียนว่า ไม่ต้องเป็นห่วง หนูสบายดี

แล้วมองปลายนิ้วของตัวเอง

นิ้วบวมเล็กน้อยจากงาน เท้ามีแผล และหลังยังปวดทุกครั้งที่ลุก

เธอขีดคำว่าสบายดีออก

เขียนใหม่ว่า หนูเริ่มทำงานเป็นแล้ว

ประโยคนั้นทำให้เธออ่านจดหมายต่อได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังหลอกแม่ทั้งหมด

ก่อนนอนเธอลองรองเท้าคู่เก่าอีกครั้ง ผ้ารองส้นเลื่อนออกมา เธอจัดมันกลับ แล้วมองเงินส่วนที่ตั้งใจซื้อคู่ใหม่

วันพรุ่งนี้ยังเดินไหว

เธอจึงเก็บเงินก้อนนั้นไว้ก่อน

“แล้ววันจันทร์ได้เงินที่ขาดไหม”

ธันวาถามทันทีที่ลำดวนหยุดเล่า

“ได้ ยายถือสมุดไปตั้งแต่เขายังจัดโต๊ะไม่เสร็จ”

“เขาว่าไหม”

“บ่นว่ายายมาแต่เช้า แต่ก็ให้”

เขายิ้ม

ลำดวนขยับขา พิงพนักเก้าอี้มากขึ้น ธันวาเหลือบมองนาฬิกา แล้วลุกไปยกหมอนจากโซฟามาให้เธอรองหลัง

“เมื่อยหรือเปล่า”

“นิดหน่อย”

เธอรับหมอนมา ไม่ได้ปฏิเสธเหมือนหลายครั้งก่อน

ธันวากลับมานั่ง

“อาหารมื้อนั้นยายจำได้หมดเลยหรือ”

“จำไข่ได้ หมูจำได้ แต่ผักในจานจำไม่ได้แล้ว”

“อร่อยมาก?”

ลำดวนพยักหน้า

“ยายจ่ายเอง อยากกินอะไรก็สั่งได้ ถึงจะสั่งได้ไม่กี่อย่างก็เถอะ”

เขามองจานเปล่าที่ซ้อนอยู่ในครัว

อาหารมื้อแรกที่ร้านของเขาขายได้ เขาก็จำลูกค้าคนนั้นได้ จำได้ว่ากดดูยอดชำระหลายครั้ง ทั้งที่เงินเข้าบัญชีแล้ว

เขาเคยมีความรู้สึกคล้ายกัน

ก่อนจะปล่อยให้ยอดของคนอื่นทำให้ของตนดูเล็กลงทุกวัน

“ผมเคยดีใจกับเงินไม่กี่ร้อยเหมือนกัน” เขาพูด

ลำดวนมองเขา

“ตอนรับงานครั้งแรก ผมซื้อขนมกลับมาให้ยาย จำได้ไหม”

เธอยิ้ม

“ขนมกล่องเล็กที่เอ็งบอกว่าอย่าแกะรอแม่ แต่ยายแกะก่อน”

“ยายบอกว่าชิมก่อนคำหนึ่ง”

“ชิมหลายคำไปหน่อย”

ธันวาหัวเราะ ความทรงจำเรื่องงานของเขาไม่ได้มีแต่วันที่ร้านปิด อย่างน้อยมีขนมกล่องหนึ่งที่ยายกินเกือบหมดก่อนแม่กลับบ้านด้วย

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดข้อความจากกฤต แล้วเปลี่ยนไปดูรายการเงินที่ต้องชำระ

ลำดวนเหลือบมอง แต่ไม่ถามว่าตัวเลขเท่าไหร่

“ผมควรจดให้ชัดเหมือนสมุดของพิณ” เขาพูด “ตอนนี้ผมรู้แต่ว่ามันเยอะ”

“กระดาษอยู่ในลิ้นชัก”

เขาเปิดลิ้นชักโต๊ะ พบสมุดเล่มหนึ่งกับปากกา ยังไม่เริ่มเขียนทันที เพียงวางไว้ข้างโทรศัพท์

ลำดวนมองสมุด

“พรุ่งนี้ก็ได้ ดึกแล้ว”

เขาพยักหน้า

ยังไม่พร้อมคำนวณทั้งหมด แต่คราวนี้ไม่ได้ซ่อนโทรศัพท์ไว้ใต้โต๊ะ

ก่อนเก็บกล่องรูป ธันวาหยิบภาพหน้าโรงงานขึ้นอีกครั้ง

ถุงกระดาษในมือยายวัยสาวทำให้เขานึกได้

“นี่ถ่ายวันรับเงินหรือ”

“ไม่ใช่ หลังจากนั้นหลายเดือน มีงานที่โรงงาน พิณไปขอลูกโป่งมา บังคับยายให้ถ่ายด้วย”

“แล้วในถุงยายมีอะไร”

ลำดวนมองภาพ

“รองเท้า”

“คู่ใหม่?”

“อือ ในที่สุดก็ซื้อ”

ธันวาหัวเราะ ก่อนหยุดเมื่อยายพูดต่อ

“มีคนช่วยเลือก”

“พิณ?”

เธอส่ายหน้า

รอยยิ้มเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ไม่กว้างขึ้น แต่เหมือนกำลังมองเห็นใครอยู่นอกภาพ

“ผู้ชายส่งของ”

ธันวาวางรูปลง

“ตาเหรอ”

ลำดวนมองเขา แล้วส่ายหน้าอีกครั้ง

“ก่อนตาเอ็ง”

เขาเงียบ

ในบ้านนี้มีรูปตาประเสริฐอยู่บนผนัง มีของที่ตาซ่อมไว้ และมีเรื่องที่ยายเล่าถึงตาบ่อย ๆ

เขาไม่เคยคิดว่า ก่อนจะมีคนที่ตนเรียกว่าตา ยายเคยมีใครอีกคนที่ช่วยเลือกของและทำให้ยิ้มแบบนั้น

“เขาชื่ออะไร”

ลำดวนใช้นิ้วแตะถุงกระดาษในภาพ

“ชัย”

ชายส่งของยืนอยู่ข้างรถ มีเสื้อเชิ้ตพับแขนถึงข้อศอก

ลำดวนเพิ่งเดินออกจากร้านรองเท้า พิณกำลังเถียงราคาอยู่ด้านใน เธอจึงถือถุงรอข้างทาง

ชายคนนั้นเห็นเธอสลับยกเท้าพักทีละข้าง

“รองเท้ากัดหรือ”

เธอหยุดขยับทันที

“นิดหน่อย”

เขาก้มมองรองเท้าคู่เก่า ก่อนมองถุงในมือ

“ซื้อใหม่แล้ว?”

เธอพยักหน้า

“ใส่เลยสิ เก็บไว้ทำไม”

“กลัวเลอะ”

เขาหัวเราะ แต่ไม่ได้หัวเราะแบบเด็กที่โรงเรียน

“ซื้อมาให้เท้าใส่ ไม่ได้ซื้อให้ถุงใส่”

ลำดวนก้มมองถุง

คำพูดคล้ายของพิณ แต่เสียงของเขาทำให้เธออยากฟังต่อ

ชายคนนั้นยกกล่องใบหนึ่งออกจากรถ วางไว้ใกล้ผนังแล้วถอยให้

“นั่งเปลี่ยนตรงนี้ได้ กล่องเปล่า”

เธอมองเขาอย่างระวัง ก่อนมองเข้าไปในร้านที่พิณยังอยู่

แล้วจึงค่อยนั่งลง

ตอนถอดรองเท้าเก่า เธอรีบเอาชายกระโปรงบังส้นเท้าที่เป็นแผล แต่เขาหันกลับไปจัดของแล้ว

ไม่ได้จ้อง

ไม่ได้ถามต่อ

ลำดวนสวมคู่ใหม่ ขยับปลายเท้า ลองยืน

เป็นครั้งแรกในหลายเดือนที่ขอบรองเท้าไม่กดลงบนแผลเดิม

เธอเผลอยิ้ม

ชายคนนั้นหันมาเห็นพอดี

“ดีขึ้นไหม”

“ดีค่ะ”

“งั้นเดินดู อย่าเพิ่งทิ้งคู่เก่า ถ้าไม่พอดียังกลับไปเปลี่ยนทัน”

เธอเดินสองก้าวแล้วหันกลับ

“ขอบคุณค่ะ”

เขาพยักหน้า

“ผมชัย”

ลำดวนบอกชื่อของตนเอง

พิณเดินออกจากร้านพร้อมถุงใบเล็ก เห็นรองเท้าใหม่แล้วถามว่าในที่สุดยอมใส่หรือ

ลำดวนก้มหน้าจัดรองเท้าเก่าลงถุง

พิณมองชายส่งของแล้วมองเธอ ก่อนขยับมายืนข้าง ๆ

“กลับกันเถอะดวน”

ชัยยกมือให้ทาง

“เดินดี ๆ นะ”

ลำดวนพยักหน้าแล้วตามพิณไป

ผ่านมาหลายปี เธอจะจำคำพูดอีกมากมายของผู้ชายคนนี้ไม่ได้ จำไม่ได้ด้วยว่าเสื้อเชิ้ตวันนั้นเป็นสีอะไร

แต่เธอจะจำได้ว่า เขาเป็นคนแรกในเมืองที่มองเห็นว่าเท้าของเธอเจ็บ โดยที่เธอยังไม่ได้บอก

และในวันที่เหนื่อยจนแทบไม่เหลือแรง ความใส่ใจเล็กน้อยก็มีค่ามากพอให้เธออยากพบเขาอีกครั้ง

ความคิดเห็น

0
เขียนความคิดเห็น…
ยังไม่มีความคิดเห็น

© 2026 Kamelessia — สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามนำผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กฎหมายอนุญาต